จี้เยี่ยนจื๋อถลึงตาใส่จี้ทิงด้วยโทสะที่ยังไม่จางหายก่อนจะหันไปสั่งเลี่ยวข่าย “ให้เขาเข้ามา”
พวกเขารออยู่ในห้องอาหารเพียงครู่เดียวสวีเหรินก็เดินคอตกพลางสูดน้ำมูกเข้ามาด้วยท่าทางไร้เรี่ยวแรง
ทั้งสองสังเกตเห็นได้ทันทีว่าอารมณ์ของเขาดูผิดปกติจี้ทิงจึงลุกขึ้นยืนแล้วถามว่า “สวีเหรินคุณเป็นอะไรไป?”
“ผม... คือผม...” ทันทีที่เห็นหน้าจี้ทิงสวีเหรินก็กลั้นสะอื้นไว้ไม่ไหวอีกต่อไป “หายไปแล้ว...หายไปหมดเลยครับ”
จี้เยี่ยนจื๋อขมวดคิ้วมุ่น“อะไรหาย พูดให้มันชัดๆ หน่อย”
“คอมพิวเตอร์หายครับ โทรศัพท์ก็... ก็หายด้วยข้อมูลการทดลองทั้งหมดอยู่ในนั้น ไม่เหลืออะไรเลย... ไม่เหลือเลยสักอย่าง...”
ดวงตาของจี้เยี่ยนจื๋อฉายแววเฉียบคมขึ้นมาทันทีเขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาและจริงจัง “หายที่ไหนข้อมูลการวิจัยสำคัญขนาดนั้น คุณไม่ได้สำรองข้อมูลไว้เลยหรือไง?”
“มี... มีสำรองครับ” เขาสะอื้น “แต่ฮาร์ดดิสก์พกพาก็ถูกขโมยไปพร้อมกันในคลาวด์ก็เก็บไว้แค่บางส่วนเท่านั้นครับ”
ไฟโทสะของจี้เยี่ยนจื๋อปะทุขึ้นมาทันควันตัวสวีเหรินเองก็เป็นถึงนักวิจัยเรื่องสำคัญอย่างการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลกลับทำได้แย่ขนาดนี้เชียวหรือ
ในจังหวะที่เขากำลังจะอ้าปากตำหนิจี้ทิงกลับหันมาปราม “อย่าเพิ่งดุเขาเลยให้เขาพักหายใจสักครู่เถอะครับ”
พูดจบจี้ทิงก็ประคองสวีเหรินให้นั่งลงบนเก้าอี้พร้อมกำชับให้พ่อบ้านช่วยรินน้ำอุ่นมาให้แก้วหนึ่ง
ผ่านไปไม่กี่นาทีอารมณ์ของสวีเหรินจึงเริ่มสงบลงบ้าง เขาเริ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ทั้งสองคนฟัง
เมื่อวานหลังจากแยกกับจี้ทิงเขาก็ไปที่บ้านของอาจารย์ที่ปรึกษาสองคนอาจารย์กับศิษย์ช่วยกันรวบรวมข้อมูลการทดลองจนถึงช่วงค่ำและทำงานต่อหลังจากรับประทานอาหารเย็นเสร็จ
สวีเหรินย้อนความทรงจำว่ายังไม่ทันถึงสามทุ่มเขาก็รู้สึกง่วงจนทนไม่ไหว อาจเป็นเพราะเขาอดนอนมาเมื่อคืนก่อนหน้าภรรยาของอาจารย์จึงจัดแจงให้เขาไปนอนพักที่ห้องนอนแขก
แต่ลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งเพราะเสียงอึกทึกในช่วงเช้าตรู่เขาก็พบว่าภายในห้องถูกรื้อค้นจนกระจัดกระจายระเกะระกะทั้งอาจารย์และภรรยาต่างมีสีหน้าตระหนกตกใจ จนกระทั่งเขาเอ่ยเตือนทั้งสามคนจึงรีบตรวจสอบว่ามีข้าวของอะไรสูญหายไปบ้าง
“ของมีค่าทุกอย่างในบ้านอาจารย์ถูกขโมยไปหมดเลยครับ ทั้งโน้ตบุ๊ก โทรศัพท์แล้วก็เงินสดแม้แต่เครื่องประดับที่ภรรยาอาจารย์เก็บไว้ในลิ้นชักตู้เสื้อผ้าก็ไม่เหลือ”
“แล้วคนล่ะ มีใครได้รับบาดเจ็บไหม?”
สวีเหรินส่ายหน้าพลางตอบด้วยน้ำเสียงอู้อี้“ไม่ครับ อาจารย์บอกว่ายังดีที่พวกเราหลับสนิทไม่อย่างนั้นถ้าตื่นมาเจอคนร้ายเข้า ผลที่ตามมาคงยากจะคาดเดา”
หัวคิ้วของจี้เยี่ยนจื๋อขมวดเข้าหากันแน่นกว่าเดิมเขาถามต่อว่า “ไม่ได้แจ้งความเหรอ?”
“แจ้งครับ แต่ก่อนที่ตำรวจจะมาถึง อาจารย์บอกให้ผมเลี่ยงออกมาก่อน”
แววตาของจี้เยี่ยนจื๋อฉายแววเคลือบแคลงสงสัยขึ้นมาทันที“ทำไมเขาถึงให้คุณออกมาก่อนล่ะ?”
สวีเหรินสูดน้ำมูกพลางก้มหน้าลง“เขาบอกว่ายังไงผมก็เป็นคนนอก เพิ่งมาถึงบ้านก็เกิดเรื่องขึ้นเลยเขากลัวว่าตำรวจจะสงสัยในตัวผมเป็นคนแรกน่ะครับ”
คำพูดนี้หากฟังเผินๆก็ดูไม่มีอะไรผิดปกติ เป็นเพียงความปรารถนาดีของครูที่มีต่อศิษย์แต่จี้เยี่ยนจื๋อยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่า...
[ผิดปกติ]
เขาสะบัดหน้าไปมองจี้ทิงที่อยู่ข้างๆแต่อีกฝ่ายกลับมีใบหน้าเรียบเฉย ไร้ร่องรอยของการใช้ความคิดโดยสิ้นเชิง
จี้เยี่ยนจื๋อรออยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่เห็นจี้ทิงจะเอ่ยปากบอกว่ามันผิดปกติที่ตรงไหนจึงคิดไปเองว่าจี้ทิงก็แค่โชคดีที่เดาถูก
จี้เยี่ยนจื๋อหันกลับมามองสวีเหรินแต่จี้ทิงกลับชิงพูดขึ้นเสียก่อน “ช่างเรื่องโน้ตบุ๊กของคุณไปก่อนเถอะปกติคุณทำแล็บที่มหาวิทยาลัยข้อมูลพวกนั้นก็น่าจะเคยอัปโหลดขึ้นเซิร์ฟเวอร์ของห้องปฏิบัติการบ้างไม่ใช่เหรอ?”
สวีเหรินเบะปากทำท่าจะร้องไห้อีกรอบ“ช่วงนี้ศูนย์คอมพิวเตอร์กำลังอัปเกรดอุปกรณ์ NAS [1] ครับ ช่องสัญญาณเครือข่ายช้ามากพวกเราเลยมักจะเซฟไว้ในเครื่องตัวเองกันหมด”
จี้เยี่ยนจื๋อแค่นยิ้มเย็นทันที“เฮอะ ช่างประจวบเหมาะดีจริงๆ”
สีหน้าของสวีเหรินเคร่งเครียดขึ้นมาถนัดตาเขารีบละล่ำละลักอธิบาย “เรื่องจริงนะครับผมไม่ได้โกหก พวกคุณไปสอบถามที่มหาวิทยาลัยของผมได้เลย!”
จี้ทิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ“เขาไม่ได้หมายถึงคุณ”
แน่นอนว่าจี้เยี่ยนจื๋อไม่ได้พุ่งเป้าไปที่สวีเหรินเขาเพียงแต่รู้สึกว่าทุกอย่างมันช่างพอดิบพอดีกันไปหมดจนจะเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากแผนการของใครบางคน
ข้าวของมีค่าในบ้านหายไปจนเกลี้ยงแสดงว่าหัวขโมยต้องใช้เวลารื้อค้นอยู่นาน สวีเหรินหลับสนิทน่ะพอเข้าใจได้แต่สองสามีภรรยาเจ้าของบ้านจะไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยตลอดเวลานั้นเชียวหรือ...
ยิ่งไปกว่านั้นอาจารย์มหาวิทยาลัยย่อมไม่ใช่คนโง่ถึงขั้นไม่รู้กฎหมายจะเป็นไปได้ยังไงที่หลังจากแจ้งความแล้วกลับจะให้สวีเหรินหนีไปก่อน
สีหน้าของจี้เยี่ยนจื๋อเย็นเยียบลงเรื่อยๆก่อนจะโพล่งขึ้นว่า “คุณไปจัดการตัวเองซะเดี๋ยวผมจะให้คนไปส่งคุณที่สถานีตำรวจที่รับเรื่อง”
สวีเหรินตกใจ“ผม...”
“ไม่ต้องกลัว ผมจะให้ฝ่ายกฎหมายของกลุ่มบริษัทและบอดี้การ์ดไปกับคุณด้วยตราบใดที่คุณไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ผมรับรองว่าจะพาคุณกลับมาแบบครบสามสิบสองแน่นอน”
ถ้าสมมติว่าสวีเหรินและครอบครัวอาจารย์เป็นผู้เสียหายจริงการที่เขาเดินออกมาแบบนั้นจะทำให้หลายเรื่องอธิบายได้ยาก
สวีเหรินมองจี้ทิงด้วยความกังวลจี้ทิงจึงกล่าวว่า “ทำตามที่เขาบอกเถอะเรื่องอื่นเดี๋ยวผมจะหาทางช่วยเอง”
“นายน่ะเหรอจะช่วยอะไรเขาได้” จี้เยี่ยนจื๋อตำหนิเสียงเขียว“อยู่บ้านนิ่งๆ อย่าหาเรื่องวุ่นวายมาเพิ่มจะดีกว่า”
จี้ทิงไม่ได้เลือกที่จะโต้เถียงจี้เยี่ยนจื๋อจึงเดินไปโทรศัพท์ที่ด้านข้าง
แม้ตัวเองจะเจอเรื่องใหญ่ขนาดนี้แต่สวีเหรินยังไม่วายพะวงถึงสัญญาที่มีต่อกัน “อาจารย์จี้ครับถ้าผมกลับมาทันก่อนเที่ยง ผมจะช่วยเอาของไปส่งให้คุณลู่เองนะครับ”
จี้ทิงคิดในใจว่าถ้าเป็นไปตามข้อสันนิษฐานของเขา สวีเหรินคงไม่น่าจะกลับมาได้ในเร็วๆ นี้แน่
“เรื่องของลู่เหยียนชู คุณไม่ต้องห่วงหรอก ผมจัดการเองได้” พูดจบเขาก็หยิบโทรศัพท์มือถือออกมา “คุณเอาที่อยู่บ้านอาจารย์มาให้ผมก็พอเดี๋ยวผมจะช่วยตามของที่หายไปกลับมาให้ก่อน”
“จะตามกลับมาได้จริงๆ เหรอครับ?” สวีเหรินถามด้วยนัยน์ตาเปี่ยมหวัง
“อืม ไม่ใช่ปัญหาใหญ่หรอก”
สวีเหรินรับโทรศัพท์ไปพิมพ์ที่อยู่พร้อมรุ่นของโทรศัพท์และโน้ตบุ๊กลงในแอปบันทึกข้อความทั้งยังเขียนรหัสผ่านและบัญชีผู้ใช้ต่างๆ ทิ้งไว้ให้เสร็จสรรพ
“สวีเหริน”
สวีเหรินเงยหน้าที่มีดวงตาแดงก่ำและบวมเป่งขึ้น“ครับ?”
จี้ทิงคิดแล้วคิดอีกจากนั้นเขาก็เห็นว่าควรบอกให้สวีเหรินได้เตรียมใจไว้บ้าง“ถ้าเทคโนโลยีรั่วไหลออกไป คุณก็อย่าได้โทษตัวเองหรือเสียใจไปเลยนะอย่าลืมสิ ผมเคยบอกแล้วว่ายังมีวัสดุที่ดีกว่าท่อนาโนคาร์บอนผนังเดี่ยวอีก”
สวีเหรินจ้องหน้าเขาตาค้างทั้งที่เป็นคำปลอบโยนแท้ๆ แต่น้ำตาหยดโตกลับร่วงเผาะลงมา
“แต่คือนั่นมันเป็นของพวกเราสองคน... ทั้งหมดเป็นเพราะผม...เป็นความผิดของผมเอง...”
จี้เยี่ยนจื๋อเดินกลับมาพอดีก็เห็นสวีเหรินกำลังร้องไห้โฮเขาตวัดสายตาเย็นชาไปทางจี้ทิง “นายทำเขาร้องไห้อีกแล้วเหรอ?”
จี้ทิงเงยหน้าขึ้นในดวงตาคู่นั้นมีความเลิ่กลั่กที่แสนจะหายากปรากฏอยู่“ผมตั้งใจจะปลอบเขาต่างหาก”
เขาไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไปหรือบางทีอาจเป็นเพราะโรคที่เป็นอยู่ที่ทำให้เขาไม่สามารถเข้าถึงความรู้สึกเศร้าของคนอื่นได้
จี้เยี่ยนจื๋อเลื่อนเก้าอี้นั่งลงด้วยความหงุดหงิดพลางหันไปพูดกับสวีเหริน “เป็นผู้ชายอกสามศอกจะร้องไห้ทำไมข้อมูลการทดลองพวกนั้นต่อให้ถูกขโมยไปก็ไม่เป็นไรหรอกยังไงผมจะรับคุณเข้ากลุ่มบริษัทซื่อลี่อยู่ดี”
“ฮึก... ฮือออออ!”
สวีเหรินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะระเบิดเสียงร้องไห้หนักกว่าเดิมจี้ทิงจึงเบนสายตาเรียบเฉยไปมองพี่ชาย “คราวนี้พี่เป็นคนทำเขาร้องไห้เองนะ”
จี้เยี่ยนจื๋อ"..."
พ่อบ้านที่ยืนอยู่ข้างๆได้แต่ส่ายหน้าอย่างอ่อนอกอ่อนใจ คนหนึ่งก็ทื่อ อีกคนก็ขวานผ่าซากคุณชายทั้งสองจะไหวไหมเนี่ย!
เชิงอรรถ
[1]NAS (Network Attached Storage) คืออุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับระบบเครือข่าย (LAN/Wi-Fi) ทำหน้าที่เป็น Private Cloud หรือศูนย์กลางเก็บข้อมูลภายในบ้านหรือองค์กรช่วยให้ผู้ใช้หลายคนสามารถบันทึก แชร์และเข้าถึงไฟล์ร่วมกันได้อย่างปลอดภัยผ่านคอมพิวเตอร์และมือถือ