กู้อวี้กลับบ้านมาพร้อมกับร่างกายที่เปรอะไปด้วยหิมะกู่ซื่อเห็นแล้วรู้สึกแปลกใจอย่างยิ่ง บุตรชายคนโตของนางเปลี่ยนไปมีนิสัยเล่นซุกซนเหมือนเจ้าสองเจ้าสามและเจ้าสี่ตั้งแต่เมื่อใดกันเมื่อมองเลยไปด้านหลังแล้วไม่เห็นเด็กหญิงตามมาด้วยจึงเอ่ยถาม “เจินเจินเล่า”
“นางกลับไปแล้วขอรับ” กู้อวี้กล่าวตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ยามกล่าวประโยคนี้กู่ซื่อเห็นบุตรชายเผลอยิ้มอย่างอ่อนโยน นางยกมือขึ้นขยี้ตาไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง นี่นางเห็นผีตอนกลางวันแสกๆ หรืออย่างไรปกติไม่ใช่ว่าบุตรชายของนางไม่ยิ้ม เพียงแต่เป็นการยิ้มตามมารยาท ไร้ความรู้สึกแต่ทว่าเมื่อสักครู่…นางต้องตาฝาดเป็นแน่ ด้วยยามนี้ใบหน้าของบุตรชายได้กลับมาสงบสำรวมดังเดิมแล้ว
ทั้งที่บุตรชายคนโตของนางอายุยังน้อย แต่กลับทำตัวหัวโบราณประหนึ่งหุ่นกระบอกนั้นแล้วเปลี่ยนไปดูคุณชายหลิ่ว ซึ่งอายุมากกว่าบุตรชายของนางอย่างมากก็แค่สองปี แต่ใบหน้ากลับประดับไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลาคงมีแค่เจินเจินคนเดียวเท่านั้นที่ชื่นชอบบุตรชายคนนี้ของนางลงหากเปลี่ยนเป็นผู้อื่นมาอยู่กับเขาได้นานหนึ่งเค่อก็นับว่าเก่งมากแล้ว
“ในห้องครัวมีน้ำร้อน เจ้าไปอาบน้ำเถิด” กู่ซื่อบอกบุตรชาย
กู้อวี้พยักหน้า “เดี๋ยวข้าไปตักเองขอรับ”
กู่ซื่อกลับดันตัวบุตรชายให้เข้าไปในห้อง “ไม่ต้อง เดี๋ยวแม่จะให้น้องชายของเจ้าตักน้ำไปให้ขาเจ้าเพิ่งหายดี อย่าเพิ่งทำงานที่ใช้แรงมากเลย”
“ท่านแม่ ไม่สู้พวกเราซื้อหญิงรับใช้มาไว้คอยทำงานพวกนี้ดีหรือไม่” กู้อวี้เสนอกับมารดา บัดนี้ในมือเขามีเงินอีกทั้งร่างกายของบิดามารดายังดีขึ้นกว่าแต่ก่อนมากยาที่หมอเทวดาชวีให้มาก็เพียงพอให้กินจนกว่าขาของเขาหายดียามนี้พวกเขาไม่จำเป็นต้องประหยัดดังเช่นก่อนหน้าอีกแล้ว
“ก็ดีเหมือนกัน หากเลยช่วงปีใหม่เมื่อใด แม่ค่อยเข้าไปซื้อในอำเภอ”กู่ซื่อกล่าวตอบ ไม่เพียงซื้อบ่าวรับใช้หญิงมาคอยทำความสะอาดบ้านและทำงานใช้แรงนางยังคิดจะซื้อบ่าวชายให้มาช่วยเหลือบุตรชายคนโตอีกด้วยหากวันที่ประสบอุบัติเหตุวันนั้นมีบ่าวข้างกายคอยปกป้อง กู้อวี้คงไม่เป็นเช่นนี้
“ข้ากับพ่อของเจ้าปรึกษากันแล้วว่า ปีหน้าหากผู้ใดต้องการขายที่ก็จะรับซื้อเอาไว้บัณฑิตล้วนทำทั้งเกษตรกรรมและอ่านตำราด้วยกันทั้งสิ้น”
กู้อวี้เงยหน้ามองมารดาที่บอกเล่าเรื่องภายในบ้านให้แก่ตนเองฟัง
“ก็ดีเหมือนกันขอรับ หากในมือท่านแม่กับท่านพ่อมีเงินไม่เพียงพอก็บอกข้าได้” กู้อวี้ได้เงินจากการขายนิยายมาห้าร้อยตำลึง และหลังจากนี้จะได้เงินมากขึ้นอีก
กู่ซื่อมองบุตรชายแล้วเอ่ยว่า “ไม่ต้อง เงินของเจ้าก็จงเก็บเอาไว้เถิดต่อไปหากคิดอยากทำกิจการใดเจ้าก็ต้องเก็บเงินเองพวกเราจะไม่ยุ่งกับทรัพย์สินส่วนตัวของเจ้า”
“ขอรับ” กู้อวี้รับคำ อนาคตของเขา เขาจะสร้างขึ้นมาด้วยมือของตนเอง ส่วนทรัพย์สินของที่บ้านซึ่งแบ่งให้น้องชายทั้งสามคนเขาจะไม่ยุ่ง
ณ บ้านรองสกุลหยวน
ยามนี้ทุกคนนั่งอยู่ในห้องโถงผ้าม่านตรงประตูห้องโถงถูกเสี่ยวไป๋ฉีกเล่นจนขาดวิ่นทำให้ลมหนาวพัดเข้ามาในห้องไม่หยุด หยวนเหล่าเอ้อร์กอดถุงร้อนพร้อมกับบ่นพึมพำถึงเสี่ยวไป๋ที่กำลังนั่งเลียขาตัวเองอยู่ใต้ชายคาบ้าน
บุตรสาวพามันไปอวดผู้อื่นมาแล้วหลังจากนี้เขาคงนำเรื่องที่เคยขี่เสือไปอวดใครไม่ได้อีก เพราะเวลานี้ตัวเขาคงไม่ใช่คนเดียวที่เคยได้ขี่เสือส่วนจ้าวจินจู้และจ้าวซื่อที่เคยได้ขี่เสือเช่นกันนั้นเขาไม่นับ
“บุตรสาวสุดที่รักของพ่อ เมื่อใดเสี่ยวไป๋ถึงจะกลับหรือ” หยวนเหล่าเอ้อร์เอ่ยถามบุตรสาวการที่มีเสือขาวนั่งอยู่ในบ้านเช่นนี้ หากมีใครมาที่บ้านคงได้ตกใจเป็นแน่ ถึงแม้มันจะเชื่อฟังไม่กินคน ทว่าก็หนีไม่พ้นทำให้คนอื่นตกใจอยู่ดี
“กินมื้อเย็นเสร็จก็ไปแล้วเจ้าค่ะ” เจินเจินกล่าวตอบไม่ง่ายเลยที่นางจะมีโอกาสได้เล่นกับเสี่ยวไป๋ทั้งวันเช่นนี้ทั้งนางและมันจึงต่างอาลัยอาวรณ์ไม่อยากแยกจาก
“ท่านแม่ ท่านทำซาลาเปาเยอะหน่อยนะเจ้าคะ เสี่ยวไป๋ต้องกินเยอะมากถึงจะอิ่มมันกินได้เป็นหม้อเลย!”
“ได้” จ้าวซื่อที่กำลังนวดแป้งอยู่ในห้องครัวตะโกนตอบกลับมา
หยวนเหล่าเอ้อร์ได้ยินเช่นนี้พลันเอามือกุมหน้าอกอย่างปวดใจ ‘หม้อหนึ่งเลยหรือ โอ๊ย ปวดใจ!’
ตกเย็นเสี่ยวไป๋ไม่เพียงกินซาลาเปาไปหนึ่งหม้อ ยังกินโจ๊กเข้าไปอีกถ้วยใหญ่มันก้มหน้ากินเอาๆ เฉกเช่นหมู ครั้นกินอิ่มจึงมาบอกลาเจินเจินอย่างอาลัยอาวรณ์ก่อนจะเดินจากไปพร้อมกับความมืดยามค่ำคืน
ทว่าก่อนที่เสี่ยวไป๋จะกลับไป เจินเจินสั่งกำชับไว้ว่า“ต่อไปหากอยากมาเล่นกับข้าให้มาตอนเย็น และต้องคอยหลบผู้คนด้วย หาไม่แล้วอาจจะทำให้คนพวกนั้นตกใจได้”
หยวนเหล่าเอ้อร์คิดในใจ ‘บุตรสาวรู้จักกำชับไม่ให้เสี่ยวไป๋ทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวช่างหาได้ยากยิ่ง’
เพียงพริบตาก็มาถึงวันที่สามสิบเดือนสิบสองวันนี้กู้เอ้อร์หลางนำกลอนคู่และกระดาษซึ่งตัดเป็นรูปต่างๆมาให้ที่บ้านรองสกุลหยวนตั้งแต่เช้าตรู่ ทั้งยังช่วยติดกลอนคู่ภาพเทพเจ้าที่ประตูและม่านหน้าต่าง เมื่อติดเสร็จเรียบร้อยเอ้อร์หลางกับเจินเจินก็วิ่งไปยังบ้านสกุลกู้ทันที
ด้วยเพราะในช่วงนี้ตอนเย็นฟ้ามืด อีกทั้งหิมะยังคงตกจึงเดินทางลำบาก สองบ้านจึงเปลี่ยนมากินข้าวร่วมกันในมื้อเที่ยงแทนที่จะเป็นมื้อเย็นส่วนตอนเย็นค่อยแยกย้ายไปอยู่บ้านใครบ้านมัน
ครั้นมาถึงบ้านสกุลกู้ พบว่ามีชาวบ้านมากมายมาขอกลอนคู่หลายวันที่ผ่านมากู้ซิ่วไฉกับกู้อวี้ช่วยกันเขียนกลอนคู่ แล้วใส่ไว้ในตะกร้า หากชาวบ้านคนใดอยากได้กลอนคู่ก็สามารถหยิบไปได้เท่าที่ต้องการ
“ไอโยว นี่สะใภ้สี่สกุลหยวนไม่ใช่หรือ มาที่นี่ด้วยเหตุใด” หลี่ซื่อซึ่งใช้ผ้าคลุมปิดบังใบหน้าอย่างมิดชิดแฝงตัวอยู่ในฝูงชนแต่ถึงกระนั้นก็ยังถูกชาวบ้านคนหนึ่งจำได้อยู่ดี
“สกุลหยวนของเจ้ามีบุตรเขยเป็นถึงซิ่วไฉ แล้วเหตุใดจึงยังมาที่นี่อีกบุตรเขยของเจ้าไม่เขียนกลอนคู่ให้หรือ”
“พวกเจ้าช่างน่าไม่อายยิ่งนัก กู้ซิ่วไฉเคยพูดไว้แล้วว่าไม่อยากเกี่ยวข้องกับพวกเจ้าสกุลหยวนแต่ก็ยังมีหน้ามาหยิบกลอนคู่ของเขาไปอีก”
“คนสกุลหยวนช่างหน้าหนาเหลือเกิน!”
หลี่ซื่อได้แต่ก้มหน้าด้วยความอับอาย ทว่ายังยืนนิ่งอยู่กับที่ไม่ไปไหนทั้งสิ้นหากนางไม่ได้กลอนคู่กลับไปคงต้องถูกสามีตบตีอีกเป็นแน่ แต่เมื่อถูกผู้อื่นจับได้เช่นนี้นางจะเข้าไปหยิบกลอนคู่ในตะกร้าได้อย่างไร เวลานี้จึงรู้สึกอับอายจนแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนียิ่งนัก
ทว่าเวลานี้เองมือของคนผู้หนึ่งได้ยื่นกลอนคู่ซึ่งถูกมัดและผูกเชือกเอาไว้เรียบร้อยให้แก่นาง“ท่านอาสะใภ้สี่ ให้ท่าน”
เป็นเจ้าหก!
เจ้าหกในยามนี้เนื้อตัวสะอาดสะอ้าน ผมเกล้าเป็นมวยคู่สวมเสื้อบุฝ้ายปักลายดอกไม้สีแดง ตรงแขนเสื้อคือขนกระต่ายฟูนุ่มเจ้าหกในยามนี้ต่างจากตอนอยู่บ้านเดิมสกุลหยวนโดยสิ้นเชิง เมื่อคราก่อนนั้นเจ้าหกสวมเสื้อผ้าเก่าๆขาดๆ อีกทั้งรองเท้าที่แม้จะเป็นฝ้าย แต่ก็มีรอยขาดอยู่หลายแห่งยามที่อากาศหนาวมากๆ สามารถมองเห็นนิ้วเท้าน้อยๆ ที่แดงจัดเนื่องจากอากาศหนาวได้อย่างชัดเจนหลี่ซื่อคิดอย่างสะท้อนอยู่ในใจ
เจินเจินเห็นอีกฝ่ายไม่ยอมรับไปจึงยื่นกลอนคู่เข้าไปใกล้อีก“ท่านอาสะใภ้สี่ รีบรับไปเร็วเจ้าค่ะ”
“เจ้าหก ขอบใจเจ้ามาก” หลี่ซื่อยื่นมือที่แทบจะแข็งเพราะความหนาวเหน็บไปรับกลอนคู่มา
เจินเจินยิ้มกว้าง “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
ยามที่เจินเจินยังอยู่ที่บ้านเดิมสกุลหยวนนอกจากท่านพ่อท่านแม่ที่ดีต่อนางแล้ว มีเพียงท่านอาสะใภ้สี่เท่านั้นที่ดีกับนางที่สุดอีกฝ่ายมักจะแบ่งหมั่นโถวและไข่ต้มให้กิน บางครั้งยังปักถุงเท้าให้ด้วย ทั้งหมดนี้เด็กหญิงล้วนยังคงจดจำได้ดี
“ท่านอาสะใภ้สี่ บัดนี้ข้ามีชื่อแล้ว ชื่อว่าหยวนเจินเจิน”เจินเจินบอกกล่าวก่อนจะเดินไปส่งอีกฝ่ายที่หน้าประตูเมื่อมีเจินเจินชาวบ้านที่มาเอากลอนคู่จึงไม่ได้ว่าอันใด
หลี่ซื่อกล่าวขอบใจเด็กหญิงอีกครั้ง จากนั้นจึงเดินกลับบ้านสกุลหยวนไป
ทันทีที่นางก้าวเท้าเข้าไปในบ้านก็ถูกหวางซื่อต่อว่าเนื่องจากกลับมาช้า บ่นว่ารอนางจนเจี้ยงหู[1] ใกล้จะแห้งหมดแล้ว
หวางซื่อแก้เชือกที่มัดกลอนคู่ออก จากนั้นจึงหันมาถลึงตาและชี้นิ้วด่าทอหลี่ซื่ออย่างไม่พอใจ“เอามาได้แค่สามบทกระนั้นหรือ แค่นี้จะไปพออะไร เจ้านี่มันไม่ได้เรื่องเหตุใดถึงไม่รู้จักหยิบมาเยอะกว่านี้!”
[1]เจี้ยงหูชาวจีนในสมัยโบราณจะนำแป้งสาลีหรือแป้งข้าวโพดมาเคี่ยวกับน้ำจนมีลักษณะข้นหนืดเพื่อใช้ต่างกาว