เดจาวู!...เธอกลับมายืนอยู่ที่เดิมเหมือนเมื่อวานไม่มีผิดแต่คนละเวลาเท่านั้น
ใช่…ที่เธอเรียกว่าเมื่อวานถูกต้องที่สุดเพราะตอนนี้ผ่านเข้าวันใหม่มากว่าสามชั่วโมงแล้ว…และที่เขามักพูดกันว่าผีชอบออกมาตอนตีสามนั้นเธอก็เห็นด้วยอย่างที่สุด! เพราะเธอเพิ่งโดนหลอกมาหยกๆ แถมยังนั่งพูดคุยกันเป็ตุเป็ตะอีกต่างหาก!
…แต่เดี๋ยวก่อน…จะเรียกว่าเธอโดนหลอกก็คงจะไม่ถูกนักเพราะผีตนนั้นเพิ่งช่วยให้เธอไม่ถูกไฟคลอกตายไปหมาดๆ ถ้าไม่มีผีตนนั้นป่านนี้เธอคงจะกลายเป็อีกหนึ่งชีวิตที่ต้องไปอยู่โลกเดียวกันกับเขาแล้วก็ได้
เขาช่วยเธออย่างนั้นเหรอ?
ทอฝันเริ่มเดินกลับไปกลับมาอย่างใช้ความคิดอีกครั้งแล้วพอตัดสินใจได้ร่างบางก็หันกลับไปในทิศทางที่เพิ่งวิ่งจากมาทันที
“ เอาวะ ลองคุยกับผีดูสักตั้ง! ”
ทอฝันไม่เคยคิดเคยฝันมาก่อนเลยสักนิดว่าเธอจะได้มาเห็นภาพแบบนี้…
ชายหนุ่มร่างโปร่งแสงที่เธอเดาอายุเอาว่าน่าจะอยู่ใน่ประมาณยี่สิบต้นๆ กำลัง…ทะเลาะอยู่กับไม้กวาด!
ใช่…เธอไม่ได้กำลังเข้าใจผิดหรอกเพราะอีตานั่นกำลังยืนทะเลาะอยู่กับไม้กวาดจริงๆ !
“ เอาล่ะทีนี้แกอยู่นิ่งๆ นะแล้วฉันก็จะหยิบแกขึ้นมา…เข้าใจนะ ฉันจะจับแกแล้วนะ หนึ่ง สอง สาม! ”
วืด…
เธอเห็นมือของชายหนุ่มแค่ปัดผ่านทะลุมันไปเท่านั้น!
“ ว้า…แกนี่พูดไม่รู้เื่! ฉันบอกว่าฉันจะหยิบแกขึ้นมาไง เอาใหม่นะลองอีกทีถ้าครั้งนี้แกไม่ยอมให้ฉันจับล่ะก็ฉันเตะแกจริงๆ ด้วยเข้าใจ๋? เอาละนะ หนึ่ง สอง สาม! ”
แล้วก็…เหมือนเดิม…เมื่อมือของเขาแค่ปัดผ่านทะลุมันไปเท่านั้น
ทอฝันถึงขั้นทำตัวไม่ถูกไม่รู้เหมือนกันว่าเธอควรจะรู้สึกอย่างไรดีกับภาพที่เห็นในตอนนี้…เธอควรจะตลกหรือควรจะเศร้าใจดีเมื่อร่างโปร่งแสงของชายหนุ่มพยายามจะหยิบไม้กวาดขึ้นมาจากพื้นทั้งๆ ที่เขา
…ทำไม่ได้…
พอหนักเข้าก็โวยวายใส่วัตถุที่กำลังนอนนิ่งราวกับมันมีชีวิตและดูเหมือนมันจะสร้างความผิดหวังให้กับร่างโปร่งแสงนั้นเอาการเธอเห็นชายหนุ่มยืนมองมือตัวเองสลับกับไม้กวาดแล้วก็ถอนหายใจก่อนจะพูดอย่างปลงตก
“ จริงสิฉันลืมไปขอโทษนะที่หาเื่แก”
จะด้วยท่าทางที่ชวนตลกขบขันนั้นหรือจะเป็เพราะน้ำเสียงที่เธอคิดว่ามันช่างฟังดูเศร้าเสียเหลือเกินก็สุดจะรู้แต่มันก็ทำให้เธอเดินตรงเข้าไปหาร่างโปร่งแสงนั้นด้วยความรู้สึกที่แตกต่างไปจากแรกอย่างสิ้นเชิง
และคนที่เพิ่งทำหน้าเศร้าก็หันมายิ้มแฉ่งให้ราวกับรอยยิ้มของเด็กๆ เมื่อยามที่ดีใจ
“ คุณกลับมาแล้วเหรอ”
“ อือ…กำลังทำอะไรอยู่” ทอฝันถามออกไปแล้วก็รู้สึกเหมือนในสมองมันกำลังร้องะโถามว่า เธอบ้าหรือเปล่าที่ไปชวนผีคุย! …แต่เธอก็ทำมันไปแล้วให้กลับตัวคงไม่ทันเพราะผีตนนั้นมองเธอราวกับเธอเพิ่งขอเขาแต่งงานก็ไม่ปาน!
“ ดีจังผมไม่ได้คุยกับใครมาตั้งนานแล้ว”
เป็อีกครั้งที่เธอรู้สึกทำตัวไม่ถูกแถมยังรู้สึกว่าเธอเข้าใจไม่ว่าจะเป็รอยยิ้มเศร้าๆ หรือสายตาอิจฉายามที่เธอหยิบไม้กวาดที่เขาพยายามอยู่นานสองนานขึ้นมาถือไว้อย่างง่ายดายก็ตามทีแต่จะให้เธอคุยกับเขาต่อมันก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจแปลกๆ พอไม่รู้จะทำอย่างไรดีเลยตัดสินใจเดินหนีเข้าบ้านเอาดื้อๆ แต่ถ้าคิดว่าเขาจะไม่ตามมาล่ะก็ผิดถนัดเพราะทันทีที่เธอก้าวออกเดินร่างโปร่งแสงนั้นก็ก้าวออกเดินตามเช่นกัน
“ คุณ…คุณชื่อทอฝันเหรอผมได้ยินเพื่อนคุณเรียก”
…ใช่….ทอฝันได้แต่ร้องตอบอยู่ในใจแต่ไม่ได้พูดมันออกมาเพราะ้าจะตัดบทไม่อยากเสวนากับสิ่งมีชีวิตที่คนอื่นมองไม่เห็นอีก
“ว้า…น่าเสียดายจังกระต่ายพวกนี้โดนไฟไหม้ละลายหมดเลยผมอุตส่าห์คิดว่าจะได้มีเพื่อนคุยเพิ่มนอกจากไม้กวาดแล้วเชียว อ่อ…จริงสิผมคุยกับคุณก็ได้นี่เนอะ” รอยยิ้มดีใจใสซื่อที่ส่งมาให้ทำเอาคนที่คิดไม่อยากจะเสวนาด้วยกลืนน้ำลายอย่างรู้สึกผิดแต่ถึงกระนั้นเธอก็ไม่อยากมีเพื่อนเป็ผีอยู่ดี
“ เดี๋ยวฉันก็ย้ายแล้ว” …ทันทีที่เธอได้เงินมัดจำน่ะนะ…
“ คุณจะไปแล้วเหรอ….” อีกฝ่ายส่งเสียงเศร้าๆ กับหน้าตาผิดหวังให้ทันที
…อีกแล้วทำไมต้องทำให้เธอรู้สึกผิดด้วยเนี่ย!
“ จริงสินะแต่ผมก็พอจะเข้าใจ”
…โอ๊ย…เลิกทำเสียงเศร้าให้เธอรู้สึกผิดซะทีจะได้ไหม!
“ แต่ก่อนไปคุณทำอะไรให้ผมอย่างหนึ่งสิ”
…อะไร…คงไม่ใช่ว่าจะให้เธอไปตามหาคนที่ทำให้เขาตายแล้วให้แก้แค้นให้อะไรทำนองนั้นหรอกนะ…
“ ผมอยากมีชื่อ คุณช่วยตั้งชื่อให้ผมหน่อยสิ”
…ผิดคาด…
“ บ้าหรือเปล่าคนอะไรไม่มีชื่อ! ” พูดออกไปแล้วทอฝันก็แทบอยากจะกัดลิ้นตัวเองเพราะคราวนี้มันไม่ใช่แค่เสียงในความคิดอีกแล้วแต่เธอดันเผลอพูดให้อีกฝ่ายได้ยินด้วย
“ ก็…ผมอาจจะเคยมีก็ได้แต่ผมจำไม่ได้”
“ อะไร! นายจะบอกว่านายลืมชื่อตัวเองเนี่ยนะ! ”
“ จริงๆ ก็ไม่ได้ลืมหรอกต้องบอกว่าผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัวเองเลยจะถูกกว่ารู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ที่บ้านหลังนี้แล้ว” คนพูดพยายามส่งยิ้มปลอบใจมาให้ทำราวกับว่าเื่ที่เขาพูดออกมามันเป็เื่ปกติที่ใครๆ ก็เป็กันแต่นี่มัน…
ปกติที่ไหนกันเล่า!!
ไม่เข้าใจ! เธอไม่เข้าใจจริงๆ นี่เธอกำลังถูกไอ้ผีสมองเสื่อมคนนั้นมันล่อลวงอยู่ใช่ไหมเธอถึงได้ลบเื่เขาออกไปจากสมองไม่ได้สักที! ตอนนี้ในหัวของเธอมันถึงได้มีแต่คำว่า ‘ น่าสงสาร’ ลอยอยู่เต็มไปหมด
“ นังฝัน! แกไปอยู่ที่ไหนมาไหนบอกจะนอนที่ร้าน รู้ไหมว่าฉันใแค่ไหนที่มาแล้วไม่เจอแก! ” เสียงธนเดชะโถามออกมาดังลั่นั้แ่เธอยังไม่ทันได้เปิดประตูเดินเข้าร้านด้วยซ้ำ
“ ย่ะ! เป็ห่วงฉันมากเลยนะยะหล่อนทีเมื่อวานล่ะทำเป็ปิดเครื่อง! ”
“ แหมแกก็…ฉันขอโทษ แล้วนี่แกไปนอนที่ไหนมาทำไมไม่นอนที่ร้าน”
“ ฉันก็กลับไปนอนที่บ้านฉันมาน่ะสิยะ ก็ไอ้คิตตี้ของแกไม่รู้มันแอบไปเที่ยวเล่นอยู่แถวไหนฉันเลยเข้าร้านไม่ได้”
“ เดี๋ยว…นี่แกทำกุญแจหายเหรอ เออ…ช่างมันเถอะ! ไหนแกว่าแกกลับไปนอนที่บ้านหลังนั้นมาเหรอแล้วเป็ยังไงเจอไหมผีที่แกว่า” ดูเหมือนเื่ที่เธอทำกุญแจหายจะกลายเป็เื่เล็กไปซะแล้วเมื่อเทียบกับสิ่งที่ธนเดชอยากรู้ซึ่ง…
“ แก…นังลี่ แกว่าผีนี่ความจำเสื่อมได้หรือเปล่าวะ”
“ ไม่รู้สิ ก็อาจจะได้มั้งประเภทประสบอุบัติเหตุสมองกระทบกระเทือนขั้นรุนแรงก่อนตายอะไรประมาณนี้ ว่าแต่แกถามทำไม”
“ ฉันว่าฉันเจอผีสมองเสื่อมว่ะขั้นรุนแรงด้วย…”