หมุดเหล็กสะกดิญญา
กลิ่นหอมกรุ่นของข้าวต้มเนื้อตากแห้งลอยอบอวลไปทั่วลานหน้าเรือนรับรอง ขับไล่กลิ่นอายความตายที่เคยปกคลุมให้จางหายไปได้หลายส่วน เสิ่นลั่วนั่งขัดสมาธิอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ มือข้างหนึ่งถือตะเกียบ อีกข้างประคองชามกระเบื้องใบเก่า คีบเนื้อเค็มเข้าปากเคี้ยวตุ้ย ๆ ราวกับผีสางหิวโซที่เพิ่งหลุดพ้นจากขุมนรก
“เ้าอดอยากมาจากไหนกัน? ค่อย ๆ กินเถอะ ไม่มีใครแย่งเ้าหรอก” เหลียงเจ๋อนั่งกอดอกมองดูภาพตรงหน้าด้วยสายตาเวทนาปนระอาใจ “ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าท่านแม่ทัพจ้างช่างจัดสวน หรือรับเลี้ยงขอทานกันแน่”
เสิ่นลั่วกลืนอาหารคำโตลงคอ ยกแขนเสื้อขึ้นเช็ดปากอย่างลวก ๆ “ท่านรองแม่ทัพอย่าได้กล่าววาจาเสียดแทงใจดำ ข้าใช้พลังปราณกับสมองไปกับการวิเคราะห์ค่ายกลเมื่อคืนจนหมดเกลี้ยง ย่อมต้องเติมเชื้อฟืนให้ร่างกายเป็ธรรมดา ว่าแต่... ท่านแม่ทัพไม่รับสักถ้วยหรือขอรับ?”
กู้ชิงเหยียนที่นั่งหลับตาพิงต้นสนใหญ่อยู่ไม่ไกล ลืมตาขึ้นช้า ๆ ั์ตาสีรัตติกาลเรียบนิ่ง “ข้าไม่หิว พวกเ้ากินเถอะ”
“เช่นนั้นข้าไม่เกรงใจนะ!” เสิ่นลั่วคว้าหมั่นโถวลูกที่สามยัดใส่สาบเสื้อไว้เป็เสบียงสำรอง ก่อนจะลุกขึ้นยืนบิดกายไล่ความเกียจคร้าน “เอาล่ะ หนังท้องตึง หนังตาก็เริ่มหย่อน... เอ๊ย! ไม่ใช่ หนังท้องตึง สมองก็แล่น ถึงเวลาสังคายนาสวนผีสิงนี้เสียที”
เขาเดินอาด ๆ ไปยังกลางลานหินที่จัดวางเป็รูปพยัคฆ์ขาวหมอบคลาน ดวงตาที่เคยขี้เล่นแปรเปลี่ยนเป็เคร่งขรึม ั์ตาสะท้อนภาพโครงสร้างพลังงานที่บิดเบี้ยวซ้อนทับอยู่บนความเป็จริง
“ท่านรองแม่ทัพ” เสิ่นลั่วเอ่ยเรียกโดยไม่หันกลับไปมอง นิ้วเรียวยาวชี้ไปยังก้อนหินสีเทาทรงกลมเกลี้ยงขนาดเท่าศีรษะช้างที่วางอยู่ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ “เห็นหินก้อนนั้นไหม? ตำแหน่งเขี้ยวพยัคฆ์นั่น รบกวนท่านช่วยใช้แรงควาย... เอ๊ย แรงช้างสารของท่าน ย้ายมันออกไปทางทิศอุดรสามก้าว ย้ำว่าสามก้าวพอดี ห้ามขาดห้ามเกิน!”
เหลียงเจ๋อหน้าแดงก่ำด้วยความโมโห “เ้ากล้าด่าข้าว่าควายรึ! แล้วทำไมข้าต้องทำตามคำสั่งเ้าด้วย?”
“เหลียงเจ๋อ” เสียงทุ้มต่ำของกู้ชิงเหยียนดังขัดขึ้นสั้น ๆ แต่ทรงพลัง
รองแม่ทัพหนุ่มสะดุ้งโหยง รีบกลืนคำด่าลงคอ คว้าจอบด้ามยาวเดินกระฟัดกระเฟียดไปที่ก้อนหินเป้าหมาย “ก็ได้! แต่ถ้าข้าย้ายแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น ข้าจะเอาหินก้อนนี้ทุ่มใส่หัวเ้าแทน!”
เหลียงเจ๋อเกร็งลมปราณลงสู่แขน กล้ามเนื้อปูดโปนเกร็งตัวแน่น เขาปักจอบลงดินแล้วงัดก้อนหินั์นั้นขึ้นด้วยพละกำลังมหาศาล เสียงหินครูดกับพื้นดินดัง ครืดคราด แสบแก้วหู
ทันทีที่หินก้อนนั้นเคลื่อนออกจากตำแหน่งเดิมเพียงหนึ่งฝ่ามือ...
วี๊ดดดด—!
เสียงหวีดหวิวแหลมสูงดังขึ้นจากใต้ดิน ลมกระโชกแรงพัดวูบขึ้นมาจากหลุมดินที่หินเคยทับอยู่ ฝุ่นทรายฟุ้งตลบอบอวลจนมองไม่เห็นทัศนวิสัย
“เฮ้ย! อะไรกันเนี่ย!” เหลียงเจ๋อผงะถอยหลัง ยกแขนขึ้นป้องหน้า
เสิ่นลั่วไม่รอช้า เขาสะบัดพู่กันด้ามั์ออกจากเอว ปลายพู่กันเรืองแสงสีทองจาง ๆ ตวัดวาดกลางอากาศเป็อักขระ ‘สงบ’ แล้วซัดฝ่ามือกระแทกอักขระนั้นลงไปที่หลุมดิน
“ธรณีประตูเปิด อากาศธาตุระบาย!”
สิ้นเสียงตวาด ลมพายุหมุนขนาดย่อมก็สงบลงทันตาเห็น เหลือเพียงไอปราณสีดำจาง ๆ ที่ลอยอ้อยอิ่งขึ้นมาจากหลุมดินราวกับควันไฟ
กู้ชิงเหยียนที่นั่งดูอยู่ตลอด ลุกขึ้นเดินเข้ามาดูใกล้ ๆ คิ้วกระบี่ขมวดมุ่น “ใต้หินมีสิ่งใด?”
เสิ่นลั่วเดินเข้าไปนั่งยอง ๆ ที่ปากหลุม ใช้ด้ามพู่กันเขี่ยดินโคลนสีดำคล้ำออก เผยให้เห็นวัตถุบางอย่างที่ฝังแน่นอยู่ใต้ดินลึก
มันคือหมุดเหล็กสีดำทะมึนความยาวราวหนึ่งศอก หัวหมุดแกะสลักเป็รูปหัวกะโหลกอัปลักษณ์ ตัวหมุดจารึกอักขระภาษามารที่อ่านไม่ออก แต่เพียงแค่จ้องมอง ก็รู้สึกวิงเวียนคลื่นเหียนราวกับจะอาเจียน
“หมุดตรึงิญญา” กู้ชิงเหยียนเอ่ยเสียงลอดไรฟัน รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากร่างจนเหลียงเจ๋อขนลุกซู่ “ของต่ำช้าพรรค์นี้ เข้ามาอยู่ในจวนข้าได้อย่างไร?”
“ไม่ใช่แค่อันเดียวนะขอรับ” เสิ่นลั่วเงยหน้าขึ้น สีหน้าเคร่งเครียด “ค่ายกลพยัคฆ์ขาวนี้มีจุดตายเจ็ดจุด ข้าเดาว่าน่าจะมีหมุดแบบนี้ฝังอยู่อีกหกตัว วางเรียงตามตำแหน่งเจ็ดดาวเหนือ แต่กลับหัวกลับหาง เพื่อเปลี่ยนทิศทางลมปราณมงคลให้กลายเป็พิษ”
เขาหันไปมองกู้ชิงเหยียนด้วยแววตาจริงจัง “ท่านแม่ทัพ ร่างกายท่านที่กลายเป็หิน มิใช่โรคภัยไข้เจ็บ แต่เป็เพราะไอพิษจากหมุดพวกนี้แทรกซึมเข้าสู่กระแสเื ยิ่งท่านฝึกวรยุทธ์ เดินลมปราณมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเหมือนเร่งให้พิษกระจายเร็วขึ้นเท่านั้น”
เหลียงเจ๋อกำหมัดแน่นจนสั่นระริก “ใคร! ใครมันบังอาจทำเื่บัดซบเช่นนี้กับท่านแม่ทัพ! ข้าจะไปลากคอมันมาสับเป็หมื่นชิ้น!”
“ใจเย็นก่อนท่านรองแม่ทัพ สับคนไปก็ไม่ได้ช่วยให้หมุดนี้หลุดออก” เสิ่นลั่วปราม “การถอนหมุดพวกนี้ ต้องระวังอย่างยิ่ง หากดึงพรวดพราด พลังปราณที่อั้นอยู่จะะเิออก อาจทำให้เส้นชีพจรในกายท่านแม่ทัพฉีกขาดได้”
“แล้วต้องทำเช่นไร?” กู้ชิงเหยียนถาม
เสิ่นลั่วสูดหายใจลึก กล่าวเสียงเรียบ “ต้องใช้โลหิตพรหมจรรย์เป็สื่อนำ ให้ไอปราณมารคลายตัว แต่ในที่นี้ไม่มีสตรีหรือเด็ก” เขาเว้นจังหวะ ก่อนจะกัดฟัน “เอาล่ะ ข้าจะเสียสละเอง”
ไม่ทันที่ใครจะห้าม เสิ่นลั่วหยิบมีดพกเล่มเล็กออกมา กรีดลงที่ปลายนิ้วชี้ของตนเอง เืสีแดงสดหยดลงไปบนหัวหมุดเหล็ก
ซู่!
เสียงดังราวกับน้ำหยดลงบนกระทะร้อน ควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาพร้อมกลิ่นหอมประหลาด หมุดเหล็กที่เคยดำสนิทเริ่มสั่นสะท้าน อักขระภาษามารค่อย ๆ เลือนหายไป
“ดึงเลย!” เสิ่นลั่วะโ
เหลียงเจ๋อที่รอจังหวะอยู่แล้ว พุ่งเข้าไปคว้าหมุดเหล็กนั้นแล้วกระชากสุดแรงเกิด
ครืดดดด! ปึ้ก!
หมุดเหล็กถูกดึงหลุดออกมาจากดินพร้อมกับเสียงคล้ายคนถอนหายใจเฮือกสุดท้าย ไอปราณสีดำพุ่งกระจายออกไปในอากาศแล้วสลายตัวไป
ทันใดนั้น บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนไป สายลมที่เคยพัดอย่างน่ากลัว กลับกลายเป็สายลมแ่เบา แสงแดดที่ส่องลงมากระทบผิวกายรู้สึกอบอุ่นขึ้นอย่างประหลาด ความอึดอัดกดดันที่กดทับหน้าอกของกู้ชิงเหยียนเบาบางลงไปหนึ่งส่วน
“สำเร็จ!” เสิ่นลั่วร้องด้วยความดีใจ แต่แล้วเขาก็เซวูบ หน้ามืดคล้ายจะเป็ลม
“ระวัง!”
วงแขนแข็งแกร่งรับร่างโปร่งบางของเสิ่นลั่วไว้ได้ทันก่อนที่ศีรษะจะกระแทกพื้น กลิ่นหอมเย็น ๆ ของสนและกลิ่นกายบุรุษเพศปะทะเข้าจมูกของเสิ่นลั่ว เขาปรือตาขึ้นมอง เห็นเพียงเสี้ยวหน้าคมสันของกู้ชิงเหยียนในระยะประชิด
“เ้าเป็อะไรไหม?” น้ำเสียงนั้นแม้จะยังเรียบนิ่ง แต่แฝงความห่วงใยเจือจาง
เสิ่นลั่วกะพริบตาปริบ ๆ หัวใจเต้นผิดจังหวะไปชั่วครู่ ก่อนจะรีบดีดตัวผละออกมา แสร้งหัวเราะกลบเกลื่อน “แค่หน้ามืดเพราะเสียเืน่ะขอรับ เืข้ามันแพงนะท่านแม่ทัพ หยดละหนึ่งตำลึงทอง ท่านต้องจ่ายเพิ่มด้วย!”
กู้ชิงเหยียนมองคนในอ้อมแขนที่พยายามทำตัวเก่งกาจ ทั้งที่ริมฝีปากซีดเผือด เขาไม่พูดอะไร แต่ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ หยิบขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กโยนให้
“ยาบำรุงโลหิตจากวังหลวง กินซะ”
เสิ่นลั่วรับขวดมาตาโต “โอ้โห! ของดี! ขอบคุณนายท่านผู้ใจบุญ!”
เหลียงเจ๋อยืนถือหมุดเหล็กสีดำ แล้วมองดูเ้านายกับช่างจัดสวนสลับกันไปมา ด้วยความรู้สึกเหมือนเป็ส่วนเกิน “เอ่อ... ท่านแม่ทัพ แล้วหมุดนี่...”
“เก็บไว้” กู้ชิงเหยียนสั่ง ั์ตาฉายแววอำมหิตขึ้นมาอีกครั้ง “ข้าจะส่งมันไปให้คนผู้นั้นที่เมืองหลวงดูต่างหน้า... ให้มันรู้ว่า ข้ากู้ชิงเหยียน ยังไม่ตายง่าย ๆ”
เสิ่นลั่วเปิดจุกขวดยา เทเม็ดยาสีแดงชาดเข้าปาก เคี้ยวกร้วม ๆ พลางมองไปรอบ ๆ สวน ที่ยังเหลือจุดต้องสงสัยอีกหกแห่ง
“ท่านรองแม่ทัพ พักเหนื่อยพอหรือยัง?” เสิ่นลั่วยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาว “เรายังมีหมุดต้องถอนอีกหกตัว และหินที่ต้องแบกอีกเป็ูเา วันนี้ถ้าไม่เสร็จ ข้าไม่ให้ท่านกินข้าวเย็นนะ!”
เหลียงเจ๋อทิ้งจอบลงพื้นดังตุ้บ ร้องโหยหวน “ท่านแม่ทัพ! ข้าขอลาออกไปรบกับเผ่าซยงหนูดีกว่า ข้าไม่อยากเป็คนสวนแล้ว!”
กู้ชิงเหยียนยกยิ้มมุมปาก เป็รอยยิ้มที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายปี
“ทำตามเขาบอก” แม่ทัพหนุ่มเอ่ย พลางหันหลังเดินกลับไปนั่งที่เดิม แต่คราวนี้สายตาของเขาไม่ได้มองเหม่อลอยออกไปไกลอีกแล้ว แต่จับจ้องอยู่ที่แผ่นหลังเล็ก ๆ ในชุดสีเขียวไผ่ที่กำลังชี้นิ้วสั่งการขุนพลคู่ใจของเขาอย่างคล่องแคล่ว