จางลี่เซียนแจ้งนางกำนัลในตำหนักฉางชุนว่า ้าพบหมัวมัวผู้ดูแล แต่นางกำนัลคนนั้นกลับรับคำและเดินอย่างเชื่องช้าราวกับจงใจถ่วงเวลา บ่งบอกว่าเื่ที่สนมขั้นฉางไจ้ตรงหน้ามาแจ้งนั้นไม่ได้มีความสำคัญอันใด
นางแวะเช็ดใบไม้และรดน้ำต้นไม้หน้าตำหนักอยู่ครู่ใหญ่ กว่าจะยอมเดินเข้าไปด้านใน
ทว่าเมื่อหันกลับมาเห็นว่าจางฉางไจ้ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย ทั้งยังยืนตัวตรงเผยให้เห็นคอระหงส์สง่างามดุจพญาหงส์ นางกำนัลผู้นั้นก็ยิ่งรู้สึกไม่สบอารมณ์
เมื่อเข้ามาด้านในตำหนักแล้ว เฉินหมัวมัวคนสนิทของเว่ยลี่เฟยก็หันไปมองหน้านายหญิงของตน
"ลี่เฟยเพคะ จะให้คืนฟืนและเบี้ยหวัดของนางไปหรือไม่เพคะ"
เว่ยลี่เฟยในชุดสีแดงสดปักลวดลายวิจิตร หยิบองุ่นที่ปอกเปลือกแล้วเข้าปากอย่างเชื่องช้า
นางอยู่ในชุดสีสดใส ดวงตาดุจเหยี่ยวมองออกไปด้านนอกอย่างไม่ยี่หระ พลางคิดในใจว่า
่นี้ฮองเฮาทรง้าคนช่วยงานพระราชพิธี หากมีข่าวเล็ดลอดออกไปว่านางกลั่นแกล้งฉางไจ้ในตำหนักของตนเอง ก็จะกลายเป็ช่องโหว่ให้ฮองเฮาตำหนิเอาได้ แต่จะทำอย่างไรดี... เพราะนางไม่อยากให้จางฉางไจ้ผู้นั้นได้อยู่อย่างสงบสุข
"เสื้อคลุมหน้าหนาวปีนี้กรมวังตัดเย็บได้ไม่ค่อยถูกใจข้านัก ได้ข่าวว่าจางฉางไจ้ชอบเย็บชุดให้บุตรสาวใส่ช่างงดงามนัก เช่นนั้นหมัวมัวก็แจ้งนางเถอะว่า สามารถเข้าไปเลือกผ้าที่คลังของตำหนักฉางชุนได้ หากนางสามารถตัดเย็บให้เสร็จทันวันงานพิธีในอีกสามวันข้างหน้าได้ก็ยิ่งดี แล้วเ้าก็มอบฟืนเพิ่มให้นางเสียหน่อย"
การกระทำของเว่ยลี่เฟยดูผิวเผินอาจเหมือนมีความเมตตา ทว่าการสั่งให้พระสนมด้วยกันมาเย็บชุดให้ตนเองนั้นถือเป็การิ่เกียรติและเหยียบย่ำศักดิ์ศรีกันไม่น้อย
แต่จางฉางไจ้ไร้ทางเลือกอื่น นอกจากต้องทำมันให้เสร็จตรงเวลาตามที่เว่ยลี่เฟยสั่งเท่านั้น
เวลาเพียงสามวัน... นางคงต้องอดตาหลับขับตานอนเท่านั้นจึงจะทำเสร็จได้
แต่จางลี่เซียนก็ไม่ได้ทำเื่ราวนั้นให้ลุกลามใหญ่โต นางกำถุงเบี้ยหวัดในมือไว้แน่น
จื่อจือของนางยังคงต้องมีถ่านอุ่น ๆ และมีชุดสวย ๆ ใส่
ดังนั้นนางจึงมุ่งหน้าตรงไปยังคลังเก็บของอย่างไม่อิดออด
"ขอบพระทัยพระสนมลี่เฟย"
เมื่อกลับมาถึงเรือนท้ายตำหนัก จางลี่เซียนก็เริ่มร่างลวดลายสำหรับปักลงบนเสื้อคลุมสีแดงสด ประดับด้วยขนสัตว์สำหรับกันลมหนาวให้กับเว่ยลี่เฟย
นางก้มหน้าก้มตาปักผ้าอยู่ครู่ใหญ่ก็เริ่มรู้สึกเมื่อยล้าที่ต้นคอ จึงเดินเข้ามาด้านในห้องเพื่อหาหมอนอิงมาหนุนหลัง
ทว่าเท้าทั้งสองข้างกลับต้องชะงักกึก เมื่อเห็นว่าร่างน้อย ๆ ของหลงจื่อเหว่ยกำลังนั่งหลังตรงอยู่ที่โต๊ะตัวเตี้ย ซึ่งปกติแล้วเป็โต๊ะที่นางชอบใช้คัดอักษรเพื่อคลายความกังวล
มือน้อย ๆ จับพู่กันไว้อย่างชำนาญ ดวงตากลมโตสุกใสจับจ้องไปยังแผ่นกระดาษอย่างไม่ลดละ แกละน้อย ๆ สองข้างสั่นไหวไปมาตามจังหวะที่นางขยับกายเพื่อตวัดน้ำหมึก
น่ารักจริงเชียว...
จางลี่เซียนอมยิ้มพลางขยับเข้าไปใกล้ด้วยความเอ็นดู คิดว่าลูกสาวตัวน้อยคงกำลังวาดภาพเล่นตามประสาเด็กเป็แน่
แต่เมื่อก้าวเข้าไปใกล้ นางก็ต้องตกตะลึงจนตาค้าง เพราะจื่อจือลูกสาวตัวน้อยกำลังเขียนอักษรคำว่า ร่ำรวย (富 - ฟู่) ลายเส้นนั้นงดงามอ่อนหวานทว่ากลับแฝงไปด้วยพลังงานสายหนึ่งอย่างเปี่ยมล้น
ไม่เหมือนกับลายมือของเด็กห้าขวบเลยสักนิด ทั้งยังงดงามวิจิตรยิ่งกว่าพี่ชายของนางที่เคยฝึกคัดอักษรมาหลายปีเสียอีก!
หลงจื่อเหว่ยเลียริมฝีปากด้วยความตั้งใจ มือน้อย ๆ ทั้งสองข้างสั่นระริกเล็กน้อยเพราะยังไม่ชินกับน้ำหนักพู่กัน ทว่าในใจกลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุข นางยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อเย็นที่ซึมออกมา โดยไม่รู้เลยว่ามีรอยหมึกสีดำเปื้อนติดหน้าผากนุ่มซะแล้ว
ั้แ่ฟื้นขึ้นมา หลงจื่อเหว่ยก็รับรู้ถึงสถานการณ์อันยากลำบากของมารดาได้เป็อย่างดี เบี้ยหวัดที่ได้รับในตำหนักนั้นร่อยหรอเสียจนต้องประหยัดมัธยัสถ์ทุกฝีก้าว ทว่าบนร่างกายของเด็กน้อยกลับสะอาดสะอ้านและมีชุดดี ๆ ใส่เสมอ นั่นเป็ข้อพิสูจน์ว่ามารดาของนางยอมเสียสละเพื่อนางมากเพียงใด
ดังนั้นหลังจากปรึกษากับลวี่เอ๋อร์แล้ว หลงจื่อเหว่ยจึงตั้งใจจะฝากอักษรมงคลเหล่านี้ออกไปขายนอกวัง เพื่อหาเงินมาช่วยจุนเจือมารดาอีกแรง
นางจึงคัดคำว่า ร่ำรวย โชคดี และสุขภาพดีออกมา เพราะรู้มาว่าภาพเขียนอักษรของโลกนี้สามารถขายได้ราคาดี คหบดีหรือชาวบ้านที่พอมีฐานะมักชอบซื้อตัวอักษรมงคลที่สวยงามไปประดับบ้าน
อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะได้ภาพละหนึ่งตำลึงเงิน ซึ่งก็น่าจะเพียงพอสำหรับซื้อถ่านอุ่น ๆ และผ้าห่มหนา ๆ มาใช้ผ่านพ้นฤดูหนาวนี้ไปได้
"จื่อจือ... ลูกสาวของแม่เป็อัจฉริยะงั้นหรือ!" เสียงของจางลี่เซียนดังขึ้น ในใจรู้สึกชื่นชมความสามารถของบุตรสาวเป็อย่างมาก
หรือว่าการก้าวผ่านประตูความเป็ความตาย จะสามารถปลุกพร์ที่ถูกเก็บซ่อนไว้ได้ตามคำเล่าลือจริง ๆ!
เมื่อจางฉางไจ้ชื่นชมผลงานจนพอใจและปลีกตัวไปทำงานต่อ หลงจื่อเหว่ยก็ได้รับรู้ถึงสิ่งที่น่าตื่นเต้นขึ้นมาอีกอย่างหนึ่ง... นั่นคือนางมีสกิลพิเศษติดตัวมายังโลกนี้ด้วย!
ภาพเขียนอักษรขั้นแรกของนางสามารถฟื้นฟูความเหนื่อยล้า ช่วยให้จิตใจแจ่มใส และนอนหลับสนิทได้ ส่วนขั้นที่สองและสามจะสามารถใช้งานได้เมื่อนางฝึกฝนคัดอักษรไปเรื่อย ๆ ดังนั้นนางจึงกำชับกับลวี่เอ๋อร์ให้ขึ้นราคาภาพละอีกหนึ่งตำลึงเงิน พร้อมกับบอกสรรพคุณว่ามันสามารถช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นได้
ลวี่เอ๋อร์ไม่อยากขัดความตั้งใจของเด็กน้อยที่อยากช่วยแบ่งเบาภาระของมารดา จึงรับคำอย่างว่าง่ายและแอบนำภาพมงคลทั้งสามแผ่นออกนอกวังไปทันที
่เย็นของวันนั้น เหล่าพระสนมต่างต้องเดินทางมาเข้าเฝ้าเพื่อทำความเคารพไทเฮาและฮองเฮาที่เพิ่งเสด็จกลับจากการไหว้พระขอพรนอกวัง
ดังนั้นแม้ว่ายามปกติสนมไร้ความโปรดปรานอย่างจางฉางไจ้จะไม่ได้เข้าร่วมถวายพระพร แต่วันนี้นางกลับถูกเชิญตัวมาด้วยอย่างมีเลศนัย
เมื่อเว่ยลี่เฟยเห็นนางกำนัลคนสนิทของตนพยักหน้าให้อย่างรู้ความ นางก็ยกยิ้มมุมปากก่อนจะเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาทันที
"ฮองเฮาเพคะ หม่อมฉันบังเอิญจับหนูสกปรกได้ตัวหนึ่งในระหว่างที่พระองค์ไม่อยู่ดูแลตำหนักใน นางกำนัลผู้นี้บังอาจลักลอบนำสิ่งของในวังออกไปขายข้างนอกเพคะ"
จุดประสงค์ของเว่ยลี่เฟยคือการชี้ให้ไทเฮาเห็นว่า ฮองเฮาทรงบกพร่องในการควบคุมดูแลความเรียบร้อยของฝ่ายใน ทั้งยังเป็การตบหน้าฮองเฮาฉาดใหญ่กลางตำหนัก ดังนั้นเมื่อสิ้นประโยค สีหน้าของฮองเฮาก็พลันมืดครึ้มลงทันที
"ไปนำตัวมา" ฮองเฮาออกคำสั่ง เสียงราบเรียบทว่าแววตากลับคุกรุ่นไปด้วยโทสะยากระงับ
ลวี่เอ๋อร์ถูกคุมตัวเข้ามาพร้อมกับสิ่งของในอ้อมกอด นางความหวาดกลัวจนตัวสั่นระริก
"เ้าเป็นางกำนัลของตำหนักใด" ฮองเฮาตรัสถามด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจ
"เรือนท้ายตำหนักฉางชุน... หม่อมฉันรับใช้จางฉางไจ้เพคะ"
สิ้นคำตอบของนางกำนัล จางลี่เซียนที่เอาแต่นั่งก้มหน้าเงียบเชียบไม่ได้สนใจการแสดงงิ้วของเหล่าพระสนม ก็พลันเงยหน้าขึ้นด้วยความใทันที นางรีบคุกเข่าลงแล้วเอ่ยแก้ต่าง
"ฮองเฮาเพคะ ลวี่เอ๋อร์ไม่มีทางเป็ขโมยแน่นอนเพคะ!"