ยุทธวิจิตรพิชิตจักรภพ

    บทที่ ๑๒๑ สถานการณ์คับขัน (re-edition)

            เสียงคำรามดังกึกก้อง .. อุทัยหูแทบแตก สันหลังของมันเสียววาบ แล้วค่อยๆ หันกลับไปพบเห็นมังกรเทวะตัวเท่าตึกสามชั้น กำลังกางปีกขยายออก ทั้งตัวเป็นเกล็ดสีม่วงวาววับ ดวงตาสีแดงหม่นกำลังจ้องมองมา น้ำลายไหลยืดออกมาจากปากดูน่ากลัว

            อุทัยกล่าวตะกุกตะกัก “จะ .. จะ .. เจ้า .. หลับอยู่มิใช่หรือ ..”

            มังกรเทวะมองทั้งสองแล้วกลืนน้ำลายดัง .. อึกกก .. มันตอบว่า “หลับอันใดกัน .. แค่นอนพลิกไปพลิกมา เจ้าก็เดินออกมาเอง .. ฮี ฮี”

            หวา .. อุทัยถูกมังกรตัวนี้หลอกเอาเสียแล้ว

            มังกรเทวะกล่าวต่อ “.. คิดจะมาขโมยทองคำของข้าหล่ะซิ”

            อุทัยรีบปฏิเสธ “ป่าวนะ ทองอันใด .. ข้าเพียงต้องการใช้ประตูบานนี้” มันรีบชี้นิ้วไปยังประตูมิติ

            อ่า .. มังกรเทวะอุทาน “ประตูมิติอันนี้อ่ะเหรอ .. ฮา ฮา” เจ้ามังกรเทวะหัวเราะแล้วจึงกล่าวต่อ “ประตูมิตินี้ มีเพียงผู้ที่มีเลือดมังกรเทวะ จึงจะเปิดมนตราใช้เดินทางผ่านมิติไปได้”

            หวาาาา .. อุทัยอ้าปากค้าง

            จ๊ากกกก .. เจ้าวานรน้อยร้องเสียงหลง

            มังกรเทวะกล่าวว่า “เจ้าไม่มีเลือดมังกรเทวะ จึงไม่สามารถใช้ประตูมิติได้ .. ที่เจ้าเข้ามาหวังจะนำสมบัติเหล่านี้ออกไป .. ใช่ไหมหล่ะ .. เจ้าพวกวานรหัวขโมย”

            อุทัยครุ่นคิด .. ทำเช่นไรดี ตอนนี้ไม่สามารถเปิดประตูมิติเดินทางกลับไปได้แล้ว .. มันรีบกล่าวต่อ “ทะ .. ท่านมังกรเทวะอันประเสริฐ .. ข้าหาใช่หัวขโมยอย่างท่านกล่าวไม่ ..”

            แพร๊บบบ .. มังกรเทวะแลบลิ้นเลียปาก กล่าวว่า “เช่นนั้น เจ้าก็ถูกส่งมาเป็นอาหารของข้า .. ข้ามิได้รับสิ่งสังเวยอันใดมานานมากแล้ว ..”

            เจี๊ยกกก .. เจ้าเวรุงกะกล่าว “เจ้าหิวเหรอ .. สัตว์ป่าตั้งมากมาย ก็ออกไปจับกินสิ”

            อุทัยรีบกล่าวเสริม “ใช่ๆ .. ท่านเจ้าแห่งมังกรเทวะ พวกข้าตัวเล็กนิดเดียว กินไม่อิ่มดอกหนาท่าน”

            เจ้าเวรุงกะหันไปกล่าวกับอุทัย “หรือมันถูกจองจำไว้ ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้”

            อุทัยพยักหน้าเห็นด้วย “คงเป็นเช่นนั้น พวกเรามีหนทางรอดแล้ว” .. แล้วจึงมองไปยังปลอกคอและสายโซ่โลหะที่ห้อยยาวลงมาจากคอเจ้ามังกรเทวะ

            เจ้ามังกรเทวะมองทั้งสองอย่างรู้ทัน กล่าวว่า “พวกเจ้าคงคิดหล่ะซิ ว่าสายโซ่พวกนี้จะพันธนาการเข้าเอาไว้” แล้วค่อยๆ ดึงรวบสายโซ่เข้ามา

            อุทัยและเจ้าเวรุงกะเห็นเช่นนั้นถึงกับหน้าถอดสี ปลายสายโซ่มิได้ยึดติดไว้กับสิ่งใด เจ้ามังกรเทวะกล่าวต่อ “สายโซ่เหล่านี้ ข้ากัดขาดไปเสียตั้งนานแล้ว”

            อุทัย !!! เจ้าวานรน้อย !!! .. ซวยแล้วววว

            ตุ๊บบบ ! ตุ๊บบบ ! ตุ๊บบบ ! .. มังกรเทวะก้าวเท้าเข้าหา มันกลืนน้ำลายดังอึก กล่าวขึ้นว่า “มาม่ะ .. มาให้ข้ากินเสีย ดี ดี ..”

            “ประเดี๋ยวก่อน ..” อุทัยรีบกล่าวอย่างเร่งด่วน “ท่าน มาอยู่ในสถานที่เช่นนี้ได้อย่างไร ..”

            มังกรเทวะหยุดกึก มันจ้องมองอุทัยแล้วกล่าวว่า “เจ้าวานรเหม็นสาบ .. นี่เจ้าคิดจะกล่าวอันใดหรือ ..”

            อุทัยกล่าวตอบ “ก็แค่อยากรู้ .. มังกรเทวะอันยิ่งใหญ่เช่นท่าน ไม่สมควรอยู่ที่นี่”

            คำมังกรเทวะอันยิ่งใหญ่ ทำเจ้ามังกรชะงักไป .. อุทัยเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวต่อ “มังกรอัสนีสวรรค์เช่นท่าน ต้องเป็นเผ่าพันธุ์มังกรเทวะอันสูงส่ง สมควรอยู่บนสรวงสวรรค์มิใช่หรือ ..”

            อุทัยช่างเจรจา ทำเจ้ามังกรเทวะดวงตาเหม่อลอยหวนคิดถึงเรื่องราว มันกล่าวพึมพำ “.. เผ่าพันธุ์มังกรเทวะเช่นข้า .. ต้องมาอยู่ในดินแดนห่างไกลกันดารเช่นนี้”

            ห้วงคำนึงของมังกรเทวะทำอารมณ์ของมันเปลี่ยนเป็นเกรี้ยวกราดกว่าเดิม มันกระพือปีกโก่งคอร้องคำรามด้วยความอัดอั้นดัง .. โฮ๊กกกกก !!!

            “เป็นเพราะมัน .. ไอ้เทพเจ้ามังกรอันน่าชัง .. หากในวันนั้น ข้าเป็นฝ่ายมีชัย ก็ไม่ต้องมาอยู่ที่นี่”

            “และ คำสาปของพวกมัน ทำให้ข้าต้องมาพิทักษ์ทรัพย์สมบัติเหล่านี้ .. คอยรับใช้แก่บุตรของมัน .. บุตรผู้เป็นมนุษย์อันต่ำต้อย ..”

            “ข้าสาบาน สักวันหนึ่ง .. ข้าก็ต้องทวงหนี้แค้นของข้าให้ได้”

            .. โฮ๊กกกกก !!! เสียงคำรามอันอดสูดังไปทั่วโถงถ้ำ

            อุทัยกล่าวด้วยความอยากรู้ “บุตรของเทพเจ้ามังกร .. บุคคลนั้น คือผู้ที่มีนามว่า .. โอริสา ใช่หรือไม่ ..”

            .. โฮ๊กกกกกกกก !!! ดวงตาของมังกรเทวะแดงฉาน แผดคำรามด้วยโทสะที่เพิ่มขึ้น

            มังกรเทวะตวาดว่า “อย่าเอ่ยนามของมัน” .. แล้วจึงพุ่งกายรวดเร็วปานสายฟ้า นำกรงเล็บเข้าตะปบร่างอันกระจ้อยร่อยของอุทัย

            จ๊ากกก ! เจ้าเวรุงกะร้องเสียงหลง “เจรจาอันใดของนายท่าน มันคลั่งใหญ่แล้ว”

            .. ตู้มมม ! ก้อนหินแตกกระจาย เหรียญทองถูกพลังของมังกรเทวะปลิวกระเด็น

            อุทัยและเจ้าวานรน้อยลอยตัวกระโดดลอยสูงกว่าสิบวา หลบรอดกรงเล็บอันทรงพลังนั้น มันรีบกล่าว “ช้าก่อน ! ท่านโกรธแค้นพวกมัน แล้วเกี่ยวอันใดกับข้า ..”

            มังกรเทวะเดือดดาลกล่าว “ข้าจะกินพวกเจ้าให้หายแค้น” .. แล้วนำกรงเล็บมือไล่จับอุทัยและเจ้าเวรุงกะ

            อุทัยพลิกตัวกลางอากาศวูบวาบ หลบลอดกรงเล็บซ้ายขวาที่ตะปบเข้ามา รีบกล่าวว่า “ท่านเข้าใจผิดแล้ว”

            เจ้าเวรุงกะก็รวดเร็วหลบรอดได้อย่างเหลือเชื่อ กล่าวว่า “จ๊ากกก .. ข้าไม่เกี่ยวอันใดกับพวกมานนน ..”

            มังกรเทวะบ้าคลั่งน้ำลายยืด “ข้าไม่สน วันนี้ข้าจะฉีกร่างพวกเจ้า”

            ยิ่งเจรจายิ่งกระตุ้นความบ้าคลั่งของเจ้ามังกร มันใช้ทั้งกรงเล็บมือเท้าไล่ตะปบไขว่คว้าอย่างดุดัน

            ยังมีหางหนามอันแข็งแกร่งฟาดจนก้อนหินน้อยใหญ่แตกกระจาย .. โครมมม .. โครมมมม

            อุทัยและเจ้าวานรน้อยได้แต่หลบหลีก แต่จนแล้วจนรอดเจ้ามังกรเทวะยังไม่สามารถสัมผัสร่างน้อยๆ ของพวกมันได้

            เจ้าเวรุงกะร้องตะโกน “เจ้านาย ทำเช่นไรดี พวกเราหนีออกไปก่อนดีหรือไม่”

            อุทัยร้องตอบ “จะหนีไปได้อย่างไร ปากทางเข้าถ้ำถูกปิดเสียมิดแล้ว”

            .. โครมมม ! หางหนามของเจ้ามังกรฟาดเฉียดอุทัยไปเพียงวาเศษ แต่กระนั้นความรุนแรงยังทำมันปลิวกระเด็นจนร่างของเจ้ามังกรน้อยหลุดมือไป

            เจ้ามังกรเทวะไล่จับจนหงุดหงิดกล่าวขึ้นว่า “.. ว่องไวนักหรือ .. เช่นนั้นเอาอัคคีมังกรไปรับประทาน ..”

            .. โฮ๊กกก ! เปลวอัคคีร้อนแรงเป็นสายพุ่งออกจากปาก

            .. ตู้มมมมม ! พลังอัคคีระเบิดออกจนหินตามผนังถ้ำสั่นไหว

            .. ตู้มมมมม ! ตู้มมมมม ! ตู้มมมมม ! .. ราวตกอยู่ในขุมนรก เจ้ามังกรเทวะสาดอัคคีมังกรใส่อุทัยไปทั่วโถงถ้ำ

            ในเศษเสี้ยววินาทีอุทัยตัดสินใจกระโดดแหวกอัคคีมังกรลอยมาถึงหัวอันใหญ่โตของมังกรเทวะ สายตาของทั้งสองจ้องมองกันและกัน อุทัยง้างหมัดขวาออก

            ร่างของมันปรากฏอักขระยันต์สีทองขึ้นเต็มกาย แล้วชกหมัดเข้าใส่ปลายคางของเจ้ามังกรเทวะอย่างสุดกำลัง

            .. หมัดอรุณโรจน์ !!!

            .. เปรี๊ยงงง !!! .. เสียงดังสนั่น พลังปราณอรุณโรจน์สีทองสาดกระจาย

            แต่กลับเป็นอุทัยที่ถูกพลังปราณของมังกรเทวะกระแทกใส่จนร่วงหล่นลงพื้นดัง .. โครมมม ..

            จ๊ากกก ! เจ้าวานรน้อยร้องเสียงหลง

            เจ้ามังกรเทวะเพียงชะงักนิดหนึ่ง หันมามองแล้วกล่าวขึ้นว่า “ชกเบาราวตดยุงเช่นนี้ จะทำอันใดข้าได้ .. ฮึ ฮึ”

            อุทัยค่อยๆ ชันกายลุกขึ้น หน้าตาของมันเหยเก แขนขวาข้างนั้นไร้ความรู้สึก เพราะการชกเจ้ามังกรเทวะครั้งนี้ทำกระดูกแขนป่นปี้ไปเสียแล้ว

            คนรวบรวมจิตสมาธิโคจรปราณ ‘เทวะจริงแท้’ ภายในเส้นชีพจรเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ เพียงสามวินาทีกระดูกเส้นเอ็นก็กลับมาประสานกันใหม่อีกครั้ง

            เจ้ามังกรเทวะจ้องมองอุทัยแล้วกล่าวว่า “ไม่เลว .. ไม่เลว .. เจ้าวานรตัวนี้ไม่เลวจริงจริง”

            อุทัยไม่กล้าประมาทเจ้ามังกรเทวะ มันนำดาบสยบจักรภพออกมา .. ดาบสีดำเล่มเล็กอันเท่าฝ่ามือถูกพลังปราณถ่ายทอดบรรจุลง ก็ยืดขยายออกกว่าสามศอกอย่างรวดเร็ว

            “บัดซบ .. วันนี้ .. ตายเป็นตาย ..” อุทัยดวงตาส่องประกายมุ่งมั่น

            อุทัยถีบร่างกระโดดลอยเข้าหาเจ้ามังกรเทวะ .. มือซ้ายถือฝักดาบ .. มือขวากำด้ามดาบ แล้วจึงชักออก .. เช้งงงงง !

            เจ้ามังกรเทวะเห็นเช่นนั้นกลับกระหยิ่มยิ้ม “ฮา .. คิดว่าแกร่งกว่าเกล็ดมังกรของข้าหรือไง .. เข้ามา ..” .. มันแอ่นอกให้ราวท้าทายคมดาบนั้น

            ดาบถูกเงื้อจนสุดแขน .. กระบวนดาบเทพสงครามถูกระเบิดด้วยพลังปราณจากทุกอณูของชีพจร

            .. หนึ่งดาบผ่านสวรรค์ !!!

            .. ท่าดาบบรรจงฟาดฟันลงบรรจุด้วยพลังปราณอรุณโรจน์ขั้นสุด ปราณคุ้มครองกายของมังกรเทวะถูกตัดขาดเป็นริ้วๆ .. อุทัยพุ่งเฉียงลงพร้อมปราณดาบเฉียบคมเป็นสายสีทองตัดเข้าเกล็ดสีม่วงเลื่อมรุ่ง

            .. เปรี้ยงงง !!! ปราณดาบสังหารฟันผ่านหน้าอกเจ้ามังกรเทวะ

            ปราณอรุณโรจน์เป็นเส้นสายพาดผ่าน .. ร่างของอุทัยพุ่งลงมาสู่พื้น คนหยุดยืนอย่างสงบนิ่ง

            .. แต่

            ฮา ฮา .. มังกรเทวะหัวเราะ บนเกล็ดมังกรของมันมีเพียงรอยขีดบางๆ เท่านั้น

            อุทัย !!! มันใช้พลังปราณขั้นสุดแล้ว กลับไม่สามารถตัดผ่านเกล็ดหนาของเจ้ามังกรเทวะไปได้

            มังกรเทวะกล่าว “แสบๆ คันๆ .. ลับดาบเสียบ้างหนา ดาบทื่อเช่นนี้จะทำอันใดข้าได้ ..” แล้วจึงฟาดหางหนามใส่อุทัยดัง .. โครมมม !

            อุทัยถอยตัวหลบออกมาอย่างเฉียดฉิว แล้วจึงบรรจุพลังปราณลงฝักดาบ จนขยายออกเป็นพลองยาวสามศอก

            อุทัยตั้งดาบพลองไขว้ประสาน กัดฟันกล่าว “รับดูอีกสักดาบ ..”

            ชิ .. มังกรเทวะสบถ มันแอ่นอกท้าทายกล่าวอย่างหยิ่งผยอง “จะอีกหนึ่งดาบ สิบดาบ หรือร้อยดาบ .. ก็ทำอารายข้าไม่ได้ .. ฮา ฮา”

            อุทัยระเบิดพลังปราณส่งออกจากสองทิศทาง ทางหนึ่งผ่านพลังปราณสู่ชีพจรขาทั้งสอง แล้วจึงระเบิดพุ่งออกไปเบื้องหน้า

            พลังปราณอีกทางหนึ่งส่งพลังปราณไปยังชีพจรแขนทั้งสองข้างสะสมลงดาบพลอง ดาบที่ด้านขวาบรรจุปราณอรุณโรจน์ พลองที่ด้านซ้ายบรรจุปราณอสูรบรรพกาล

            เมื่อสะสมพลังปราณลงอาวุธทั้งสองจนปริ่มเต็ม แล้วจึงระเบิดพลังตวัดดาบพลองใส่หน้าอกมังกรเทวะอย่างรุนแรง

            .. ดาบโลกันตร์วินาศ !!!

            .. เปรี้ยงงง !!! ปราณสังหารรูปกากบาท เส้นหนึ่งเป็นปราณสีทองร้อนแรงตัดกับอีกเส้นปราณสีดำเย็นยะเยือก ต่างทะลุทะลวงทำลายปราณคุ้มครองกายจนสูญสิ้น

            ฮั๊กกกก !!! ร่างมังกรเทวะถึงกับผงะหงาย

            แต่อุทัยก็ไม่ดีไปกว่า หลังจากฟาดฟันดาบพลองออกไปก็ต้องถูกแรงสะท้อนกลับอันรุนแรงทำมันกระดอนพุ่งลงสู่พื้น .. โครมมม ..

            เจี๊ยกกก ! เจ้าเวรุงกะร้องดีใจ “สำเร็จแล้ว .. เจ้ามังกรเขาหัก มึงตายแน่”

            มังกรเทวะเพียงโงนเงนครู่หนึ่ง แล้วจึงทรงตัวยืนมั่นดังเดิม เกล็ดตรงหน้าอกมีเพียงรอยยับย่นเพียงบางๆ

            โฮ๊กกกกกก ! มังกรเทวะโก่งคอคำรามกึกก้อง ปีกทั้งสองสยายกว้างกระพือดังพึบพึบ ขาอันแข็งแกร่งก้าวเข้ามาหาอุทัยดัง .. ตุ๊บบ .. ตุ๊บบ

            ดวงตาสีแดงหม่นจ้องมองอุทัยอย่างกระหายเลือด กล่าวว่า “หมดเวลาเล่นแล้ว .. ครานี้เป็นข้าแสดงบ้าง ..”

            ................

            .. สถานการณ์ภายในวิหารมังกรบุราณยังคงตึงเครียด

            เทวีจินเยว่หันมากล่าวกับทุกคนในวิหาร “เรียนท่านมีเกียรติทุกท่าน พวกท่านได้รับพิษของข้าแล้ว ขอทุกท่านนั่งลงโดยสงบ นะจ๊ะ ..”

            บรรดาผู้ร่วมงานต่างตื่นตระหนก พวกมันได้รับผลกระทบ ต่างถูกลากเข้าไปในวังวนการช่วงชิงอำนาจ

            กระบี่ดาราจำรัสรองเจ้าสำนักเรือนจิตจำรัส ส่งเสียงกร้าวกล่าวว่า “พวกท่านใช้วิธีสกปรก เรือนจิตจำรัสไม่ยอมรับการกระทำเช่นนี้”

            โบตั๋นหิมะเจ้าสำนักบุปผาเหมันต์กล่าวดุด่าว่า “เจ้าพวกต่ำช้า กล้าใช้วิธีเลวทราม”

            ฮิ ฮิ ฮิ .. เทวีจินเยว่หัวเราะหันมากล่าว “พี่สาวทั้งสอง อย่ามีโทสะมากไป .. ประเดี๋ยวพิษจะโคจรสู่ดวงจิตหนา ..”

            “!!!” กระบี่ดาราจำรัส

            “!!!” โบตั๋นหิมะ

            ทั้งสองทดลองเดินลมปราณ ก็มีสภาพเช่นเดียวกัน .. ต่างสำรอกโลหิตดำออกมากลุ่มใหญ่

            “อาจารย์!” วาวาเข้าไปประคองโบตั๋นหิมะเอาไว้

            “อาจารย์อา!” อุษาเข้าไปดูอาการกระบี่ดาราจำรัสโดยทันใด

            พระครูจิตธรรมเจ้าอาวาสวัดมหาธรรมจักรกล่าวว่า “เจริญพร .. นี่เป็นการช่วงชิงอำนาจภายในแคว้น เกี่ยวข้องอันใดกับพวกข้าด้วย .. อ๊ากกก!”

            นักบวชวัชระเข้าประคองอาจารย์ของมัน ปากร้องกล่าว “.. เหตุใดทำเช่นนี้”

            ดาบตัดเมฆาเจ้าขุนเขาเมฆาวรุณ ฝืนกลั้นอาการบาดเจ็บกล่าวโดยไม่ยินยอม “เหล่านี้ไม่เกี่ยวข้องกับชาวยุทธ์เรา พวกท่านมีจุดประสงค์ใดกันแน่”

            ฮา ฮา .. แสงสูรย์หัวเราะ “นั่นก็เพราะ ต่อไปสำนักของพวกท่านต้องเปลี่ยนเป็นสาขาหนึ่งของสมาพันธ์เรา”

            หาาา .. เหล่ายอดยุทธ์ตะลึงงัน .. ทันใดนั้นก่อเกิดเงาวูบวาบของบุคคลกลุ่มหนึ่งหยุดประจำการอยู่โดยรอบ

            เก้ายอดยุทธ์แฝงกลิ่นอายลี้ลับ พวกมันสวมชุดคลุมยาวหลากสี ปรกคลุมตั้งแต่ศีรษะจนถึงเท้า บนชุดปักลวดลายปักษาสวรรค์

            องค์ชายมังคละอุทาน “ผู้เฒ่าปักษา .. พวกเจ้า .. สมาพันธ์ปักษาเทวา”

            เหล่าผู้เฒ่าปักษาโค้งกายคำนับแก่แสงสูรย์ แล้วกล่าวพร้อมกันว่า “คารวะ .. องค์บุตรเทวะ”

            แสงสูรย์กล่าว “ดี .. ทำได้ดี .. ฮา ฮา” .. ตัวตนที่แท้จริงของมันคือบุตรเทวะแห่งสมาพันธ์ปักษาเทวา

            “เจ้าเด็กน้อย ฝันเฟื่องไปแล้ว” จันทร์อำพันเจ้าวิหารเทวีจันทราร้องกล่าวด้วยโทสะ นางมีนิสัยมุทะลุฝืนอาการบาดเจ็บเดินพลังปราณพุ่งวิชาดัชนีสังหาร

            .. ดัชนีจันทรา ! พลังปราณอันแหลมคมพุ่งเข้าหาแสงสูรย์

            ชิ .. แสงสูรย์ใช้หางตาเหลือบแล หมุนกายสัดใส่ด้วยหนึ่งฝ่ามือ

            .. เปรี้ยงงงง ! ฝ่ามือปะทะถูกดัชนีเกิดเสียงดังสนั่น พลังปราณทำโต๊ะที่นั่งปลิวกระจาย

            อั๊กกกก ! จันทร์อำพันที่บาดเจ็บอยู่แล้วถูกวิชาฝ่ามือฟาดใส่จนร่างกายลอยปลิวกระเด็น

            “ท่านแม่!!!” มณีจันทร์ร้องตะโกน ลอยตัวไปรับร่างของมารดาไว้

            แสงสูรย์กล่าวอย่างวางอำนาจ “ต่อไปนี้ .. ใครคล้อยตามข้าอยู่ .. ใครขวางทาง ตายสถานเดียว .. ฮา ฮา” มันหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง

            สถานการณ์ตึงเครียดคับขัน ฝ่ายองค์ชายวรราชผู้ก่อการเกาะกุมความได้เปรียบ ทั้งยังมียอดฝีมือหลายฝ่ายให้การสนับสนุน ส่วนผู้คนอื่นในสถานที่ต่างได้รับผลกระทบจากพิษร้ายยังไม่สามารถพลิกหาโอกาสตอบโต้ได้

            “เจ้าพวกคนชั่ว!” เจ้าสำนักกระบี่ห้าขุนเขาลุกเดินออกมา

            “บังอาจ ! .. นี่พวกเจ้าหวังยึดครองยุทธภพหรือ ..” เจ้าสำนักหมัดดาวเหนือโมโหหน้าตาแดงก่ำ

            “ต่ำช้า ! จะให้ข้ายอมรับใช้พวกเจ้าเช่นนั้นหรือ .. ฝันเฟื่องไปแล้ว ..” เจ้าสำนักดาบเจ้าพิภพกล่าวเสียงดัง

            “สำนักตักสิลา ไม่มีวันก้มหัวให้แก่เหล่าอธรรมเช่นพวกเจ้า ..” เจ้าสำนักตักสิลาคนใหม่ยืนกรานไม่ยอมสยบ

            “ใช่ .. ข้ามศพพวกข้าไปเสียก่อน” เจ้าสำนักกิเลนนภายืนจังก้า ไม่ยินยอมโดยง่าย

            อีกหลายสำนักต่างส่งเสียงสนับสนุนสำนักมีชื่อทั้งห้า พวกมันนับเป็นยอดยุทธ์ที่มีฝีมือกล้าแข็งได้รับการยอมรับจากสำนักยุทธ์น้อยใหญ่

            ฮา ฮา .. แสงสูรย์หัวเราะ “ข้ามศพพวกเจ้าเช่นนั้นหรือ .. ย่อมได้ ฮา”

            ทันใดนั้น เงาร่างของผู้เฒ่าปักษาเคลื่อนไหววูบวาบราวภูตผีร้าย เสียงหัวเราะชวนขนหัวลุกดังขึ้น .. ฮี ฮี ฮี

            .. เปรี้ยงงง ! ผู้เฒ่าปักษาในชุดเขียวซัดฝ่ามือกระแทกใส่เจ้าสำนักกิเลนนภาจนลอยกระเด็น

            .. เปรี้ยงงง ! อีกหนึ่งผู้เฒ่าปักษาในชุดเทาใช้กรงเล็บแหวกกระชากเจ้าสำนักตักสิลาเสียปลิวละลิ่ว

            .. ฉับบบ ! ฉับบบ ! ฉับบบ ! ผู้เฒ่าปักษาอีกคนซัดมีดบินสามเล่มใส่เจ้าสำนักหมัดดาวเหนือ มีดบินเข้าจุดตายทำเจ้าสำนักมีชื่อล้มลงไปกองกับพื้น

            .. ควับ ! ผู้เฒ่าปักษาสะบัดแซ่สีดำเข้ารัดคอเจ้าสำนักดาบเจ้าพิภพแล้วกระชากจนตัวปลิว คนโผลอยเข้าหาชกใส่หน้าอกดัง .. พลั๊กกก !

            .. ฉั๊วะ ! เจ้าสำนักกระบี่ห้าขุนเขาตาเบิกโพลง ดาบเล่มน้อยทะลุผ่านหน้าอก มันถูกจ้วงแทงจากด้านหลังด้วยฝีมือศิษย์เอกที่อยู่ข้างกาย

            เหล่ายอดยุทธ์อ้าปากค้าง .. ทั้งห้าไม่สามารถรับได้แม้กระบวนท่าหนึ่ง ต่างขาดใจตายในบัดดล

            ในความคับขัน .. ทุกคนได้รับพิษยังไม่กล้าเคลื่อนไหวใด .. ทั้งยอดยุทธ์สมาพันธ์ปักษาเทวาต่างยืนคุมเชิงพร้อมที่จะลงมืออย่างอำมหิต

            เสียงทรงพลังเสียงหนึ่งดังขึ้น “นี่พวกเจ้า กล้าลบหลู่วิญญาณเทวะมังกรอันศักดิ์สิทธิ์”

            องค์ชายฤทธาที่นิ่งเงียบอยู่นานก็ลุกขึ้นเดินออกมาช้าๆ ทั่วทั้งร่างแผ่พลังปราณดังแก้วมณีสดใสเรืองรอง จนทุกสายตาต้องหันมาจับจ้อง

            .. ปราณเทวะมังกรในตำนาน !!!

            ใบหน้าองค์ชายฤทธานิ่งสงบ ท่วงท่าและพลังปราณที่แสดงออกไม่คล้ายมีอาการบาดเจ็บใด พลังแสงแห่งกระบี่วิญญาณมังกรพลันทอประกายสดใสเป็นเท่าทวี