หลังจากที่เย่เจียงเฉินสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคนในการประลองรอบแรก เขาก็กลับมายังห้องพักด้วยความเหนื่อยล้า เมื่อประตูห้องปิดลง ความเงียบเข้าปกคลุม เย่เจียงเฉินทิ้งตัวลงบนเก้าอี้อย่างผ่อนคลาย
"เจ็น แนะนำเคล็ดวิชาดาบจากคลังข้อมูลที่เหมาะกับฉันหน่อย"
[กำลังวิเคราะห์…]
ชั่วครู่ต่อมา ภาพของเคล็ดวิชาดาบก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
[เคล็ดวิชาดาบทะลวงนภา]
ระดับ: D
คำอธิบาย: เน้นโจมตีรวดเร็วและทรงพลัง พุ่งเป้าไปยังจุดสำคัญของคู่ต่อสู้ มีความสามารถในการทะลวงการป้องกันได้เป็อย่างดี
[เคล็ดวิชาดาบลวงตา]
ระดับ: C
คำอธิบาย: เน้นการสร้างภาพลวงตาด้วยการเคลื่อนไหวของดาบที่รวดเร็วและซับซ้อน ทำให้คู่ต่อสู้สับสนและเสียจังหวะ เหมาะสำหรับผู้ที่้าใช้ความพลิกแพลงในการต่อสู้
[เคล็ดวิชาดาบหมื่นอัสนี]
ระดับ: B
คำอธิบาย: สามารถสร้างสายฟ้าหลายสายเพื่อโจมตีศัตรู สร้างความเสียหายเป็วงกว้าง แต่จำเป็ต้องใช้พลังปราณอย่างมาก ผู้ที่ไม่มีพื้นฐานปราณที่แข็งแกร่งพอไม่ควรฝึกฝน เพราะอาจทำให้เส้นชีพจรปราณเสียหายได้
เย่เจียงเฉินพิจารณาข้อมูลอย่างถี่ถ้วน เคล็ดวิชาดาบลวงตาและหมื่นอัสนีนั้นน่าสนใจ แต่เงื่อนไขการใช้งานที่สูงเกินไป ทำให้เขาตัดสินใจเลือกเคล็ดวิชาที่เหมาะสมกับสถานะปัจจุบันมากกว่า
"ฉันอยากฝึกเคล็ดวิชาดาบทะลวงนภา"
[กำลังอัพโหลดข้อมูล…]
ความรู้สึกราวกับมีกระแสข้อมูลมหาศาลไหลเข้าสู่สมอง ภาพเคลื่อนไหวสามมิติแสดงการออกกระบวนท่าดาบทะลวงนภาอย่างละเอียด ั้แ่การจับดาบ การเคลื่อนที่ ไปจนถึงการแทงดาบที่รวดเร็วและทรงพลัง ข้อมูลพื้นฐานการใช้ดาบ หลักการทรงตัว การถ่ายเทน้ำหนัก การควบคุมดาบด้วยข้อมือและแขน รวมถึงทักษะจำเป็อื่นๆ
เย่เจียงเฉินรู้สึกถึงความเข้าใจในศาสตร์แห่งการใช้ดาบที่เพิ่มพูนขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ไม่เคยจับดาบจริงจังมาก่อน ข้อมูลเ่าั้รวมถึงความรู้สึก จังหวะ แรง และมุมที่เหมาะสมในการโจมตีจุดอ่อน ทุกรายละเอียดถูกถ่ายทอดสู่ความทรงจำ เขาลุกขึ้นยืน ก่อนจะเริ่มเหวี่ยงดาบไปด้านหน้า ความเฉียบคมของกระบวนท่าแตกต่างจากการประลองรอบแรกอย่างสิ้นเชิง ทำให้ตอนนี้เย่เจียงเฉินมีความมั่นใจมากขึ้น
การประลองดำเนินมาถึงรอบสอง ผู้เข้าแข่งขันเหลือสิบหกคน ผู้ชมปรบมือสนั่นเมื่อไป๋อี้หลงเอาชนะคู่ต่อสู้ได้อย่างง่ายดาย
เมื่อถึงรอบของเย่เจียงเฉิน คู่ต่อสู้คือชางหลัวจากสถาบันอู่เฉิน หนุ่มรูปงามมัดผมหางม้า ดาบยาวสะพายหลังยาวประมาณร้อยสี่สิบเิเ รูปลักษณ์ดาบของเขาสามารถข่มขวัญคู่ต่อสู้ได้เป็อย่างดี
"ฉันเห็นการต่อสู้รอบก่อน ทักษะดาบของนายยังอ่อนหัด อู๋ไห่เฉิงแพ้เพราะประมาท แต่สำหรับฉันนั้นไม่ใช่ ปาฏิหาริย์ของนายจบลงในรอบนี้แล้วล่ะ" ชางหลัวเผยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ
"ก็ลองเข้ามาพิสูจน์ดูสิ" เย่เจียงเฉินท้าทาย
"หึ… เอาอย่างนั้นก็ได้ ฉันจะเป็คนบดขยี้ความจองหองนั้นเอง"
ทันทีที่สัญญาณเริ่มการต่อสู้ดังขึ้น ชางหลัวก็พุ่งตัวเข้าหาเย่เจียงเฉินอย่างรวดเร็ว ดาบยาวในมือถูกชักออกมาด้วยท่วงท่าที่สง่างาม ปลายดาบวาดเป็วงโค้งเข้าโจมตีหมายจะปิดฉากภายในดาบแรก
เย่เจียงเฉินยกดาบขึ้นป้องกัน เสียงโลหะกระทบกัน ชางหลัว รุกไล่ด้วยกระบวนท่าที่รวดเร็วและต่อเนื่อง ราวกับสายน้ำที่ไหลเชี่ยว ปลายดาบพุ่งเข้าหาจุดสำคัญบนร่างกายของเย่เจียงเฉินอย่างไม่ลดละ แม้ว่าดาบยาวจะมีขนาดที่เทอะทะแต่มันกับไม่เป็อุปสรรคต่อชางหลัวเลยแม้แต่น้อย
เย่เจียงเฉินตั้งสมาธิอย่างแน่วแน่ ข้อมูลการเคลื่อนไหวและจุดอ่อนที่เจ็นวิเคราะห์ไว้ผุดขึ้นในความคิด เขาก้าวเท้าหลบหลีกอย่างคล่องแคล่ว พยายามรักษาระยะห่างจากดาบของชางหลัว พร้อมกับมองหาโอกาสในการตอบโต้
ชางหลัวััได้ถึงความเปลี่ยนแปลงในทักษะดาบของเย่เจียงเฉินอย่างชัดเจน การป้องกันของอีกฝ่ายไม่ได้ดูเก้งก้างเหมือนในรอบแรก
"ทำไมทักษะดาบของหมอนี่ถึงเฉียบคมกว่าครั้งก่อน?" ชางหลัวเผยสีหน้าประหลาดใจ ความคิดหนึ่งผุดเข้ามาในหัวเขา เป็ไปได้ไหมว่าที่ผ่านมาเย่เจียงเฉินปิดบังความสามารถที่แท้จริงมาโดยตลอด
การต่อสู้เป็ไปอย่างดุเดือด เย่เจียงเฉินใช้ย่างก้าวอัสนีอ้อมไปด้านหลัง ชางหลัวรับรู้ถึงการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วผิดปกติ พยายามหมุนตัวกลับมาป้องกัน ดาบของเย่เจียงเฉินฟาดลงมาปะทะกับดาบของเขาอย่างหวุดหวิด
แรงปะทะทำให้ดาบของชางหลัวสั่นคลอน ก่อนที่ชางหลัวจะทันตั้งตัว เย่เจียงเฉินก็ใช้จังหวะนั้น ปล่อยฝ่ามือหยกขาวซัดไปยังไหล่ซ้ายของชางหลัว
ความรุนแรงทำให้ชางหลัวถึงกับเซถอยหลัง เขากัดฟันข่มความเ็ป แม้จะมีม่านพลังป้องกันอยู่ แต่แรงปะทะก็ยังส่งผลกระทบอย่างมาก หากไม่มีม่านพลังนี้ ไหล่ของเขาคงจะหลุดไปแล้ว
เย่เจียงเฉินรวบรวมพลังปราณทั้งหมดไปที่ปลายดาบ เขาใช้จังหวะที่ชางหลัวเสียหลัก แทงดาบไปยังใต้ชายโครงซ้าย พลังปราณที่ควบแน่นพุ่งออกไปเป็เส้นตรง ราวกับหอกที่พร้อมทะลวงทุกสิ่งที่ขวางหน้า
พลังปราณที่พุ่งเข้าสู่ร่างกายทำให้กระดูกชายโครงชางหลัวแตกร้าว ความเ็ปทำให้เขาทรุดลงไปคุกเข่าอยู่กับพื้น ตอนนี้ชางหลัวรู้ซึ้งแล้วว่าเย่เจียงเฉินมีทักษะดาบที่ไม่ด้อยไปกว่าเขาเลย ทั้งที่ก่อนหน้านี้เขาเคยบอกว่าอู๋ไห่เฉิงพ่ายแพ้เพราะความประมาท ทว่าแท้จริงแล้วคนที่ประมาทกลับเป็ตัวเขาเอง
กรรมการที่เห็นว่าชางหลัวไม่สามารถสู้ต่อได้จึงประกาศให้เย่เจียงเฉินเป็ฝ่ายชนะ หลังจากสิ้นสุดการประลองรอบสองที่สร้างความฮือฮา เย่เจียงเฉินเดินกลับไปยังกลุ่มนักเรียนจากสถาบันซินหยวนที่ยืนรออยู่ ทว่าสายตาของเขาก็พลันสะดุดกับร่างเล็กที่ยืนอยู่บริเวณขอบลานประลอง เหวินเทาในชุดไปรเวท สวมเฝือกที่แขนข้างหนึ่ง และมีพลาสเตอร์ปิดอยู่บนใบหน้าหลายแห่ง ภาพนั้นทำให้ความรู้สึกผิดแล่นริ้วเข้ามาในใจของเย่เจียงเฉิน
เขาแยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อนร่วมสถาบัน เดินตรงไปยังเหวินเทาด้วยสีหน้ากังวล
"อาการนายเป็ยังไงบ้าง?"
เหวินเทาเงยหน้าขึ้น พร้อมกับฝืนยิ้มบาง ๆ "ก็อย่างที่เห็น หมอบอกว่าต้องใส่เฝือกไปอีกหลายอาทิตย์"
เย่เจียงเฉินรู้สึกหนักอึ้งในอก "ฉันขอโทษนะเหวินเทา เื่ทั้งหมดมันเป็เพราะฉัน ถ้าตอนนั้นฉันไม่ได้ไปยั่วยุโจวซือหาว..." ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจ เขาตระหนักดีว่าการกระทำของตนเองเป็ต้นเหตุให้เพื่อนต้องาเ็
เหวินเทาส่ายหน้าช้าๆ
"ไม่ต้องคิดมากน่า ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่าตัวเองอ่อนแอแค่ไหน ผิดจากนาย แม้นายเคยพิการมาก่อน แต่นายก็สู้จนมาถึงจุดนี้ได้ นายเป็แรงบันดาลใจที่ทำให้ฉันกล้าก้าวไปข้างหน้า กล้าที่จะฝึกฝนให้หนักขึ้น เพื่อที่จะได้ไม่อ่อนแอแบบนี้อีก"
คำพูดของเหวินเทาไม่ได้ทำให้เย่เจียงเฉินรู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งตอกย้ำความรู้สึกผิดและความไม่สบายใจในใจของเขา เขาไม่ได้มีความสามารถหรือพร์ตามที่เหวินเทาเข้าใจ ทุกสิ่งที่ทำให้เขาสามารถยืนหยัดและต่อสู้มาถึงจุดนี้ได้ ล้วนเกิดจากเทคโนโลยีล้ำสมัยที่อยู่ในร่างกายเขาต่างหาก ไม่ใช่ความสามารถที่แท้จริงของตัวเขาเอง นั่นทำให้เย่เจียงเฉินรู้สึกเหมือนเขากำลังเอาเปรียบคนอื่น
ขณะที่เย่เจียงเฉินกับเหวินเทากำลังพูดคุยกัน การต่อสู้ของคู่ถัดไปก็เริ่มขึ้น สายตาของผู้ชมต่างจับจ้องไปยังผู้เข้าแข่งขันที่กำลังเดินเข้ามาในสนาม นั่นคือ สุ่ยเยวี่ย จากสถาบันหญิงล้วนหลิงฮวา และซูเหม่ยหรู ซึ่งเป็นักสู้จากสถาบันเดียวกัน
สุ่ยเยวี่ยปรากฏตัวด้วยรูปลักษณ์ที่งดงามราวกับดอกไม้แรกแย้ม สวมชุดสีขาวพลิ้วไหว กระบี่สีเงินในมือเปล่งประกายเย็นเยียบ การปรากฏตัวของเธอราวกับต้องมนต์สะกดสายตาของผู้ชายหลายคนในสนามประลอง ในขณะที่ซูเหม่ยหรูเดินตามมาพร้อมมีดสั้นคู่ที่ถือไว้ในมือ
เย่เจียงเฉินยืนอยู่กับกลุ่มนักเรียนจากสถาบันซินหยวน แต่สายตาของเขากลับจับจ้องไปที่สุ่ยเยวี่ยอย่างไม่วางตา เขาสังเกตการเคลื่อนไหว ท่าทางการยืน และการจับกระบี่ของเธออย่างละเอียด แม้ว่าทั้งสองจะเป็นักสู้ฝึกหัดขั้นกลาง แต่เย่เจียงเฉินััได้ถึงออร่าที่แตกต่างจากสุ่ยเยวี่ย
เมื่อสัญญาณเริ่มการต่อสู้ดังขึ้น ซูเหม่ยหรูพุ่งเข้าโจมตีสุ่ยเยวี่ยอย่างรวดเร็ว มีดสั้นคู่ในมือของเธอวาดผ่านอากาศด้วยความเร็วสูง แต่สุ่ยเยวี่ยตอบสนองได้อย่างรวดเร็วเช่นกัน กระบี่ในมือเธอถูกชักออกมาด้วยท่วงท่าที่นุ่มนวล ป้องกันการโจมตีของซูเหม่ยหรูได้อย่างง่ายดาย
เย่เจียงเฉินสังเกตเห็นว่าแม้สุ่ยเยวี่ยจะอยู่ในระดับนักสู้ฝึกหัดขั้นกลาง แต่ทักษะเธอนั้นเหนือกว่าซูเหม่ยหรูอย่างเห็นได้ชัด การโจมตีแต่ละครั้งแม่นยำและมีพลังทำลายที่น่ากลัว ความสง่างามในการใช้กระบี่ของเธอนั้นราวกับกำลังร่ายรำ แต่ในทุกท่วงท่ากลับแฝงไว้ด้วยความอันตราย
หลังจากสัญญาณการประลองเริ่มขึ้นได้ไม่นาน สุ่ยเยวี่ยก็สามารถเอาชนะซูเหม่ยหรูได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ด้วยกระบวนท่ากระบี่ที่รวดเร็วและเฉียบขาด ทำให้ซูเหม่ยหรูพ่ายแพ้ในการต่อสู้ เสียงปรบมือดังสนั่นจากผู้ชมที่ชื่นชมในความงามและทักษะของสุ่ยเยวี่ย
เย่เจียงเฉินมองไปยังสุ่ยเยวี่ยที่กำลังเดินกลับไปยังกลุ่มเพื่อนร่วมสถาบันด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ความงดงามของเธอไม่ได้ทำให้เขาสะทกสะท้าน แต่ทักษะการใช้กระบี่ที่น่าทึ่งของเธอกลับทำให้เขารู้สึกถึงแรงกดดันและความท้าทายอย่างแท้จริง
ขณะที่สุ่ยเยวี่ยเดินผ่านกลุ่มนักเรียนจากสถาบันซินหยวน สายตาของเธอก็เหลือบมาสบกับเย่เจียงเฉินเพียงเสี้ยววินาที รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเธอ ก่อนที่เธอจะเดินจากไป
รอยยิ้มจากสาวงามเป็สิ่งที่ชายหนุ่มหลายคนต่างพากันอิจฉา แต่สำหรับเย่เจียงเฉินเขากับรู้สึกหวาดระแวง หากต้องเผชิญหน้ากับสุ่ยเยวี่ยในรอบถัดไป แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่มั่นใจว่าจะเอาชนะเธอได้