หยวนเหล่าเอ้อร์กับจ้าวซื่ออยู่ที่บ้านสกุลกู้ต่ออีกไม่นานก็กลับไปพวกเขายังต้องไปซื้อบ้านกับผู้ใหญ่บ้าน โดยที่ท้ายหมู่บ้านมีบ้านซึ่งสร้างจากดินโคลนอยู่หนึ่งหลังเนื่องจากเ้าของคนก่อนไม่มีบุตร หลังตายไปเมื่อตอนฤดูใบไม้ร่วง บ้านหลังนี้จึงกลายเป็บ้านร้างก่อนเข้าไปอยู่จึงต้องทำความสะอาดครั้งใหญ่
หยวนเหล่าเอ้อร์กับจ้าวซื่อเพิ่งจะก้าวเท้าออกจากบ้านสกุลกู้ไปกู้ซิ่วไฉนำภาพวาดเดินทางไปที่หมู่บ้านข้างๆ ครั้นคหบดีจางทราบว่าผู้ที่มาคือกู้ซิ่วไฉก็รีบสั่งบ่าวรับใช้ให้ไปเตรียมห้องหนังสืออย่างกระตือรือร้น
ครั้นคหบดีจางได้เห็นหน้ากู้ซิ่วไฉ เขาพินิจพิเคราะห์ใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่ครู่หนึ่งถึงเอ่ยว่า“สีหน้าของท่านดูดีขึ้นมาก อีกไม่นานต้องกลับมาแข็งแรงดังเก่าเป็แน่”
กู้ซิ่วไฉยกสองมือขึ้นคารวะ“ขอให้เป็ดังท่านว่า” กล่าวจบจึงนำกล่องใส่ภาพวาดออกมาใช้สองมือประคองส่งให้แก่อีกฝ่าย“นี่คือภาพวาดสิบอาชาของปรมาจารย์ด้านภาพวาดเย่โส่วในสมัยราชวงศ์ก่อนที่ท่านเคยขอซื้อจากข้าราคายึดตามที่ท่านเคยเสนอก่อนหน้านี้”
คหบดีจางมองภาพวาดในมือของอีกฝ่าย พอจะคาดเดาเื่ราวได้หลายส่วนได้ยินคนตรงหน้ากล่าวว่า้าจะขายให้ก็รู้สึกดีใจยิ่ง รีบรับกล่องใบนั้นมาเปิดออกดูทว่ายังไม่ทันจะหยิบภาพวาดออกมาก็กลับปิดกล่อง จากนั้นสั่งให้คนไปยกน้ำมาให้ เมื่อบ่าวรับใช้ยกน้ำเข้ามาเขาเอามือลงไปล้าง เช็ดจนแห้ง จากนั้นถึงค่อยเปิดกล่องภาพวาดขึ้นมาอีกครั้ง แล้วคลี่ออกดู
“งดงาม ช่างงดงามเหลือเกิน!”ไม่ว่าจะมองกี่ครั้งภาพนี้ก็ยังคงงดงามไม่เสื่อมคลายใบหน้าคหบดีจางประดับไปด้วยรอยยิ้มปีติยินดี “เห็นแก่ที่ท่านเสียสละข้าก็จะไม่เอาเปรียบในเวลานี้ภาพวาดของปรมาจารย์เย่โส่วในเมืองหลวงขายกันเป็พันตำลึงภาพนี้เป็ภาพที่ปรมาจารย์ลงมือวาดตอนที่อายุเยอะแล้วข้าให้ท่านหนึ่งพันห้าร้อยตำลึงเป็อย่างไร”
“ราคายุติธรรมดี ข้าขอขอบคุณท่านมาก”กู้ซิ่วไฉตอบตกลงออกไป จากนั้นจึงชี้ไปยังภาพวาดภาพอื่นบนโต๊ะกล่าวว่า“ท่านลองดูภาพวาดเหล่านี้ ล้วนเป็ภาพวาดที่ข้าเก็บสะสมเอาไว้ทั้งสิ้นท่านคงจะทราบดีอยู่แล้วว่าร่างกายข้ากับภรรยาไม่ค่อยจะดีนัก ส่วนอวี้เอ๋อร์ก็…ยามนี้ที่บ้านขาดแคลนเงินจริงๆไม่เช่นนั้นคงไม่…” พูดถึงตรงนี้สีหน้ากู้ซิ่วไฉเปลี่ยนเป็สิ้นไร้ไม้ตอก
คหบดีจางชื่นชอบภาพวาดอย่างมากแม้จะเป็ภาพวาดที่วาดโดยจิตรกรไร้ชื่อ แต่หากเป็ภาพที่มีความสวยงามก็จะรับซื้อเอาไว้ทั้งหมดเขาค่อยๆ วางภาพสิบอาชากลับลงไปในกล่องอย่างทะนุถนอม แล้วเอื้อมหยิบภาพอื่นขึ้นมาคลี่ดู
“วาดได้ไม่เลว ลายเส้นเป็อิสระสวยงามจริงๆ”ภาพเ่าั้ล้วนแล้วแต่เป็ภาพวาดูเาสายน้ำ ดูภายนอกเหมือนเป็ภาพวาดธรรมดา ทว่าภาพเหล่านี้คล้ายกับชาดำที่ยิ่งดื่มก็ยิ่งขม“สืออีโหลว ข้าเคยเห็นภาพวาดของจิตรกรผู้นี้ที่บ้านสหายคนหนึ่งภาพวาดของจิตรกรผู้นี้พบได้น้อยมาก คาดไม่ถึงเลยว่าท่านจะมีภาพวาดของจิตรกรผู้นี้อยู่หลายภาพเช่นนั้นเอาแบบนี้ ข้าจะรับซื้อภาพวาดเหล่านี้ไว้ทั้งหมดข้าให้ภาพละหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึง ท่านคิดเห็นอย่างไร”
จิตรกรชื่อสืออีโหลวไม่ใช่จิตรกรที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากนักเป็เพียงจิตรกรชื่อเสียงธรรมดาในหย่งโจวเท่านั้นภาพละหนึ่งร้อยห้าสิบตำลึงนับว่ายุติธรรมดี ทั้งหมดสี่ภาพรวมเป็หกร้อยตำลึง
กู้ซิ่วไฉพยักหน้าโดยไม่ต่อรองใดๆคหบดีจางจึงสั่งให้บ่าวไปหยิบเงินมารวมแล้วเป็เงินทั้งหมดสองพันกับอีกหนึ่งร้อยตำลึง หนึ่งร้อยตำลึงให้เป็ตำลึงเงินส่วนสองพันตำลึงให้เป็ตำลึงทอง
หลังตกลงซื้อขายให้เงินกันเรียบร้อยคหบดีจางกล่าวว่า “ข้าวางแผนจะสร้างเรือนหลังหนึ่งเพื่อทำเป็สำนักศึกษา จะเปิดในฤดูใบไม้ผลินี้ไม่ทราบว่าถึงตอนนั้นท่านจะมารับหน้าที่อาจารย์ได้หรือไม่หน้าที่หลักคือสอนเ้าบุตรชายทั้งสองคนผู้ไม่เอาไหนของข้า จะให้ค่าตอบแทนเดือนละห้าตำลึงนอกจากนี้แล้วยังรับนักเรียนคนอื่นอีกได้ ซึ่งท่านสามารถพิจารณาตัดสินใจได้เองข้าจะไม่ถามไถ่ใดๆ ทั้งสิ้น”
ก่อนหน้านี้คหบดีจางเคยเชิญกู้ซิ่วไฉมาเป็อาจารย์สอนบุตรชายทั้งสองคนที่จวนทว่าครานั้นกู้ซิ่วไฉปฏิเสธไป เพราะถ้าเดินทางมาสอนหนังสือที่นี่แล้วบุตรชายทั้งสี่รวมถึงภรรยาที่อยู่ที่บ้านเล่าจะทำเช่นไรด้วยเหตุนี้คหบดีจางเลยต้องเชิญอาจารย์ท่านอื่นมาสอนทว่าผลลัพธ์กลับไม่เป็ที่พึงพอใจ ครานี้เมื่อเห็นว่าร่างกายกู้ซิ่วไฉแข็งแรงขึ้นไม่น้อยคหบดีจางจึงได้ออกปากเชิญอีกครั้ง ทั้งยังเกิดความคิดที่จะเปิดสำนักศึกษาด้วย
“หากพอถึงตอนนั้นร่างกายของข้าแข็งแรงขึ้นก็ยินดีแต่ข้าคงไม่อาจรับปากท่านได้ในยามนี้ ท่านคงต้องดูอาจารย์ท่านอื่นเผื่อเอาไว้ด้วย”กู้ซิ่วไฉกล่าวตอบ
คหบดีจางแค่ได้ยินว่ากู้ซิ่วไฉรับพิจารณาดูก็ถึงกับยิ้มและหัวเราะอย่างเบิกบานใจ เขากล่าวอวยพรให้ร่างกายของกู้ซิ่วไฉดีขึ้นอย่างแน่นอนหากขาดยาสมุนไพรชนิดใดก็ให้บอก จะช่วยหามาให้อย่างสุดความสามารถ
ทั้งคู่พูดคุยปราศรัยต่ออีกหลายประโยคก่อนที่กู้ซิ่วไฉจะขอตัวลากลับคหบดีจางสั่งให้บ่าวขับรถม้าไปส่งที่บ้าน ด้วยเพราะกู้ซิ่วไฉมีเงินติดตัวอยู่หลายตำลึงเดินทางกลับตามลำพังอาจจะไม่ปลอดภัย อีกทั้งร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรงหากไม่ให้คนไปส่งคหบดีจางจะรู้สึกไม่วางใจ
กู้ซิ่วไฉเพิ่งเดินเข้ามาบ้านเจินเจินที่ทั้งเนื้อทั้งตัวเหมือนตกลงไปในถังน้ำหมึกวิ่งออกมาจากห้องทิศตะวันตก“ท่านพ่อ!” เห็นท่านพ่อกู้กลับมา เด็กหญิงยิ้มกว้างอย่างดีอกดีใจรีบวิ่งเข้ามากอดขา“ท่านพ่อ ท่านรีบไปบอกพี่ชายเถิด ข้ายังเด็กยังไม่อยากเรียนคัดอักษร”
กู้อวี้ใช้มือเลื่อนล้อรถเข็นตามออกมาใบหน้าที่มักจะสะอาดสะอ้านของชายหนุ่มในเวลานี้เลอะเปรอะไปด้วยน้ำหมึกเช่นเดียวกับเจินเจินตามเนื้อตัวก็เลอะน้ำหมึกเช่นเดียวกัน
กู้ซิ่วไฉชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่พร้อมกับใช้นิ้วชี้เช็ดน้ำตาที่เล็ดออกมาตรงหางตาของเด็กหญิง
กู่ซื่อซึ่งทำอาหารอยู่ในห้องครัวได้ยินเสียงก็รีบวิ่งออกมาดูนี่เป็ครั้งแรกที่นางเห็นสามีหัวเราะเสียงดังถึงเพียงนี้ ทว่าพอออกมาดูเท่านั้นนางถึงกับหัวเราะร่าออกมาอีกคน
กู้อวี้ที่ใบหน้าเลอะคราบน้ำหมึกใช้มือเลื่อนล้อรถเข็นกลับเข้าไปในห้องด้วยสีหน้าอึมครึมเนื่องจากใบหน้าเลอะคราบน้ำหมึก จึงไม่มีใครทันได้สังเกตสีหน้าอันไม่สบอารมณ์ของกู้อวี้
กู่ซื่อเข้าไปจูงมือเจินเจิน “ไปแม่จะพาเ้าไปอาบน้ำ อาบเสร็จค่อยมากินมันเผา แม่เผามันเผาไว้ใกล้จะสุกแล้ว”
“ดีเ้าค่ะ!” เจินเจินตอบรับพร้อมรอยยิ้มกว้างมันเผาอร่อยมาก ทั้งหวานทั้งหอม คิดแล้วก็น้ำลายไหล
“ท่านก็อย่ามัวแต่หัวเราะรีบไปเอาน้ำไปให้อวี้เอ๋อร์ล้างหน้าเถิด” กู่ซื่อหันไปเอ่ยกับสามีก่อนจะเดินจากไป
กู้ซิ่วไฉถึงค่อยได้สติกลับคืนมา เขานำเงินเข้าไปเก็บในห้องจากนั้นไปตักน้ำให้บุตรชายคนโตได้ล้างหน้าล้างตา ครั้นเข้าไปในห้องบุตรชายก็ต้องผงะใพื้นภายในห้องเลอะน้ำหมึกเต็มไปหมด จานฝนหมึกหักเป็สองท่อนในขณะที่บุตรชายอีกสามคนก็ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีไปกว่ากันสักเท่าใดนักทั้งหน้าตาและเนื้อตัวเปื้อนหมึกไปทั้งตัวเช่นกัน
คราวนี้เขาหัวเราะไม่ออก แต่กลับรู้สึกปวดหัวแทน
“ยังจะมัวนิ่งนิ่งอยู่ ไม่รีบไปล้างตัวอีก!”เขาดุบุตรชายทั้งสามก่อนจะยกกะละมังใส่น้ำไปวางไว้ตรงหน้าบุตรชายคนโต
หลังออกจากห้องของกู้อวี้และปิดประตูให้เรียบร้อยกู้ซิ่วไฉก็เดินไปถามถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นกับบุตรชายทั้งสามคน พวกเขาเล่าให้บิดาฟังว่า“ท่านพี่จะสอนแม่เสือคัดอักษร…”
“เ้ารอง!” กู้ซิ่วไฉดุเสียงดัง“แม่เสืออันใดของเ้า นางชื่อเจินเจิน!”
กู้เอ้อร์หลางย่นคออย่างหวาดกลัวกู้ซานหลางจึงเล่าต่อ “ท่านพี่้าสอนเจินเจินคัดอักษร แต่นางจับพู่กันไม่เป็ใช้จานฝนหมึกก็ไม่เป็ เลยทำน้ำหมึกหกเลอะเทอะ ทั้งโต๊ะ หน้าตา และตัวเองเต็มไปหมด
“ท่านพี่ไม่รู้จะทำเช่นไรได้แต่ต้องจับมือนางสอนเขียน แต่เขียนไปได้ไม่กี่ตัวก็เริ่มอยู่ไม่นิ่ง
“เวลาต่อมานางหันไปเห็นแมลงตัวเล็กบินผ่านหน้าเลยวิ่งไล่ตามแมลงตัวนั้นไปท่านพี่เข้าไปขวางไว้ นางเลยใช้พู่กันวาดลงไปบนใบหน้าของท่านพี่ตอนไล่จับยังทำน้ำหมึกเลอะเนื้อตัวพวกเราเต็มไปหมดตอนหลังนางไม่พอใจก็เลยหักจานฝนหมึกออกเป็สองท่อน…”
กู้ซิ่วไฉ “…”
โอ๊ย หัวจะปวด!