ห้องสำนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนสอบสวนคดี สำนักงานใหญ่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
ผ่านมาสิบวันหลังจากชาคริตที่ย้ายมาประจำที่นี่ในแต่ละวันที่ผ่านมาเขาคอยจัดระเบียบของหน่วยสืบสวนและปรับเปลี่ยนการสืบสวนใหม่ทั้งหมดก่อนที่เขาจะเริ่มการสืบสวนคดีที่หมายตาเอาไว้ั้แ่วันแรกที่มาที่นี่
"ต้องจัดเตรียมความพร้อมให้เรียบร้อยและรวดเร็วที่สุด เพราะบางคดีอาจหมายถึงชีวิต ทรัพย์สินของใครบางคนไม่อาจให้ผิดพลาดได้" ชาคริตหลับตาลงนึกถึงความทรงจำเก่าที่ไม่อาจลืมเลือน
"แก เ้าตัวบัดซบ! เ้าตัวน่ารังเกียด! แกมันไม่น่าจะเกิดมา" ชายวัยกลางคนบันดาลโทสะ ใช้มือบีบคอเด็กชายตัวน้อยที่อายุเพียง 6 ขวบ "แก ทำลายความยิ่งใหญ่ของฉันแก ตาย ตายไปเสียเถอะ"
หยุด!!
"คุณบอกกับฉันเองนิว่าจะไม่ทำอะไรเขาเพราะฉนั้นได้โปรดหยุด ฉันยอมแล้ว ฉันจะไปกับคุณเอง ปล่อยเขาไปถ้าหากคุณไม่หยุดมือ ฉันไม่ปล่อยคุณไว้แน่" หญิงวัยกลางที่หน้าตางดงามเฉกเช่นเดียวกับหญิงสาววัยแรกรุ่นได้เข้ามาหยุดการลงไม้ลงมือของชายวัยกลางคน
ชายวัยกลางคนหยุดมือลงและปล่อยเด็กชายลงเขาสลบไปแล้ว บริเวณคอปรากฎรอยมือสีแดงอย่างชัดเจน
"ก็ได้ ฉันจะยอมรามือก็ได้ แต่แค่ครั้งนี้ฉันเห็นแกหน้าเธอหรอกนะ แล้วเอามันออกไปจากตระกูลของฉันซะ" ชายวัยกลางคนกล่าวจบก็เดินหายลับไปจากสายตา
"ลูกรักของแม่จำไว้ให้ดีนะชาคริต ลูกต้องไม่สงสัยในตระกูลของลูกอีกต่อไป จงลืมตระกูลนี้ไปเสียเถอะ ต่อไปนี้ลูกต้องใช้ชื่อ ชาคริต ดีแซมเบอร์ มันคือนามสกุลของแม่ก่อนที่จะมาแต่งงานกับพ่อของลูก ไม่อาจใช้นามสกุลของตระกูลนี้ได้" หญิงวัยกลางคนที่งดงามเงียบไปก่อนกล่าวต่อ "แม่ขอโทษ แม่ไม่อาจจะไปกับลูกได้ จงไปตามทางของลูกเสียเถอะนำความยุติธรรมกลับมาให้แก่ผู้คนในประเทศนี้ ไม่สิจงนำความยุติธรรมเข้าสู่หัวใจของผู้คนให้ได้"
"หมวดครับ หมวดครับ ได้ยินไหมครับ" ตำรวจรุ่นน้องที่นั่งอยู่ข้างๆ โต๊ะทำงานของชาคริตสะกิด
"อืม ว่าไง มีอะไรรึเปล่า" ห้วงความคิดของชาคริตกลับมาสู่ภาพปัจจุบัน
"ผมมีเื่ว่าจะสอบถามอะไรหมวดนิดๆหน่อยๆ" ตำรวจรุ่นน้องคนนั้นกล่าว
"อืม ว่ามาฉันจะต้องไปทำสรุปยอดต่อแล้ว"
"หมวดเคยไปลงพื้นที่ตรงไหนแล้วเจอเหตุการณ์โหดๆไขคดียาก ๆบ้างไหมครับ"ตำรวจรุ่นน้องหันมาถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น นั่นก็คือบีเวอร์ตำรวจยศสิบตำรวจตรีหัวหอกฝ่ายบุกตะลุยประจำฝ่ายสืบสวนสอบสวน
"อืม อยากรู้หรอมันก็พอมีนะเหตุการณ์โหดสุดหินไขคดียาก ๆส่วนมากจะเป็คดีอาชญากรรมส่วนใหญ่ แต่ละคดีฉันเกือบไขคดีออกมาไม่สำเร็จ แต่หนักที่สุดทำเอาฉันโคม่าไปสามเดือนเต็ม ซึ่งมันเกี่ยวกับการที่ฉันได้ไปสืบคดีที่บ้านพักชั่วคราวสมัยตอนฉันยังเป็เด็ก นายก็น่าจะรู้มันเป็คดีที่ฉันยังประจำอยู่ที่เมืองเอ๊าท์แคนเซิล" ชาคริตตอบ
"แล้วมันเป็ยังไงครับหมวด เกิดอะไรขึ้น รีบเล่ามาเลยครับผมอยากฟังเื่ของหมวด" ตำรวจรุ่นน้องคนนั้นกล่าวต่ออีก
"เด็กใหม่ปีนี้น่าสนใจขึ้นแฮะ ท่าทางจะดูเอาการเอางานพอสมควร สงสัยสำนักงานใหญ่คงคัดมาอย่างดีแน่เลย" ชาคริตบ่นพึมพำ
เมื่อวันที 10 มิถุนายน ปี 2575 หรือก็คือ 3 ปีที่แล้ว มีคดีฆาตกรรมเกิดขึ้นที่ หมู่บ้านแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า หมู่บ้านสนธยา จากรายงานกล่าวว่ามีผู้คนล้มตายเป็จำนวนมากเมื่อครั้งที่คดีนี้ถูกแจ้งเอาไว้และเกิดต่อเนื่องมาตลอดทุกๆปีแต่ไม่มีใครไขคดีนี้ได้สักที คดีนี้อายุความกว่า 20 ปีและเป็คดีที่ทางรัฐบาลขึ้นไว้ว่าเป็คดีที่ไม่มีอายุความ นั่นก็คืออายุความไม่มีวันหมด คดีแบบนี้จะเป็คดีพิเศษที่ปิดยากมากๆต่อให้ลงระดับไว้แค่คดีระดับต่ำถ้าให้ตำรวจหัวกะทิของสำนักงานใหญ่มาทำยังส่ายหน้าไปตามๆกันแต่อย่างว่าแหละ พวกตำรวจสำนักงานใหญ่คงไม่สนใจคดีระดับต่ำหรอกต่อให้มันคือคดีพิเศษก็เถอะ
จากเื่ที่ว่าก็คือ ชาคริตได้รับคำสั่งให้ไปกับหน่วยสืบสวนของเมืองเอ๊าท์แคนเซิลเพื่อไปปิดคดีนี้ร่วมกับหน่วยสืบสวนเมืองโอเว่นที่อยู่ใกล้เคียงกันและทำการแฝงตัวกับชาวบ้านของหมู่บ้านแห่ง วันนั้นเป็วันที่ฝนตกหนักกว่าปกติ ผู้คนธรรมดาเวลาฝนตกหนักอย่างนี้ พวกเขาจะอยู่ในบ้านกันและไม่ออกมาข้างนอก แต่ตอนนั้นมันเป็วันสำคัญของหมู่บ้าน นั่นก็คือ พิธีกรรมบูชาพระแม่ศักดิ์สิทธิ์ประจำหมู่บ้าน ซึ่งไม่เคยมีใครรู้มาก่อนเลยว่าหมู่บ้านแห่งนี้มีพิธีกรรมแปลกๆอย่างนี้ วันนั้นผู้คนต้องออกมาแสดงความเคารพ บูชา และ ทำพิธีกรรมให้เสร็จลุลวง ไม่ว่าฝนจะตกหนักฟ้าจะร้องเพียงใด ก็ไม่อาจทำให้ผู้คนในหมู่บ้านหยุดทำพิธีกรรมได้เลย
กระทั่งมีชายหนุ่มคนหนึ่งเสนอว่าทำพิธีกรรมวันอื่นที่ไม่ใช่วันที่สภาพอากาศไม่เป็ใจอย่างนี้ จะได้สะดวกไม่ตากฝน บางคนที่เป็เด็กเกินไปจะไม่อนุญาตให้เข้าพิธีต้องอยู่ภายในบ้านจนจบพิธีจึงไม่รู้ว่าพิธีกรรมอะไรที่ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้กระทำอะไรมาโดยตลอด
ไม่ทันไรพวกผู้เฒ่าของหมู่บ้านก็พูดต่อว่ากลับคืนโดยทันที
"ไอ้หนุ่มเอ๊ย! พิธีกรรมมีมาั้แ่รุ่นบรรพบุรุษของพวกเราแล้ว พวกเราจะมาเปลี่ยนมันก็ขัดกับที่เคยทำมาทุก ๆปีนะ มันจะทำให้พระแม่ทรงกริ้วโกรธถ้าพวกเราไม่เคารพท่านเหมือนทุกปี ข้าวจะเกี่ยวไม่ได้ ฝนก็จะไม่ตกตามฤดูการเื่ร้ายๆจะเกิดขึ้น ท่านอุตส่าห์ให้ข้าว ให้น้ำ มีอยู่กินอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะพระแม่ เพราะเหตุนี้พวกเราจะเปลี่ยนวันอื่นไม่ได้หรอก"
"เดี๋ยวนะครับผมจำได้ว่าั้แ่ปีที่ผ่านมานี้ก็ไม่เห็นจะจัดพิธีในวันฝกตกแรงอย่างนี้นะ ไม่เคยมีอะไรแบบนี้แล้วนี้มันอะไรกันครับ พิธีกรรมอะไรก็ไม่รู้ด้วยหรอก ไม่เห็นจะรู้เื่ด้วยเลย"
"อืม ใช่พวกเราไม่เห็นรู้เื่เลย ทำตอนฟ้าฝนเป็ใจให้ก็ว่าไปอย่างแต่นี่...."
"เื่นี้ต้องมีคำอธิบายมากกว่านี้นะครับ"
พระแม่ศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็ดั่งพระเ้าของหมู่บ้านแห่งนี้ แต่เหล่าคนรุ่นใหม่ผู้ไม่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธ์เื่ที่งมงายก็ไม่อยากจะเสี่ยงกับฟ้าฝนที่ตกลงอย่างรุนแรงไม่ต่างอะไรกับฟ้ารั่วที่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดเร็วๆนี้
"นี่เ้าพวกเด็กน้อย ถึงพวกเ้าจะเป็คนของหมู่บ้านแห่งนี้แต่พวกเ้าพูดแบบนี้มาได้ยังไงกัน ทุกคนในหมู่บ้านต้องเข้าร่วม" ตาเฒ่าอีกคนพูดขึ้น
"พวกเราไม่ยอมรับมันไม่แน่นอน มันไม่เคยมีแบบนี้มาก่อนอย่ามายัดเยียดให้พวกเราเลยความปลอดภัยต้องมาก่อน ถ้าอย่างนั้นก็ทำตามที่พวกท่าน้าเลยครับแต่พวกเราขอไม่ร่วมด้วย"
"เอาเถอะพวกเ้าอยากจะไปก็ไปเลย แต่อย่าลืมนะว่าพวกเ้าไม่มีทางออกจากหมู่บ้านแห่งนี้ได้และจงรอรับคำพิพากษาจากพระแม่ได้เลย"ผู้เฒ่าใหญ่ของหมู่บ้านกล่าวบอกแบบไม่เกรงใจ
ออกจากหมู่บ้านไม่ได้? อาศัยอะไรถึงออกไม่ได้ เื่อะไรละ ก็แค่เดินออกเองนิจะยากอะไรนักหนา
"ไป พวกเราไป"ชายหนุ่มที่เป็หัวโจกะโออกมาและมีพวกคนหนุ่มสาวถึงมาถึง 50 คนเดินตามไป
ในขณะที่ชาวบ้านที่เคารพศรัทธาให้ความจดจ่อกับการทำพิธีกรรมบูชาพระแม่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ว่าฝนจะรุนแรงเพียงใดก็ไม่หวั่น พวกเหล่าหนุ่มสาวที่ไม่อยากรอฟังเื่งมงายตามความเข้าใจของความเชื่อในท้องถิ่นพูดเสร็จก็เดินออกไปกับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย ไม่นานก็เกิดฟ้าร้องอย่างรุนแรง ทำให้คิ้วหนาสีขาวของพวกผู้เฒ่ากระตุกขึ้นเป็ระยะๆถือเป็สัญญาณที่ไม่ดี พอเห็นท่าทีกลืนไม่เข้าคายไม่ออกพวกผู้เฒ่าจึงรีบทำพิธีให้เสร็จไม่อย่างนั้น พระแม่จะทรงกริ้วโกรธได้
ในการประกอบพิธีกรรมบูชาพระแม่ศักดิ์สิทธิ์นั้น ชาวบ้านได้ทำเป็ลำดับโดยลำดับแรกต้องเตรียมของเซ่นไหว้ เป็สัตว์ 7 ชนิด ได้แก่ มีหมู 7 ตัว ไก่ 77 ตัว วัว 7 ตัว ควาย 7 ตัว จัดเตรียมวางแยกอย่างเป็ระเบียบไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ขนาด 15 คนโอบที่มีผ้าหลากสีสันผูกไว้รอบๆต้นไม้ ลำดับที่สอง คนในหมู่ต้องเตรียมคนทรงที่กินของเซ่นไหว้สดๆ ดิบๆ แล้วเดินรอบพิธีกรรมเวียนซ้ายให้ครบสามรอบ และยังมีอีกขั้นตอนสุดท้ายที่ไม่มีใครรู้ยกเว้นผู้เฒ่าจากคำกล่าวคนในหมู่บ้านจะคัดคนนอกและคนในไปจำนวนหนึ่งที่ได้รับเกียรติให้เข้าเฝ้าพระแม่โดยเข้าไปที่โพรงของต้นไม้ คนที่เข้าไปแล้วมีส่วนน้อยมากจะถูกปล่อยออกมาแต่ที่เหลือไม่เคยกลับออกมา แต่ผู้เฒ่าก็กล่าวอีกว่าพวกนั้นได้รับพรสูงสุดถูกคัดเลือกให้เป็ข้ารับใช้ท่านพระแม่ สำหรับคนในหมู่บ้านจะถือว่าคือเกียรติสูงสุดของขีวิต
"ไปกันพวกเรา ไม่ต้องไปสนใจหรอกมันไม่มีหรอกพิธีกรรมที่ไหนจัดตอนฟ้าฝนไม่เป็ใจอย่างนี้ ไร้สาระสิ้นดี" ชายหนุ่มได้ชวนเพื่อน ๆ เดินอออกจากบริเวณที่ประกอบพิธีกรรมนั้นก่อนเวลาอย่างรีบร้อนโดยไม่ฟังคำเตือนของตาเฒ่าของหมู่บ้าน
ชาคริตก็ได้แฝงตัวเข้าภายในกลุ่มรวมถึงคนในหน่วยที่แฝงตัวเข้ามารวมเข้ากับพวกคนหนุ่มสาวที่ถอนตัวจากพิธี เขาไล่ถามความเป็มาต่างๆการทำพิธี ประวัติของความเป็มาของพิธีกรรมนี้ รายละเอียดต่างๆและที่น่าสนใจที่เขาได้ฟังมาคือ ที่เรียกคนนอกคนในเข้าไปในโพรงต้นไม้ต้นใหญ่ขนาด 15 คนโอบ
ทันใดนั้นเอง อสนีบาตบนฟ้าก็พิโรธลงมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง เสียงดังคำรามกึกก้องกังวาลสะท้านะเืลือลั่น แสงสีขาวแล่นเฉียดผ่านกลุ่มพวกหนุ่มสาวกลุ่มที่ไม่อยากเข้าร่วมพิธีกรรมชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด มันใกล้เกินกว่าจะคิดว่ามันแค่เฉียดไปแล้ว ร่างของพวกเขาทรุดฮวบลงทันที
"กรี๊ด!!!!! ไม่นะ ไม่"
"พระแม่กำลังกริ้วอย่างนั้นหรอ"
"พวกเราโดนแน่ๆ ต้องตายแน่ๆ"
สีหน้าของพวกเขาพลันซีดเผือก หลังจากนั้นสายตาทุกคนมองเห็นบางอย่าง จากภายนอกพิธีกรรมที่ภาพเลือนราง พลันชัดขึ้น ชัดขึ้น ปรากฎผู้หญิงที่งดงามดุจนางฟ้าจาก์ใส่ชุดสีแดง ท่วงท่าการเดินอันงดงาม ใบหน้าที่งดงามเริ่มบิดเบี้ยวอย่างหนักเหมือนกับว่าไม่พอใจอย่างยิ่ง ในการกระทำของพวกเขา พวกหนุ่มสาวกลุ่มดังกล่าวต่างตกตะลึง ชะงักไปอย่างพร้อมเพรียง เพราะไม่มีใครในหมู่บ้านที่พวกเขาไม่รู้จักแต่หญิงสาวคนดังกล่าวพยายามก้าวเดินเข้ามาหาพวกเขา
"บี นายคิดว่าผู้หญิงคนนั้นเป็ใคร"เพื่อนสนิทของชายหนุ่มหัวโจกคนที่หนึ่งหลุดปากออกมาเอ่ยถึงผู้หญิงสวยใส่ชุดสีแดงนั้นที่กำลังเดินมาหาพวกเขา
"นี่ พวกเราเห็นเหมือนฉันเห็นรึเปล่า ผู้หญิงคนนั้นน่ะดูแปลกๆนะทำไมถึงต้องค่อยๆเดินมาที่พวกเราขนาดนั้น" พร้อมกับชี้ไปทางผู้หญิงที่ใส่สีแดงที่กำลังบรรจงท่วงท่าเดินมาทางพวกเขาอย่างช้าๆ และงดงามราวกับนางฟ้านาง์ลงมาโปรด
"นายล้อเล่นกันใช่ไหม ทำไมเธอต้องเดินมาหาพวกเราด้วยละ คงไม่จริงหรอกมะ……." หญิงสาวคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยอาการสั่นและชะงักไปในทันที
แล้วพวกเขาทุกคนก็ร่างกายแข็งทื่อขยับเขยือนไม่ได้ สายตาของพวกเขาก็อยู่ที่ร่างของหญิงสาวคนดังกล่างที่เดินสืบเท้าเข้ามาช้า ๆ เรื่อย ๆ ไม่ยอมหยุด
700 เมตร
600 เมตร
500 เมตร
ไม่นานก็เริ่มขยับเขยือนได้ จึงทำให้พวกเขาค่อยๆถอยกรูดร่นไปจนถึงข้างบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ห่างจากลานพิธีกรรมไม่ไกลมาก เพื่อนของบีที่ชื่อ ซี รู้สึกมีอาการตระหนกใกลัวและร่างเกิดการสั่นระริกขึ้น
"เฮ้! พวกเราเชื่อเื่ผีกันไหมวะ หรือจะเป็พระแม่ที่จะมาจัดการพวกเรา ที่พวกเราไม่เชื่อไม่ร่วมทำพิธีกรรมกับพวกชาวบ้าน ฉันเริ่มที่จะกลัวแล้วนะ" ซี เพื่อนของบีกล่าวขึ้นมาพ้อมกับอาการสั่นระริกไปทั่งตัว
บ้านหลังนี้ที่อยู่ด้านข้างหลังพวกเขา ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับลานพิธี ตั้งอยู่ตรงหัวแยกของถนนพอดี ซึ่งเป็มุมแยกของถนน ที่ถนนตัดกันแยกเป็ทางเข้าไปในหมู่บ้านได้ สองทาง และบ้านหลังนี้ตั้งอยู่ตรงจุดถนนแยกพอดี ชาวบ้านจะเรียกว่า ทางสามแพร่ง
"เฮ้! ตะ....ตะ....ตรงต้นไม้นั่นตรงนั้นมีคนห้อยอยู่ อา.........ไม่จริงนั่นมันคนผูกคอตายด้วยแหละนี่มันบ้าอะไรกัน" หญิงสาวคนหนึ่งกล่าวขึ้นมาพวกเขาที่กำลังสนใจกับผู้หญิงที่แปลกประหลาดที่ค่อยๆก้าวเดินมาได้ละความสนใจ แล้วหันหน้าไปตามหญิงสาวเ้าของเสียงที่ห่างกันไม่ไกล
ภาพที่เห็นตรงหน้าต้นไม้ใหญ่ที่กำลังใช้ทำ ที่ต้นไม้จุดทำพิธีกรรมมีคนผูกคอตายจำนวนมากตามกิ่งก้านสาขาทุกกิ่ง พวกเขารู้สึกหวาดกล้วเป็อย่างมาก หลายๆคนพยายามขยี้ตาแต่ไม่เป็เพราะภาพในสายตามันไม่หายไป
"เอ ฉันว่ามันไม่ปกติแล้วนะ" บี เริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติ
"นี่ พวกเราไม่คิดว่ามันแปลกๆไปหน่อยหรอทำไมต้นไม้ที่ทำพิธีทำไมถึงมีอะไรแบบนั้นได้ละ" ดี เพื่อนของบีอีกคนกล่าวขึ้น
"ใช่ จริงด้วยมันแปลกๆ" ซี ก็เริ่มสงสัยด้วยเช่นกัน
"พวกเรามาอยู่ที่ไหนกันแน่ ชายคริตนายคิดว่าไงมันไม่ปกติแล้วนะ หมู่บ้านนายเคยอาศัยอยู่ชั่วคราวเมื่อก่อนนี้จริงรึเปล่าทำไมมันกลายเป็แบบนี้ไปได้ " ซี พูดด้วยความคิดที่ผุดขึ้นมาในหัวแต่ดูเหมือนจะเป็เหตุการณ์ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน
"ไม่น่ะครั้งล่าสุดเมื่อตอนฉันอายุ 13 ขวบก็ไม่มีอะไรแบบนี้นะพระแม่อะไรนั่นฉันไม่เชื่อ มันยังไม่เกิดเื่อะไรแบบนี้เลย หืม เดี๋ยวนะ "เด็กชายห้ามเข้า" "คัดเลือกคนนอกและคนใน" "กลับออกมาส่วนน้อยตอนเข้าไปในโพรงต้นไม้" มันไม่ครบ ชิ้นส่วนยังขาดไปอีกมากยังต้องชิ้นส่วนอีกสักสองสามชิ้น" ชาคริต กล่าวอย่างครุ่นคิด
พวกเขาเกาะกลุ่มกันอย่างแแ่ค่อยๆขยับไปทีละนิดทีละนิดไปที่ประตูทางเข้าหมู่บ้าน ไม่มีใครรู้ว่าต่อจากนี้จะโดนอะไรอีก