หลังจากที่พระชายากล่าวจบ หนิงฮวาก็นิ่งเงียบไป นางกำลังใช้ความคิดว่าควรจะทำเช่นไรดีเพราะว่านางก็อยากจะให้มันเป็นกิจการของครอบครัวตนเช่นกัน และนางก็คิดออก
“ หม่อนฉันต้องขอบพระทัยพระชายามากเลยเพคะ ที่สนใจและอยากจะซื้อสูตรของหม่อนฉัน เพียงแต่ว่าหม่อนฉันนั้นได้คิดเอาไว้แล้วว่าจะทำของเหล่านี้ให้เป็นกิจการของครอบครัวอีกทางนึง ดังนั้นหม่อนฉันคงไม่สามารถที่จะขายสูตรให้กับพระชายาได้เพคะ”
“ เช่นนั้นรึ ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก”
“ แต่หม่อมฉันสามารถผลิตและส่งขายให้กับร้านของพระยายาเพียงร้านเดียวได้นะเพคะ ”
“จริงรึ.....ดีๆถ้าเช่นนั้นก็ตกลง ส่วนเรื่องราคาเจ้าสามารถเรียกมาได้เลย
“ขอบพระทัยเพคะ....เพียงแต่หม่อนฉันคงต้องขอเวลาจัดการส่วนต่างๆภายในบ้านให้เรียบร้อยก่อนจากนั้นจึงจะเริ่มลงมือผลิตเพคะ ไม่เกินสามเดือนนี้อย่างแน่นอนเพคะ
“ได้ๆ แล้วเราจะรอนะ เจ้าสามารถมาขอพบเราได้ทุกเมื่อถ้าจะตกลงทำการค้ากันที่ตำหนักแห่งนี้”
“ขอบพระทัยพระชายาเพคะ........ท่านพี่อ้ายเยว่ท่านเคยทานเค้กหรือไม่เจ้าคะ
“หืม.....เค้กรึพี่ยังไม่เคยทานเลย หน้าตามันเป็นเช่นไรอย่างนั้นรึ
“เป็นเช่นนี้เจ้าค่ะ”
เอ่ยจบหนิงฮวาก็เปิดฝากล่องใบที่ใหญ่ที่สุดใบสุดท้ายออกเผยให้เห็น ขนมเค้กนมสดมะพร้าวอ่อนขนาดสามชั้นวางอยู่ภายในกล่องอย่างสวยงามและน่าทาน
“ว้าวว........นี้คือขนมเค้กที่เจ้าว่ารึฮวาเออร์”
“ใช่เจ้าค่ะ นี้คือเค้กวันเกิดที่ข้าตั้งใจทำเพื่อนำมามอบให้กับท่านพี่อ้ายเยว่เจ้าค่ะ”
“ขอบใจเจ้ามากเลยนะฮวาเออร์ แล้วมันคือเค้กอะไรรึ”
“มันคือเค้กนมสดมะพร้าวอ่อนเจ้าค่ะ”
เมื่อหนิงฮวาเอ่ยจบและได้นำกล่องใส่เค้กไปวางลงตรงโต๊ะหน้าที่นั่งของพระชายาและท่านหญิงอ้ายเยว่ ทั้งหมดต่างก็ให้ความสนใจกับขนมที่อยู่ตรงหน้าเป็นอย่างมากเพราะนอกจากน่าตา จะสวยงามแล้ว
กลิ่นหอมอ่อนๆที่ลอยออกมาจากเค้กก็ยิ่งทำให้ทุกคนต่างก็อยากลิ้มรสชาติว่ามันจะอร่อยขนาดไหน อีกด้านของห้องรับรองแขกเหิงเยว่และสหายที่เพิ่งจะเดินทางมาถึงก็ได้ยืนมองภาพที่หนิงฮวากำลังพูดคุยและมอบของขวัญให้กับมารดาและน้องสาวของตนอยู่ ด้วยสายตาที่อ่านยาก
“เจ้าว่านั้นใช่เด็กสาวที่พวกเราเจอที่ตลาดเมื่อคราวที่แล้วหรือไม่ เหวินซาน”
“อืม ...เป็นพวกนางจริงๆด้วยแต่วันนี้ดูแปลกและแตกต่างไปจากคราวก่อนอยู่มาก”
“ใช่ไหม.....ตอนนี้พวกนางดูไม่เหมือนกับลูกชาวนาทั่วไปทั้งผิวพรรณ หน้าตา กริยามารยาท แถมความสามารถอีก ถ้าไม่บอกว่าเป็นเด็กสาวชาวบ้านข้าคงคิดว่าพวกนางเป็นลูกคุณหนูตระกูลใดตระกูลนึงเชียวละ”
“เป็นอย่างที่เจ้าว่าเลย...หย่งหมิง.....แล้วเจ้าละเหิงเยว่คิดเหมือนกันกับพวกข้าหรือไม่”
“คงจะเป็นเช่นนั้น”
คำตอบของเขาทำให้สหายทั้งสองได้แต่ส่ายหน้าในความประหยัดคำพูดของเขา ไม่รู้ว่าจะพูดน้อยไปถึงเมื่อไหร่กัน พวกเขาทั้งสองอยากจะรู้เสียจริงๆว่าใครกันที่จะสามารถชิงหัวใจของ แม่ทัพหน้าน้ำแข็งสหายของพวกเขาไปได้
ทางด้านหนิงฮวาตอนนี้นางกำลังสอนให้ท่านหญิงอ้ายเยว่นั้นตัดเค้กเพื่อมอบให้กับคนสำคัญ เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตของนาง
“ท่านพี่อ้ายเยว่เจ้าคะ.......เราต้องใช้มือจับด้ามมีดเอาไว้แบบนี้ จากนั้นก็นำมีดตัดลงตรงก้อนเค้กแบ่งครึ่งแล้วค่อยตัดเป็นรูปสามเหลี่ยมเท่าๆกันเจ้าค่ะ”
“อ้อ....อย่างนี้ใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วเจ้าคะ......จากนั้นท่านพี่ก็นำเค้กที่ตัดเหล่านี้ไปมอบให้กับท่านตา ท่านอ๋อง พระชายาและคนสำคัญสำหรับท่านพี่อ้ายเยว่ได้ชิมเลยเจ้าค่ะ เพื่อเป็นการอวยพรให้กับชีวิตของท่านพี่เจ้าค่ะ”
“อื้ม.......ขอบใจเจ้ามากนะฮวาเออร์”
หลังจากนั้นเฉินอ้ายเยว่ก็ได้นำเค้กที่ตนเองตัดจัดใส่จานแล้วนำไปมอบให้กับ บิดา มารดาและท่านตาของตนที่ตอนนี้ได้นั่งอยู่ร่วมกันยังโต๊ะที่จัดไว้สำหรับคนในครอบครัวของนางทันที
“เสด็จพ่อ เสด็จแม่เพคะ นี้คือเค้กนมสดมะพร้าวอ่อนที่ฮวาเออร์ทำมาเป็นของฝากให้กับลูกในวันเกิดเพคะ พวกท่านลองชิมดูนะเพคะว่าถูกปากหรือไม่ ส่วนจานนี้ของท่านตาเจ้าค่ะ ”
“ส่วนสามชิ้นนี้เก็บเอาไว้ให้กับพวกเจ้าพี่ด้วยก็แล้วกันนะ”
อ้ายเยว่หันไปเอ่ยกับสาวใช้ที่ทำหน้าที่ถือถาดใส่ขนมเค้ก ก่อนที่จะเดินกลับไปหาสองพี่น้องที่ตอนนี้ได้นั่งอยู่ตรงโต๊ะที่นางจัดเอาไว้ให้พิเศษ นั้นก็คือโต๊ะนั่งข้างๆนางนั้นเอง
และทั้งสามคนก็ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันและคุยกันถูกคอ ใช้เวลาเพียงไม่นานทั้งสามคนก็ดูสนิทสนมกันเหมือนว่าพวกนางเป็นเพื่อนกันมานานอย่างไรอย่างนั้น จนไม่ได้สนสิ่งรอบข้างหรือผู้ใดทั้งนั้น
ส่วนทางด้านเหิงเยว่และสหายก็ได้พากันเดินตรงไปยังโต๊ะที่บิดา มารดา และท่านตาของเขานั่งอยู่ก่อนจะเอ่ยทำความเคารพ
“ถวายพระพรเสด็จพ่อและเสด็จแม่ พ่ะย่ะค่ะ คารวะท่านตาขอรับ”
“ถวายพระพรท่านลุงและท่านป้าพ่ะย่ะค่ะ คารวะท่านตาขอรับ ” หย่งหมิง/เหวินซาน
“ไม่ต้องมากพิธี พวกเจ้าตามสบายเถิด”
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อ/ท่านลุง พ่ะย่ะค่ะ”
เอ่ยจบทั้งสามคนก็พากันทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ที่ว่างอยู่ทันทีก่อนที่ เฉินเยว่เทียนจะเอ่ยถามบุตรชายคนโตของตนเอง
“ ที่ค่ายทหารเป็นเช่นไรบ้างงั้นรึ”
“ ปกติดี พ่ะย่ะค่ะ อาจจะเป็นเพราะว่ายังอยู่ในสัญญาสงบศึกห้าสิบปีก็เป็นได้ ”
“เช่นนั้นก็ดีแล้วพวกเราชาว แคว้นเว่ยหลง จะได้พักผ่อนกันซะบ้าง แต่ก็อย่าได้ประมาทไปเล่า ”
“พ่ะย่ะค่ะ ลูกได้สั่งให้ทหารลาดตระเวนอยู่ทุกวันพ่ะย่ะค่ะ”
“ดีมาก แล้วพวกเจ้าทานอะไรกันมารึยัง”
“ยังเลยพ่ะย่ะค่ะ หลานทั้งสองของท่านลุงตอนนี้รู้สึกหิวยิ่งนัก ท่านลุงพอจะมีสิ่งใดให้พวกหลานทานบ้างหรือไม่ พ่ะย่ะค่ะ”
“อ่า..ฮ่าๆ ฮ่าๆ พวกเจ้านี้นะ เด้กๆไปนำขนมเค้กที่ท่านหญิงเก็บเอาไว้มาให้กับพวกท่านแม่ทัพทานเร็วเข้า”
“เพคะ ท่านอ๋อง”
เมื่อได้รับคำสั้งสาวใช้คนเดิมจึงรีบเดินไปนำขนมเค้กทั้งสามชิ้นที่ท่านหญิงได้สั่งเอาไว้ว่าเก็บไว้ให้กับท่านพี่ทั้งสามคนได้ทาน มาเสริฟที่โต๊ะทันที และเมื่อทั้งสามคนเห็นขนมที่ดูแปลกตาแต่ว่าน่ารับประทานยิ่งนักจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“สิ่งนี้เรียกว่าอันใดหรือ”
“ นี้เรียกว่าขนมเค้กนมสดมะพร้าวอ่อนนะ ฮวาเออร์และเซียนเออร์นำมามอบให้กับเยว่เออร์ในวันนี้”
เป็นซ่งถงเฟิงที่เอ่ยอธิบายให้กับหลานชายทั้งสามของตน
“ว้าว........น่าตาน่าอร่อยยิ่งนักขอรับท่านตา”
“ไม่ใช่เพียงแค่.......แต่มันอร่อยจริงๆ ความหอมของนมและมะพร้าวประกอบกับแป้งนุ่มๆและความหวานมันที่ละมุนกำลังพอดี กินกับชายิ่งเข้ากัน พวกเจ้าลองชิมดูเถิด”
“ขอรับท่านตา ถ้าท่านตาเอ่ยชมมาถึงเพียงนี้ก็แสดงว่าต้องอร่อยมากอย่างแน่นอน”
หลังจากนั้นทั้งสามต่างก็พากันทานขนมเค้กกันอย่างเงียบๆ โดยที่ต่างคนต่างก็ตกอยู่ในห้วงแห่งความคิดของตนเองทั้งสิ้น จนเวลาได้ล่วงเลยเข้ายามอู่ (11.00-12.59 น.) การแสดงของเหล่าคุณหนูผู้สูงศักดิ์จึงได้เริ่มต้นขึ้น