“เอาของเข้าไปเก็บในบ้าน แม่จะไปทำกับข้าว”
หนิงเยี่ยนชี้ไปยังข้าวสารกับรองเท้าที่อยู่ในตะกร้า พอพูดจบเธอจึงเดินเข้าครัวไป เธอเตรียมปลาหมึกให้พร้อมสำหรับทำอาหาร มองไปดูเครื่องปรุงที่ซื้อมาใหม่ ก็ยังคิดถึงพริก ไม่มีพริกจะทำปลาหมึกย่างให้ออกมาเป็ปลาหมึกย่างได้ยังไง
แต่ไม่มีทางอื่นแล้ว ทำได้เพียงใช้*จูอวี๋แทน จูอวี๋เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เยว่เจียว รสชาติเผ็ดฉุน ถ้าเอาไปเทียบกับพริกรสชาติจะแย่กว่านิดหน่อย (*สมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง)
หนิงเยี่ยนเอาผงจูอวี๋เทใส่กล่องเก็บเครื่องปรุง นำปลาหมึกมาหมักกับเครื่องปรุงที่เตรียมเอาไว้ ....ไม่มีเตาอบ เธอจึงลองใช้หม้อใบใหญ่ในบ้านแทนกระทะก้นแบน เธอเอาน้ำมันทาลงไปที่ก้นหม้อ ตั้งไฟแล้ววางหม้อลงไป หม้อร้อนเร็วมาก หนิงเยี่ยนจึงต้องควบคุมไฟด้วยความระมัดระวัง
รอจนอุณหภูมิในหม้อเหมาะสม เธอจึงนำปลาหมึกที่หมักไว้อย่างดี ใส่ลงไปในหม้อทีละตัว ทีละตัว เสียง ‘ฉ่า ฉ่า’ ดังขึ้นมา ตามด้วยกลิ่นหอมของปลาหมึกย่าง
พอปลาหมึกใกล้จะสุกก็เอาซอสถั่วเหลืองและซอสกระเทียมทาลงไปบนเนื้อปลาหมึก โรยผงจูอวี๋ป่น ตามด้วยงา แล้วย่างต่อไปอีกหน่อยจึงยกหม้อลง
หันไปเจอเ้าหนูหนิงโหย่วหยูเกาะประตูห้องครัวอยู่ ทำจมูกฟุดฟิดดมกลิ่นหอม ๆ ของปลาหมึกย่าง ดวงตาเป็ประกายวิบวับ
“กินไหม?”
“กิน”
เ้าหนูน้อยแทบจะลืมคำที่ตัวเองพูดไป หนิงเยี่ยนเองก็ไม่อยากจะแซวเ้าหนูน้อย จึงเอาจานปลาหมึกย่างไปวางไว้บนโต๊ะ ส่งตะเกียบให้เ้าหนูน้อย แล้วไปผัดข้าวต่อ
เนื้อหมาป่าที่เหลืออยู่ไม่กี่ขีดในบ้าน หนิงเยี่ยนเองก็ไม่อยากทำอะไรที่มันยุ่งยาก เธอเอามันมาสับจนละเอียด ผสมผักจี้ไฉ่ลงไปแล้วทำเป็เกี๊ยว
เมื่อเกี๊ยวสุกดีแล้ว หนิงเยี่ยนจึงตรงไปที่ห้องของลู่หานจาง ในมือของลู่หานจางมีหนังสืออยู่หนึ่งเล่ม เป็ตำราของหนิงเชียนฉือที่เอามาให้หนิงโหย่วหยูยืมไม่กี่วันก่อน ตอนนี้มันดันมาอยู่ในมือของเขา
“กินเกี๊ยวไหม?”
“ได้ทั้งนั้น”
“…..”
ได้ทั้งนั้น? เ้านี่ต้องเป็คุณชายมหาเศรษฐีแน่ ๆ เกี๊ยว อาหารชนิดนี้คนธรรมดา ชาวไร่ ชาวนาได้กินปีละแค่ 2-3 ครั้ง ใครจะมาทำใจเย็นได้เหมือนคนคนนี้กันนะ
หนิงเยี่ยนยกเกี๊ยวมาหนึ่งจานพร้อมกับจิ๊กโฉ่ว เธอวางมันไว้ที่ม้านั่งตัวเล็กในห้องของลู่หานจาง
“ไว้นี่นะ กินเองล่ะ”
“โอ๊ย เจ็บ”
“……”
หนิงเยี่ยนมองบน โอ๊ย เจ็บคืออะไร จะให้เธอป้อนงั้นเหรอ?
“บนตัวมีแผลไม่ใช่แขนขาเป็ง่อย รีบลุกขึ้นมา อย่ามาเสแสร้ง”
ลู่หานจางไม่เพียงแต่ไม่มียางอาย ยังชี้ไปที่าแตัวเองอย่างไม่สะทกสะท้าน
“อืออ ขยับไม่ได้เลย”
พอได้ยินแบบนั้น หนิงเยี่ยนถึงกับกำหมัด อยากจะจับคนคนนี้โยนออกไปที่ลานบ้านเสียจริง
พอเห็นหนิงเยี่ยนเริ่มมีน้ำโห ลู่หานจางจึงรีบพูดขึ้นมาว่า
“ถ้าเ้าหนูโหย่วหยูเข้าเรียน ข้าจะรับผิดชอบหาอาจารย์ให้เขา”
หนิงเยี่ยนคลายหมัด เธอเองยังไม่ได้ตัดสินใจเื่เรียนของเ้าหนูน้อยเพราะกลัวว่าจะได้อาจารย์ที่มีแต่ความรู้แต่ไม่มีทักษะอื่นมาสอนลูกชายของตัวเอง
“ท่านหาอาจารย์ดี ๆ ได้งั้นเหรอ?”
“ไม่เชื่อข้าหรือไง?”
“………….”
หนิงเยี่ยนมองไปยังหนวดเคราบริเวณปากของลู่หานจาง ในใจก็รู้สึกรังเกียจขึ้นมา เ้านี่ทำไมทำเสแสร้งได้เหมือนพวกทหารจังนะ แล้วยังสามารถช่วยเธอหาอาจารย์ดี ๆ ได้? แต่ทำไมดูเชื่อถือไม่ได้เลยนะ เดิมทีก็อยากให้คนคนนี้มาสอนหนังสือเ้าหนูน้อย ส่วนเื่ของอาจารย์ไว้ค่อยคิด แต่พอผู้ชายตรงหน้าออกปากเองว่าจะช่วย เธอกลับไม่วางใจ
“ไม่เชื่อ” หนิงเยี่ยนรีบตอบขึ้นมาทันที
ผ่านไปสักพัก เกี๊ยวในจานเริ่มคลายความร้อนออกเกือบหมด ลู่หานจางมองไปที่เกี๊ยว แล้วพูดออกมา
“งั้นข้าจะอยู่ที่นี่ สอนเขาครึ่งปี”
ออกตัวเองด้วยว่าจะอยู่ที่นี่? แบบนี้หนิงเยี่ยนยิ่งไม่สบายใจ แผนการที่วางไว้ก่อนหน้าว่าจะให้ผู้ชายคนนี้มาสอนลูกตัวเองก็ถูกลืมจนเกือบหมด
“คนเถื่อนแบบเ้าจะมาสอนลูกชายข้าเรียนหนังสือ เ้าบ้าหรือข้าบ้ากันแน่?” หนิงเยี่ยนเอ่ย
“คะ...คนเถื่อน?”
ลู่หานจางนิ่งอึ้งเหมือนเป็ใบ้ เขาจ้องหนิงเยี่ยนอยู่พักหนึ่งแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป ปีนั้นเขาไม่ได้เข้าร่วมในสนามรบ แต่เขาไปเข้าทดสอบขุนนางระดับเคอจี่ และสอบได้ที่ 3 แต่พอมาอยู่ต่อหน้าผู้หญิงคนนี้เขากลับเป็ได้แค่...คนเถื่อน
หนิงเยี่ยนเองก็ไม่ได้สนใจลู่หานจาง เธอหมุนตัวเดินหนีออกจากห้อง กินปลาหมึกย่างกับเ้าหนูน้อยโหย่วหยู หลังจากกินข้าวเสร็จก็เดินออกไปที่อ่างน้ำ หนังหมาป่าถูกแช่น้ำเอาไว้แล้วหนึ่งวัน ร่างกายของลู่หานจางเองยังไม่กลับมาเต็มร้อยพอช่วยเธอได้ตามที่คิด ดังนั้นเื่ฟอกหนังเธอจึงต้องจัดการเอง
หนิงเยี่ยนถามวิธีฟอกหนังจากลู่หานจางอย่างละเอียด เอาน้ำดินประสิวจัดการกับหนังหมาป่า แล้วแขวนไว้ที่ใต้ต้นไม้ในลานบ้าน
หลังจากจัดการเื่หนังหมาป่าแล้ว หนิงเยี่ยนจึงเดินไปที่บ้านหมา ลูกหมายังไม่หย่านม อายุเพิ่งครบเดือนแบบนี้ควรให้กินอะไรนะ? พอก้มหัวลงไปดมก็ได้กลิ่นหอม ๆ มองไปข้าง ๆ บ้านหมามีเกี๊ยวชามเล็กที่เหลือจากอาหารเย็นที่เ้าหนูโหย่วหยูเอามาวางไว้
เ้าหมาน้อยขนม้วนนี่ก็เชื่องเหมือนสุนัขรับใช้ ดวงตากลม ๆ ดำ ๆ จ้องมองไปที่ไส้เนื้อแน่น ๆ ในเกี๊ยว อุ้งเท้าน้อย ๆ ขยับไปมา คุ้ยเอาไส้ในเกี๊ยวออกมากิน ท่าทางเหมือนลูกแมวตัวน้อย ท้องของมันส่งเสียงร้องโครกครากออกมา หลังจากคุ้ยเอาไส้เนื้อมากินจนหมด เกี๊ยวก็เหลือแต่แผ่นแป้ง
“ใจกว้างมากนะ บ้านอื่นยังไม่มีใครเคยเอาเกี๊ยวมาให้หมากิน” หนิงเยี่ยนพูดขึ้น
“แหะแหะ ก็เ้าหมามันาเ็ ต้องให้กินดี ๆ สิ” เ้าหนูน้อยยิ้มแห้ง ๆ ออกมา
“แล้วแต่ละกัน”
หนิงเยี่ยนเองไม่อยากควบคุมเ้าหนูน้อยในเื่นี้มาก แต่ก่อนก็ไม่ได้อยู่ดีกินดีอะไร แต่พอถึงเวลานี้ยังใจกว้างแบ่งเนื้อให้เ้าขนม้วนนี่กิน ถึงจะดูเหมือนเป็คนโลภอยากมีเงินเยอะ แต่ก็ไม่ได้ขี้เหนียวหรือจิตใจคับแคบ อีกอย่างไม่ใช่ว่าไม่มีเงินซื้อกินเสียหน่อย
หนิงโหย่วหยูยื่นมือทั้งสองข้างออกไปลูบหัวของเ้าหมาทิเบต เ้าลูกหมาเองก็ไม่ได้มีท่าทีรำคาญ มันเอียงหัวเข้าไปคลอเคลียเ้าหนูน้อย ทำไมดูรักกันดีจังนะ เ้าหมาทิเบตเชื่องได้ขนาดนี้เชียวเหรอ? ถึงจะเป็แค่ลูกหมา แต่ก็ไม่น่านิสัยเหมือนกับหมาพุดเดิ้ล มันน่าจะต้องมีความดุความโหดบ้างสิ!
ทันใดนั้น หนิงเยี่ยนนึกถึงตอนที่เ้าหนูให้อาหารกระต่าย เ้ากระต่ายพวกนั้นเองก็เชื่องเหมือนกระต่ายเลี้ยงไม่มีผิด ให้กินอะไรก็กิน ไม่อดอาหาร ไม่เลือกกิน หรือเป็ไปได้ว่าเ้าหนูน้อยนั่นมีพร์ในการดึงดูดสัตว์ พอคิดขึ้นมาแบบนี้ หนิงเยี่ยนจึงหัวเราะออกมา นี่ไม่ใช่โลกแฟนตาซีซะหน่อย จะไปมีอะไรแบบนั้นได้ยังไง ยิ่งพร์ในการดึงดูดสัตว์ยิ่งแล้วใหญ่ เ้าหมาทิเบตนั่นยังไงก็เป็หมาดุ ตอนนี้ยังเด็ก กินเนื้อหมาป่าแล้ว...ไม่รู้เลยในอนาคตจะโหดสักแค่ไหน
.....
.....
ผ่านไปไม่กี่วัน าแบนตัวของลู่หานจางเริ่มตกสะเก็ด ถึงแม้ว่าเขาจะทำอะไรที่ออกแรงหนัก ๆ มากไม่ได้ แต่ก็เริ่มเดินได้แล้ว ใส่เสื้อผ้า เขียนหนังสือก็ทำได้แล้ว
ในยามเช้ากลุ่มควันขาว ๆ ลอยพุ่งขึ้น บรรดาลูกสะใภ้ ลูกสาวของแต่ละบ้านต่างออกมาเตรียมอาหารเช้าในครัว ลู่หานจางนั่งอยู่ใต้ต้นฮวายฉู้ในลานบ้าน มองหนิงโหย่วหยูที่กำลังออกกำลังกาย จังหวะแบบนี้มันมวยชัด ๆ
แต่มวยแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่เหมือนวิชาของพวกใช้ศิลปะการต่อสู้ชื่อดังเลยสักนิด หันไปมองในครัว ยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดา ไม่ว่าจะเป็ความรู้หรือการกระทำ
มองแวบแรกก็ไม่ต่างอะไรจากคนในหมู่บ้าน เพียงแต่...ผู้หญิงในหมู่บ้านจะมีทักษะการตีเหล็กดียิ่งกว่าทหารงั้นเหรอ? ผู้หญิงในหมู่บ้านจะมีทักษะการทำอาหารที่มหัศจรรย์ขนาดนั้นเชียว? ผู้หญิงในหมู่บ้านที่กล้าอยู่คนเดียว ซ้ำยังกล้าออกไปล่าหมาป่างั้นเหรอ?
กำลังทำอาหารแล้วมีคนใช้สายตาร้อนแรงจ้องมองขนาดนี้ ต่อให้หนิงเยี่ยนหน้าทนขนาดไหนก็ยังรู้สึกไม่สบายใจ เธอเอาฟืนเติมเข้าไปในเตาไฟแล้วเดินออกจากห้องครัวพลางหันไปถามว่า
“จะกลับไปตอนไหน?”
“ครึ่งปีหลังจากนี้” ลู่หานจางเอ่ย
“เอาดี ๆ”
หนิงเยี่ยนขมวดคิ้ว
“อยู่รักษาาแไง”
“งั้นก็เข้าไปพักผ่อนดี ๆ”
“……………”
ลู่หานจางไม่ตอบอะไร เขาทำเป็ไม่รู้เื่ว่าหนิงเยี่ยนกำลังไล่ แล้วเดินไปยังบริเวณแปลงผัก สายตามองไปยังต้นฝ้ายในแปลงผักที่มีจำนวนบางตาก็ถามขึ้นว่า
“ทำไมไม่เอาต้นฝ้ายมาปลูกในบ้านล่ะ?”
....................