บทที่ 28 ฝากตัวเป็ศิษย์อย่างเป็ทางการ
ยุคสมัยแบบนี้ ผู้คนไม่มีเงินในกระเป๋ามากนัก อีกทั้งไม่ได้กินอาหารดี ๆ ั้แ่ที่เสิ่นอีิได้ชิมอาหารที่ลู่จิ่วอันทำมาให้เผยเสวี่ยซง เขาก็รู้สึกประทับใจในตัวเธอ ไม่เช่นนั้นแล้ว เขาก็คงไม่ใจดีให้ขวดน้ำเกลือไปตอนที่เธอมาขอจากเขาไปหรอก
ลู่จิ่วอันได้ยินเสิ่นอีิพูดเช่นนั้นก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ฉันเลือกไม่ได้หรอก ขอเรียนทั้งคู่เลยจะได้หรือเปล่าคะ?”
เมื่อเผยเสวี่ยซงได้ยินแบบนั้นก็ตะคอกด้วยความไม่พอใจ “เธอเห็นการเรียนหมอเป็การเล่นสนุกหรือไง? แค่ศึกษาเื่ใดเื่หนึ่งให้ดีก็พอ ความโลภจะทำให้คนอื่นต้องตาย รู้บ้างหรือเปล่า?”
“เหล่าเผย ถ้านายโมโหที่ฉันแย่งลูกศิษย์ก็อย่าไปลงกับจิ่วอันสิ เอาอย่างนี้ ให้จิ่วอันเรียนแพทย์แผนจีนกับแกเป็หลัก ส่วนแพทย์แผนตะวันตกก็เรียนพอให้รู้ไว้เฉย ๆ แค่ให้รู้วิธีฉีดยากับให้น้ำเกลือก็พอ” เสิ่นอีิจัดแจงแผนในอนาคตให้ลู่จิ่วอันอย่างเสร็จสรรพ “พยาบาลคนก่อนเพิ่งแต่งงานไป ที่อนามัยฉันกำลังขาดพยาบาลอยู่พอดี ฉันจะยื่นเื่กับเบื้องบนให้ลู่จิ่วอันมาทำงานที่อนามัย”
เผยเสวี่ยซงมองลู่จิ่วอันอย่างพิจารณา ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่รับอีกฝ่ายเป็ลูกศิษย์อย่างเป็ทางการ ทว่าในใจก็เห็นหญิงสาวเป็คนของตัวเองเพราะเธอเคยช่วยชีวิตเขาไว้ถึงสองครั้งสองหน
หญิงสาวที่มาจากชนบทอย่างลู่จิ่วอันไม่คู่ควรกับหนุ่มในเมืองอย่างเซี่ยอวิ้นหนิงเลยจริง ๆ
มิหนำซ้ำยังเป็ลูกที่ถูกพ่อแม่ใจโฉดสับเปลี่ยนตัว ไร้ซึ่งครอบครัวให้พึ่งพิง
หากว่าตัวเธอไม่มีรายได้เป็ของตัวเอง แล้วต้องคอยขอเงินจากเซี่ยอวิ้นหนิงก็ดูจะไม่ใช่การแก้ปัญหาระยะยาว
ตอนนี้ทั้งคู่อยู่ใน่ข้าวใหม่ปลามัน ตอนรักกันอะไร ๆ ก็ดี แต่จะทำอย่างไรหากว่าวันหนึ่งเซี่ยอวิ้นหนิงเกิดเปลี่ยนไป?
เธอตัวคนเดียวจะหาเลี้ยงชีพตัวเองได้อย่างไร?
“เหล่าเสิ่น แกหางานที่อนามัยให้แม่หนูได้จริง ๆ น่ะหรือ”
เสิ่นอีิหยิบปลาทอดกรอบกินอย่างไม่เกรงใจ เขาพูดด้วยความมั่นใจเต็มที่ “มีพวกเราเป็อาจารย์ให้หนูจิ่วอัน ถ้าแค่ตำแหน่งพยาบาลเล็ก ๆ ที่อนามัยยังเป็ไม่ได้ ก็ไม่ต้องปงต้องเป็อาจารย์มันแล้ว ไปนั่งขอทานไม่ดีกว่าหรือ”
“หนูจิ่วอัน ถ้างั้นก็ตกลง ั้แ่วันนี้เป็ต้นไป ตอนกลางวันเธอไปเรียนวิธีให้น้ำเกลือกับเหล่าเสิ่น เวลาว่างก็ตั้งใจอ่านหนังสือ” เผยเสวี่ยซงพูดจบก็หันไปมองเซี่ยอวิ้นหนิงที่ยืนเงียบมาตลอดและถามความเห็นของเขา “เซี่ยอวิ้นหนิง เธอคิดว่ายังไง?”
เซี่ยอวิ้นหนิงยังจับต้นชนปลายไม่ถูก ลู่จิ่วอันเพิ่งมาที่ศูนย์นุรักษ์ได้ไม่ถึงสองวันก็ไปเข้าตาเผยเสวี่ยซง กระทั่งยอมรับเธอเป็ลูกศิษย์
ใคร ๆ ก็รู้ว่าเผยเสวี่ยซงไม่ใช่คนที่จะเข้ากับใครได้ง่าย ๆ
“ถ้าจิ่วอันเต็มใจ ผมก็ไม่มีปัญหาครับ”
เมื่อเผยเสวี่ยซงได้ยินเซี่ยอวิ้นหนิงพูดแบบนั้นก็พยักหน้านิ่ง ๆ “นี่ก็สายมากแล้ว พวกเธอกลับไปกินข้าวเถอะ”
“ถ้าอย่างนั้นฉันกลับก่อนนะคะอาจารย์” ลู่จิ่วอันรับคำชี้แนะด้วยความยินดี
เสิ่นอีิพูดอย่างร่าเริง “หนูจิ่วอัน ต่อไปนี้เธอก็เรียกตาแก่หัวแข็งว่าอาจารย์ เรียกฉันว่าครูก็พอ”
“ได้ค่ะครู”
เสิ่นอีิกินปลาทอดกรอบไม่หยุดปาก พลางมองเผยเสวี่ยซงด้วยสายตาเ้าเล่ห์ “เหล่าเผย ฉันเป็เพื่อนที่ดีใช่ไหมล่ะ?”
“พวกเธอกลับไปได้แล้ว”
เมื่อลู่จิ่วอันและเซี่ยอวิ้นหนิงออกจากลานบ้านไปแล้ว เผยเสวี่ยซงก็มองไปที่เสิ่นอีิ “เหล่าเสิ่น เื่ที่ให้จิ่วอันไปทำงานที่อนามัย แกเป็คนพูดเองนะ…”
“เหล่าเผย เราทั้งคู่ต่างก็ดูออกว่าหนูจิ่วอันไม่คู่ควรกับเซี่ยอวิ้นหนิง ถ้าจิ่วอันหาเลี้ยงตัวเองได้มันก็เป็เื่ดีไม่ใช่หรือ?”
“ตอนบ่ายแกก็เริ่มสอนหล่อนได้เลย เข้มงวดด้วยล่ะ”
เสิ่นอีิตักซอสเห็ดช้อนโตใส่ลงในหมั่นโถวโดยไม่เกรงใจ และกินอย่างตะกละตะกลาม “เหล่าเผย ของแบบนี้ไม่ต้องให้แกบอกหรอก พวกเราเป็หมอ หากพลาดนิดเดียว จากช่วยคนก็จะกลายเป็ฆ่าคน แกไม่ต้องเป็ห่วงไปหรอก แม่หนูจิ่วอันเป็คนละเอียดรอบคอบ ไม่มีปัญหาอะไรแน่นอน จริงสิ แกรีบมาชิมซอสเห็ดฝีมือแม่หนูคนนั้นซะสิ”
แม้แต่เผยเสวี่ยซงก็ยังต้องสยบให้กับซอสเห็ดหลังจากที่ได้ลิ้มรส
เขาคิดว่าต่อให้แม่หนูจิ่วอันไม่เล่าเรียนวิชาแพทย์ ก็ยังสามารถอาศัยฝีมือการทำซอสเห็ดหาเลี้ยงตัวเองได้
เป็เขาเองที่กังวลมากเกินไป
…
ลู่จิ่วอันถือตะกร้าเดินนำหน้า การที่เผยเสวี่ยซงกับเสิ่นอีิรับเป็ลูกศิษย์ทำให้เธอมีความสุขมาก กระทั่งก้าวเดินอย่างละมุนละไม เธอถักผมเป็เปียสองข้างเหมือนทุกครั้งเพื่อไม่ให้เกะกะ แม้คราวนี้มัดเปียไว้ที่หลังหูดูยุ่งนิดหน่อยแต่ยังคงความน่ารัก
“จิ่วอัน”
เซี่ยอวิ้นหนิงเดินจ้ำอ้าวไปหาภรรยา จากนั้นก็ถามขึ้นเบา ๆ “คุณจะเรียนหมอกับอาจารย์เผยจริง ๆ เหรอ?”
“ทำไม? คุณไม่เห็นด้วยงั้นเหรอ?”
ลู่จิ่วอันหยุดฝีเท้าและมองใบหน้าหล่อเหล่าของเซี่ยอวิ้นหนิง
เครื่องหน้าของเซี่ยอวิ้นหนิงคมชัดจนเรียกได้ว่าไร้ที่ติ ใบหน้าอวดดีฉายแววนักวิชาการในตัว
ด้วยพันธุกรรมอันยอดเยี่ยมนี้ทำให้ลูกชายของเธอหน้าตาหล่อเหลามาั้แ่เด็ก ถึงขั้นมีบริษัทภาพยนตร์มาทาบทามให้เขาไปเป็นักแสดงเด็กเลยทีเดียว
แต่ถึงกระนั้น ด้วยความไม่รู้ของลู่จิ่วอันเธอจึงปฏิเสธข้อเสนอไป
เธอเองเป็คนไม่มีการศึกษา และไม่สนว่าจะถูกใครหัวเราะเยาะลับหลัง แต่ลูกชายของเธอจะต้องได้เรียนหนังสือ
“จิ่วอัน วิชาแพทย์ทั้งน่าเบื่อ แล้วก็ยากกว่าที่คุณคิดมาก คุณตัดสินใจดีแล้วเหรอ?”
ลู่จิ่วอันแยกไม่ออกว่าเซี่ยอวิ้นหนิงพูดเพราะว่าเป็ห่วงเธอจริง ๆ หรือพูดเป็นัยเพื่อให้เธอยอมแพ้ แต่พอนึกถึงเมื่อชาติก่อนตอนที่ตนร้อนใจจนแทบเป็บ้าเพราะว่าลูกชายไม่สบาย เธอก็แทบรอไม่ไหวที่จะได้รู้วิชาแพทย์ ต่อให้หนทางข้างหน้าจะเต็มไปด้วยขวากหนาม เธอก็พร้อมเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์เพื่อลูกชาย
“เซี่ยอวิ้นหนิง ฉันไม่รู้ว่าที่คุณพูดแบบนี้เพราะ้าอะไร แต่ฉันจำเป็ต้องแสดงจุดยืนกับคุณให้ชัดเจน ถึงเราจะเป็สามีภรรยากัน แต่ฉันไม่ใช่ไม้ประดับของคุณ ฉันมีอิสระและมีความคิดเป็ของตัวเอง ฉันจะเรียนแพทย์ แล้วก็จะเรียนให้ดีด้วย และจะกลายเป็หมอที่มีชื่อเสียงให้ได้”
ลู่จิ่วอันเคยอ่านเจอประโยคหนึ่งในอินเทอร์เน็ตว่า ถ้าหากชีวิตสามารถแลกด้วยชีวิตได้ ดาดฟ้าของโรงพยาบาลก็คงจะเต็มไปด้วยบรรดาคุณแม่มายืนต่อแถว
ลู่จิ่วอันประทับใจกับประโยคนี้เป็อย่างมาก
หากว่าโรคภัยสามารถส่งต่อได้ แม่ทุกคนก็หวังจะป่วยแทนลูก ๆ ของพวกเธอ
แม่ทุกคนหวังให้ลูก ๆ ของตนปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ
“จิ่วอัน ผมไม่ได้พูดแบบนั้นเพราจะห้ามคุณเรียนแพทย์” เซี่ยอวิ้นหนิงอธิบายด้วยใจจริง “ถ้านี่เป็เส้นทางที่คุณอยากเดิน ผมก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่”
ลู่จิ่วอันตอบเพียง “อืม” สั้น ๆ คำเดียว
“ถ้างั้นก็ขอบคุณ”
เวลาแค่ไม่กี่วัน เซี่ยอวิ้นหนิงก็เคยชินกับการได้ยินเสียงหัวเราะของลู่จิ่วอันเสียแล้ว เขาไม่ชอบเลยที่เธอมีท่าทีเ็าและห่างเหินเช่นนี้
เซี่ยอวิ้นหนิงก้าวไปข้างหน้า คว้ามือลู่จิ่วอันและสอดประสานนิ้วไว้ด้วยกัน พร้อมกับพูดอย่างตรงไปตรงมา “จิ่วอัน นี่เป็ครั้งแรกของผมที่เป็สามีของคุณ ถ้าหากผมพูดหรือว่าทำอะไรผิดไป คุณช่วยบอกผมได้ไหม? ผมพร้อมจะรับฟังและแก้ไขให้ถูกต้อง ผมจะพยายามเป็สามีที่เพียบพร้อม ตกลงไหม?”
