สิงห์อาชาทั้งสี่ตัวลากรถม้าวิ่งไปตามถนนอันกว้างใหญ่ของนครหนานเฟิงอย่างมั่นคงอาคารบ้านเรือนสองข้างทางเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
ภายในห้องโดยสารของรถม้านั้นกว้างขวางอบอุ่น และสะดวกสบาย หลี่ลั่วและเจียงชิงเอ๋อร์นั่งอยู่คนละด้านของโต๊ะน้ำชา
ทั้งสองไม่ได้พูดคุยกันมากนักหลี่ลั่วนั่งหลับตาทำสมาธิทันทีที่ขึ้นรถม้าส่วนเจียงชิงเอ๋อร์ก็เปิดหนังสือขึ้นมาอ่านอย่างจริงจังแสงแดดส่องผ่านช่องหน้าต่างของรถม้าเข้ามา ตกกระทบใบหน้าที่งดงามราวกับหยกของนางทำให้ใบหน้าของนางดูเปล่งประกายแวววาวยิ่งกว่าเดิม
ความเงียบดำเนินไปเป็เวลานานขนตาอันเรียวยาวและหนาชัดของเจียงชิงเอ๋อร์พลันขยับขึ้นมาเล็กน้อยจากนั้นนางก็เงยหน้าขึ้น ดวงตาสีทองจ้องมองมาที่หลี่ลั่ว“ดูท่าคำพูดที่ข้าเคยพูดไว้ที่วิทยาลัยหนานเฟิงเมื่อหลายปีก่อนจะสร้างปัญหาให้เ้าเล็กน้อยสินะ”
“ข้าขอโทษ”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่ลั่วจึงลืมตาขึ้นเขามองไปยังใบหน้าที่ทั้งงดงามแต่ก็ไม่อาจปิดบังความดุดันแข็งกร้าวไว้ได้ตรงหน้ายิ้มกล่าวว่า “คำขอโทษนี้ข้าไม่เห็นความจริงใจเลยสักนิด”
“หากพี่จริงใจละก็พี่ต้องอนุญาตให้ข้าถอนหมั้น”
เจียงชิงเอ๋อร์พลิกหน้าหนังสือต่ออย่างไม่ใส่ใจพร้อมกล่าวว่า“หรือว่านี่ก็คือการถอนหมั้นในตำนานหรือ? แต่ตามบทแล้วคนที่ควรจะพูดเื่นี้ขึ้นมาก่อนควรเป็ข้ามิใช่หรือ? เ้าจำตำแหน่งผิดไปหรือเปล่า?”
กับมุกตลกอันเย็นเยียบของนางทำเอาหลี่ลั่วกลืนไม่เข้าคลายไม่ออกเลยจริงๆ
เจียงชิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองหลี่ลั่วครู่หนึ่งแล้วกล่าวเสียงเรียบ “ทำไม? กลัวว่าสัญญาหมั้นหมายนี้จะทำให้เ้าเดือดร้อนมากขึ้นหรือ?”
หลี่ลั่วนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้ากล่าว “ข้ากลัวว่ามันจะเป็การผูกมัดพี่ พี่เป็ผู้หญิงทำไมต้องมาแบกรับสัญญาหมั้นหมายที่ไม่จำเป็เช่นนี้เอาไว้ด้วย? พี่เองก็รู้นี่ว่าการหมั้นหมายครั้งนี้มันเกิดขึ้นมาอย่างไรพ่อข้าถูกแม่ข้าตีไปกี่ครั้งแล้วเพราะเื่นี้?”
“เื่ที่ท่านพ่อทำมันเหลวไหลอันที่จริงข้าก็คิดว่าสมควรถูกตีแล้วเหมือนกัน แต่ทำไมทุกครั้งที่แม่ข้าตีพ่อข้าข้าถึงต้องโดนตีไปด้วยเล่า?!”
ยิ่งพูดไปหลี่ลั่วก็ยิ่งแสดงสีหน้าขุ่นเคือง
เมื่อนึกถึงภาพของสตรีผู้สูงสง่าที่อ่อนโยนต่อตนอย่างมากแต่กลับยืนเท้าเอวคิ้วขมวด ลากบุรุษสองคนในบ้านทั้งคนโตและคนเล็กไปอัดจนน่วมแล้วแม้แต่เจียงชิงเอ๋อร์ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มบางๆ ตรงมุมปากแต่เพียงครู่เดียวก็กลับเป็เหมือนเดิม
“ข้าไม่กลัว”นางส่ายหน้า
หลี่ลั่วกล่าวด้วยความปวดหัว“แล้วหากในอนาคตพี่ได้พบคนที่ชอบเล่า? พี่ทำแบบนี้ไม่ได้มันไม่ถูกต้อง”
เจียงชิงเอ๋อร์ยิ้มบางๆ“ข้าอาจจะไม่พบก็ได้ ข้าตั้งหลักเกณฑ์ไว้สูงมากอีกทั้งเราสองต่างก็หมั้นหมายกันแล้วด้วย ข้าเองก็ไม่มีทางไปสนใจคนอื่นอยู่แล้ว”
หลี่ลั่วจ้องมองเจียงชิงเอ๋อร์กล่าวด้วยน้ำเสียงที่เริ่มมีความโกรธเคือง “เจียงชิงเอ๋อร์ เ้าคิดอะไรอยู่? ข้ารู้ว่าพ่อแม่ข้าดีกับเ้ามากเ้าเองก็รู้สึกขอบคุณพวกเขามากเช่นกันแต่เ้าไม่จำเป็ต้องแสดงความขอบคุณด้วยวิธีการเช่นนี้ เ้าคิดว่าข้าเป็อะไร?เป็เครื่องมือให้เ้าใช้แสดงความขอบคุณงั้นหรือ?”
“การหมั้นหมายครั้งนี้เ้าตกลง แล้วข้าเคยตกลงด้วยหรือ?”
การะเิอารมณ์ของหลี่ลั่วทำให้เจียงชิงเอ๋อร์ชะงักไปด้วยเช่นกันนางจ้องมองใบหน้าของเขาด้วยดวงตาสีทองบริสุทธิ์ เงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะก้มหน้าลงเล็กน้อย “ขอโทษเื่นี้ข้าไม่ได้คำนึงถึงความรู้สึกของเ้าจริงๆ”
หลี่ลั่วเห็นเช่นนั้นก็กล่าว“ถ้าอย่างนั้น สัญญาหมั้นหมายนี้…”
“แต่…”
เจียงชิงเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองหลี่ลั่วอย่างจริงจัง “เ้าเองก็น่าจะรู้นะว่ากฎของบ้านเราเป็อย่างไรหากทั้งสองฝ่ายมีความคิดเห็นไม่ลงรอย เช่นนั้นก็ต้องต่อสู้กันก่อนจากนั้นผู้ชนะถึงมีสิทธิ์ตัดสินผล”
กฎนี้เป็กฎที่แม่ของหลี่ลั่วตั้งขึ้นหลายปีมานี้ กฎนี้ใช้ได้กับทุกเื่ในบ้านดังนั้นทุกครั้งที่นางมีความเห็นไม่ตรงกันกับพ่อของหลี่ลั่วนางก็จะพับแขนเสื้อขึ้น แล้วลากพ่อของเขาเข้าไปในห้องฝึกทันที
“ดังนั้นหากเ้าไม่พอใจกับสัญญาหมั้นหมายขนาดนั้นเอาไว้หลังจากกลับถึงบ้านแล้วพวกเราค่อยเข้าห้องฝึกไปทำตามกฎก็แล้วกัน”เจียงชิงเอ๋อร์กล่าว
สีหน้าของหลี่ลั่วแข็งค้างไปทันทีจากนั้นก็มีสีหน้าสับสนเหมือนกับยอมรับชะตากรรม สุดท้ายเขาก็กัดฟันชี้นิ้วใส่เจียงชิงเอ๋อร์แล้วกล่าวด้วยความคับแค้นใจ “เจียงชิงเอ๋อร์เ้าจะมากเกินไปแล้วนะ ตอนนี้ข้าเป็แค่นักศึกษาเริ่มต้นระดับสิบตราจะไปสู้กับระดับขุนพลอย่างเ้าได้อย่างไร?!”
การบำเพ็ญของเผ่ามนุษย์หลังจากเปิดวิหารอัตลักษณ์แล้ว ก็จะเข้า่สร้างรากฐานอย่างระดับสิบตราหลังจากระดับสิบตราก็จะเป็ระดับขุนพล แต่การบำเพ็ญที่แท้จริงนั้นจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากระดับขุนพลขึ้นไปต่างหาก
หลังจากระดับขุนพล จะเป็สามระดับใหญ่
คือขุนพลขุนนาง ราชัน
ขุนนางกับราชันนั้นยังอีกไกลเกินไปส่วนขั้นขุนพลนั้นจะแบ่งออกเป็สอง่บนล่าง ่บนคือระดับขุนพล์และ่ล่างคือขุนพลโลกันตร์ ส่วนเจียงชิงเอ๋อร์นั้นอยู่ในระดับขุนพลโลกันตร์
การที่สามารถไปถึงระดับขุนพลโลกันตร์ได้ด้วยอายุเช่นนี้พร์ในการบำเพ็ญของเจียงชิงเอ๋อร์นั้นสามารถสร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คนนับไม่ถ้วนได้อย่างแน่นอนบางคนถึงกับคาดเดาว่า สถิติผู้ประดับยศขุนนางที่อายุน้อยที่สุดของอาณาจักรต้าเซี่ยเกรงว่าอาจถูกทำลายโดยนางก็เป็ได้
แต่ตอนนี้เจียงชิงเอ๋อร์ที่อยู่ในระดับขุนพลโลกันตร์กลับบอกให้หลี่ลั่วที่อยู่ในระดับสิบตรามาสู้กับนาง…
หลี่ลั่วกลัวจริงๆว่าหากนางควบคุมพลังไม่ได้ อาจจะฟาดเขาตายได้ในฝ่ามือเดียว
เจียงชิงเอ๋อร์เก็บหนังสือบนโต๊ะกล่าวด้วยท่าทางเสียดายเล็กน้อย “ดูท่าเ้าจะไม่เห็นด้วยกับวิธีนี้เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้แล้วละ”
หลี่ลั่วรู้สึกจนใจเขาทรุดตัวไปพิงหน้าต่างรถม้าแต่สายตากลับจ้องมองไปที่ใบหน้าอันงดงามเปล่งประกายของเจียงชิงเอ๋อร์โดยเฉพาะดวงตาสีทองคู่นั้น มันบริสุทธิ์จนชวนให้รู้สึกลุ่มหลงจริงๆ
เขาถอนหายใจออกมากล่าวด้วยเสียงที่อ่อนลงไปมากแล้วว่า “พี่ชิงเอ๋อร์พวกเราอยู่ด้วยกันมาก็นานหลายปีแล้ว แต่ข้ารู้ว่าพี่ไม่ได้มีความรู้สึกแบบชายหญิงกับข้าเลย”
“การหมั้นหมายที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนความรักมันจะไปมีความหมายอะไร?”
เจียงชิงเอ๋อร์นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าว“ถึงแม้ว่าข้าอยากจะบอกว่า พรุ่งนี้เ้าเพิ่งจะอายุสิบเจ็ดปี อย่ามาทำตัวแก่แดด…”
“แต่สิ่งที่เ้าพูดก็มีเหตุผลอยู่บ้างจริงๆกับคนอื่นๆ ข้าไม่ได้สนใจอะไรเลยแม้แต่น้อย แต่กับเ้าอย่างน้อยข้าก็ไม่ได้รังเกียจ”
หลี่ลั่วยิ้มหัวเราะเจื่อนๆแล้วกล่าว “พี่ชิงเอ๋อร์ ที่พี่เขียนสัญญาหมั้นหมายนั่นขึ้นมา สาเหตุหลักๆเป็เพราะพี่รู้สึกซาบซึ้งต่อพ่อแม่ข้า ข้าเชื่อว่าความผูกพันที่พี่มีต่อพวกเขาน่าจะแรงกล้ากว่าที่พี่มีต่อข้าหลายเท่า แต่ความรู้สึกซาบซึ้งเช่นนี้ ข้าไม่้าจริงๆ”
กล่าวจบหลี่ลั่วก็ก้มหน้าลง ค่อยๆ เอื้อนเอ่ยอย่างช้าๆ “ข้ารู้ว่าการให้พี่ถอนหมั้นอาจจะไม่ใช่เื่ง่าย แต่…”
เขาเงยหน้าขึ้นจ้องมองไปที่ดวงตาของเจียงชิงเอ๋อร์โดยตรง “ข้าหวังว่าพี่จะให้โอกาสตัวเองและให้โอกาสข้าด้วยสักครั้ง”
หลี่ลั่วหยุดไปครู่หนึ่งแล้วค่อยกล่าวต่อ“พวกเราสามารถทำข้อตกลงกันได้พี่ช่วยข้าดูแลคฤหาสน์ลั่วหลานจนกว่าข้าจะมีความสามารถมากพอหากถึงตอนที่ข้ารับ่ต่อแล้ว พี่สามารถทำให้มันไม่เสียหายหนักมากเกินไปได้เช่นนั้นเพื่อเป็การขอบคุณ ข้าจะถอนหมั้นกับพี่ เป็อย่างไร?”
เจียงชิงเอ๋อร์ไม่ได้พูดอะไรแต่นิ้วเรียวยาวของนางเคาะบนโต๊ะเบาๆอย่างเป็จังหวะ หลังจากความเงียบดำเนินไปเป็เวลานานพอควรสุดท้ายนางถึงได้เอ่ยพูดเสียงเบาว่า “หลี่ลั่ว เ้าไม่ชอบข้าจริงๆ หรือ?”
หลี่ลั่วชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆแล้วกล่าวว่า “พี่ชิงเอ๋อร์ พี่อาจจะดูถูกเสน่ห์และความโดดเด่นของพี่มากเกินไปสำหรับคนในวัยนี้ เสน่ห์ของพี่มันไม่มีใครต้านทานได้เด็ดขาดหากข้าบอกว่าไม่ชอบมันก็ออกจะเสแสร้งเกินไปหน่อย”
“แต่ข้าไม่้าสัญญาหมั้นหมายแบบนี้”
เจียงชิงเอ๋อร์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยมือน้อยๆ ของนางพลันฟาดลงบนโต๊ะน้ำชา
เปรี้ยง!
หลี่ลั่วใรีบขยับก้นถอยไปทันที “พวกเราค่อยพูดค่อยจากันดีกว่านะ อย่าลงไม้ลงมือกันเลย”
เจียงชิงเอ๋อร์ถลึงตามองเขาครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวเสียงเรียบ“หลี่ลั่ว ไม่ได้เจอกันนาน ดูท่าจะปากเก่งขึ้นไม่เบานะแต่สิ่งที่เ้าพูดมาก็มีเหตุผลอยู่บ้าง ข้าจะถือว่าเื่นี้เป็ข้อตกลงก็ได้ไว้ถึงตอนที่เ้าจะรับ่ต่อแล้ว ข้าจะมอบมันให้กับเ้าอย่างครบถ้วนสมบูรณ์เมื่อนั้น เ้าค่อยถอนหมั้นกับข้า”
เมื่อได้ยินดังนั้นหลี่ลั่วก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่ในขณะเดียวกันส่วนลึกในใจของเขากลับรู้สึกหดหู่อย่างบอกไม่ถูกทำให้เขาแอบด่าตัวเองอย่างอดไม่ได้ โง่จริงๆ…
“คำพูดของเ้าวันนี้ทำให้ข้ารู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ดูท่าทางเ้าเองก็ไม่ใช่เด็กน้อยอีกแล้วสินะ”
หลี่ลั่วเคืองเล็กน้อย“เด็ก? ข้าเด็กตรงไหน?”
เจียงชิงเอ๋อร์ไม่สนใจคำพูดนี้ของเขาเพียงจ้องมาที่เขาด้วยสีหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มแล้วกล่าว “แต่หลี่ลั่วสุดท้ายข้าก็ยังต้องเตือนเ้าอีกครั้ง เ้าคิดจะทำข้อตกลงนี้จริงๆ หรือ? การหมั้นหมายนี้หากเ้าถอนออกแล้ว เกรงว่าทั้งชีวิตนี้เ้าก็คงจะไม่มีโอกาสอีกเลยนะ”
หลี่ลั่วหรี่ตาลงใช้มือทั้งสองข้างยันไว้บนโต๊ะน้ำชา ยืดตัวขึ้น จ้องมองเจียงชิงเอ๋อร์จาก้าใบหน้าของทั้งสองห่างกันเพียงไม่ถึงคืบ
“เจียงชิงเอ๋อร์การหมั้นหมายครั้งนี้ ข้าไม่ให้ค่ามันเลยแม้แต่เศษเสี้ยวเดียวจริงๆ เพราะในอนาคตข้าอยากให้เ้าหมั้นหมายกับข้าด้วยตัวเ้าเอง ไม่ใช่ทำเพื่อพ่อแม่ข้า”
ในดวงตาสีทองของเจียงชิงเอ๋อร์ได้สะท้อนใบหน้าอันหล่อเหลาของหลี่ลั่วรอยยิ้มน้อยๆ บนมุมปากของนางยิ่งชัดเจนมากขึ้นแน่นอนว่านางย่อมต้องเข้าใจความหมายของหลี่ลั่วอยู่แล้วสาเหตุที่เขา้าถอนหมั้นกับนาง เป็เพราะตอนนี้นางไม่ได้มองเขาในฐานะชายหญิงส่วนในอนาคต หากนางได้หมั้นหมายให้กับหลี่ลั่วอีกครั้งนั่นก็หมายความว่านางได้ตกหลุมรักเขาเข้าแล้ว
“นั่งลง”ริมฝีปากสีแดงของนางขยับเล็กน้อย
พลังอันลึกลับสายหนึ่งได้ปรากฏขึ้นกดหลี่ลั่วให้นั่งกลับลงไปทันที พละกำลังนั่นทำให้เขาร้องโอดโอยออกมาอย่างอดไม่ได้
ท่าทีที่อันน่าเกรงขามเมื่อครู่นี้ได้พังทลายลงในพริบตา
ส่วนเจียงชิงเอ๋อร์ก็เท้าคางมองหลี่ลั่วด้วยท่าทางเอื่อยเฉื่อยครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ความสามารถไม่มากพอแต่กลับปากเก่งไม่น้อย หลายปีมานี้ข้าได้เห็นอัจฉริยะมาก็มากแต่ยังไม่มีใครกล้าพูดแบบนี้กับข้าเลย”
“หลี่ลั่วอย่าเพ้อฝันไปหน่อยเลย เป้าหมายของเ้ามันสวยหรูเกินไป แต่หากเ้าอยากลองดูจริงๆละก็ ข้าจะให้โอกาสเ้าสักครั้งก็ได้”
ดวงตาสีทองของนางเปล่งประกายลึกลับและน่าค้นหา
“ข้าจะรอเ้าอยู่ที่วิทยาลัยศักดิ์สิทธิ์เสวียนซิง…นี่เป็แค่ก้าวแรก หากแค่ก้าวแรกนี้เ้ายังทำไม่ได้ คำพูดของเ้าในวันนี้เ้าก็ถือเสียว่ามันเป็เพียงแค่อาการกำเริบของเด็กน้อยไม่ประมาณตนไปก็แล้วกันจากนั้นก็ลืมมันไปเสีย”
ครั้งนี้หลี่ลั่วไม่ได้พูดอะไรมากเขาเพียงแค่พิงหน้าต่างรถม้า หลับตาลงแล้วกล่าวอย่างสงบว่า “เช่นนั้นก็รอดูได้เลย”
ดวงตาของเจียงชิงเอ๋อร์มองไปยังท้องถนนและอาคารที่เลื่อนผ่านไปจากช่องหน้าต่างของรถม้าแสงแดดส่องเข้ามาในดวงตาของนาง จากนั้นนางก็ยิ้มออกมาบางๆ จนยากจะสังเกตเห็นได้
ั์ตาของนางมีความอ่อนโยนเผยออกมาเสี้ยวหนึ่งอย่างหาได้ยาก
รถม้าวิ่งไปอย่างรวดเร็วหลังผ่านไปนานพอสมควร หลี่ลั่วก็ลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน กล่าวด้วยความสงสัยว่า“นี่ไม่ใช่ทางกลับบ้านนี่?”
เจียงชิงเอ๋อร์พยักหน้าเล็กน้อยกล่าวเสียงเบาว่า “แวะไปที่ห้างสมบัติัทองก่อน ไปเอาของอย่างหนึ่ง”
นางมองหลี่ลั่วด้วยดวงตาสีทอง
“ก่อนที่อาจารย์กับอาจารย์แม่จะจากไปท่านได้ทิ้งของไว้ให้เ้าอย่างหนึ่ง บอกให้เ้ารอเปิดตอนอายุสิบเจ็ดปี”
หลี่ลั่วได้ยินเช่นนั้นก็ใทันที
พ่อกับแม่ทิ้งของไว้ให้เขา?