บทที่ 48: กฎเหล็กของสถาปนิก(ระบบกักกันโรค)
เสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงของหมียักษ์อสูรระดับA ดังกึกก้องไปตามเส้นทางดินลูกรังที่ทอดยาวจากชายป่าชั้นนอกมุ่งหน้าเข้าสู่เขตผังเมืองของรัฐอิสระเฮเซลบรุคบาร์นีย์ก้าวเดินอย่างระมัดระวังที่สุดเท่าที่มอนสเตอร์ร่างยักษ์จะทำได้บนแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยขนนุ่มฟูของมัน คือร่างของมนุษย์สองพี่น้อง—หญิงสาววัยสิบแปดปีและเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปี ที่นอนสลบไสลไม่ได้สติลมหายใจของพวกเขารวยรินบาดแผลฉกรรจ์จากโซ่ตรวนเหล็กที่เป็นสนิมส่งกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
ฟินน์จิ้งจอกอสูรนักรบเวท วิ่งนำหน้าขบวนมาด้วยความเร็วสูง มันส่งเสียงเห่าหอนเป็นจังหวะฉุกเฉินเพื่อส่งสัญญาณเตือนให้ประชากรในหมู่บ้านรับรู้ถึงสถานการณ์ที่ไม่ปกติ
เมื่อขบวนกู้ภัยขนาดย่อมก้าวพ้นแนวต้นไม้ใหญ่แปลงผัก และปรากฏตัวขึ้นที่บริเวณลานอเนกประสงค์หน้าบ้านหินแกนกลางความร้อนกิจวัตรประจำวันอันแสนสโลว์ไลฟ์ของหมู่บ้านก็หยุดชะงักลงโดยพลัน!
เอลดรินและกลุ่มเอลฟ์สายช่างทอที่กำลังง่วนอยู่กับการตากผ้าไหมพฤกษาทิ้งตะกร้าผ้าลงกับพื้นทันทีเมื่อเห็นสภาพของผู้มาเยือน เดซี่กระต่ายอสูรสายพฤกษาหยุดการพรวนดิน ดัสตี้ ตุ่นวิศวกรโผล่พรวดขึ้นมาจากหลุมไพเพอร์ นกอสูรโดรนสำรวจเวหาบินโฉบลงมาเกาะบนหลังคาบ้านหิน แม้กระทั่งสปินเนอร์แมงมุมยักษ์ที่อยู่ไกลถึงโซนทิศตะวันตกก็ยังชะโงกหน้าออกมาจากบ้านต้นไม้
"ท... เทพบิดร! นั่นมันมนุษย์นี่ขอรับ!" เอลดรินอุทานด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นบาดแผลที่เน่าเหวอะหวะและโซ่ตรวนที่ข้อเท้า สัญชาตญาณความมีเมตตาของเผ่าพันธุ์พฤกษาก็ทำงานทันที"พวกเขาบาดเจ็บสาหัสมาก! ร่างกายผอมโซราวกับใบไม้แห้ง!"
"เจ้านาย! ให้ฉันเอา 'สมุนไพรสมานแผล' ไปพอกให้พวกเขาเดี๋ยวนี้เลยไหม!" เดซี่หูตั้งชัน กระโดดดึ๋งๆไปคว้าตะกร้ายา
"เร็วเข้าพวกเรา! ไปช่วยท่านบาร์นีย์พยุงพวกเขาลงมา!" เอลฟ์สาวคนหนึ่งตะโกนบอกเพื่อนร่วมเผ่า"พาพวกเขาไปพักที่บ้านใต้ถุนสูงของพวกเราเถอะ!ที่นั่นมีเตียงผ้าไหมเวทมนตร์นุ่มๆ และอากาศเย็นสบายพวกเขาจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่!"
กลุ่มเอลฟ์และเดซี่วิ่งกรูเข้าไปหาบาร์นีย์ด้วยเจตนาที่บริสุทธิ์และเต็มเปี่ยมไปด้วยความหวังดีพวกเขาพร้อมที่จะโอบรับผู้บาดเจ็บเข้าสู่อ้อมกอดของเมืองอย่างไม่มีเงื่อนไข
ทว่า...ในเสี้ยววินาทีที่มือของเอลดรินกำลังจะเอื้อมไปแตะร่างของหญิงสาววัยสิบแปดปีนั้นเอง...
"หยุดเดี๋ยวนี้!! ถอยออกไปให้หมดทุกคน!!ห้ามใครเข้าใกล้รัศมีสิบเมตรเด็ดขาด!!"
เสียงตวาดลั่นที่ทรงพลังและเฉียบขาดดุจสายฟ้าฟาดดังก้องออกมาจากปากของ 'อีไลอัส'!
ผู้ใหญ่บ้านในร่างเด็กชายวัยสิบสองปีกระโดดลงมาจากหลังของบาร์นีย์เขากางแขนออกขวางหน้ากลุ่มเอลฟ์และกระต่ายอสูรไว้นัยน์ตาสีเข้มของอดีตสถาปนิกซีเนียร์วาวโรจน์ไปด้วยความตึงเครียดระดับสูงสุด แววตาของเขาไม่ได้มีความเป็นมิตรหรือความใจอ่อนเลยแม้แต่น้อยมันคือแววตาของผู้คุมกฎที่พร้อมจะลงดาบผู้ฝ่าฝืนทุกคน!
เอลดรินชะงักกึกชักมือกลับราวกับถูกไฟลวก เผ่าเอลฟ์และเหล่าสัตว์อสูรต่างถอยกรูดด้วยความตกใจพวกเขาไม่เคยเห็นอีไลอัสโกรธหรือมีท่าทีเกรี้ยวกราดขนาดนี้มาก่อนเลยนับตั้งแต่ก่อตั้งหมู่บ้านมา
"ท... ท่านผู้ใหญ่บ้าน... ทำไมหรือขอรับ?" เอลดรินถามเสียงสั่น"พวกเขาบาดเจ็บปางตาย หากไม่รีบพาเข้าไปพักในบ้านและทำแผลพวกเขาอาจจะไม่รอดนะขอรับ..."
"ฉันรู้ว่าพวกเขาบาดเจ็บปางตาย เอลดริน!" อีไลอัสกัดฟันกรอด "และฉันก็ตั้งใจจะรักษาพวกเขาให้รอด!แต่การที่พวกเจ้าวิ่งเข้าไปสัมผัสตัวพวกเขาหรือคิดจะพาพวกเขาเข้าไปในโซนที่อยู่อาศัย ที่พวกเจ้าหลับนอน... มันคือการนำพา 'ความพินาศ' มาสู่รัฐอิสระเฮเซลบรุค!"
เด็กชายชี้นิ้วไปที่บาดแผลบริเวณข้อมือและข้อเท้าของสองพี่น้องมนุษย์
"พวกเจ้ามองดูที่บาดแผลนั่นสิ! เลือดสีคล้ำ น้ำเหลืองที่ไหลเยิ้มและเนื้อเยื่อที่เริ่มกลายเป็นสีดำ! บาดแผลพวกนี้ไม่ได้เกิดจากรอยขีดข่วนธรรมดาแต่มันเกิดจากการเสียดสีกับโซ่เหล็กที่เป็นสนิมมาเป็นเวลานาน! มันคือภาวะ 'การติดเชื้ออย่างรุนแรง'!"
อีไลอัสกวาดสายตามองประชากรทุกคนเพื่ออธิบายกฎเหล็กทางวิทยาศาสตร์"ในโลกภายนอกที่พวกนี้หนีมา มันเต็มไปด้วยความสกปรก แออัดและสิ่งที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า... สิ่งที่เรียกว่า 'เชื้อโรค'แบคทีเรีย ไวรัส และปรสิต! พวกมันสามารถแฝงตัวมากับบาดแผลที่เน่าเฟะเสื้อผ้าที่เปื้อนโคลน หรือแม้แต่ลมหายใจของผู้ป่วย!"
ภาพของสลัมในเมืองหลวงหรือข่าวโรคระบาดในโลกเก่าที่คร่าชีวิตคนนับล้านผุดขึ้นมาเป็นฉากเตือนใจในหัวของอดีตสถาปนิกซีเนียร์ความแออัดและเชื้อโรคคือฝันร้ายของการบริหารเมืองที่แท้จริง
"ในหน้าประวัติศาสตร์การสร้างเมืองของมนุษยชาติ...มหานครที่ยิ่งใหญ่หลายแห่งต้องล่มสลาย ประชากรล้มตายเป็นเบือ ไม่ใช่เพราะพายุฝนไม่ใช่เพราะสงคราม... แต่เป็นเพราะ 'โรคระบาด' ที่เกิดจากการขาดระบบสาธารณสุข ที่ดี!"อีไลอัสอธิบายต่อด้วยน้ำเสียงดุดัน"การนำคนป่วยที่มีแผลติดเชื้อไม่ทราบสาเหตุ เข้าไปปะปนกับแหล่งที่อยู่อาศัยที่สะอาดมันคือความล้มเหลวทางวิศวกรรมผังเมือง!เชื้อโรคอาจจะติดไปกับเตียงผ้าไหมของพวกเจ้า ปนเปื้อนในอากาศที่พวกเจ้าหายใจหรือลามไปติดสัตว์อสูรในหมู่บ้าน... และเมื่อถึงตอนนั้นเฮเซลบรุคของเราจะกลายเป็นสุสาน!"
คำขาดของผู้ใหญ่บ้านทำเอาทุกคนกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคืองเอลดรินค้อมศีรษะลงด้วยความละอายใจที่ตนเองใช้เพียงอารมณ์ความสงสารนำหน้าเหตุผล"ข... ข้าเข้าใจแล้วขอรับท่านผู้ใหญ่บ้านเป็นความเขลาของข้าเองที่มองข้ามภัยร้ายนี้ไป... เช่นนั้น เราควรทำอย่างไรดีขอรับ? จะปล่อยพวกเขาไว้นอกกำแพงเมืองหรือ?"
"ฉันไม่ได้บอกว่าจะทิ้งพวกเขา!" อีไลอัสสวนกลับ"แต่เราต้องจัดการเรื่องนี้อย่างเป็นระบบ! ในเมื่อโลกนี้ยังไม่มีโรงพยาบาล...สถาปนิกอย่างฉันก็ต้องสร้างมันขึ้นมาเดี๋ยวนี้เลย!"
วิญญาณของผู้บริหารจัดการโครงการเข้าประทับร่างเด็กชายทันที เขากางแผ่นไม้กระดานที่เป็นแผนที่ผังเมืองออกกลางลานอเนกประสงค์สายตากวาดมองหาทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการจัดการวิกฤตการณ์ทางชีวภาพ
"กฎข้อแรกของการจัดการโรคติดต่อคือการรักษาระยะห่างและการควบคุมทิศทางลม!"
อีไลอัสชี้ปลายก้อนถ่านไม้ไปที่มุมหนึ่งของแผนที่"เรามีโซนที่อยู่อาศัยอยู่ทางตะวันออก (รับลม) มีโซนเกษตรอยู่ทางใต้มีโรงสีอยู่ใกล้น้ำตก... ดังนั้น พื้นที่ที่เราจะใช้สร้าง 'ห้องพยาบาลแยกส่วน'จะต้องตั้งอยู่ทาง 'ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ'ซึ่งเป็นจุดที่อยู่ 'ปลายลม' ของหมู่บ้านอย่างสมบูรณ์แบบ!"
เด็กชายอธิบายเหตุผลทางอุตุนิยมวิทยาอย่างฉะฉาน "เมื่อลมพัดผ่านหมู่บ้านของเรามันจะพัดเอาอากาศจากตะวันออกไปตะวันตก หากเราตั้งเรือนแยกโรคไว้ที่ปลายลมลมหายใจหรือละอองเชื้อโรคที่ลอยในอากาศ จะถูกกระแสลมพัดออกไปทางป่าชั้นกลางไม่มีการตีกลับเข้ามาปนเปื้อนในโซนที่อยู่อาศัยหรือลานกิจกรรมของเราเด็ดขาด!"
"และกฎข้อที่สอง!" อีไลอัสขีดเส้นกั้นเขตแดนอย่างชัดเจน"ทำเลนั้นจะต้องอยู่ 'ห่างไกลจากแหล่งน้ำหลัก' ทั้งน้ำตกม่านไพลินและท่อประปาไม้ไผ่ของเรา!เพื่อป้องกันไม่ให้ของเสียหรือเลือดจากผู้ป่วยซึมลงดินและปนเปื้อนลงสู่แหล่งน้ำใต้ดิน การรักษาความสะอาดของแหล่งน้ำคือหัวใจหลักของวิศวกรรมสุขาภิบาล!"
เมื่อกำหนดพิกัดได้แล้วปฏิบัติการก่อสร้างฉุกเฉินระดับสีแดง ก็เริ่มขึ้น!
"ดัสตี้! ไปขุดปรับระดับพื้นดินที่พิกัดตะวันตกเฉียงเหนือโซนเลยส้วมของบาร์นีย์ไปอีก ตรงหน้าผาห่างน้ำตกประมาณ 200 เมตรเดี๋ยวนี้!"
"กิ๊ววว! บริษัทดัสตี้รับทราบ!จะเคลียร์พื้นที่ระดับปลอดเชื้อให้เลยบอส!" ตุ่นอสูรไม่รอช้ามันมุดลงไปใต้ดินเล็กน้อยเพื่อใช้สกิล Vibration Sense ตรวจสอบความหนาแน่นของชั้นดินก่อนจะใช้กรงเล็บที่แบนกว้างราวกับใบมีดเกรดดินปรับระดับหน้าดินให้ได้ศูนย์ได้ฉากอย่างรวดเร็ว โชว์ให้เห็นถึงทักษะ 'วิศวกรโยธา' ระดับมาสเตอร์อย่างแท้จริง
"ฟินน์! บาร์นีย์!" อีไลอัสหันไปหาสัตว์อสูรสายลุย "บาร์นีย์เจ้าวางผู้บาดเจ็บลงตรงนี้ก่อน แล้วไปแบกท่อนไม้โอ๊กมาให้ฉันสักห้าหกท่อน!ส่วนเจ้า ฟินน์! ไปคาบก้อน 'หินปูน' ที่ดัสตี้ขุดทิ้งไว้ตอนทำร่องน้ำตกมากองรวมกันไว้ให้เยอะที่สุด!"
"เอลดริน!" อีไลอัสหันขวับไปหาผู้นำเอลฟ์ที่ยืนหน้าซีด"ท่านและทีมช่างทอรีบกลับไปที่บ้านต้มน้ำร้อนให้เดือดพล่านที่สุดเพื่อฆ่าเชื้อ แล้วเตรียม 'ผ้าไหมพฤกษา'ผืนใหม่ที่สะอาดสะอ้านที่สุดมาสองชุด!ชุดกระสอบพวกนี้มันหมดสภาพและสกปรกเกินไปแล้ว มันคือแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคชั้นดีเราต้องเผามันทิ้งและเปลี่ยนชุดใหม่ให้เร็วที่สุด! อ้อ... แล้วก็เตรียมผ้าผืนเล็กๆมาทำหน้ากากปิดจมูกให้ฉันด้วย!"
"ข... เข้าใจแล้วขอรับท่านผู้ใหญ่บ้าน! พวกข้าจะรีบจัดการเดี๋ยวนี้!"เอลดรินรับคำสั่งก่อนจะพาทีมช่างทอวิ่งหน้าตั้งกลับไปที่โซนที่อยู่อาศัย
อีไลอัสวิ่งไปที่พื้นที่ก่อสร้างปลายลมเขาเรียกใช้งานสกิล [สถาปนิกแห่งพงไพร] กับท่อนไม้และก้อนหินปูนก็ถูกนำมากองรวมกันไว้ทันที!
ปลายนิ้วสีทองของเด็กชายวาดผ่านท่อนไม้แปรสภาพพวกมันให้กลายเป็นแผ่นกระดานและเสาคานอย่างรวดเร็ว เขาไม่ได้สร้างอาคารที่หรูหราหรือซับซ้อนแต่เขาสร้าง 'เรือนไม้ชั้นเดียว' ขนาดสิบห้าคูณยี่สิบเมตรที่ยกพื้นสูงจากผิวดินเล็กน้อยเพื่อกันความชื้น
"การออกแบบห้องพยาบาลแยกส่วนต้องเน้นที่ความโปร่งและทำความสะอาดง่าย!"อีไลอัสประกอบโครงสร้างอย่างรวดเร็ว "ผนังต้องไม่มีซอกหลืบให้ฝุ่นหรือเชื้อโรคสะสมหน้าต่างต้องกว้างและหันหน้าไปทางทิศใต้ เพื่อให้ 'แสงแดด'ส่องเข้ามาฆ่าเชื้อโรคตามธรรมชาติได้มากที่สุดตลอดทั้งวัน!"
ตัวอาคารเสร็จสมบูรณ์ภายในเวลาไม่กี่อึดใจมันตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ปลอดโปร่ง และอยู่ในทิศทางที่ลมพัดออกไปสู่ป่าลึก มีเตียงไม้เรียงกันอยู่สี่ถึงห้าเตียง
"ขั้นต่อไป... การสร้าง 'กำแพงเคมี'!"
อีไลอัสวิ่งกลับมาหาฟินน์ที่กำลังเฝ้ากองหินปูนอยู่"ฟินน์! ฟังให้ดี! นี่คือภารกิจสำคัญของสายอาชีพ Offensive Mage ของเจ้า! ฉันต้องการให้เจ้าใช้ 'ลมหายใจแห่งไฟ'แผดเผาก้อนหินปูนพวกนี้ด้วยความร้อนสูงสุด!เอาให้ร้อนจนหินมันสุกเลยนะ!"
"โฮ่ง! เรื่องเผาให้เกรียมคืองานศิลปะของฉัน!"
ในฐานะจิ้งจอกอสูรนักรบเวทสายโจมตีสัญชาตญาณของฟินน์ถูกปลุกขึ้นจนถึงขีดสุด มันสูดลมหายใจเข้าลึกจนหน้าอกพองโตขนสีส้มเพลิงฟูตั้งชัน ก่อนจะพ่นเปลวไฟสีส้มแดงที่อัดแน่นไปด้วยมานาธาตุไฟพุ่งเข้าแผดเผากองหินปูนอย่างรุนแรง!อุณหภูมิที่สูงกว่าพันองศาเซลเซียสเผาผลาญก้อนหินจนเกิดเสียงแตกร้าว
อีไลอัสถอยห่างออกมามองดูกระบวนการทางเคมี ที่เกิดขึ้นตรงหน้า "เมื่อแคลเซียมคาร์บอเนต ในหินปูนถูกความร้อนสูงมันจะคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา และกลายสภาพเป็น 'แคลเซียมออกไซด์'... หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ 'ปูนขาว'!"
เมื่อไฟของฟินน์มอดลงก้อนหินที่เคยแข็งแกร่งก็เปลี่ยนสภาพเป็นก้อนสีขาวขุ่นที่เปราะบางอีไลอัสใช้ท่อนไม้ทุบพวกมันจนแตกละเอียดกลายเป็นผงแป้งสีขาว
"ทุกคนถอยออกไป! อย่าสูดดมฝุ่นปูนขาวพวกนี้เข้าไปเด็ดขาดมันมีฤทธิ์กัดกร่อน!"
อีไลอัสรับหน้ากากผ้าไหมพฤกษาจากเอลดรินมาผูกปิดจมูกและปากของตนเองทำหน้าที่เป็นอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล ชั่วคราว เขาสวมถุงมือหนังสัตว์แล้วตักผงปูนขาวใส่กระบุง เดินตรงไปยัง 'เรือนแยกโรค' ที่เพิ่งสร้างเสร็จ
สถาปนิกน้อยทำการโรยผง'ปูนขาว' เป็นทางยาว ล้อมรอบอาคารเรือนแยกโรคทั้งหมดเกิดเป็นเส้นวงแหวนสีขาวที่ตัดกับสีของพื้นดินอย่างชัดเจนนอกจากนี้เขายังโรยปูนขาวบางๆ ไว้ที่บริเวณบันไดทางขึ้น และใต้ถุนอาคารอีกด้วย
ทันทีที่ผงปูนขาวสัมผัสกับผิวดินที่เปียกชื้นปฏิกิริยาเคมีก็เริ่มทำงานกลิ่นฉุนเฉียวและแสบจมูกของความเป็นด่างลอยฟุ้งขึ้นมาในอากาศมันรุนแรงเสียจนกลบกลิ่นคาวเลือดและกลิ่นเน่าเหม็นจากบาดแผลของสองพี่น้องไปจนหมดสิ้นสัตว์อสูรที่มีจมูกไวอย่างฟินน์ถึงกับต้องจามออกมาติดๆ กันหลายครั้ง ทว่าสำหรับอีไลอัส...กลิ่นฉุนของสารเคมีนี้คือ 'กลิ่นของความปลอดภัย'
"นี่คือระบบป้องกันทางชีวภาพขั้นสูงสุดของวิศวกรรมสุขาภิบาลยุคโบราณ!"อีไลอัสตะโกนอธิบายให้ทุกคนในครอบครัวเฮเซลบรุคฟัง"ผงปูนขาวนี้มีคุณสมบัติเป็น 'ด่างจัด' เมื่อมันสัมผัสกับความชื้น เชื้อแบคทีเรีย ปรสิต หรือแม้แต่แมลงพาหะนำโรคผนังเซลล์ของพวกมันจะถูกฤทธิ์ด่างของปูนขาวกัดกร่อนและทำลายจนตายสนิท!ไม่มีเชื้อโรคตัวไหนสามารถคลานข้าม 'เส้นขาว' นี้ออกไปแพร่เชื้อในหมู่บ้านของเราได้อย่างแน่นอน!"
เมื่อห้องพยาบาลแยกโรคและกำแพงปูนขาวต้านเชื้อโรคเสร็จสมบูรณ์อีไลอัสก็สั่งให้บาร์นีย์อุ้มร่างของสองพี่น้องมนุษย์เดินข้ามเส้นปูนขาวเข้าไปวางลงบนเตียงไม้กระดานที่ปูด้วยหญ้าแห้งสะอาดภายในอาคารอย่างระมัดระวัง
หมียักษ์เดินกลับออกมาอีไลอัสยืนจังก้าอยู่หน้าเส้นขอบเขตปูนขาวกวาดสายตามองประชากรแห่งเฮเซลบรุคทุกคนด้วยแววตาของผู้คุมกฎที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด
"ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป พื้นที่หลังเส้นปูนขาวนี้คือ 'เขตหวงห้ามเด็ดขาด' !"
น้ำเสียงของเด็กชายกึกก้องและเด็ดขาด"ห้ามใครก็ตามก้าวข้ามเส้นนี้เข้าไปโดยไม่ได้รับอนุญาตจากฉันเด็ดขาด!การส่งน้ำหรืออาหาร จะต้องวางไว้ที่จุดพักของนอกเส้นปูนขาวเท่านั้นและใครก็ตามที่ต้องเข้าไปช่วยฉันทำแผล จะต้องปฏิบัติตาม 'มาตรการล้างมือและฆ่าเชื้อ'ของฉันอย่างเคร่งครัดที่สุด!"
"กฎเหล็กของสถาปนิกข้อนี้...เพื่อความปลอดภัยของทุกชีวิตในครอบครัวเฮเซลบรุค! เข้าใจตรงกันนะ!"
"รับทราบขอรับ/เจ้าค่ะ ท่านผู้ใหญ่บ้าน!"ทุกเผ่าพันธุ์ตอบรับกันอย่างพร้อมเพรียงด้วยความยำเกรงในวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลของผู้นำ
อีไลอัสถอนหายใจยาวเมื่อระบบกักกันโรคถูกตั้งค่าเสร็จสิ้นเขาหันหลังกลับไปมองร่างของหญิงสาววัยสิบแปดและเด็กหนุ่มวัยสิบห้าที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้ในเรือนแยกโรค
การป้องกันเมืองเสร็จสิ้นแล้ว...ขั้นตอนต่อไป คือการสวมวิญญาณ 'วิศวกรการแพทย์' เพื่อเผชิญหน้ากับโซนตรวนมรณะ และยื้อชีวิตมนุษย์สองคนนี้กลับมาจากหุบเหวแห่งความตายให้จงได้!