ตอนที่13 ดาบสะบั้นั
ิญญาร้ายสีทมิฬกรีดร้องโหยหวน มันพยายามดิ้นรนสุดชีวิตหวังที่จะลุกขึ้นมา ทว่าอย่างไรก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้สักนิด เย่เจวี๋ยคลี่ยิ้มกลิ่มในใจ ทอดเสียงส่งผ่านทะเลแห่งจิตใจแผ่ไปถึงห้วงมิติดวงเนตรจักรพรรดิสายฟ้า
“อันใด? ไยไม่เก่งกาจดั่งก่อนหน้าเสียแล้ว? อยากสังหารข้าหาใช่รึ? ลุกขึ้นมาสิ! แน่จริงก็จงลุกขึ้นมา!”
เนื้อเสียงอัดแน่นไปด้วยความเย้ยหยัน
ิญญาร้ายกรีดร้องระงมลั่นด้วยความไม่พอใจยิ่งเข้าไปใหญ่ มันค่อยๆพยุงตัวลุกขึ้นอย่างแช่มช้า เสมือนกับว่ามันถูกกระตุ้นโดยคำกล่าวเ่าั้ของเย่เจวี๋ย
“ยังจะฝืนอีกกระมัง? หึหึ...”
เย่เจวี๋ยควบคุมพลังิญญาที่เหลืออยู่ของจักรพรรดิเทพสายฟ้า ปลดปล่อยขุมพลังแสนน่าสะพรึงแผดไพศาล เข้ากดทับร่างิญญาร้ายอีกครั้ง หากสามารถควบคุมพลังิญญาที่หลงเหลืออยู่ของตนเมื่อชาติที่แล้วได้ดั่งใจนึก นี่ไม่จำต้องกลัวอะไรอีก กระทั้งก้าวข้ามพิภพาซวนหยวน หรือแม้แต่สังหารพระโพธิ์ศักดิ์ยังหาใช่เื่ที่เป็ไปไม่ได้ ฉะนั้นแล้ว กับเพียงิญญาร้ายตัวเล็กตัวน้อยตนเดียวไยจะจัดการไม่ได้กัน?
“นอนอยู่นิ่งๆเช่นนี้ดูว่านอนสอนง่ายดี! อย่าฝืนให้เหนื่อยเปล่า! ฮ่าฮ่าฮ่า...เ้าไม่มีทางรอดพ้นเงื้อมมือข้าไปได้อีกต่อไป!”
เย่เจวี๋ยตวาดเสียงเข้มฟังดูอำมหิตอย่างยิ่งยวด
ิญญาร้ายแผดเสียงครวญครางออกมาเป็คำรบสอง
เย่เจวี๋ยกลอกตาพลันเหลือบไปเห็นแสงสะท้อนจากคมดาบนิรนามเล่มหนึ่งที่ตั้งอยู่มุมกำแพงด้านนอก เช่นนั้นจึงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนแสยะยิ้มชั่วนึกอะไรขึ้นได้และกล่าวปลอบประโลมขึ้นว่า
“เ้าิญญาตัวน้อย ชะตากรรมเ้าใช่ว่าจะไม่มีทางเลือก ข้ามีสองทางเลือกให้แก่เ้า ไม่ตายเสียตรงนี้ก็กลับเข้าไปในดาบเล่มนั้นซะ”
ิญญาร้ายยังคงคร่ำครวญกรีดร้องต่อไปไม่หยุดหย่อน
“อะไร? อยากตายกระมัง? น่าเสียดาย น่าเสียดาย...”
เย่เจวี๋ยจงใจปั้นหน้าเชิงว่าเสียดาย บีบครั้นกดดันให้ิญญาร้ายรู้จักเลือก
ภายนอกทะเลแห่งจิตใจ ปรากฏเป็ภาพฉากที่เย่เจวี๋ยสนทนากับตัวเองพึมพำกลางอากาศไม่หยุดหย่อน แถมสีหน้าดูเหม่อลอยไร้สติสัมประชัญญะ ใครเห็นคงคิดไปว่า เย่เจวี๋ยไม่บ้าก็ปัญญาอ่อน แต่แน่นอนว่าในความเป็จริง เขากำลังสื่อสารกับิญญาร้ายที่บังอาจลอบเร้นเข้ามาในดวงตาของเขา
“เช่นนั้นข้าขอลา จงตายอยู่ในนี้ไปซะ”
“ฮรืออ...ฮรือออ...ฮรือออ....”
คล้อยได้ฟังเสียงร้องของิญญาร้ายตนนั้น จะรู้ได้ทันทีว่ามันกำลังวิตกกังวลและร้อนใจเพียงใด
“ถ้าเช่นนั้น...จะเลือกอย่างแรกหรืออย่างหลังดี?”
สุ้มเสียงที่เย่เจวี๋ยอแผดดังออกมาชักจะเริ่มรำคาญขึ้นเล็กน้อย เขากล่าวต่อว่า
“ข้าลืมไป ิญญาชั้นต่ำอย่างเ้าพูดไม่ได้ หุหุ...เช่นนี้เถอะ ถ้าเลือกอย่างแรกก็ยกกรงเล็บข้างซ้าย หากเลือกอย่างหลังก็ยกกรงเล็บข้างขวา”
ทันทีที่สิ้นเสียง เย่เจวี๋ยก็ถอนจิตนึกคิดของตนออกมาจากห้วงทะเลแห่งจิตใจออกมาโดยตรง เขาหาได้หวาดกลัวเลยสักนิดว่าิญญาร้ายจะหลบหนี เขาค่อยๆลดแรงดันิญญาที่ทับร่างของมันลง แค่เหยียบย่างเข้ามาในอาณาเขตดวงตาของเขาแม้แต่ก้าวเดียว สรรพสิ่งล้วนไม่ต่างจากลูกไก่ในกำมือ
เมื่อแรงดันิญญาอันน่าสะพรึงจางหายไป ิญญาร้ายก็สามารถลุกขึ้นยืนได้สักที ตัวมันลอยเคว้งอยู่กลางห้วงดวงตา ไม่คิดที่จะยกกรบเล็บข้างซ้ายหรือขวา แต่มันกลับคุกเข่าลงทันที รีบโขกศีรษะกระแทกพื้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งนี่ทำให้เย่เจวี๋ยรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยเช่นกัน ทันใดนั้นมุมปากของเขาพลันกระตุกยิ้มขึ้น
ความหมายของิญญารร้ายตนนี้ชัดแจ้งเป็อย่างยิ่ง มันขอยอมจำนนต่อตัวเขาแต่โดยดี หากมันสามารถพูดได้คงบอกไปตามตรงแล้วว่า จะขอติดตามรับใช้จากนี้และต่อไป นี่แสดงให้เห็นอีกหนึ่งข้อเท็จจริงคือ ิญญาร้ายตนนี้ไม่ได้โง่
“ดี! ดีมาก! ผู้รู้จักที่ต่ำที่สูงมักเจริญในภายภาคหน้า”
เย่เจวี๋ยกล่าวจบประโยค ก็ชี้ดัชนียิงประกายแสงสีแดงพุ่งเข้าไปกลางหน้าผากของิญญาร้ายตนนั้นทันที อาศัยวิธีนี้เขาไม่จำเป็ต้องมากังวลว่า หลังจากปล่อยมันออกมา มันจะย้อนกลับมาทำร้าย หากมันมีเจตนาชั่วช้าเช่นนั้นจริง เพียงแค่เย่เจวี๋ยกระดิกนิ้ว ร่างของมันจะถูกแผดเผากลายเป็เถ้าถ่านในพริบตา
หลังจากิญญาร้ายถอนตัวออกจากห้วงดวงตา มันก็ลอยไปหยุดตรงหน้าเย่เจวี๋ย กลิ่นอายความชั่วร้ายลดทอนลงแทบไม่เหลือ ท่าทางการแสดงออกของมันดูจงรักภักดีต่อเ้านายขึ้นมาก เย่เจวี๋ยคลี่ยิ้มด้วยความพึงพอใจ พลางเดินไปยังมุมหนึ่งของกำแพงและหยิบดาบนิรนามเล่มนั้นขึ้นมา ในขณะเดียวกันเขาก็สังเกตเห็นอักษรสามคำสลักอยู่บนคมดาบว่า‘ดาบสะบั้นั’!
ทั่วทั้งใบดาบสาดสะท้อนกับแสงเปล่งกลายเป็ประกายสีแดงทับทิม บนผิวดาบมีลวดลายัทองสลักไว้อย่างวิจิตรแสนประณีตยิ่งนักแล ประดุจว่ามันมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ คล้อยรู้สึกราวกับถ้ามันยิ่งได้สะบั้นัมากเท่าไหร่ ดาบเล่มนี้ก็จะยิ่งแกร่งกล้ามากขึ้นเท่านั้น ส่วนโค้งเว้าขึ้นทรงสวย ดูโฉบเฉี่ยวคล้ายสายฟ้าฟาดท่ามกลางนภาคะนอง ทั้งดูดุดันและสวยงามในเวลาเดียวกัน นอกเหนือจากนั้น ดาบเล่มนี้ยังแผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงขุมหนึ่งออกมา แค่เห็นก็รู้สึกได้ถึงอันตราย สมแล้วที่ได้ชื่อว่า ดาบสะบั้นั!
เย่เจวี๋ยกวาดสายตาสำรวจดาบสะบั้นัเล่มนี้อย่างพึงพอใจยิ่งยวด อาศัยอาวุธจอมสังหารเล่มนี้ ความแข็งแกร่งของเขาคงเพิ่มขึ้นมาไม่น้อยเลย
ในเวลานี้เองิญญาร้ายที่ลอยเคว้งอยู่ตรงหน้าเย่เจวี๋ยก็กลับเข้าไปในดาบสะบั้นัด้วยความเร็วดุจสายฟ้า นี่ยิ่งทำให้ดาบสะบั้นัเปล่งประกายเจิดจรัส กลิ่นอายอันน่าสะพรึงเพิ่มทวีอีกครั้ง คมดาบของมันดูคลกลิบขึ้นมาก ราวกับได้รับการยกระดับไปอีกขั้น
เย่เจวี๋ยยิ่งรู้สึกยินดีปรีใจเป็อย่างยิ่ง ด้วยดาบสะบั้นัเล่มนี้ อาจกล่าวได้ว่า ตัวเขาในปัจจุบันเปรียบเสมือนเสือติดปีก ยามต้องเผชิญหน้ากับยอดฝีมืออาณาจักรนภาม่วง เขามั่นใจว่าจะสามารถต่อกรได้สูสี
กระบวนโจมตีก่อนหน้าของิญญาร้ายเมื่อสักครู่ ทำให้ทางลับใต้ดินพังทลายลงมาเป็ซากปรังหักพัง เย่เจวี๋ยใช้เวลาสักพักใหญ่กว่าจะหาตัวหยางอู่ซินที่จมอยู่ในซากพบ โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เย่เจวี๋ยควักลูกตาทั้งสองข้างของมันออกมาและโยนศพทิ้งอย่างไม่ใส่ใจ มันตายสนิทแล้ว แต่โชคยังดีที่เนตรจักรพรรดิสายฟ้าคู่นี้ยังปลอดภัย
เดินสำรวจรอบนี้มีแต่กำไรล้วนๆ หลังจากเก็บเนตรจักรพรรดิสายฟ้าลงไป เย่เจวี๋ยก็อดถอนหายใจไม่ได้ พยายามงัดแงะแหวกซากปรักหักพังออกมาตามทาง แต่จู่ๆก็มีสุ้มเสียงหนึ่งดังเข้ามา เย่เจวี๋ยลมวดคิ้วแน่นตื่นตัวในทันใด หากเป็พวกสมาชิกตระกูลเย่ก็นับว่าโชคดีไป แต่หากไม่ใช่และเป็พวกตระกูลหยางที่ตกค้างอยู่ อาศัยสภาพร่างกายในตอนนี้มีหวังสู้ไม่ไหวแน่นอน
“นายน้อย! ไม่เป็อะไรใช่ไหมขอรับ!”
ปรากฏว่าที่มาของเสียงแท้จริงคือ บรรดาสมาชิกตระกูลเย่ที่ชื่อกุ้งแห้ง เขาเป็คนแรกที่รีบวิ่งลงมาภายในนี้ และเมื่อเห็นาแและธารเืสดที่ชโลมทั่วร่างของเย่เจวี๋ย เ้ากุ้งแห้งก็อุทานลั่นอย่างอดมิได้
“นายน้อย! ท่าน...ท่าได้รับาเ็สาหัส! ทุกคนเร็วเข้า! รีบพาตัวนายน้อยกลับไปรักษาโดยด่วน!”
พอได้ยินเช่นนั้น พวกสมาชอกตระกูลเย่นับหลายสิบต่างแห่กันลงมาพร้อมสีหน้าที่แตกตื่น
“ไฉนพวกเ้าถึงลงมากัน? ข้ากำชับไว้ว่าให้เฝ้าอยู่้ามิใช่รึ?”
เย่เจวี๋ยกวาดสายตามองทุกคนและะโลั่นด้วยน้ำเสียงแสนเ็า
“เอ่ออ...นายน้อย....พวกเราได้ยินเสียงดังตูมตามดังลอดถึงข้างนอก พวกเราจึงเป็ห่วงเื่ความปลอดภัยของนายน้อยยิ่ง ดังนั้น...”
เย่เจวี๋ยแสยะยิ้มเค้นเสียงหึไปคำหนึ่ง หากเ้าพวกนี้มาเร็วกว่านี้หน่อย คงได้เห็นภาพฉากที่เขายืนคุยคนเดียวกับอากาศเป็แน่ ถ้าเป็เช่นนั้นทุกคนคงไม่คิดว่าข้าบ้าหรอกรึ? คิดได้แบบนั้นเขาะโสวนตอบกลับไปทันที
“พวกเ้าต้องโดนลงโทษ! ข้ากำชับแล้วว่าให้คอยเฝ้าระวังอยู่ด้านนอก โทษของการฝ่าฝืน ให้พวกเ้าทุกคนวิดพื้นคนละร้อยครั้ง! หากไม่ครบห้ามหยุดเด็ดขาด!”
“ขอรับ!”
เย่เจวี๋ยเอ่ยปากสั่งจบก็เดินผ่านคนพวกนั้นไปอย่างสง่าผ่าเผย แต่จู่ๆพลันนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันกลับมามองเหล่าผู้คนที่กำลังหมอบตัวลงเพื่อวิดพื้นทันที
“กุ้งแห้ง เ้าไม่ต้องทำ”
กุ้งแห้งตะลึงงันไปชั่วขณะ
“มัวยืนอึ้งอะไรอยู่? ไปกันเถอะ”
“ขอรับ ขอรับ”
กุ้งแห้งรีบลุกขึ้นและเดินติดตามเย่เจวี๋ยเจือท่าทีลนลาน ซึ่งกลุ่มคนที่เหลือก็มิทันสังเกตเห็นดาบสะบั้นัที่ห้อยอยู่ที่เอวเย่เจวี๋ยเลย
“การที่ไม่ถูกต้องโทษถือเป็ของขวัญให้เ้าเสียแล้วกัน”
คล้อยหลังเดินไปได้สักพัก เย่เจวี๋ยก็เอ่ยกล่าวขึ้นมา
“เอ่อ..ขอรับ ขอบคุณมากขอรับ!”
กุ้งแห้งพูดซ้ำทวนสองครา สีหน้าดูเศร้าสร้อยเสียดาย แต่ก็ไม่กล้าคัดค้านอะไร
ทันใดนั้นเย่เจวี๋ยก็คลี่ยิ้มขึ้น ตบไหล่เ้ากุ้งแห้งไปทีหนึ่ง ร่วนหัวเราะกล่าวขึ้นว่า
“ล้อเล่นน่า ขอของขวัญจากข้าได้เลย”
“นับแต่นี้เ้ามาเป็ผู้ติดตามข้าเสีย”
ยังไม่ทันให้เ้ากุ้งแห้งปริกปาก เย่เจวี๋ยก็กล่าวเสนอขึ้นด้วยความจริงใจ
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เ้ากุ้งแห้งก็คลี่ยิ้มอย่างสุขใจขึ้นทันที ั์ตาไสวเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดีปรีใจ รีบขานตอบโดยไวว่า
“ขอรับนายน้อย! ข้ากุ้งแห้งของสาบานจะรับใช้ติดตามนายนายจวบจนวันตาย! ต่อให้บุกน้ำลุยไฟข้าก็ไม่มีลังเล!”
เ้ากุ้งแห้งเพิ่งสาบานออกไปแบบนั้น เพราะเขาทราบดีอยู่แก่ใจว่า การได้รับโอกาสแบบนี้ไม่ต่างอะไรกับการการันตีชีวิตในอนาคตที่รุ่งโรจน์อย่างไม่มีสิ้นสุด กล่าวได้ว่าถ้านายน้อยเย่สามารถไต่เต้าขึ้นสู่จุดสูงสุดได้ เขาเองก็จะได้เสพสำราญรับใช้ยอดฝีมืออย่างสมเกียรติ
ที่เย่เจวี๋ย้าหาคนติดตามมาเพิ่มเพราะไม่ใช่ใดอื่น ตอนนี้เขามีเพียงเฉี่ยวเอ๋อคนเดียวเท่านั้น
“นายน้อย หยางอู่ซิน...”
“มันตายแล้ว”
“สุดยอด! นายน้อยช่างน่าเกรงขามยิ่งนัก!”
“แน่นอน”
“โอ้? นายน้อยดาบคาดเอวท่านช่างดูดีเสียเหลือเกิน! ท่านได้รับมาหลังจากชนะมัน?”
“ใช่ มันมีชื่อว่าดาบสะบั้นั”
“ดูดีกระไรเยี่ยงนี้! แม้แต่ชื่อยังทรงพลัง! ดาบเล่มนี้เหมาะสมกับนายน้อยมากเลยขอรับ!”
“แน่นอน”
ทั้งสองเดินทางกลับพลางสนทนาพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เย่เจวี๋ยรู้สึกพึงพอใจมากกับการตัดสินใจของตนเอง มีคำกล่าวหนึ่งว่า ทหารผู้ขึ้นเป็แม่ทัพหาใช่ยอดทหารมากฝีมือ แต่เป็ทหารมากประจบสอพอ
เห็นได้ชัดว่า เย่เจวี๋ยชอบคนที่ขี้ประจบสอพออย่างเ้ากุ้งแห้งมาก
เย่เจวี๋ยกลับมาถึงตระกูลเย่โดยไม่สนใจอาการาเ็ของตนแม้สักนิด เขาเดินตรงไปที่เรือนของเย่ชิงฉงที่กำลังบำเพ็ญตบะอยู่ สั่งให้เ้ากุ้งแห้งรออยู่ด้านนอก
“ท่านปู่”
เย่ชิงฉงนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงไม้ เห็นเช่นนั้นเย่เจวี๋ยเอ่ยปากทักขึ้นทันที
“เจวี๋ยเอ๋อ? เ้ามีอันใดงั้นรึ?”
เย่ชิงฉงไม่ได้รู้สึกโกรธแม้แต่น้อยที่หลานชายตัวเองเข้ามาขัดจังหวะการบ่มเพาะพลัง เขาเอ่ยทักทายน้ำเสียงดูเรียบเฉย
“ทายสิว่าข้านำสิ่งใดมาให้?”
เย่เจวี๋ยนั่งอยู่ข้างเตียงและกล่าวน้ำเสียงคล้ายมีนัยยะบางอย่าง ก่อนจะยื่นบางสิ่งใส่บนมือของเย่ชิงฉงทั้งสองข้าง
เย่ชิงฉงรู้สึกได้ทันที เสมือนว่าตนกำลังััไข่มุกสองเม็ดที่เคลือบคลุมไปด้วยรัศมีพลังอันแกร่งกล้า พอเพ็งจิตใช้พลังิญญาตนเองสำรวจก็เผยให้เห็นภาพมโนทัศน์ในจิตใจขึ้นทันที แสงอัสนีบาตรฟาดฟันดังเปรียงปราง พอรู้เช่นนั้นพลันคลี่คิ้วคลายอ่อนลงทันทีอย่างสุขใจ
“นี่มัน...เนตรจักรพรรดิสายฟ้า? เจวี๋ยเอ๋อ เ้านำเนตรจักรพรรดิสายฟ้ากลับมาได้แล้ว?”
“ใช่แล้วท่านปู่ นอกจากนี้ข้ายังได้ยอดยุทธภัณฑ์อาวุธชั้นเยี่ยมชื่อว่า ดาบสะบั้นัมาด้วย แค่พินิจจากกลิ่นอายก็รู้ได้ว่าทรงพลังยิ่งยวด”
เย่เจวี๋ยคลี่ยิ้มตอบ
เย่ชิงฉงรู้สึกมีความสุขอย่างมากที่ได้ยินแบบนั้น แต่จู่ๆเขาก็ขมวดคิ้วขึ้นแน่นทันที ยามนี้ตรวจสอบได้ถึงกลิ่นอายบนร่างของเย่เจวี๋ยที่แตกต่างออกไปจากก่อนหน้าโดนสิ้นเชิง เขาได้กลิ่นคาวเืจางๆฟุ้งผ่านมาในอากาศ ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็แปรเปลี่ยนดูจริงจังขึ้นทันควัน
“เจวี๋ยนเอ๋อ เ้าได้รับาเ็มารึ?”
“แค่าแเล็กน้อยเท่านั้น ไม่มีอันใดต้องกังวล”
เย่เจวี๋ยปัดมือสบายๆเป็คำตอบ และกล่าวต่อว่า
“ท่านปู่ ที่ข้ามาในวันนี้ก็เพื่อมอบเนตรจักรพรรดิสายฟ้าให้ท่านนำไปหลอมรวมเป็ดวงตาคู่ใหม่ ข้าไม่กวนท่านแล้ว ขอลา”