“วันนี้วันที่เท่าไหร่… ไม่สิ ข้าอายุเท่าไหร่..?” เสียงหวานเอ่ยถามสั่นๆ แต่ก็ยังนับว่านิ่งมากหากเทียบกับหัวใจของนางที่เต้นรัวจนแทบหลุดออกมา นี่มันคือการตอบแทนแบบไหนกัน…คงไม่ใช่ว่าเกิดใหม่ปุ้บก็ตายปั้บหรอกนะ
เสี่ยวซีเหลือบตาขึ้นมองผู้เป็นายแวบหนึ่งก่อนจะรีบหลุบตาหนี ‘นี่เพิ่งวันที่สี่เท่านั้น เหตุใดคุณหนูจึงตื่นขึ้นมาแล้วล่ะ?’
นายสาวผู้นี้ฝึกวิชาประหลาด สิบวันตื่น สิบวันหลับ ตลอดสิบวันที่นอนนิ่งอยู่นั้น เสี่ยวซีถูกกำชับว่าต้องป้อนเืสดๆ ให้ร่างนี้ทุกวัน ไม่เช่นนั้นหากคุณหนูฟื้นมาแล้วจะหิวจนบ้าคลั่ง และไล่สังหารสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อดูดเืแทน …ซึ่งสิ่งมีชีวิตนั้นก็คงไม่พ้นนาง
เืในชามหกหมดแล้ว.. เสี่ยวซีไม่แน่ใจว่าผู้เป็นายจะหิวจนกินนางหรือไม่..กระนั้นเด็กสาวก็ยังเอ่ยตอบคำถามผู้เป็นายด้วยน้ำเสียงหวาดกลัว
“คุณ.. คุณหนูอายุสิบหกปีเ้าค่ะ”
‘ยังมีเวลา…’ ริมฝีปากแดงพ่นลมหายใจที่เผลอกลั้นไว้ออกมา…
หากจำไม่ผิด ‘หลันซีเซียน’ นางเอกของเื่จะมาร่วมงานฉลองของจักรพรรดิในปีหน้า … ตอนนั้นไป๋ซูเถียนที่อายุสิบเจ็ดไปร่วมงานด้วยเช่นกัน หลังได้พบจักรพรรดิหลี่อิง นางมารร้ายก็เหมือนต้องมนต์ตกหลุมรัก ทว่าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่นั้นไร้ไมตรีกับนาง.. ไป๋ซูเถียนไม่สมหวังก็คล้ายบ้าคลั่งขึ้นเรื่อยๆ ก่อเื่วุ่นวายสารพัดและถูกสังหารตอนอายุสิบเก้าปี
แม้เสี่ยวเถียนมั่นใจว่าตนเองไม่มีทางซ้ำรอยนางมาร ทว่าเพื่อความปลอดภัย…ก่อนที่นางเอกจะปรากฏตัว ก่อนที่นางจะได้พบจักรพรรดิผู้นั้น นางจะต้องรีบพาตัวเองออกจากเนื้อเื่หลักไปให้เร็วที่สุด!
“ชีวิตนี้เป็ชีวิตสุดท้าย ฉันจะต้องมีความสุขให้ได้…” เสี่ยวเถียนในร่างนางมารร้ายเอ่ยออกมา จิตใจของหญิงสาวเข้มแข็งยิ่งนัก เพียงวินาทีเดียวเท่านั้นความคิดสับสนทั้งหลายก็สงบลงไป.. ใบหน้างามล้ำหันมายิ้มให้เด็กสาวที่คุกเข่าอยู่กับพื้น
“เสี่ยวซี ..” ไป๋ซูเถียนแสร้งเอ่ยเรียก เมื่อเห็นร่างเล็กก้มหน้าลงรับคำสั่งก็ค่อยมั่นใจว่าตนเองเรียกไม่ผิด
ในนิยายสาวใช้คนนี้อยู่กับไป๋ซูเถียนจนกระทั่งวาระสุดท้าย… แม้นายสาวกลายเป็มารก็ไม่ยอมหนีไป สุดท้ายก็ถูกทหารนับสิบรุมสังหารจนตายในศึกของ ‘แคว้นหนิง’ ถือเป็ตัวละครใช้แล้วทิ้งที่น่าสงสารทีเดียว
ไม่แน่ว่า…หากนางเปลี่ยนดวงชะตาตัวเองได้จริง เสี่ยวซีอาจไม่ต้องพบชะตากรรมโหดร้ายเช่นนั้น
“เสี่ยวซี.. ข้ารู้สึกเบื่อ เ้าพาข้าไปตลาดทีสิ” อยากหนีก็ต้องหาลู่ทาง… นาง้าออกไปสำรวจสถานการณ์ด้านนอกสักครั้งแล้วค่อยวางแผนขั้นต่อไป
เสี่ยวซีได้ฟังก็ชะงัก คุณหนูอยากไปตลาดข้างนอกนางย่อมไม่กล้าห้าม แต่ว่า “คุณหนู.. แม่ทัพเจิ้งยังรออยู่หน้าประตูนะเ้าคะ”
“แม่ทัพเจิ้ง..เจิ้งซือิ?” เสียงใสเอ่ยทวนอย่างไม่มั่นใจ … พระเอกของเื่น่ะหรือ?
“เขามาทำไมกัน?”
เสี่ยวเถียนได้ฟังคำถามของนางกลับมีสีหน้าแปลกใจ… ในดวงตาคล้ายจะถามว่าเหตุใดคุณหนูจึงจำไม่ได้… จนไป๋ซูเถียนต้องรีบร้อนหาข้ออ้างที่เรียบง่าย
“ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย สมองคงสับสนจึงจำเื่ราวบางอย่างไม่ค่อยได้”
เหตุผลนี้แม้ฟังประหลาดแต่กลับอธิบายการกระทำแปลกๆ ของคุณหนูในวันนี้ได้ ที่แท้คุณหนูของนางไม่ค่อยสบายนั่นเอง.
“ท่านแม่ทัพไม่ได้แจ้งเหตุผลเ้าค่ะ แต่เขามารออยู่หน้าประตูเกือบหนึ่งอาทิตย์แล้ว… ที่คุณหนูให้บ่าวเรียนเขาว่าไม่สบายนั้นท่านแม่ทัพก็ไม่ได้ว่าอะไร เพียงแค่มารออยู่หน้าประตูเรือนทุกวัน หากวันนี้ท่านออกไปคงไม่อาจเลี่ยงเขาได้”
“ข้าต้องเลี่ยงเขาทำไมกัน..? อ้อ จริงสิ เื่นั้นเอง..”
เพราะตอนนี้ยังไม่เริ่มต้นเื่ ในนิยายจึงเอ่ยถึงเื่นี้แค่ไม่กี่ประโยคเท่านั้น …ไป๋ซูเถียนและเจิ้งซือิเคยมีสัญญาหมั้นหมายต่อกัน แต่เพราะแม่ทัพหนุ่มไม่ชอบที่นางนิสัยโเี้เ็า หลังใคร่ครวญจนมั่นใจว่าไม่อาจใช้ชีวิตร่วมกับนางได้ จึงตัดสินใจขอยกเลิกการหมั้นหมายตอนที่นางอายุสิบหกปี
นิยายกล่าวว่าครั้งนั้นไป๋ซูเถียนปล่อยให้แม่ทัพเจิ้งรอนางอยู่หน้าเรือนหนึ่งเดือนเต็มๆ !
การถอนหมั้นของเขาเท่ากับดูถูกนาง ต่อให้เขาช่วยพูดเสมอว่าไป๋ซูเถียนต่างหากที่เป็ฝ่ายถอนหมั้น ทว่า.. ระหว่างแม่ทัพใหญ่อนาคตไกลกับหญิงสาวกำพร้าไร้พร์ ใครเป็ฝ่ายถอนหมั้นไม่จำเป็ต้องเอ่ยออกมาก็พอเดาได้ ยิ่งเขาช่วยนางแก้ตัวเท่าไหร่ไป๋ซูเถียนก็ยิ่งเสียหน้า … ต่อมาเมื่อเขาไปรัก ‘หลันซีเซียน’ องค์หญิงผู้บอบบางราวกลีบดอกไม้ ไป๋ซูเถียนจึงพาลเกลียดนางเอกไปด้วย
ยิ่งภายหลัง หลันซีเซียนยังได้รับความสนใจจากองค์จักรพรรดิ นางมารก็ยิ่งแค้นจนอยากจะฆ่าองค์หญิงผู้นั้นให้ตาย!
“อืมม …” ในเมื่อไป๋ซูเถียนไม่ได้รักคู่หมั้น ที่นางแกล้งให้รอคงเพราะเจตนากลั่นแกล้งแม่ทัพผู้นั้นมากกว่า
“เช่นนั้นก็พบเขาก่อน แล้วเราค่อยไป”
ร่างสูงในชุดขุนนางบู๊สีแดงขลิบดำย่างเท้าสง่าเข้าโถงรับรองมา เส้นผมดำขลับตัดกับผิวขาวจัด ดวงตาสีดำกระจ่างใสดุจสายน้ำ คิ้วกระบี่คมดุจภาพวาด เจิ้งซือิพระเอกของเื่ช่างหล่อเหลาโดดเด่นมาแต่ไกล
‘สมกับที่เป็จินตนาการในกระดาษจริงๆ ..’ ไป๋ซูเถียนมองแล้วก็นึกขำ ใบหน้าสมบูรณ์แบบเช่นนี้ย่อมไม่มีอยู่ในชีวิตจริงเป็แน่ หญิงสาวมองบุรุษตรงหน้าคล้ายกำลังชื่นชมผลงานศิลปะ ดวงตาใสกระจ่างดั่งแก้วผลึกราบเรียบ ไร้ความสั่นไหวแม้แต่น้อย
เจิ้งซือิมองคู่หมั้นสาว ..ไม่ได้พบเกือบสามเดือนสตรีผู้นี้ยังคงงดงามน่าประทับใจเช่นทุกครั้ง หญิงงามอยู่ในชุดกระโปรงสีขาวอย่างที่เห็นไม่บ่อยนัก โดยปกติไป๋ซูเถียนมักชอบสวมชุดสีดำ ทุกครั้งที่มาเยี่ยมเยียนสีหน้าเ็าของนางก็ทำให้เขารู้สึกอึดอัดแปลกประหลาด ทว่าวันนี้…
“แม่ทัพเจิ้ง” เสียงใสเอ่ยทักอย่างเรียบง่าย ใบหน้างดงามมีรอยยิ้มสดใส.. เจิ้งซือิถึงกับหวั่นไหวไปวูบหนึ่งกับท่าทางที่ไม่เคยเห็น …ด้วยความงามของนางและสัญญาของบุพการี ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดสานสัมพันธ์ ทว่านิสัยเข้ากันไม่ได้เกินไปสุดท้ายจึงไม่อยากยื้อให้เสียเวลาทั้งสองฝ่าย
“แม่นางไป๋.. สุขภาพเ้าดีขึ้นแล้วหรือ?” ทั้งที่รู้ดีว่าคู่หมั้นสาว้าหลบหน้า เขากลับฝืนเอ่ยวาจาไถ่ถามออกมา ท่าทางสุภาพกับใบหูแดงจัดดูขัดกันอย่างเห็นได้ชัด… ช่างเป็บุรุษที่อ่านง่ายจริงๆ
“สบายดีแล้วเ้าค่ะ..ท่านแม่ทัพมาถอนหมั้นหรือ?” เสียงหวานเอ่ยตรงไปตรงมา ทำให้เจิ้งซือิอึ้งไปอีกครั้ง แม่ทัพหนุ่มก้มลงมองถ้วยชาตรงหน้า ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองคู่หมั้นที่รู้จักกันมาั้แ่เด็ก เห็นใบหน้างดงามยังคงมีรอยยิ้มเป็มิตร ชายหนุ่มก็พลันรู้สึกผิด… หนังสือถอนหมั้นที่เตรียมไว้ในมือถูกบีบแน่น ไม่รู้ทำไมวันนี้เข้าใกล้นางแล้วไม่รู้สึกคลื่นไส้เหมือนทุกครั้ง แต่กระนั้นการตัดสินใจที่ใคร่ครวญมาตลอดสามสี่ปี จะถูกสั่นคลอนง่ายๆ ได้อย่างไร
“ข้าขอโทษ” เสียงทุ้มตัดสินใจเอ่ยออกมา
ไป๋ซูเถียนมองท่าทางอัดอั้นของเขาด้วยความเห็นใจ… เจิ้งซือิคนนี้ช่างซื่อสัตย์เหลือเกิน ทั้งที่เป็แค่การหมั้นหมายปากเปล่าจะแกล้งลืมไปก็ยังได้ ..เขากลับจริงจังกับคำสัญญาจนกระทั่งมาเยี่ยมนางทุกปี สุดท้ายเพราะรู้ว่าไม่ได้พึงใจกันทั้งสองฝ่าย แม่ทัพใหญ่ยังตัดสินใจมาส่งหนังสือยกเลิกการหมั้นหมายอย่างมีมารยาท .. แถมยังยอมรอนางอยู่หน้าเรือนเป็เวลาหนึ่งเดือนเต็ม
‘แกล้งเท่านี้น่าจะพอใจได้แล้วล่ะน่า…’ หญิงสาวเอ่ยกับไป๋ซูเถียนในนิยายอยู่เงียบๆ
“ไม่เป็ไรเ้าค่ะ…ข้าเองก็ขอโทษที่ทำให้ท่านรอเสียหลายวัน” เสียงหวานเอ่ยสิ่งที่เขาไม่คาดว่าจะได้ยินออกมาอีกครั้ง แม่ทัพหนุ่มเงยหน้าขึ้นมองนางแล้วก็ชะงักค้าง
แต่ไรมาเจิ้งซือิมักได้รับเพียงดวงตาเ็าจากคู่หมั้น ทว่าดวงตาสีน้ำตาลเหลือบเงินคู่เดียวกันคราวนี้กลับพราวระยับดุจลูกแก้วล้ำค่า รอยยิ้มอ่อนหวานสดใสนั้นทำให้ใจชายหนุ่มวูบไหว เจิ้งซือิรับรู้ถึงหัวใจตนเองที่เต้นแรงขึ้นอย่างไม่อาจควบคุมได้
“ต่อไปหวังว่าท่านและข้าจะเป็เพื่อนที่ดีต่อกันนะเ้าคะ” วันหน้า..หากพบว่าข้ากลายเป็นางมารก็หวังว่าท่านจะยั้งมือไว้ไมตรีบ้าง…
หญิงสาวคิดพลางยื่นมือเรียวงามไปด้านหน้า คิดจะจับมือทำสัญญามิตรภาพ โลกใบนี้มิได้เคร่งครัดมารยาทเท่าไหร่นัก สตรีสามารถเป็ทหารได้ ..ดังนั้นนางจึงไม่คิดว่าการกระทำของนางนั้นเป็เื่เกินไป
ทว่าเื่มารยาทชายหญิงก็ส่วนหนึ่ง ความงามที่เห็นตรงหน้าก็อีกส่วนหนึ่ง หญิงสาวงามล้ำส่งยิ้มหวาน ยื่นมือขาวกระจ่างออกมาหา หัวใจบุรุษที่เต้นแรงอยู่นั้นยิ่งเปลี่ยนเป็สั่นรัวขึ้นอย่างประหลาด
เห็นฝ่ายตรงข้ามไม่พูดจาเพียงมองนางตาค้างอยู่อย่างนั้น ไป๋ซูเถียนจึงถือวิสาสะจับมือของเขาขึ้นมาก่อนโยกขึ้นลงอย่างเป็มิตร มืออุ่นนุ่มนิ่ม ใบหน้างดงามและรอยยิ้มเจิดจ้าทำให้เจิ้งซือิตาลาย ใบหน้าหล่อเหลาเปลี่ยนเป็แดงจัด ชายหนุ่มสะบัดมือนางออก ในอกเต้นรัวจนเจ็บ รู้สึกวูบวาบทั้งร่าง ไม่รู้ว่าตนเองเป็อะไรไปแล้ว
“…ข้านึกขึ้นได้ว่ามีธุระ ขอตัวก่อน!” เสียงเคร่งขรึมเอ่ยเท่านี้แม่ทัพใหญ่แห่งแคว้นก็หันหลังเดินจากไป
“เดี๋ยวสิ..!” เสียงหวานเอ่ยห้าม แน่นอนว่าไป๋ซูเถียนไม่ได้อาลัยอาวรณ์อะไรชายผู้นั้น แต่ว่าหนังสือถอนหมั้นของนางยังอยู่ในมือเขา!
ไม่ทันแล้ว… แม่ทัพเจิ้งผู้เก่งกาจจากไปรวดเร็วดังลมพัด คล้ายกำลังหนีตายอย่างไรอย่างนั้น
“ที่แท้คนที่นี่ขี้อายเพียงนี้..” ไป๋ซูเถียนใคร่ครวญในใจว่าคงต้องระวังเื่การััตัวเพศตรงข้ามมากขึ้น จากนั้นหญิงสาวก็หันไปหาเสี่ยวซีที่นั่งก้มหน้านิ่งอยู่ด้านข้าง ใบหน้างดงามคลี่ยิ้มกว้างอย่างอารมณ์ดี
“เราออกไปตลาดได้แล้วล่ะ!”