ตอนที่ 4
เช้าวันใหม่ครึ้มฟ้าครึ้มฝนทั้งที่เป็ฤดูร้อน อากาศนั้นเย็นชื้นกะทันหัน หมู่เมฆทะมึนก้อนสีครามขมุกขมัวลมที่พัดโดยรอบหอบไอเย็นมาเป็ระยะ สักพักก็มีละอองฝนโปรยสู่พสุธากลิ่นผืนดินลอยกรุ่นเข้าปะทะปลายจมูก มันแห้งและชื้นในคราเดียวกัน
ชมพูรักขับรถยนต์ออกมาั้แ่เช้าตรู่ แต่งตัวด้วยชุดนักศึกษาเสื้อสีขาวตัวเล็กนั้นตัดพอดีตัว ชายแขนเสื้อนั้นสั้นและรัดต้นแขนเหนือหน้าอกกลัดเข็มของมหาวิทยาลัย และนุ่งกระโปรงสั้นผ่าลึกเลยจากความยาวของชายกระโปรงที่สูงเหนือหัวเข่าเกือบคืบ
หญิงสาวตรองถึงสิ่งที่คุยค้างไว้กับป้าหวานเมื่อคืนเื่ที่เกิดขึ้นในโรงแรมแต่เช้านี้หล่อนก็รีบออกจากบ้านเกินกว่าที่จะรอให้บิดาตื่นเพราะใกล้เจ็ดโมงเช้าแล้ว คุณชัยชิดก็ยังนอนหลับสนิท
แต่ขณะนี้สิ่งที่หล่อนกำลังนึกห่วงกว่าสิ่งใดเมื่อมองดูนาฬิกาที่ข้อมือ แปดโมงครึ่งเป็เวลาที่สายเอาการสำหรับนักศึกษาฝึกงาน ต้องโดนคุณกมลาตำหนิติเตียนเป็แน่
แต่จะทำอย่างไรได้ในเมื่อปัญหารถติดเป็เหตุสุดวิสัย ที่หล่อนก็คงจะไร้ทางแก้...ฝนตก รถติดเป็สิ่งคู่กัน
สักพักเสียงโทรศัพท์ดังขึ้นเมื่อเห็นเป็นิดา หล่อนจึงรีบรับสาย “แกถึงที่โรงแรมรึยังนิด ตอนนี้รถมันติดมากเลย ฉันเลยกะเวลาออกจากบ้านไม่ถูกนี่ขนาดแค่ฝนหลงฤดู ตกมาไม่กี่แปะ ถนนก็เต็มไปด้วยรถ”
“แกรีบมาเลยนะชมพู ฉันคนเดียวหูชาไปหมดแล้วโดนพี่กมลาเทศน์ั้แ่เท้ายังไม่เหยียบเข้าประตูห้องด้วยซ้ำ”
“เื่อะไรเหรอ แกก็ไปไม่สายนี่นา”
นิดาทำเสียงกระซิบกระซาบพูดเบาๆผ่านหูโทรศัพท์ “ที่พี่กมลาเอะอะโวยวาย ไม่ใช่เื่ของฉันหรอกแต่พี่เขาบ่นเื่ของแกน่ะสิ”
“แค่ไปสายหน่อยเดียว ถึงกับต้องบ่นเป็หมีกินผึ้งเชียวเหรอคนเรามันก็ต้องมีเหตุสุดวิสัยกันบ้างหรอกน่า”
“เื่มาสายของแกตอนนี้ ฉันว่าเป็ประเด็นรองด้วยซ้ำไป”
“แล้วเื่อะไรเหรอนิด ตอนนี้ฉันก็ใกล้ถึงโรงแรมแล้วล่ะผ่านอีกสองไฟแดงข้างหน้า เลี้ยวตามโค้งถนนก็ถึง”ชมพูรักแจกแจงกับเพื่อนว่าตอนนี้อยู่ถึงไหน
“ที่พี่กมลาหงุดหงิดเอามาก เห็นจะเป็เื่ที่รองประธานรูปหล่อสั่งให้หาโต๊ะทำงานไปตั้งในห้อง เพื่อให้แกโดยเฉพาะนั่นล่ะ”
“เื่ไม่เป็เื่แท้ๆ”
แล้วนาทีที่สัญญาณไฟเขียวกำลังจะเปลี่ยนตัวเลขบนป้ายสัญญาณไฟนับถอยหลัง ชมพูรักจึงเร่งเครื่องเพราะไม่อยากให้รถติดไฟแดงอีกครั้ง เนื่องจากรู้ดีว่าสี่แยกบริเวณถนนธุรกิจย่านนี้มันติดแสนยาวนาน ยิ่งเป็ชั่วโมงเร่งรีบเช่นนี้
“เดี๋ยวคุยกันอีกทีนะ ฉันขับรถอยู่ คุยไม่ถนัดเลย”
ยังไม่ทันจะวางสายดีหญิงสาวเห็นจังหวะสุดท้ายที่ตนเองต้องเร่งเครื่องมองทางไปข้างหน้าก็ยังลุ้นอยู่ในใจหวังว่ารถคันหน้าคงจะไม่ชะลอความเร็วและจอดติดไฟแดงแต่จังหวะเดียวกันที่หล่อนวิ่งรถมาเลนส์กลาง แต่ท้ายรถคันหน้าดันอุตริตบไฟเลี้ยวซ้ายและหักเลี้ยวกะทันหันหน้าตาเฉย
หญิงสาวซึ่งก้มเงยกับการวางโทรศัพท์จึงละมือข้างหนึ่งจากพวงมาลัยรถ แล้วจำเป็ต้องหักพวงมาลัยเล็กน้อยแต่โชคก็ไม่เข้าข้าง เมื่อด้านข้างรถจะไปเบียดกับรถอีกคันที่วิ่งมาเลนส์อีกข้างแล้วตั้งท่าจะแซงขึ้น จึงทำให้หล่อนต้องหักหน้ารถกลับมา
แล้วเท้าที่ตั้งใจจะเหยียบเบรกเพื่อลดความเร็วในการเร่ง ก็ดันไม่เป็ใจอารามใกับเสียงแตรรถยนต์ทั้งคันด้านข้างและด้านหลังจึงทำให้คนที่สติไม่อยู่กับที่ ดึงคันเร่งขึ้นแล้ววินาทีนั้น...เสียงโครมก็ดังสนั่นหวั่นไหว
รถคันหลังเบี่ยงตัวหลบได้ทันแต่รถยนต์ของหล่อนก็พุ่งชนท้ายรถคันหน้า ชนิดที่เรียกว่า ‘จูบก้น’ ก็ว่าได้
หล่อนเบรกตัวโก่ง หน้าผากจึงทิ่มเข้ากับพวงมาลัยรถ จนคิ้วนั้นแตกมีเืไหลซึมออกมา
วินาทีนั้นชมพูรักนิ่งจนไม่อยากขยับกายได้ยินเสียงผู้คนดังอยู่ภายนอกรถ แต่เมื่อพอเรียกสติกลับมาก็รีบเปิดประตูรถลงไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เ้าของรถคันหน้ายืนหันหลังให้กำลังหัวเสีย และหล่อนได้ยินเสียงของเขาก่นด่าแม้ไม่ดังมากนัก แต่ก็จับใจความได้ว่าหยาบคาย
เมื่อเขาหันหน้ากลับมาแทบทำให้ชมพูรักลืมหายใจไปชั่วขณะทีเดียว เพราะผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่ใครอื่นแต่เขาคือรองประธานหนุ่มผู้มีมาดมึนตึงคนเมื่อวานนั่นเอง
“อ้อ...นึกว่าใคร ที่แท้ก็แค่เด็กซุ่มซ่ามคนหนึ่ง”
หล่อนคือคนผิดแม้อยากเถียงใจจะขาด แต่ก็รู้สำนึกดี หล่อนจึงรอฟังและรอดูท่าทีเขาก่อนจะว่าอย่างไร
“รถเธอมีประกันไหม” เมื่อเขาเห็นหล่อนพยักหน้าเขาจึงกล่าวต่อ “ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวก็รอให้ประกันเป็ฝ่ายมาจัดการเธอก็โทรตามประกันของเธอซะ แล้วเดี๋ยวให้ประกันเขาคุยเอาเองละกัน”
ว่าไงก็ว่าตามกันแต่ที่สำคัญคือตอนนี้มันสายเอาการ แถมฝนก็ยังปรอยร่วงไม่ขาดสายแม้จะเป็เพียงละอองฝน แต่มันก็ทำให้ผมที่ยาวประบ่า จัดทรงไว้อย่างดีเจอหยดน้ำเกาะพราวจนเกือบลีบ หญิงสาวจึงเปิดไปด้านหลังรถ และหยิบร่มขึ้นมากาง
“ฝนตกเธอก็เห็น แล้วทำไมกางร่มแค่คนเดียว ไม่มีน้ำใจเลยรึไง”
แน่ะ!นายคนนี้ คิดจะมาอาศัยร่มคนอื่น แต่พูดจาไม่ได้เื่สงสัยคงยึดติดกับอำนาจที่มีจนเคยตัว
“แล้วทำไมคุณไม่เอาร่มในรถคุณมากางล่ะ”
“ถ้ามีผมจะพูดเหรอ”
เขาตอบกวนอารมณ์สุดท้ายหญิงสาวก็ต้องเดินเข้าไปใกล้ร่างของหล่อนยืนเบียดจนเกือบชิดร่างสูงของชายหนุ่ม มือข้างที่ถือร่มชูสูงขึ้นเพื่อให้สามารถกำบังละอองฝนจากคนร่างสูงได้
ชมพูรักแอบเห็นว่าเขาเหยียดปากในขณะที่เหลือบตามอง...คนอะไร ไม่มีความเป็สุภาพบุรุษเอาเสียเลยแค่ชาติดีมีตระกูลก็เท่านั้น เห็นแล้วก็นึกสมเพช
แต่จู่ๆเขาก็หันมาพร้อมกับออกคำสั่ง “ขึ้นรถ แล้วก็ไปที่โรงแรมพร้อมกัน เธอไปเอากระเป๋าสะพายในรถมาให้เรียบร้อยแล้วก็จอดรถเข้าชิดข้างทางซะ เดี๋ยวเราจะไปทำงานพร้อมกัน”
หญิงสาวยังคงยืนงงแต่ก็เดินไปที่รถตนเอง ทำตามที่เขาสั่งเมื่อครู่เมื่อก้าวขาขึ้นไปนั่งเคียงข้างคนขับ เขาก็เป็ฝ่ายเอ่ยปากขึ้น
“ผมไม่ได้พิศวาสอะไรเธอหรอกนะ แต่เห็นยืนมองนาฬิกาไม่รู้กี่รอบรำคาญลูกหูลูกตา ก็เลยคิดว่าเดี๋ยวเื่รถก็ปล่อยให้ประกันจัดการไปแล้วเธอก็จะได้ไม่เสียเวลาด้วย แค่วันแรกก็ไปสายโด่งขนาดนี้สงสัยจะโดนตัดคะแนนความประพฤติั้แ่วันแรกซะล่ะมั้ง”
เขาพูดปานเป็เื่ตลกขำขันยิ้มที่แสดงออกนั้นเหมือนเยาะเย้ยในที “มัวแต่ใจลอยคิดถึงผู้ชายล่ะสิท่า ถึงได้ขับรถไม่ระวังจนชนคนอื่นดีนะว่าเป็ผม ไม่อย่างนั้นกว่าเธอจะเสร็จธุระจริงๆ ก็คงเลยเที่ยงวันพอดี”
“แต่ฉันไม่ได้ขอให้คุณไปส่ง”
เขาหน้าบึ้งขึ้นนิดหนึ่ง“แล้วจะลงไหมล่ะ”
ผู้ชายอะไรพูดจามะนาวไม่มีน้ำ แถมยังเอ่ยปากไล่หล่อนลงจากรถ หากไม่พึงประสงค์ร่วมทางแต่เมื่อคำนวณเื่เวลาแล้ว ก็ต้องปล่อยเลยตามเลย
ก่อนที่รถยนต์ของกงจักรจะขับเคลื่อนออกไปชายหนุ่มสังเกตเห็นว่าที่คิ้วมีคราบเืเกรอะกรัง เขาจึงเอ่ยถาม
“นั่นคิ้วแตกรึเปล่า เห็นเืออก มีกระดาษทิชชูวางอยู่ด้านหลังรถเธอเอื้อมมือไปหยิบเอามาซับเืไปพลางก่อน ถ้าไม่เป็อะไรมากเดี๋ยวผมจะให้คุณกมลา ช่วยทำแผลให้”
ในความกระด้างกลับมีน้ำใจเล็กน้อยแฝงไว้ในคำพูด แต่มันก็ไม่ทำให้หล่อนคลายความหมั่นไส้น้อยลงเขาก็คงพูดขึ้นตามมารยาทที่มีน้อยนิดกระมัง
ชมพูรักเอี้ยวตัวไปทางด้านหลังมือคว้ากล่องทิชชูแต่แล้วสายตาก็เหลือบไปเห็นของสิ่งหนึ่งวางอยู่ใกล้กับกล่องทิชชูด้านหลังนั่นก็คือ ‘ร่ม’
ไหนบอกว่าในรถไม่มีร่ม แล้วนั่นมันเรียกอะไรกัน ฮึ!
............................................