หวังหยางยืนนิ่งดุจรูปสลัก ใบหน้าของเขาไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ แววตาเ็าราวกับน้ำแข็งกวาดมองไปรอบห้อง
เสียงเพลงมงคลและเสียงหัวเราะของแเื่ยังดังแว่วมาจากลานเรือนด้านนอก แต่สำหรับหวังหยาง เสียงเ่าั้ช่างไร้ความหมาย เขารู้สึกราวกับตัวเองเป็เพียงหุ่นเชิดในละครที่ถูกบังคับให้แสดง
การแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาปรารถนา แต่เป็หน้าที่ที่ถูกกำหนดโดยครอบครัวและสังคม
หวังหยางเริ่มถอดชุดเ้าบ่าวที่งดงามออกอย่างช้าๆ นิ้วมือของเขาัักับผ้าไหมอย่างไร้ความรู้สึก ชุดที่ควรจะเป็สัญลักษณ์แห่งมงคลและความเจริญรุ่งเรือง กลับกลายเป็เพียงเครื่องพันธนาการสำหรับเขา ทุกชิ้นส่วนของชุดที่ถูกถอดออกเหมือนเป็การปลดปล่อยตัวเองจากพันธนาการแห่งหน้าที่ทีละน้อย
เมื่อเสื้อผ้าชุดเ้าย่าวหลุดออกจากร่างกายของหวังหยาง มัดกล้ามเนื้อที่แ่าก็ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนราวกับประติมากรรมที่ถูกสลักอย่างประณีต
ผิวของเขาขาวดั่งหิมะที่เพิ่งตกใหม่ในฤดูหนาว สะท้อนแสงจันทร์ที่ส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาในห้องหอ ทำให้เขาดูราวกับเทพบุตรที่หลุดออกมาจากภาพวาดโบราณ กล้ามเนื้อที่เรียงตัวอย่างสมบูรณ์แบบบนแผ่นอกและหน้าท้อง ดูแข็งแรงและทรงพลัง
แผ่นหลังที่กว้างใหญ่และแข็งแกร่งนั้นเปรียบเสมือนกำแพงที่มั่นคง ความขาวของผิวพรรณยิ่งทำให้กล้ามเนื้อเ่าั้ดูโดดเด่นยิ่งขึ้น ราวกับแสงจันทร์ที่ส่องประกายบนผิวน้ำในคืนที่เงียบสงบ
ทุกส่วนของร่างกายเขาแสดงถึงความงามและความสง่างามที่ยากจะหาผู้ใดเปรียบเทียบได้
ลี่หยาที่นั่งอยู่บนเตียงรู้สึกตื่นเต้นและประหม่า หัวใจของนางเต้นระรัวดั่งกลองศึก นางไม่เคยเห็นภาพที่งดงามเช่นนี้มาก่อน
ความรู้สึกหลากหลายประดังเข้ามาในใจ ทั้งความตื่นเต้น ความหวาดหวั่น และความประทับใจ นางพยายามควบคุมลมหายใจที่เริ่มถี่ขึ้น ขณะที่สายตายังคงจับจ้องไปที่หวังหยางอย่างไม่อาจละสายตาได้
ในขณะเดียวกัน ลี่หยาก็รู้สึกถึงความร้อนที่แผ่ซ่านไปทั่วใบหน้า นางพยายามหันหน้าหนีเพื่อซ่อนความเขินอาย แต่ก็ไม่อาจต้านทานแรงดึงดูดที่ทำให้ต้องหันกลับมามองเขาอีกครั้ง
ความงามและความสง่างามของร่างกายด้านหลังหวังหยางทำให้นางรู้สึกเหมือนถูกสะกดให้อยู่ในห้วงแห่งความฝันที่ไม่อยากตื่นขึ้นมาเลย
ลี่หยามองดูหวังหยางด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย นางนึกถึงภาพในนิยายนิยายประโลมโลกที่เคยอ่าน แต่ความเป็จริงตรงหน้านั้นช่างแตกต่าง นางรู้สึกถึงความเ็าของหวังหยางที่แผ่ซ่านออกมา แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่อาจละสายตาจากรูปร่างที่งดงามของเขาได้
เมื่อถอดชุดเ้าบ่าวออกหมดสิ้น หวังหยางก็หยิบชุดฮั่นฟูสีขาวมาที่เรียบง่ายแต่สง่างามมาสวมใส่แทน เนื้อผ้านุ่มเบาััผิวของเขาอย่างแ่เบา ให้ความรู้สึกคุ้นเคยและสบายกว่าชุดเ้าบ่าวที่หรูหรา สีขาวบริสุทธิ์ของชุดตัดกับสีแดงสดของห้องหออย่างชัดเจน ราวกับเป็การประกาศว่าเขาปฏิเสธที่จะเป็ส่วนหนึ่งของพิธีการนี้
หวังหยางหันมองไปทางลี่หยาที่นั่งอยู่บนเตียง นางสวมชุดเ้าสาวสีแดงสดใส ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยเครื่องประทินผิวอย่างงดงามก้มต่ำ ไม่กล้าสบตากับเขา เขาสังเกตเห็นมือของนางที่กำผ้าห่มแน่น บ่งบอกถึงความประหม่าและความกลัว หวังหยางรู้สึกถึงความสงสารที่แล่นผ่านหัวใจ แต่เขาก็ไม่อาจทำอะไรได้ เขาไม่สามารถให้ความรักที่นาง้าได้
โดยไม่เอ่ยคำใด หวังหยางก้าวออกจากห้องหออย่างเงียบงัน เสียงฝีเท้าของเขาดังก้องในความเงียบ ค่อยๆ เบาลงจนหายไปในความมืด ทิ้งให้ลี่หยานั่งอยู่เพียงลำพังในห้องที่เคยอบอุ่น แต่บัดนี้กลับเย็นเยียบราวกับน้ำแข็ง
ลี่หยามองตามแผ่นหลังของสามีที่จากไป หัวใจของนางเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่ไม่อาจอธิบายได้ ความผิดหวัง ความเสียใจ และความสับสนเข้าครอบงำจิตใจ นางรู้สึกราวกับถูกทิ้งไว้กลางทะเลทรายอันกว้างใหญ่ ไร้ซึ่งชีวิตและความหวัง
น้ำตาเริ่มคลอเบ้า แต่ลี่หยาพยายามกลั้นไว้ นางไม่อยากทำลายการแต่งหน้าที่ใช้เวลานานในการเตรียม แม้จะรู้ว่าไม่มีใครเห็นนางในตอนนี้ก็ตาม
ความเงียบงันในห้องหอทำให้นางรู้สึกถึงความว่างเปล่าที่แทรกซึมเข้าสู่หัวใจ เสียงเพลงมงคลที่ยังคงดังแว่วมาจากด้านนอกยิ่งตอกย้ำความโดดเดี่ยวของนาง
ลี่หยาลุกขึ้นจากเตียง เดินไปที่โต๊ะเครื่องแป้ง มองดูเงาสะท้อนของตัวเองในกระจก นางเห็นใบหน้าที่แต่งแต้มอย่างสวยงาม แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความเศร้า นางเริ่มถอดเครื่องประดับออกทีละชิ้น รู้สึกราวกับกำลังถอดหน้ากากที่ต้องสวมใส่ตลอดทั้งวัน
แม้จะรู้ดีว่าหวังหยางไม่ได้้าแต่งงานกับนาง แต่ลี่หยาก็ไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ ความรักที่มีต่อเขาทำให้นางรู้สึกทั้งเ็ปและสับสน นางพยายามหาคำตอบว่าทำไมเขาถึงทิ้งนางไว้เช่นนี้ แต่คำตอบนั้นกลับเลือนรางราวกับหมอกยามเช้า
ลี่หยารู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในใจนาง นางมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นแสงจันทร์ที่ส่องสว่างบนท้องฟ้า นางหวังว่าแสงจันทร์นี้จะนำพาความหวังและความสุขกลับมาสู่หัวใจของนางอีกครั้ง แม้จะรู้ดีว่าหนทางนั้นยังอีกยาวไกล
แม้จะต้องเผชิญกับความเ็าของเขา เื่ทั้งหมดเริ่มจากความเข้าใจผิด แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว นางก็ยังคงหวังว่าสักวันหนึ่งเขาจะเปิดใจและยอมรับนางเป็ภรรยาอย่างแท้จริง
นางนึกถึงนิทานเก่าแก่ที่เล่าถึงเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ ผู้คอยช่วยเหลือคู่รักที่ต้องพลัดพราก นางภาวนาขอให้เทพธิดาได้ยินคำอธิษฐานของนาง