อีกด้านของภพภูมิที่ดินแดนนรก บรรยากาศที่นี่ช่างแตกต่างจากสถานที่ก่อนหน้าโดยสิ้นเชิง เหตุเพราะที่นี่เป็แหล่งคุมขังและลงทัณฑ์ดวงิญญาที่ก่อกรรมทำเข็ญทุกรูปแบบไว้ด้วยกัน ทุกหนแห่งในดินแดนนี้จึงทั้งมืดมนและหนาวเหน็บสุดขั้วหัวใจ
ภายใน สวนปลงชีวา อุทยานประจำดินแดนนรกที่แห่งนี้ไม่ใช่สวนที่สวยงามเหมือนสวนทั่วไปเพราะต้นไม้ที่นี่ล้วนมีกิ่งก้านแห้งเหี่ยวหงิกงอบ้างสีเทาบ้างสีดำเปลือกไม้ร่วงแตกเป็หย่อมๆ ใบไม้ทุกใบล้วนไม่มีสีสันไร้ซึ่งชีวิตชีวาตัวใบแห้งกรอบคาต้นแลดูไม่เจริญตา รอบด้านทั้งสี่ทิศของสวนแห่งนี้ยังมีรูปปั้นเหตุแห่งร่างกายทั้งสี่[1]ตั้งตระหง่าน คือ หนึ่งร่างกายตอนเป็ทารกแรกเกิดร่างกายแข็งแรงเนื้อตัวอวบอ้วน สองร่างกายตอนแก่ไร้กำลังวังชาิัแห้งเหี่ยว สามร่างกายตอนเจ็บป่วยโรคภัยรุมเร้าตัวแห้งผ่ายผอมและสี่ร่างกายตอนตายที่ครึ่งหนึ่งเป็เนื้อหนังเน่าเปื่อยมีน้ำเืน้ำหนองไหลนองส่วนอีกครึ่งเป็โครงกระดูกผุพัง ผู้ใดได้ย่างกายเข้ามาภายในสวนนี้ล้วนจิตใจแห้งเหี่ยวปลดปลงสมดังชื่อสวนปลงชีวา
ตรงกลางสวนแห่งนี้ยังมีบ่อน้ำที่ตัวบ่อก่อขึ้นจากหินขัดเงาล้ำค่าสีดำ รอบด้านสลักลวดลายเถาวัลย์ที่มีหนามแหลมคมพันเกี่ยวเป็วงกลมโอบล้อมรอบ ตรงขอบบ่อทั้งสี่ทิศยังมีรูปปั้นอีกาขนสีดำั์ตาสีแดงยืนเฝ้ามองเข้าไปในบ่อน้ำคล้ายดังมีชีวิตจริง ความสูงของบ่อน้ำนี้เทียบเท่าระดับเอวผู้ใหญ่คนหนึ่ง ความกว้างบ่อน้ำก็เท่ากับสี่คนโอบอีกทั้งน้ำในบ่อยังมีสีดำสนิทอีกด้วย บ่อน้ำแห่งนี้มีชื่อว่า บ่อระลึกภพ มีไว้สำหรับดูเื่ราวในโลกมนุษย์ ดวงิญญาทุกดวงจะได้ดูเื่ราวของคนที่อยู่อีกภพหลังจากที่ตนตายไปแล้วสองครั้ง ครั้งแรกคือตอนที่เพิ่งมาถึงดินแดนนรกก่อนที่จะได้รับการตัดสินโทษทัณฑ์ เพื่อให้ระลึกว่าผลกรรมที่เกิดจากการกระทำของตนส่งผลร้ายหรือดีต่อผู้ใดบ้าง ครั้งที่สองคือตอนที่ชดใช้กรรมหมดแล้วและถึงวาระที่ต้องไปเกิดใหม่ เพื่อเป็การตัดห่วงอาวรณ์ที่มีต่อกัน
วันนี้ก็เช่นกันถึงคราวที่ดวงิญญาดวงหนึ่งจะต้องไปเกิดเสียที ตรงหน้าบ่อน้ำจึงมีดวงิญญาสาวดวงหนึ่งกำลังจ้องมองภาพสะท้อนในบ่อระลึกภพอยู่เช่นกัน ดวงิญญาสาวดวงนี้สวมใส่ชุดไทยโบราณสไบสีนวลโจงกระเบนสีเทาหม่น ผมดำขลับยาวสลวยถึงบั้นเอว รูปร่างอ้อนแอ้นบอบบาง ดวงหน้าจิ้มลิ้มหมดจด ริมฝีปากเอิบอิ่ม จมูกเล็กเชิดรั้น ดวงตาคมดุประดับด้วยแพขนตางามงอน หากเป็เมื่อครั้งยังมีชีวิตนางต้องเป็หญิงงามอันดับหนึ่งแน่นอน แต่ตอนนี้เมื่อผ่านทัณฑ์ทรมานมาเกือบครึ่งศตวรรษเพราะเป็ดวงิญญาผิวพรรณจึงหม่นหมองซีดเซียว ดวงตาที่เคยสุกใสเมื่อผ่านคืนวันในสถานที่แห่งนี้ก็กลับกลายเป็เรียบเฉยแฝงกลิ่นอายความเ็า ไร้คลื่นอารมณ์
นางตายตอนอายุสิบแปดปี เื่ราวในบ่อน้ำเป็เื่ราวชีวิตพี่สาวฝาแฝดของนางและคนรอบข้างที่ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขหลังจากนางตาย ถึงแม้ดวงตาของนางจะจับจ้องที่บ่อน้ำสีดำสนิทแห่งนี้แต่จิตใจกลับนึกย้อนไปไกลกว่านั้น นางนึกไปถึงเื่ราวเมื่อครั้งที่ยังมีชีวิต นึกย้อนไปไกลั้แ่นางเริ่มจำความได้
...ข้าชื่อ ราตรี พ่อของข้าคือบุรุษผู้มากความสามารถพระยาณรงค์ฤทธิ์กำแหงแห่งเมืองพิษณุโลกสองแคว ส่วนแม่ของข้าคือสตรีผู้แสนงดงามเ้าแก้วกัลยาธิดาคนเล็กของเ้าเมืองเชียงคำ ทั้งสองท่านตกหลุมรักกันั้แ่แรกเห็นเมื่อครั้งที่ท่านพ่อไปราชการที่เมืองเชียงคำ หลังจากนั้นพวกท่านก็แต่งงานกันเพียงมินานก็ให้กำเนิดพยานรักฝาแฝดหญิงชื่อว่า ทิวาและราตรี เนื่องจากเ้าแม่ร่างกายมิแข็งแรงจึงมิมีทายาทคนใดอีก
พี่สาวของข้า พี่ทิวานั้นแสนดี ฉลาด สดใส มีน้ำใจ ขยันฝักใฝ่เรียนรู้ จึงมักตัวติดกับเ้าแม่ที่คอยสอนทั้งอ่านหนังสือและงานเย็บปักถักร้อยสมกับเป็กุลสตรีธิดาเ้าเมืองยิ่งนัก ส่วนข้านั้นอ่อนแอขี้โรคมาั้แ่กำเนิด ทำกระไรนิดหน่อยก็เหนื่อยง่าย แพ้ง่าย จึงถูกท่านพ่อและทุกคนดูแลประคบประหงมดั่งใข่ในหิน ทุกคนนั้นตามใจข้ายิ่งนัก ตอนนั้นข้าจำได้ว่าพวกเรามีความสุขกันมาก ทุกเย็นเมื่อกลับมาถึงเรือน ท่านพ่อจะนั่งจิบชาดูเ้าแม่สอนงานต่างๆให้พี่ทิวาส่วนข้าก็นั่งเรียนบ้างกินขนมบ้างคอยมองดูอย่างเพลิดเพลิน
แต่โชคชะตาคนเรานั้นบางคราก็ช่างโหดร้ายผ่านไปมิกี่ปี จำได้ว่าตอนนั้นข้าอายุได้เจ็ดขวบ มิรู้ว่าเป็ค่านิยมที่เริ่มมาจากผู้ใดที่ผู้ชายต้องมีเมียหลายคนเพื่อแสดงบารมีที่ยิ่งใหญ่ของตน วันนั้นท่านพ่อพาผู้หญิงคนหนึ่งและเด็กหญิงอีกคนเข้ามาในเรือน นางชื่อว่า วงเดือน ส่วนลูกสาวของนางชื่อ เพ็ญจันทร์ ซึ่งอายุอ่อนกว่าข้าเพียงสองปี นางเป็ลูกสาวของคหบดีเมืองสองแคว ท่านพ่อบอกว่านางจะมาเป็เมียอีกคน โดยใช้ข้ออ้างว่าท่านพ่อ้าทายาทชายสืบสกุล บอกว่าหากแม่วงเดือนมีลูกชายจะยกให้เป็บุตรของเ้าแม่ อย่างไรผู้ที่เป็เมียเอกเป็คุณหญิงของเรือนก็คือเ้าแม่แต่เพียงผู้เดียว เ้าแม่ของข้าเสียใจมากแต่ก็พยายามอดทนอดกลั้นเพราะความรัก หลังจากนั้นเื่ราวความสุขในวันวานของข้าก็มิเหมือนเดิมอีกต่อไป เมียคนใหม่ของท่านพ่อนั้นช่างเ้ามารยาและใฝ่สูง ต่อหน้าท่านพ่อก็ทำตัวเรียบร้อยเชื่อฟังเ้าแม่ ลับหลังก็คอยหาเื่เหน็บแนมตีตัวเสมออยู่ร่ำไป ยิ่งเมื่อเพลาที่นางตั้งครรภ์นางยิ่งผยองขึ้นอีก เหตุเพราะนางให้หมอจีนมาจับชีพจรแล้วคาดว่าเด็กในครรภ์เป็เด็กผู้ชาย ท่านพ่อจึงยิ่งเอาอกเอาใจนางสารพัด
แต่แล้ววันหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์มิคาดฝันขึ้น นางสะดุดล้มเองจนแท้ง แต่นางหญิงใจร้ายผู้นี้กลับโป้ปดบอกท่านพ่อว่าเ้าแม่ทำร้ายนาง ท่านพ่อโกรธมากถึงกับพลั้งมือทำร้ายเ้าแม่ และนั่นคงเป็ฟางเส้นสุดท้ายของเ้าแม่แล้ว
“เ้าแม่ พี่หญิง ทำกระไรกันเ้าค่ะ”
ตัวข้าในวัยเจ็ดขวบถามเ้าแม่ของข้าเ้าแก้วกัลยาและฝาแฝดผู้พี่ของข้าพี่ทิวาที่กำลังเก็บเสื้อผ้าข้าวของลงหีบ สายตาของข้ามองดูรอบกายอย่างสับสนแพราะในห้องนอนของเ้าแม่ตอนนั้นยังมีหีบอีกหลายใบที่ยังเก็บมิเรียบร้อย ใบหน้าของทั้งคู่หม่นหมอง ดวงตาคู่งามบวมช้ำ มีน้ำตาไหลรินอยู่มิขาดสาย
“ราตรีลูกรัก แม่จะไปหาเ้ายายแสงแก้วที่เชียงคำ เ้าจงอยู่กับท่านพ่อที่นี่เถิดหนา”
“เหตุใดต้องไปตอนนี้เ้าค่ะ ลูกไปด้วยได้รึไม่ ลูกมิอยากอยู่ที่นี่”
“เ้าไปมิได้ เ้าต้องอยู่กับท่านพ่อ”
“เช่นนั้นไปแล้วจะกลับมาเมื่อใดกันเ้าค่ะ”
“คงมิกลับมาอีกแล้ว”
“มิกลับมาแล้ว ได้อย่างไร แล้วท่านพ่อกับลูกจะอยู่อย่างไร ผู้ใดจะคอยดูแล”
“ท่านพ่อของเ้ามีคนดูแลแน่นอนอยู่แล้ว เขามิ้าแม่แล้ว จากนี้แม่คงต้องฝากเ้าช่วยดูแลเขาอีกแรง”
“พี่ทิวา พี่ก็จะไปด้วยรึ”
พี่ทิวามิตอบคำถามของข้า ทำเพียงแค่หลบสายตาน้องสาวคนนี้ด้วยความรู้สึกผิดและพยักหน้าขึ้นลงเท่านั้น
“เหตุใดพวกท่านต้องไป คนที่สมควรไปคือนังวงเดือนกับลูกของมันต่างหากเล่า เหตุใดเ้าแม่ถึงยอมแพ้ เ้าแม่มิรักท่านพ่อกับลูกแล้วรึเ้าค่ะ”
คำถามของข้าทำให้เ้าแม่นิ่งอึ้งไป สักพักจึงเอื้อนเอ่ยวาจาตอบกลับอย่างยากเย็น เสียงที่เปล่งออกมาจึงแ่เบายิ่งฝ่ามือเรียวที่แสนอบอุ่นยกขึ้นลูบหัวของข้าดังกับว่า้าจะปลอบใจดวงน้อยที่ใกล้จะแตกสลายลงไปทุกที
“แม่มิได้ยอมแพ้ เพียงแต่บางคราความรักเพียงอย่างเดียวมันมิเพียงพอ แม่อาจจะเห็นแก่ตัวเกินไปจนมิอาจแบ่งปันความรักของสามีกับสตรีใดได้ เื่เช่นนี้เมื่อเ้าโตขึ้น เ้าจะเข้าใจมันเอง”
“ท่านแม่กับพี่ทิวาอยากไปก็ไปเถิด ข้ามิใช่คนอ่อนแอ ข้าจะมิยินยอมให้ไอ้อีหน้าไหนมาแย่งท่านพ่อและ่ชิงทุกอย่างที่เป็ของข้าไปเด็ดขาด”
ตอนนั้นข้าพยายามบังคับเสียงเล็กๆของตนให้กล่าววาจาออกมาอย่างหนักแน่นแล้วหันหลังวิ่งหนีออกไป แต่ทั่วทั้งใบหน้าเล็กของข้ากลับมีน้ำตานองหน้า ข้าขังตัวเองอยู่ในห้องนอนของตนมิยินยอมพบผู้ใดอยู่หลายวัน ต่อให้เ้าแม่และพี่ทิวามาร้องเรียกเช่นไรก็มิยอมออกมา
วันรุ่งขึ้นเ้าแม่และพี่ทิวาก็พากันไปยังเมืองเชียงคำ ท่านพ่อเองก็ถือทิฐิมิยอมเอ่ยรั้งแม้เพียงครึ่งคำ ข้าแอบมองพวกนางจากไปผ่านทางช่องหน้าต่างบานเล็กด้วยหัวใจที่แตกสลาย
ตอนนั้นข้ามิเข้าใจจริงๆ เหตุใดพวกนางต้องทิ้งข้าไว้ ข้ารู้สึกว่าเ้าแม่อ่อนแอเกินไปจึงพ่ายแพ้ นับแต่นั้นข้าจึงสาบานกับตนเองว่าข้าจะมิยินยอมเผยด้านที่อ่อนแอให้ผู้ใดได้เห็นเด็ดขาด หลังจากนั้นจากเด็กน้อยไร้เดียงสาในวันวานข้าก็กลายเป็คนเย่อหยิ่ง เ็า มิยินยอมผู้ใด หากผู้ใดกล้าทำร้ายข้าเพียงนิดข้าก็จะเอาคืนทบเท่าพันทวี หลายเดือนต่อมานังวงเดือนพยายามเอาลูกของมันยกตนตีเสมอข้า หวังจะให้มาแทนที่ข้าแต่คิดมิถึงว่าต่อให้มิมีเ้าแม่อยู่เคียงข้างข้าแล้ว ข้าก็ยังคงเป็ลูกสาวที่ท่านพ่อรักที่สุดดังเดิม แต่นังวงเดือนก็ยังมิยอมเลิกราคิดแผนกำจัดข้ามาหลายครา แล้วก็ถูกข้าซ้อนแผนกลับไปได้ทุกคราเช่นกัน
หลังจากเ้าแม่จากไปท่านพ่อก็เอาแต่ทำงานและดื่มสุรามิสนใจเื่ภายในเรือน ท่านพ่อยังคงประชดเ้าแม่ด้วยการรับเมียเล็กเมียน้อยเข้ามาอยู่เนืองๆ[2] ทำให้ข้าต้องหาวิธีคอยกำหราบนางพวกนั้นมิเว้นวัน แต่ก็ยังโชคดีที่มิมีผู้ใดตั้งครรภ์อีก
จนผ่านไปห้าปีเ้าแม่ก็ยังมิยอมกลับมาเสียที มีเพียงพี่ทิวาที่ยังคงเขียนจดหมายมาหาข้าบ้างเป็ครั้งคราว คอยเล่าเื่ราวชีวิตที่แสนมีความสุขที่เมืองเชียงคำ เล่าว่าได้เรียนรู้วิชาการใหม่ๆ จากพวกฝาหรั่งที่เข้ามาในเมืองเชียงคำเช่นไร เล่าว่าเ้ายายใจดีเพียงใด ทุกฉบับลงท้ายด้วยคำว่ารักและห่วงใยเสมอ แต่ตัวข้าก็มิเคยตอบกลับ จะให้ข้าตอบกลับว่าอย่างไร ตอบว่าข้าอยู่กงนี้นั้นทุกข์ทนเพียงใดน่ะรึ ตอบว่ารอบกายของข้านั้นอ้างวางเพียงใดน่ะรึ มิมีวัน ข้ามิ้าความสงสารจากคนที่ทิ้งข้าไปดอก จดหมายทุกฉบับที่ข้าได้รับยิ่งอ่านก็ยิ่งรับรู้ได้ถึงความสุขของท่านแม่และพี่ทิวาในวันที่มิมีข้าและท่านพ่ออยู่ในชีวิตของพวกเขา ในใจของข้าคล้ายกับมีเด็กหญิงคนเดิมในวันวานคอยร่ำร้องะโถามประโยคเดิมซ้ำไปซ้ำมาในทุกวี่วัน
...พวกท่านมีความสุขแล้วเหตุใดจึงทิ้งข้าไว้ที่นี่
แต่ข้าในตอนนั้นก็ยังมิเคยได้คำตอบ สุดท้ายความถี่ในการส่งจดหมายมาก็น้อยลงๆ จนมิส่งมาอีกเลย
ส่วนท่านพ่อเองร่างกายก็ทรุดโทรมลงทุกวัน จนสุดท้ายท่านพ่อก็จากข้าไปอีกคน ทิ้งให้ข้าต้องเผชิญกับโลกนี้เพียงลำพังในวัยเพียงสิบสองปี
หลังจากท่านพ่อเสียในขณะที่ข้ากำลังยุ่งวุ่นวายกับการจัดงานศพท่านพ่อและคอยป้องกันตัวจากการแย่งชิงมรดกกับบรรดาเมียน้อยทั้งหลาย หน้าเรือนก็มีสหายเก่าเพื่อนรักของท่านพ่อมาเยือนท่านนั้นคือ พระยาวิสุทธิ์โหรา ท่านมหาราชครูแห่งกรุงศรีอยุธยา ท่านมาพร้อมกับจดหมายสั่งเสียลายมือคุณพ่อ ที่ฝากฝังเื่ของข้าและการจัดการเื่ต่างๆภายในเรือนหลังจากที่ท่านเสีย
“คุณลุง ข้าไหว้เ้าค่ะ”
ตอนนั้นข้าเป็สาวน้อยวัยสิบสองปีที่มีเค้าโครงความงามโดดเด่น เดินออกมาทักทายสหายของบิดาที่มิพบกันนาน
“อืม เ้าคือแม่ราตรีสิหนา หลานรัก มิพบเจอกันนาน ยังจำลุงได้รึไม่ พบกันครั้งสุดท้าย น่าจะตอนที่เ้าอายุห้าขวบกระมัง”
“จำได้เ้าค่ะ มิพบกันนานคุณลุงยังเหมือนเดิมมิเปลี่ยน ลำบากคุณลุงแล้วที่ต้องมางานของท่านพ่อถึงเมืองสองแคว แต่ว่าข้าเพิ่งส่งข่าวออกไป มิคิดเลยว่าคุณลุงจะทราบข่าวเร็วถึงเพียงนี้”
“วันนี้ที่ลุงมา ความจริงพ่อของหลานส่งจดหมายไปหาลุงให้มาช่วยจัดการเื่ของเ้าได้พักใหญ่แล้ว ตอนนั้นที่ได้รับจดหมายลุงก็รีบมาทันที มิคาดว่าจะมามิทันดูใจพ่อณรงค์เสียแล้ว”
“จัดการเื่ของข้าหรือเ้าค่ะ จัดการเื่ใดกัน”
“พ่อของหลานแจ้งกับลุงว่าหลานมิมีญาติที่ใดให้พึ่งพิงอีกแล้ว เป็แม่หญิงอายุเพียงเท่านี้จะอยู่ได้อย่างไรตัวคนเดียว พ่อของหลานจึงฝากฝังให้ลุงช่วยดูแลหลาน เ้าไปอยู่กับลุงที่กรุงศรีอยุธยาเถิดหนา”
“ไปอยู่เรือนคุณลุงหรือเ้าค่ะ ในฐานะใดกัน”
“ในฐานะว่าที่ลูกสะใภ้ของลุง ไปเป็คู่หมายให้พ่อเด่น หมื่นสุนทร ลูกชายของลุงได้รึไม่”
“ว่าที่ลูกสะใภ้รึเ้าค่ะ กับคุณพี่เด่นนะหรือเ้าค่ะ”
“ใช่ พ่อของเ้ากับลุงเคยสัญญากันไว้เมื่อนานมาแล้วั้แ่พวกเ้าเพิ่งจะเกิด ว่าจะให้ลูกของเราแต่งงานเกี่ยวดองกัน รอให้ถึงเพลาที่เหมาะสมลุงจะจัดการเื่นี้ให้”
คุณพี่เด่น พี่ชายผู้นั้นข้าจำเขาได้รางๆตอนที่ข้าอายุห้าขวบ คุณลุงเคยพาภรรยาและลูกชายที่อายุมากกว่าข้าราวห้าถึงหกปีมาเที่ยวหาคราหนึ่ง ตอนนั้นข้าและพี่สาวคอยตามติดพี่ชายผู้นี้แจ แต่เื่แต่งงานเป็เื่ใหญ่ตอนนั้นข้ายังเด็กนักยังมิคิดจะออกเรือน แต่ครั้นจะให้อยู่ที่เมืองสองแควต่อข้าคงเอาชีวิตมิรอดเป็แน่ มิสู้อาศัยบารมีคุณลุงจัดการเื่ในเรือนให้เรียบร้อยไล่บรรดานังเมียน้อยออกไปแล้วเก็บข้าวของไปพึ่งใบบุญคุณลุงเสียก่อน รอให้ข้าโตอีกนิดค่อยคิดหาหนทางอีกคราก็ยังมิสาย
สามเดือนต่อมาข้าก็เก็บข้าวของมุ่งหน้าลงเรือไปกรุงศรีอยุธยาทันที พร้อมด้วยบ่าวรับใช้ข้างกายคนสนิทอีกสองคนที่ติดตามรับใช้ข้ามาั้แ่เด็กคือสองพี่น้องรูปร่างอ้วนผอม ชดและช้อย
เรือนของคุณลุงนั้นใหญ่โตโอ่อ่าสมกับเป็ขุนนางคนสำคัญของราชสำนัก ที่เรือนแห่งนี้มีเ้านายอยู่สามคน คือคุณลุงออกญาวิสุทธิ์โหรา คุณหญิงพวงทองและคุณพี่เด่น หรือก็คือหมื่นศรีสุนทร นายอาลักษณ์สังกัดกรมพระคลัง เื่ภายในเรือนมีคุณหญิงพวงทองภรรยาเอกของคุณลุงเป็ผู้ดูแล คุณลุงเองก็มีเมียเล็กเมียน้อยในเรือนอยู่หลายคนแต่ก็มิมีปัญหาใดให้พบเห็นเลยช่างน่าอิจฉายิ่งนัก
เมื่อคราที่ข้าเพิ่งมาถึงกรุงศรีอยุธยาใหม่ๆ คนบนเรือนนี้ก็ดูจะมิค่อยชอบหน้าข้าเท่าใด คงเป็เพราะข้านั้นมิได้อ่อนหวานอ่อนโยนดังกุลสตรีชั้นสูงทั่วไป แต่ข้าก็หาได้สนใจไม่ ข้ามาที่นี่เพียงเพื่อพักกายเท่านั้น มิได้อยากจะออกเรือนกับลูกชายคุณลุงจริงๆเสียหน่อย รอให้ข้าเติบใหญ่กว่านี้ แข็งแกร่งกว่านี้ แล้วข้าจะไปตามทางของข้าเอง นี่คือความตั้งใจแต่แรกเริ่มของข้า เพียงแต่เมื่อเพลาผันผ่านความตั้งใจของข้าก็เริ่มเปลี่ยนไป หากวันนั้นข้ามิบังเอิญได้ยินถ้อยคำนั้น ถ้อยคำที่เป็ดังแสงสว่างทำให้จิตใจของข้ามีความหวังขึ้นมาอีกครั้ง ชีวิตข้าคงจะมิดำเนินไปจนพบจุดจบเช่นนี้ คำสาบานที่คุณพี่เด่นเอ่ยกับคุณหญิงป้าโดยมีดวงจันทร์ในค่ำคืนนั้นเป็พยาน ประโยคนั้นเพียงประโยคเดียวกลับสลักลึกลงไปจนถึงขั้วหัวใจของข้าว่า
“ลูกขอสาบานชั่วชีวิตนี้ลูกจะมิมีภรรยาเอก แต่จะมีภรรยาเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น”
นับแต่นั้นข้าก็สาบานกับตัวเองว่า ข้าจะต้องเป็แม่หญิงผู้นั้นที่จะเคียงคู่กับคุณพี่เด่นไปจนชั่วชีวิตให้จงได้ ต้องเป็ข้า เป็ข้าเท่านั้น
สิ่งใดที่้าหากมิลงมือแย่งชิง มันก็มักจะถูกผู้อื่นชิงตัดหน้าเอาไปเสียก่อนเสมอ ความรักก็เช่นกัน คุณพี่เด่นถือเป็บุรุษผู้ที่มีพร้อมทั้งรูปสมบัติและทรัพย์สมบัติ การวางตัวก็สง่างาม อีกทั้งชาติตระกูลก็ดีพร้อม จึงเป็ที่หมายปองของหญิงสาวทั่วทั้งพระนคร ทั้งคุณหนูมีชาติตระกูล ลูกสาวชาวบ้านร้านตลาด มิเว้นแม้กระทั่งนังบ่าวในเรือน ที่คอยชม้ายชายตาให้คุณพี่ตลอดเพลาทำให้ข้าต้องสำแดงเดชออกหน้าแสดงตนให้แม่หญิงพวกนั้นรู้สำนึกว่าคนเขามีคู่หมายจับจองแล้วอยู่บ่อยครั้ง นานวันเข้าชื่อเสียงความร้ายกาจของข้าก็ยิ่งฉาวโฉ่ ถึงแม้จะมิเคยย่างกายออกจากเรือนแต่ชื่อเสียงด้านลบต่างๆของข้ากลับรู้กันทั่วทั้งพระนคร นานวันเข้าคนบนเรือนนี้นอกจากคุณลุงแล้ว คนอื่นๆก็เริ่มเกลียดข้ามากขึ้น โดยเฉพาะนังแป้น ต้นห้องคนสนิทของคุณหญิงพวงทองที่ชอบตั้งตัวเป็หัวโจกชวนบ่าวในเรือนนินทาว่าร้ายข้าจนถูกข้าลงมือสั่งสอนไปเสียหลายครั้ง แต่ก็ยังมิเข็ดยังคงหาเื่ไปเพ็ดทูลคุณป้ามิเว้นวัน แต่ข้ามิสนใจอย่างไรเสียข้าก็คือคู่หมายของคุณพี่เด่น นอกจากคุณพี่แล้วใครหน้าไหนก็มิอยู่ในสายตาข้า คุณพี่ต้องเป็ของข้าคนเดียวเท่านั้น ข้าจักมิยอมยกคุณพี่ให้ผู้ใดเด็ดขาด
จวบจนข้าอายุสิบเจ็ดปี ตอนนั้นคุณพี่เด่นในวัยยี่สิบสองปีได้รับการอวยยศจากหมื่นสุนทรเป็ขุนศรีสุนทร สังกัดกรมพระคลัง ทั่วทั้งเรือนมีแต่ความปิติยินดีจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่โตเชิญแขกมากบรรดาศักดิ์มาร่วมงานมากมาย
วันนั้นนับเป็คราแรกที่ข้าได้พบกับ แม่หญิงดวงแข สตรีสูงศักดิ์แห่งกรุงศรีอยุธยา บุตรสาวเพียงคนเดียวของพระยาธรรมราช เ้ากรมพระคลังกับคุณหญิงดาวเรือง ที่ผ่านมาข้าคิดว่าข้านั้นเหนือกว่าผู้ใดทั้งรูปโฉมและฐานะชาติตระกูล มองจนทั่วก็ยังมิเห็นสตรีใดจะเทียบเคียงข้าได้ จวบจนวันที่ได้พบนางคราแรก ทำให้ข้ารู้ว่านอกจากรูปโฉมแล้วอย่างอื่นข้ามิมีอันใดจะสู้นางได้เลย ทั้งความรู้ ความสามารถ กิริยาวาจา ที่สำคัญที่สุดคือท่าทางที่คุณพี่เด่นปฏิบัติต่อนางช่างแตกต่างจากที่ปฏิบัติต่อสตรีอื่นอย่างเห็นได้ชัด แม้แต่ข้าที่อยู่ร่วมเรือนกับคุณพี่เด่นมานานถึงห้าปียังมิเคยได้รับสายตาอบอุ่นอ่อนโยนปานนั้นสักครา
ด้วยความกลัวจนขาดสติ ข้าจึงวางแผนทำร้ายแม่หญิงดวงแขหลายครั้งหลายครา แต่ครั้งที่ร้ายแรงที่สุดก็คือครานั้น จำได้ว่าวันนั้นแม่หญิงดวงแขติดตามแม่ของนางมาหาคุณป้าที่เรือน
ตอนนั้นนางอยู่ที่ท่าน้ำคงจะมารอพบคุณพี่เด่นที่ใกล้จะกลับจากงานราชการ ข้าจึงเดินเข้าไปหาเื่พูดจาเหน็บแนมนางเหมือนทุกที มิรู้เพราะนางมารยาหรือกลัวข้าจริงๆกันแน่ นางจึงเดินถอยหลังจนพลัดตกท่าน้ำไปเอง บังเอิญตอนนั้นคุณพี่เด่นกลับมาพอดีจึงะโลงน้ำไปช่วยนางได้ทัน
แล้วเื่ราวก็ลุกลามใหญ่โต เพราะตอนที่ตกน้ำหัวของแม่หญิงดวงแขไปกระแทกกับบันไดท่าน้ำทำให้นางสลบไสลมิได้สติถึงเจ็ดวันเมื่อฟื้นขึ้นมาก็ต้องรักษาตัวอยู่อีกหลายวันจากอาการใ แต่ในระหว่างที่นางยังมิฟื้นบรรยากาศในเรือนนี้ก็ตึงเครียดยิ่งนัก ด้วยความที่แม่หญิงดวงแขเป็บุตรสาวของขุนนางใหญ่แห่งราชสำนัก แล้วเื่นี้ก็เกิดขึ้นในเรือนของคุณลุงเพื่อกันมิให้เกิดความบาดหมางจึงต้องหาคนรับผิดชอบออกมาให้ได้
ทั้งๆที่ข้ามิได้ผลักนาง แต่ข้ากลับถูกคุณหญิงป้าเฆี่ยนตี ต่อให้ข้าพูดเท่าใดก็มิมีผู้ใดเชื่อ ด้วยร่างกายที่อ่อนแอและบอบบางทำให้ข้าต้องนอนพักรักษาตัวอยู่นานหลายวัน แต่นั่นคงยังมิสาสมใจคุณหญิงดาวเรืองมารดาของแม่หญิงดวงแข นาง้าให้ข้าดื่มน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์สาบานว่าหากข้ามีเจตนาทำร้ายแม่หญิงดวงแขขอให้ข้ามีอันเป็ไปภายในสามวัน แต่หากข้ามิเป็กระไรนางก็จะมิเอาเื่เอาราวกับผู้ใดอีก ข้ายอมทำตามแต่อนิจจามิมีผู้ใดรู้ว่าในน้ำมนต์นั้นมียาพิษอ่อนๆผสมอยู่ หากคนทั่วไปดื่มก็จะสลบไสลมิได้สติเจ็ดวัน แต่ข้าที่มีร่างกายอ่อนแอและบอบช้ำเป็ทุนเดิมกลับต้องตายอย่างอเนจอนาถ ท่ามกลางความสาแก่ใจของใครหลายคน เสียงก่นด่าสาปแช่งยังคงตามติดอยู่ในห้วงความคำนึงมิจางหาย
หลังจากข้าตายพี่ทิวาที่ได้ข่าวก็เดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยานางมาช่วยตามหาความจริงเพื่อล้างมลทินให้ข้าจนเกิดเป็เื่ราวความรักแสนสุขของนางกับคุณพี่เด่นให้ผู้คนจดจำ
ตอนที่เพิ่งตาย ข้าโกรธแค้น โกรธทุกคน โกรธที่มิมีผู้ใดเชื่อข้า โกรธโชคชะตา โกรธที่ข้าต้องมีชีวิตที่ไร้คนรักเช่นนี้ โกรธท่านพ่อที่มิซื่อสัตย์ โกรธท่านแม่ที่ทิ้งข้าไป โกรธพี่สาวที่มีชีวิตที่ดีกว่าข้า โกรธที่นางได้ความรักของคุณพี่เด่นไป จนเกือบกลายร่างจากิญญาเป็ปีศาจร้าย
เคราะห์ดีที่ท่านพญามัจจุราช คอยเตือนสติข้าทำให้ข้าคิดได้ว่าที่ทุกคนปฏิบัติต่อข้าเช่นนี้เป็เพราะข้าเคยทำร้ายทุกคนก่อน แต่กว่าข้าจะละทิ้งความโกรธเกลียดไปได้ก็ใช้เวลานานโข จนวันนี้ข้าจะได้ไปเกิดใหม่แล้ว เมื่อได้มาเห็นเื่ราวของคนจากอีกภพภูมิหนึ่งความรู้สึกในใจนอกจากความว่างเปล่าก็คือความปิติยินดีที่ได้เห็นพวกเขาใช้ชีวิตอย่างเป็สุข ข้ามิมีความห่วงหาอาวรณ์ใดๆอีกแล้ว
…
ท่านพญามัจจุราชปรากฏตัวด้านหน้าของดวงิญญาสาวในมือมีไม้ตะพดคู่ใจ ท่านมาพร้อมรัศมีสีแดงเข้มเจิดจ้าทำเอาดวงิญญาทั่วบริเวณใกล้เคียงรู้สึกอึดอัดเพราะความยำเกรง จนมิอาจยืนตัวตรงอยู่ได้ ราตรีก็เช่นกันทันทีที่ท่านพญามัจจุราชปรากฏตัวนางก็ลงไปนั่งหมอบกราบที่พื้นแล้ว
“เ้าพร้อมจะไปเกิดใหม่แล้วหรือยังราตรี”
“ข้าพร้อมแล้วเ้าค่ะ”
ราตรีเงยหน้ายิ้มรับน้อยๆ
“เ้าอยากกลับไปในชาติภพเดิมหรือไม่”
ท่านพญามัจจุราชจดจ้องที่ดวงหน้างามของดวงิญญาสาวแล้วเอ่ยถามเพื่อหยั่งเชิง
“มิอยากเ้าค่ะ ข้ามิมีห่วงอันใดกับที่แห่งนั้นอีกแล้ว”
ราตรีตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบลื่นไร้คลื่นอารมณ์
“เ้าไม่สงสารคนที่เฝ้ารอเจอเ้าอยู่บ้างเลยรึ”
คราวนี้ท่านพญามัจจุราชย่อตัวลงให้เสมอกับนาง ท่านเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหยอกเย้า มุมปากยกยิ้มเล็กน้อย
“ใครกันเ้าค่ะที่จะเฝ้ารอคนเช่นข้า”
คำถามของท่านพญามัจจุราชสร้างความงุนงงและสับสนให้แก่ราตรีอย่างยิ่ง ท่านพญามัจจุราชยืดตัวขึ้นยืนตรงแล้วเดินไปรอบๆตัวราตรีอย่างช้าๆ มือข้างหนึ่งเคาะไม้ตะพดเบาๆ พร้อมทั้งเปิดเผยลิขิตชะตาของนางด้วยท่วงท่าผ่อนคลาย
“คนผู้นั้นเขาเฝ้ารอเ้ามาทุกชาติภพนั่นแหละ คนที่เป็คู่บุพเพของเ้า แต่เพราะทุกภพชาติเ้ามักจะพบกับวิบากกรรมที่ทำให้เ้าแคล้วคลาดกับคนผู้นั้นเสมอมา และเวลานี้เ้าได้ชดใช้กรรมที่ก่อในชาติภพนี้หมดสิ้นแล้ว ถึงเวลาที่เ้าจะได้กลับไปเป็มนุษย์ดังเดิม เพียงแต่การกลับไปในครั้งนี้เ้ามีภารกิจที่ต้องทำ เ้ายินดีจะทำรึไม่”
ราตรีนิ่งคิดไตร่ตรองเพียงครู่ก็พยักหน้าให้ท่านพญามัจจุราช
“ข้ายินดีเ้าค่ะ”
“ดี ภารกิจของเ้ามีสองอย่างนั่นก็คือ หนึ่งข้าจะให้พลังเ้าในการละเล่นเครื่องดนตรี เพื่อใช้ปลอบประโลมดวงิญญาที่ทุกข์ทนอยู่ในโลกมนุษย์”
“ปลอบประโลมดวงิญญารึเ้าค่ะ”
“ใช่ เ้าก็คงพอจะรู้ใช่รึไม่ว่าในดินแดนนรกแห่งนี้มีิญญาที่โกรธแค้นจนไม่อาจไปผุดไปเกิดได้อยู่มากมาย ิญญาพวกนี้หากไม่คอยดูแลให้ดีก็อาจจะกลายเป็ปีศาจร้ายออกอาละวาดทำร้ายผู้คนได้ ที่โลกมนุษย์เองก็มีเื่แบบนี้เช่นกัน ถือซะว่าช่วยข้าจัดระเบียบโลกิญญาก็แล้วกัน เ้าทำได้รึไม่”
“ได้เ้าค่ะ”
“อ้อ แล้วก็ต้องจำไว้ให้ดีทุกครั้งที่เ้าใช้พลังเ้าจะต้องแลกด้วยพลังชีวิตของตัวเอง แต่ไม่เป็อันตรายใดหรอกเพียงแค่อ่อนล้าอ่อนเพลีย พักผ่อนนอนหลับเพียงครู่เดี๋ยวเดียวก็หาย”
“เ้าค่ะข้าจะจำไว้ แล้วภารกิจอีกข้อเล่าเ้าค่ะ”
“ข้อสองง่ายมาก เพียงแค่ช่วยให้คนผู้หนึ่งเดินทางไปสู่หนทางแห่งความดี เหมือนที่พี่สาวเ้ากระทำให้เ้าเห็นความดีในตัวผู้คน แค่นี้เ้าทำได้รึไม่”
“แล้ว…คนผู้นั้นเป็ผู้ใดกันเ้าค่ะ”
“คู่บุพเพของเ้าไง แต่ข้าบอกชื่อเขาตรงๆไม่ได้มันผิดกฏ ใบ้ได้เพียงว่า คนๆนี้ ชื่อก็ดุ หน้าก็ดุ นิสัยยิ่งดุ”
ท่านพญามัจจุราช ยกคิ้วยิ้มยียวนให้นาง
“คู่บุพเพแน่รึเ้าค่ะ เหตุใดฟังดูน่ากลัวพิกล”
ยิ่งได้ฟังสีหน้าราตรียิ่งย่ำแย่
“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ไม่ต้องกลัวไปหรอก คนผู้นี้เ้าเคยเจอเขามาก่อนแล้ว ความจริงแล้วเขาอยู่รอบๆตัวเ้าเสมอมา เขามักจะคอยทำอะไรๆเพื่อเ้าเสมอ หากเพียงแต่เ้าจะตั้งใจมอง ไม่ช้าเ้าก็จะเจอเขาแน่นอน”
“มีคนที่ทำเพื่อข้ามากมายเช่นนั้นจริงๆรึเ้าค่ะ”
ราตรีไม่อยากจะเชื่อว่าในชีวิตก่อนหน้านี้ของนางจะมีคนเช่นนั้นอยู่จริงๆ พยายามนึกทบทวนความทรงจำครั้งเก่าเท่าไรก็นึกถึงคนผู้นั้นไม่ออก
“มีแน่นอน อ้อ สิ่งสุดท้ายที่ข้าจะบอก ชายผู้นั้นมีปานแดงรูปพยัคฆ์ที่หลังฝั่งซ้าย”
…
[1] เกิด แก่ เจ็บ ตาย
[2] บ่อยๆ เสมอๆ เรื่อยๆ