บทที่
1
เด็กหนุ่มผู้ไม่รู้ที่มา
รัชศกเทียนเหมินที่ 32 ปีชวดธาตุดิน
ยามเหมา[1] ชุนเฟิง[2]
ยามเช้าของวันใหม่สายลมในยามรุ่งสาง พัดผ่านทุ่งหญ้าสีซีดของหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง ในแคว้นฮั่นซวงแคว้นระดับสามที่ตั้งอยู่ขอบชายแดนของทวีปเป่ยเสวียน
หมู่บ้านนั้นถูกล้อมรอบด้วยูเาและป่าไม้เลยทำให้คนที่อยู่อาศัยในแถบนี้ แทบไม่ค่อยได้ติดต่อกับผู้คนภายนอกสักเท่าไรหมู่บ้านแห่งนี้จึงค่อยๆ ถูกผู้คนลืมเลือนไป กลายเป็เพียงจุดเล็กๆที่ไม่มีชื่ออยู่ในแผนที่ใหญ่
ตรงบริเวณใจกลางป่าอี้หลิงเทียนชายชาาวนาผู้หนึ่งที่เป็เพียงชาวบ้านธรรมดา ในขณะที่เขากำลังเดินทางเข้าไปในป่าเพื่อล่าสัตว์เฉกเช่นทุกที
ก็ได้พบเด็กทารกน้อยร่างกายเปลือยเปล่าผู้หนึ่งที่มีเพียงสายหมอกบางๆ ห่อหุ้มตัวเอาไว้ ไม่มีเสียงร้องไห้ และเสียงลมหายใจที่แ่เบาถูกวางทิ้งเอาไว้ใต้กอไผ่ขึ้นที่ขึ้นอย่างหนาแน่นใกล้กันธารน้ำใส
พอเห็นเช่นนั้นชายชราก็อุ้มทารกขึ้นมาไว้ในอ้อมแขนแล้วพึมพำเบาๆ ออกมาว่า “เ้าคงถูกแม่ไม่ได้เื่ทิ้งมาสินะ เช่นนั้นเ้าก็จงมาเป็หลานของข้าผู้นี้เถอะเทียนหราน”
นับแต่นั้นมาอี้เทียนหราน ก็ถือกำเนิดขึ้นมาในโลกมนุษย์แห่งนี้โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่าแท้จริงแล้วทารกน้อยผู้นี้คือผู้ใด
หลังจากวันนั้นวันเวลาก็ล่วงเลยผ่านพ้นไปจากวันกลายเป็เดือน จากเดือนกลายเป็ปีจากหนึ่งปีเวลาก็พ้นผ่านไปแล้วถึงหกปีเช่นกัน
อี้เทียนหรานเด็กชายผู้มีดวงตาแจ่มใสที่ถูกชายชราเก็บขึ้นมาเมื่อหกปีก่อนก็เติบใหญ่เป็เด็กน้อยน่ารักผู้หนึ่งไม่มีพิษไม่มีภัยกับผู้ใดและยังไม่สามารถปลุกรากิญญาของตัวเองขึ้นมาได้เช่นกัน
จึงทำให้เด็น้อยนามว่าอี้เทียนหรานเป็เพียงคนธรรมดาผู้หนึ่งไม่มีวรยุทธ์ใดๆ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยโทษโชคชะตานี้ของตน ทุกๆวันจะช่วยชาวบ้านทำงานเล็กๆ น้อยๆ และะโโลดเต้นไปมาตามประสา
ทว่าในค่ำคืนหนึ่งภายใต้แสงจันทร์สีหม่นอี้หลิงเทียนชายชราผู้มีพระคุณก็จากโลกนี้ไปด้วยโรคชรา อี้เทียนหรานที่ในตอนนี้มีอายุเพียงแค่หกขวบปีจึงหลงเหลือเพียงแค่ญาติผู้พี่ ที่เป็หลานสาวแท้ๆ ของชายชรา นามว่าอี้เซียวหลันเพียงผู้เดียว
อี้เซียวหลันในตอนนั้นเองก็มีอายุเพียงแค่สิบปีแต่ถึงอย่างนั้นนางก็เป็ผู้ที่มีใบหน้างดงาม แต่อารมณ์ของนางกลับเ็าเนื่องจากว่าภาระชีวิตที่ต้องแบกรับั้แ่ยังเยาว์วัย
อี้เซียวหลันแม้จะอายุยังน้อยแต่นางก็รับเด็กชายอี้เทียนหรานหลานบุญธรรมของชายชราผู้เป็ตาแท้ๆของตน
ซึ่งในตอนนี้มีอายุเพียงหกขวบปีมาดูแลต่อและพาอี้เทียนหรานเข้าสู่สำนักเมฆาเขียว สำนักเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านชิงหรงที่อยู่ติดกับชายแดนแคว้นระดับสามนี้สักเท่าไร
จึงทำให้ชีวิตของอี้เทียนหรานในสำนักเมฆาเขียวไม่ได้ราบรื่นงดงามดั่งคนในหมู่บ้านฝันถึงมากมาย
เพราะอี้เทียนหรานนั้นเป็เด็กน้อยผู้ไม่มีรากิญญาไม่อาจฝึกปราณได้อย่างผู้ใด เขาจึงถูกส่งตัวไปทำงานเป็เด็กรับใช้
มีหน้าที่กวาดใบไม้ในลานผ่าฟืน ถูพื้น ยกน้ำ และทำงานจิปาถะแทบทุกอย่างั้แ่เช้าจรดค่ำ มิหนำซ้ำยังต้องทนต่อสายตาดูิ่จากศิษย์ผู้มีรากิญญาระดับสูงไม่เว้นแต่ละวัน
เนื่องจากเขามีหน้าตาที่ค่อนข้างดีเป็ที่หมายตาในหมู่ศิษย์สตรีน้อยใหญ่อยู่หลายคนเลยสร้างความไม่พอใจให้ศิษย์ในสำนักเมฆาเขียวที่ได่เห็นเหล่าสตรีมากมายต่างให้ความเอ็นดูเด็กน้อยผู้นี้อย่างล้นหลาม
จึงทำให้ทุกครั้งที่เขากำลังทำงานไม่โดนผลักจนล้มกลางลานฝึก ก็โดนกลั่นแกล้งอยู่ร่ำไปดีหน่อยที่ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด ยามที่ถูกทำร้ายร่างกายร่างกายของเขากลับไม่ได้รับาเ็สักเท่าไร
และยามที่ถูกทำร้ายก็จะมีเพียงอี้เซียวหลันญาติผู้พี่ที่ในตอนนี้กลายเป็ศิษย์ระดับต้นมาคอยปลอบใจและนางก็เป็คนเดียวที่มักจะมักจะยื่นผ้าสีขาวมาให้ซับน้ำตาก่อนจะเอ่ยเพียงถ้อยคำสั้นๆ ว่า “อดทนไว้เทียนหราน หากเ้ายืนหยัดได้สักวันเ้าจะมีค่ามากกว่าพวกเขา”
แต่ในใจของอี้เทียนหรานนั้นรู้ดีว่าตัวเขานั้นอ่อนแอเกินกว่าจะยืนด้วยขาของตัวเองได้อย่างที่นางกล่าวมาไหว
อี้เทียนหรานจึงได้ใช้ชีวิตเช่นนี้อยู่ในสำนักเมฆาเขียวเรื่อยมาวันและคืนพ้นผ่านไปอย่างวช้าๆ จนกระทั่งชีวิตของอี้เทียนหรานเดินทางมาถึงสิบหกหนาว
ในวันนั้นเป็วันที่ฟ้าหม่นท้องฟ้ามืดครึ้มไปด้วยเมฆฝนอี้เทียนหรานก็เจอเข้ากับเหตุการณ์เศร้าสลดใจ เมื่อเขาได้รับข่าวร้ายจากสำนัก ว่าอี้เซียวหลันญาติเพียงคนเดียวของตนถูกสัตว์อสูรระดับสองทำร้ายจนสิ้นชีวิตในระหว่างที่ไปทำภารกิจให้สำนัก
และยังไม่ทันที่จะได้เสียใจเขาก็ถูกกลั่นแกล้งให้ขนถังน้ำขึ้นไปที่หอฝึก ในขณะที่ฝนตกหนักจนบันไดที่เดินอยู่เต็มไปด้วยดินโคลนลื่นๆแทบจะเดินขึ้นไปไม่ได้
มือทั้งสองข้างของเขาในยามนี้ก็เปื้อนโคลนอยู่มากมายโดยที่มีศิษย์ระดับต้นของสำนักเมฆาเขียวกำลังหัวเราะเยาะอยู่้า
“เ้าดูสิเป็แค่เด็กรับใช้แท้ๆยังกล้าปีนบันไดของของพวกเราอีกเห็นทีข้าผู้นี้คงต้องสั่งสอนให้เ้าเด็กนี่รู้ว่าอะไรควรไม่ควรเสียหน่อยกระมัง”
ว่าได้เพียงแค่นั้นคนพูดก็กำหมัดแน่นแล้วพุ่งจู่โจมอี้เทียนหรานแบบทันทีทันใด โดยที่คนคนนี้เหวี่ยงหมัดจู่โจมเข้าที่หน้าอกของอี้เทียนหรานแบบไม่ทันให้ได้ตั้งท่าใดๆ
ส่งผลให้ร่างทั้งร่างของอี้เทียนหรานร่วงตกลงไปในหุบเหวแบบไม่ทันได้ตั้งตัวใดๆก่อนร่างจะร่วงตกลงไปในธารน้ำใสที่อยู่เคียงกัน
เสียงร่างของคนคนหนึ่งที่ตกลงมาจากที่สูงกระแทกกับผิวน้ำดังสนั่นพร้อมกับคลื่นน้ำเย็นเฉียบบีบรัดร่างของอี้เทียนหรานเอาไว้ ทำให้สายตาของเขาเริ่มเลือนลางลงทุกที
ทว่าขณะที่สติสัมปชัญญะของตัวเองจะหมดสิ้นลงอยู่นั้นจู่ๆ ร่างทั้งร่างก็สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างห้ามไม่ไหว ก่อนจะมีตราประทับรูปเปลวไฟปรากฏขึ้นบนกลางหน้าผากส่องแสงสีทองอมแดงสว่างเรืองรองออกมา
ส่งผลให้สรรพสิ่งโดยรอบพลันหยุดนิ่งลงเพียงชั่วอึดใจเดียวความทรงจำมากมายในอดีตชาตินานแสนนานก็เออไหลเข้ามาในหัวของอี้เทียนหรานอย่างช้าๆ
ก่อนจะตามมาด้วยเสียงของผู้ไร้นามดังขึ้นมาในห้วงจิตสำนึกว่า“จงลงไปเถิด ผู้กำเนิดบุตรแห่งข้าจงลงไปเสาะหาเศษเสี้ยวิญญาของปีศาจาที่หลบหนีไป และกำจัดมันทิ้งไปก่อนที่ทุกสรรพสิ่งจะกลายเป็เถ้าถ่าน”
สิ้นเสียงนั้นได้ไม่นานอี้เทียนหรานก็ค่อยๆลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ ภายในดวงตานั้นแสนจะเยือกเย็นไม่ต่างจากหิมะในยามเหมันต์ฤดู
พอลืมตาขึ้นมาได้เขาก็พบว่าในตอนนี้ตัวเองนอนเกยอยู่บนกองหินข้างลำธารแสงแดดอ่อนของดวงตะวันสาดกระทบลงมากระทบกับร่างกายอย่างแ่เบา
ผ่านไปสักพักใหญ่อี้เทียนหรานก็ยกฝ่ามือขึ้นมาแตะลงไปตรงกลางหน้าผากของตน ก่รู้สึกได้ว่าตราประทับที่เคยเผยออกมาเมื่อครู่นี้ได้เลือนหายไป
จะเหลือก็แต่เสียงของบิดาผู้ไร้นามก้องอยู่ในจิตใจให้ได้ยินว่า“ตราประทับนี้ จะผนึกพลังของเ้าเอาไว้ หากเ้าฝืนทะลวงทั้งๆที่ยังควบคุมพลังิญญาของตัวเองไม่ได้แม้ในตอนนี้ดวงิญญาของเ้าจะมีเพี้ยงเสี้ยวเล็กๆ แต่พลังของเ้าก้จะทำให้ดินแดนแห่งนี้มลายหายไป”
มาถึงตรงนี้อี้เทียนหรานก็ทอดถอนลมหายใจออกมาหนึ่งทีเพราะเขารู้ว่าแม้ในตอนนี้ตราประทับจะไม่ปรากฏออกมาให้เห็นแต่เขารู้ดีว่าตราประทับนี้ไม่ได้จางหายไปไหน และยังฝังอยู่ในจิติญญาดั่งเดิมของตน
ผ่านไปได้พักใหญ่อี้เทียนหรานจึงหยัดกายลุกขึ้นนั่ง ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ ว่า “ข้าไม่นึกเลยว่าท่านจะส่งข้าให้เข้ามาอยู่แคว้นเล็กๆแบบนี้” ว่าเพียงแค่นั้นเขาก็พ่นลมหายใจออกมาหนึ่งทีอย่างอ่อนใจ แล้วหยัดกายลุกขึ้นพร้อมกับกวาดตามองไปมารอบๆกายหนึ่งหน
ก็พบว่าที่ที่ตนตื่นขึ้นมานั้นอยู่ด้านหลังของสำนักเมฆาเขียวไม่ไกลสักเท่าไรเขาจึงอดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาว่า “ที่นี่เป็ลำธารหลังสำนักอย่างนั้นหรือตกน้ำลงมาถูกน้ำพัดตั้งนานนม ข้าก็ยังหนีไม่พ้นสำนักนี้เช่นนั้นหรือนี่”
ว่าได้เพียงแค่นั้นเขาก็ส่ายศีรษะไปมาอย่างนึกขำก่อนจะสาวเท้ากลับไปยังสำนักที่ตัวเองอาศัยอยู่อย่างช้าๆ
อี้เทียนหรานใช้เวลาเกือบทั้งวันเดินกลับไปพอมาถึงที่หมายแสงตะวันที่เคยสาดส่องลงมาก็ล่วงลับขอบฟ้าและถูกแทนที่ด้วยม่านสีดำของยามราตรีที่แผ่ปกคลิงเอาไว้
อี้เทียนหรานเงยมองม่านนภาอยู่พักใหญ่ก่อนจัวเองจะสาวเท้าไปยังประตูไม้ผุๆ ตรงหน้า
พอก้าวไปถึงก็มีเสียงของศิษย์รับใช้ที่ทำหน้าที่ยืนเฝ้ายามดังให้ได้ยินว่า“นี่...เสี่ยวอี้เ้ายังไม่ตายอีกหรือ พวกเราเห็นศิษย์ระดับต้นผู้นั้น กลั่นแกล้งเ้าจนตกน้ำพวกข้าก็นึกว่าเ้าจะถูกกระแสน้ำพัดไปแล้วเสียอีก”
ยามได้ยินคำพูดของคนตรงหน้าอี้เทียนหรานเพียงเหลือบตามองคนเ่าั้เสียวูบหนึ่งด้วยสายตานิ่งแล้วสาวเท้าไปด้านหน้า โดยไม่อธิบายสิ่งใดออกไป
เขาเดินเข้าไปในสำนักโดยไม่เหลียวหลังกลับไปมองส่งผลให้คนที่เห็นเช่นนั้นได้แต่เกาศีรษะไปมาอย่างไม่เข้าใจแต่ถึงแม้จะประหลาดใจเพียงใด พวกเขาก็ไม่ได้คิดจะถามไถ่อะไรเช่นกัน
หนึ่งวันผ่านไปข่าวการรอดชีวิตของเด็กรับใช้นามว่าอี้เทียนหรานก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งสำนัก แต่ก็ไม่มีใครสนใจเื่นี้มากนักเพราะสำหรับพวกเขาแล้ว อี้เทียนหรานก็ยังเป็เพียงศิษย์รับใช้ผู้ไร้รากิญญาคนหนึ่งอยู่ดี
พอกลับมาได้อี้เทียนหรานก็ไปดูร่างไร้ิญญาของอี้เซียวหลันก็เห็นว่าจิติญญาดั่งเดิมของนางนั้นแหลกสลาย ต่อให้พยายามอย่างไรนางก็ไม่มีวันฟื้นกลับมา
เมื่อได้เห็นเช่นนั้นอี้เทียนหรานจึงปล่อยให้ทางสำนักจัดการกับร่างไร้ิญญาของอี้เซียวหลันตามธรรมเนียมต่อไป
ค่ำคืนนั้นบนลานหินหลังเนินพักอี้เทียนหรานก็เอาแต่นั่งมองท้องนภาที่เต็มไปด้วยหมู่ดาวก่อนจะเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงที่บางเบาว่า “ท่านพ่อเหตุใดท่านถึงส่งเข้ามาที่นี่สถานที่แสนคับแคบและกันดารเช่นนี้แล้วกี่ปีข้าถึงจะเสาะหาเศษเสี้ยวิญญาของปีศาจาพวกนั้นได้กัน”
พูดออกมาได้เพียงแค่นั้นอี้เทียนหรานก็พ่นลมหายใจออกมายาวๆ หนึ่งที เพราะต่อให้เขาพยายามถามอย่างไรก็ไร้ซึ่งคำตอบจากผู้เป็บิดาอยู่ดี เขาจึงได้แต่เหม่อมองท้องนภาด้วยสายตานิ่ง ปล่อยให้ค่ำคืนนี้ล่วงเลยผ่านไป
ยามเช้าของวันใหม่เสียงฟ้าร้องฟ้าคำรามก็ดังลั่นไปทั่วทุกพื้นที่ท้องฟ้ามืดหม่นไร้ซึ่งแสงตะวันใดๆ ในลานฝึกของสำนักเลขาเขียวก็มีเสียงะโของเหล่าศิษย์ที่กำลังฝึกฝนอยู่แถวนั้นดังระงมเฉกเช่นทุกที
อี้เทียนหรานยังคงทำหน้าที่เป็เด็กรับใช้ยืนกวาดใบไม้ในลานกว้างไม่เปลี่ยนแปลงไป ภายในใจก็พึมพำออกมาว่า ‘ในดินแดนนี้มีอยู่ด้วยกันถึงห้าทวีปแต่ละทวีปห่างไกลกันจนต้องใช้เวลาเดินทางหลายปีและแต่ละทวีปก็มีแคว้นอยู่หลายแคว้น เริ่มั้แ่แคว้นระดับสาม แคว้นระดับสี่ แคว้นระดับห้าและแคว้นระดับหก’
คิดได้เพียงแค่นั้นอี้เทียนหรานก็พ่นลมหายใจออกมายาวๆหนึ่งหน และพึมพำต่ออีกว่า ‘ส่วนระดับการฝึกฝนในดินแดนเบื้องล่างนี้ก็มีอยู่ด้วยกันสิบระดับั้แ่ หลอมกาย รวบรวมลมปราณ กลั่นลมปราณ สร้างรากฐาน ก่อกำเนิด(สร้างตันเถียร) สร้างจิติญญา ทะลวงิญญา หลอมรวม กายา์ ก้าวข้ามภัยพิบัติ แต่ตอนนี้ร่างกายของข้าถูกผนึกไว้ด้วยตราประทับ เลยทำให้ใช้กำลังภายในไม่ได้แม้แต่ระดับเดียวดีหน่อยที่กายเนื้อของข้าในตอนนี้อยู่ในระดับกายะขั้นสามแล้วหาไม่แล้วการมาที่นี่คงไร้ประโยชน์จริงๆ’
ทว่าอี้เทียนหรานกวาดลานได้ไม่นานจู่ๆ ก็มีเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งดังขึ้นมาให้ได้ยินอย่างหยามเหยียดว่า “เทียนหรานเ้ากวาดลานฝึกเสร็จหรือยัง ข้ายังเห็นมันสกปรกอยู่เลย”ว่าจบชายผู้นั้นกับศิษย์ระดับต้นอีกสองคนที่อยู่ทางด้านหลัง ก็นำดินโคลนลาดลงไป
อี้เทียนหรานที่เห็นเช่นนั้นจึงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยดวงตาสีเทาอ่อนทอประกายบางอย่างล้ำลึกเกินกว่ามนุษย์ธรรมดาจะมองเห็นได้
เขาเห็นทุกอย่างเต็มสายตาแต่ในเสี้ยวลมหายใจเดียว อี้เทียนหรานก็ก้มหน้าลงอีกครั้ง พร้อมกับตอบกลับด้วยน้ำเสียงเบาๆว่า “ข้าจะรีบทำให้เสร็จ”
ส่งผลให้ศิษย์ทั้งสามคนหัวเราะเสียงดังอย่างชอบใจแล้วตามมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันว่า “เด็กรับใช้ก็ทำงานแค่เป็เด็กรับใช้อย่าคิดว่าหน้าตาดีแล้วจะมีคนคอยหนุนหลังสิ” ก่อนจะคนเ่าั้จะเดินจากไปด้วยท่าทางโอหัง
อี้เทียนหรานที่เห็นดังนั้นก็กำมือแน่นจนไม้กวาดในมือบังเกิดรอยร้าวขึ้นมาทันใด แต่เพียงเดี๋ยวเดียวเขาจึงพ่นลมหายใจออกมาหนึ่งครั้งแล้วคลายมือออกเล็กน้อย ก่อนจะตั้งหน้าตั้งตากวาดลาดฝึกต่อไปราวกับเมื่อครู่นี้ไม่มีสิ่งใดบังเกิดขึ้นมา
หลังจากที่กวาดลานฝึกแล้วเสร็จอี้เทียนหรานก็ต้องไปตักน้ำในลำธารมาเทใส่อ่าง ให้เหล่าศิษย์ที่กำลังฝึกฝน
เขาแบกถังน้ำหนักหลายสิบจินเดินผ่านลานฝึกด้วยท่าทางสงบนิ่งไม่เหมือนเฉกเช่นทุกทีที่กว่าจะเดินแต่ละก้าวน้ำก็กระฉอกออกมาไปกว่าครึ่ง
แต่ต่อให้ในคราวนี้เขาจะไม่ได้ทำน้ำหกก็ยังมีน้ำเสียงเย้ยหยันจากเหล่าลูกศิษย์ระดับต้นดังขึ้นมาให้ได้ยิน“ดูนั่นสิเด็กรับใช้ที่แสนโง่เง่าไร้รากิญญาของสำนักเรามีดีแค่หน้าตาแค่แรงจะยกถังน้ำยังไม่มี แต่กลับฝันเฟื่องที่จะขึ้นมาเป็ศิษย์ระดับต้นอย่างพวกเรา”
โดยที่หนึ่งในนั้นมีนามว่าหลิวซานศิษย์ระดับต้นผู้มีพร์ธรรมดาแต่กลับหยิ่งยโสเพราะเป็บุตรชายของตระกูลใหญ่
เขาก้าวขาออกมาขวางหน้าอี้เทียนหรานเอาไว้แล้วจ้องมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาไม่พอใจ ที่อีกฝ่ายหน้าตาดีกว่าตน
ก่อนจะพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน“เ้าช่างไร้ค่า นอกจากงานสกปรกพวกนี้แล้วทำอะไรได้บ้าง มีสิทธิ์อะไรถึงได้เป็ที่ชื่นชอบของเหล่าสตรีหา”ว่าเพียงแค่นั้นเขาก็ใช้มือผลักบ่าของอี้เทียนหรานแรงๆ หนึ่งที
ส่งผลให้น้ำในถังกระฉอกสาดกระเซ็นออกมาอาบรดตัวของอี้เทียนหรานจนเปียกชุ่มทันใดก่อนจะตามมาด้วยเสียงของถังไม้ที่กลิ้งตกลงไปบนพื้นเบื้องล่างดังให้ได้ยิน
จึงทำใให้เหล่าลูกศิษย์ระดับต้นที่อยู่รายล้อมรอบกายหัวเราะออกมาอย่างขบขัน บางคนแม้ไม่เห็นด้วยกับการกระทำเช่นนี้ของหลิวซานแต่ก็ไม่มีผู้ใดคิดจะเอ่ยห้ามด้วยเช่นกัน
อี้เทียนหรานเพียงก้มหน้าลงแล้วเดินเก็บถังน้ำที่กลิ้งอยู่บนพื้นขึ้นมาใหม่ในแววตาของเขาในยามนี้มีเพียงความสงบเงียบ ราวกับไม่ได้ยินคำพูดใดๆ
ส่งผลให้หลิวซานที่เห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมาว่า “เ้าไม่มีสิทธิ์ก้าวมาเหยียบลานฝึกของศิษย์ด้วยซ้ำ”ก่อนเ้าตัวจะคว้ากระบี่ไม้สำหรับฝึกตวัดลงไปบนหลังของอี้เทียนหรานอย่างแรง
เสียงไม้กระทบแผ่นหลังดังขึ้นมาทันทีแต่สิ่งที่น่าประหลาดในคราวนี้คืออี้เทียนหรานกลับยืนนิ่ง ไม่ล้ม ไม่แม้แต่จะครางเสียงออกมา
จึงทำให้ั์ตาสีเข้มบนใบหน้าของหลิวซานแข็งค้างไปชั่ววูบทันใดก่อนแววตานั้นจะแปรเปลี่ยนไปเป็ความโมโหที่อีกฝ่ายไม่รู้สึกรู้สา
เลยทำให้หลิวซานอดไม่ได้ที่จะตวาดเสียงดังลั่นออกมาอย่างไม่พอใจว่า“เ้ากล้าดื้อด้านต่อหน้าข้าหรือเ้าขยะไร้ค่า”แล้วเงื้อมกระบี่ไม้ในมือขึ้นมาอีกครั้ง
ทว่าในเสี้ยวลมหายใจนั้นอี้เทียนหรานก็เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ทำให้หลิวซานได้เห็นั์ตาสีสีอ่อนของคนตรงหน้าวาววูบด้วยประกายลึกลับราวกับดวงดาราโบราณที่ดับสูญ
และเพียงแค่ได้สบสายตาหัวใจของหลิวซานก็พลันสั่นสะท้านขึ้นมาทันใดความเย็นะเืแบบไม่รู้ที่มาก็แผ่ซ่านไปทั่วไขสันหลัง จนตัวเองถึงกับเผลอก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่งกระบี่ในมือร่วงหล่นลงพื้นอย่างไม่รู้ตัว
ภายในใจกู่ร้องะโออกมาว่า 'นี่มันแววตาอะไรกัน ทำไมข้ารู้สึกเหมือนกับกำลังจ้องตากับคนที่อยู่ในดินแดนปรโลก'
แต่ทันทีที่อี้เทียนหรานกระพริบตาสายตาของคนตรงหน้าก็กลับมาสู่ความว่างเปล่าขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนอีกฝ่ายจะก้มลงเก็บกระบี่ไม้ที่หลิวซานทำร่วงอยู่ใกล้ๆ
จากนั้นยก็ส่งไปให้หลิวซานที่ยืนนิ่งไม่ขยับแล้วตามมาด้วยคำพูดเพียงถ้อยคำสั้นๆ ที่ทั้งนิ่งสงบและเรียบง่ายดังให้ได้ยิน “ข้าไม่ได้ตั้งใจจะล่วงเกิน”
ส่งผลให้หลิวซานที่เห็นการกระทำดังกล่าวได้แต่ขบกรามแน่นอย่างไม่พอใจความอับอายท่วมท้นอยู่ในอกจนแทบจะทนไม่ไหวแต่เมื่อได้เห็นสายตาของผู้คนที่อยู่ในละแวกใกล้เริ่มมองมาด้วยสายตาที่หลากหลาย
หลิวซานจำเป็ต้องปั้นหน้ายิ้มแสยะพร้อมกับพูดออกไปด้วยน้ำเสียงลอดไรฟันว่า “เ้าโชคดี ที่วันนี้ข้าอารมณ์ดีไม่ลงโทษเ้าก็แล้วกัน”ก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมผู้ติดตามที่อยู่ด้านหลังอีกสองคน
จึงทำให้กลุ่มคนที่ยืนอยู่รอบกายได้แต่ส่ายศีรษะไปมาบ้างหัวเราะ บ้างเมินเฉย แล้วไม่มีใครสนใจเด็กรับใช้ตรงหน้าอีกต่อไป
พอเห็นเช่นนั้นอี้เทียนหรานจึงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยจ้องมองท้องนภาที่กว้างใหญ่ ดวงตาของเขาสงบไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆก่อนจะพึมพำอยู่ในใจว่า
'นี่หรือจิตใจของมนุษย์บางทีท่านพ่อคงอยากให้ข้าเรียนรู้ก่อนจะเผชิญหน้ากับปีศาจที่แท้จริง'
คิดได้เพียงแค่นั้นอี้เทียนหรานก็พ่นลมหายใจยาวๆออกมาหนึ่งครั้ง ก่อนจะเดินกลับไปยังลำธารเพื่อตักน้ำขึ้นมาใหม่
และทุกๆวันอี้เทียนหรานยังคงใช้ชีวิตอยู่เช่นนี้ ตอนเช้ากวาดลาน ตอนบ่ายตักน้ำตอนเย็นถูพื้น ก่อนจะจบด้วยการผ่าฟืน แล้วถึงเข้าพักผ่อน
แต่ภายในใจของเขาก็กำลังหาทางออกจากที่นี่ด้วยเช่นกันและถึงอย่างนั้นต่อให้ที่นี่เป็เพียงสำนักเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ เขาที่ไม่มีแม้แต่กำลังภายในให้ใช้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะออกจากที่นี่ได้อย่างไร
ยิ่งคิดอี้เทียนหรานก็อดไม่ได้ที่จะพึมพำออกมาว่า“ถ้าที่นี่มีค่ายกลควบคุมิญญาก็ดีน่ะสิจะได้ปลดผนึกตราประทับนี่สักที”แต่สุดท้ายต่อให้เขาอยากหาอย่างไรก็ไม่ใช่ว่าจะหาของพวกนั้นได้ง่ายๆ อย่างที่ใจ้า
จึงทำให้ในทุกๆวัน เขาก็ยังคงทำหน้าที่เด็กรับใช้เช่นเดิมไม่แปรเปลี่ยนไป ลมยามเช้าพัดไปมาอย่างเอื่อยเฉื่อยผ่านต้นสนในหุบเขาส่งเสียงใบไม้กระทบกันเบาๆ คล้ายเสียงผู้คนซุบซิบนินทา
อี้เทียนหรานก็ยังคงทำหน้าที่ของตนต่อเช่นเดิมเก็บกวาดเศษไม้ที่ตกเกลื่อนพื้นในลานฝึกซ้อมเฉกเช่นทุกวันร่างผอมบางที่สวมเสื้อเก่าๆ ที่มีรูขาด มีร่องรอยการประชุนซ้อนทับกันอยู่เป็แห่งๆ
เขาก้มลงเงียบๆแล้วค่อยๆ ใช้ไม้กวาดกวาดเศษหญ้าเข้ากองอย่างช้าๆ ทว่าในขณะนั้นเองก็มีเสียงใสๆของใครบางคนดังขึ้นมา “เ้าคือ อี้เทียนหรานใช่หรือไม่”
ยามได้ยินเสียงดังกล่าวอี้เทียนหรานก็เหลียวหน้าหันหลังกลับไปก็เห็นว่าคนที่เอ่ยเรียกชื่อเขาเมื่อครู่นี้ เป็เด็กสาวผู้หนึ่งอายุราวๆสิบเจ็ดปี นางสวมใส่ชุดของศิษย์ระดับต้น สีขาวสะอาดตาไม่เรียบไม่หรูหราแต่ทำให้เธอดูโดดเด่นสะดุดตาในสายตาของผู้คน
ใบหน้าอ่อนเยาว์ระบายยิ้มบางดวงตาสดใสประหนึ่งสายน้ำในหุบเขา กำลังจ้องมองมาทางเขาก่อนอีกฝ่ายจะเอ่ยออกมาด้วยรอยยิ้มสดใสว่า “ข้าชื่อหลินเยว่ซิน”ว่าจบนางก็ก้มหัวเล็กน้อยแล้วพูดต่อว่า “เมื่อหลายวันก่อนข้าเห็นเ้าถูกศิษย์พี่หลิวซานรังแก เ้าเป็อย่างไรบ้าง”
ได้ยินเช่นนั้นอี้เทียนหรานก็นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบเสียงเรียบออกไป “ไม่เป็ไร...ข้าคุ้นชินแล้ว”
ส่งผลให้คนฟังอย่างหลินเยว่ซินอดไม่ได้ที่จะส่ายศีรษะไปมาแล้วพูดออกมาด้วยสีหน้าที่ไม่ค่อยชอบใจว่า“แต่ก็ไม่ควรมีผู้ใดถูกเหยียดหยามเช่นนั้น ต่อให้เป็เด็กรับใช้ก็ตาม”
หลังจากที่อีกฝ่ายพูดจบประโยคลงอี้เทียนหรานจึงมองเด็กสาวตรงหน้าเงียบๆ ในใจก็รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยเพราะนี่เป็ครั้งแรกั้แ่ที่เขาเข้ามาอยู่ที่นี่ นอกจากญาติผู้พี่อย่างอี้เซียวหลันก็มีครั้งนี้ที่มีผู้อื่นยื่นมือเข้ามาหาโดยไม่หวังผลใดๆ
เขาจึงเอ่ยออกไปว่า“เ้าไม่กลัวหรือ หากมีผู้ใดเห็นเ้าคุยกับข้า ก็อาจทำให้เ้าถูกดูแคลนไปด้วย”
สิ้นเสียงดังกล่าวหลินเยว่ซินก็เผยรอยยิ้มบางๆพลางส่ายหัวไปมา “ผู้ฝึกตนควรยืนหยัดด้วยใจตน มิใช่ด้วยสายตาผู้อื่นหากแม้แต่จะปกป้องเพื่อนที่ลำบากยังไม่กล้าช่วย ข้าจะเรียกตัวเองว่าศิษย์ในสำนักเมฆาเขียวได้อย่างไร”
ยามได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายอี้เทียนหรานก็นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาเบาๆ “ขอบคุณ”
ยามได้ยินคำพูดของอีกฝ่ายหลินเยว่ซินก็หัวเราะเสียงเบาก่อนจะตามมาด้วยคำพูดว่า “เ้าไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก ข้าเพียงคิดว่าเ้าน่าสนใจดีเพราะยามที่เ้ามองหลิวซานในวันนั้น ข้าเห็นว่าเขาถอยหลังหนี ทั้งๆ ที่เ้าไม่ได้ทำสิ่งใดเลย”
สิ้นเสียงดังกล่าวอี้เทียนหรานก็เพียงเผยรอยยิ้มบางๆ แต่ไม่ตอบคำ
ทว่าในขณะนั้นเองก็มีเสียงของหลิวซานดังขึ้นมาจากทางด้านหลังว่า “ไม่นึกไม่ฝันว่าเ้าจะมีรสนิยมเช่นนี้นะเยว่ซินข้าอุตส่าห์ทะนุถนอมเ้า ไม่นึกว่าคนอย่างเ้าจะกล้าแอบมาพลอดรักกับเด็กรับใช้ในตอนกลางวันแสกๆแบบไม่ไว้หน้ากันเช่นนี้ “
ส่งผลให้หลินเยว่ซินชักกระบี่ออกมาแทบจะทันที ก่อนจะชี้ใบหน้าของหลิวซานด้วยท่าทางไม่พอใจแล้วพูดออกไปว่า “พูดให้มันดีๆ หน่อยนะหลิวซาน อย่าใช้ปากพล่อยๆของเ้ามากล่าวหาผู้อื่นเช่นนี้ ไม่เห็นหรือว่าที่นี่มันคือลานฝึก มีคนมากมายถึงเพียงนี้เ้ากล้าพูดได้อย่างไรว่าข้าแอบทำ”
ว่าเพียงแค่นั้นหลินเยว่ซินก็จ้องมองใบหน้าของอีกฝ่ายแล้วพูดออกไปด้วยน้ำเสียงเชิงท้าทาย “แต่เอาเข้าจริง ถ้าจะให้ข้าต้องเลือกจริงๆ ระหว่างกลายเป็เด็กรับใช้กับคบหากับเ้าข้าขอไปคบหากับพวกวณิพกที่อยู่ข้างถนนเสียยังดีกว่า”
ยามได้ยินคำพูดของหญิงสาวตรงหน้าหลิวซานก็แค่นหัวเราะออกมาอย่างเ็า ก่อนจะยกกระบี่ชี้ใบหน้าของหลินเยว่ซินอย่างไม่พอใจ“เ้ากล้าด่าข้าหรือ”
สิ้นเสียงดังกล่าวหลินเยว่ซินก็พูดออกมาว่า“กล้าสิทำไมข้าจะไม่กล้า คนอย่างเ้าถ้าไม่ต่อว่าเสียบ้างก็เอาแต่รังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าไปวันๆ”
หลังจากที่ได้ยินประโยคนั้นหลิวซานก็แค่นหัวเราะออกมาทันใด ก่อนจะพูดออกไปว่า “ดี ข้าล่ะอยากรู้นัก ว่าคนปากดีอย่างเ้าจะแน่สักแค่ไหนวันนี้ข้าจะสั่งสอนให้เ้ารู้เสียบ้างว่าควรคบหากับใคร” ว่าจบเขาก็พยักเพยิดใบหน้าเพื่อบอกให้คนข้างหลังโจมตีอีกฝ่ายหนึ่งทันที
พอเห็นเช่นนั้นผู้ติดตามของหลิวซานที่เป็ศิษย์ระดับต้นคนหนึ่งก็สาวเท้าขึ้นมาก่อนจะเคล้นลมปราณของตัวเองออกมา
เพียงพริบตาเดียวก็มีปราณสายหนึ่งแผ่พุ่งออกมาจากร่างก่อนตัวเองจะก้าวทะยานพุ่งเข้าไปหาหลิวเยว่ซินอย่างไม่รั้งรอ
ทว่ายังไม่ทันที่กระบี่จะถึงที่หมายเงาร่างหนึ่งก็ก้าวออกมาขวางหน้าเอาไว้ โดยร่างๆ นี้ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียจากอี้เทียนหรานเด็กรับใช้ผู้ไม่มีรากิญญา
และทันทีที่ก้าวเข้ามาร่างผอมบางในชุดเก่าๆ ยกมือขึ้นเพียงข้างเดียว ก่อนจะจับใบกระบี่ของศิษย์ระดับต้นผู้นี้เอาไว้
ส่งผลให้ปลายกระบี่ที่พุ่งเข้าไปหยุดชะงักตรงฝ่ามือของอี้เทียนหรานอย่างประหลาดใบกระบี่เหมือนถูกจับตรึงด้วยเหล็กกล้า จนไม่อาจขยับเขยื้อนไปทางใด
พอได้เห็นเช่นนั้นั์ตาสีเข้มเบิกกว้างอย่างใก่อนเ้าตัวจะร้องออกมาว่า “นี่เ้า” แล้วพยายามออกแรงดึงกระบี่คู่กายที่ถูกยึดเอาไว้คืนกลับมาแต่สุดท้ายกระบี่ในมือกลับไม่ขยับอย่างที่ตั้งใจ
อี้เทียนหรานจึงยกสายตาขึ้นเล็กน้อยด้วยแววตาที่ค่อนข้างสงบนิ่งก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบออกมาว่า “การกลั่นแกล้งผู้อื่นที่อ่อนแอกว่าทำให้เ้าแข็งแกร่งขึ้นอย่างนั้นจริงๆ หรือ”
ว่าจบเขาก็ปล่อยปลายกระบี่แล้วใช้ปลายนิ้วดีดใบกระบี่ของคนตรงหน้า จึงทำให้เกิดแรงสะท้อนพุ่งย้อนกลับไปทันใด
ส่งผลให้ศิษย์ชั้นต้นผู้นั้นที่พยายามดึงกระบี่ของตัวเองคืนมาประจวบเหมาะกับอี้เทียนหรานดีดใบกระบี่แบบพอดิบพอดี
จึงทำให้ร่างทั้งร่างของศิษย์ผู้นั้นถึงกับกระเด็นไปกระแทกกับผนังของศาลาฝึกอย่างแรงจนสลบไสล
ส่งผลให้คนที่เห็นเหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ว่าจะเป็หลิวซานและคนที่อยู่ทางด้านหลัง หรือแม้แต่หลินเยว่ซินก็ถึงกับเบิกตากว้างอย่างตกตะลึงจนพูดไม่ออกเลยแม้เพียงครึ่งคำ
ผ่านไปแล้วหลายลมหายใจหลิวซานที่พอจะเรียกสติคืนมาได้ ก็พูดออกมาอย่างไม่พอใจ “เ้าก็กล้าทำร้าย...” พูดได้เพียงแค่นั้นหลิวซานก็ชะงักคำพูดของตัวเองเอาไว้
แม้ในใจอยากพุ่งเข้าไปหาแล้วจัดการกับคนคนนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไปแต่ขาทั้งสองข้างกำลังสั่นระริกไม่กล้าก้าวขาไปที่ไหน
พอเห็นเช่นนั้นอี้เทียนหรานจึงสาวเท้ามาด้านหน้าอีกหนึ่งก้าวก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “หากยังอยากมีชีวิตก็จงถอยไป”
ส่งผลให้หลิวซานที่ไม่อยากปะทะกับอี้เทียนหรานในตอนนี้ถึงได้แต่สะบัดหน้าหนี ก่อนพาพรรคพวกที่ยังเหลือวิ่งหนีออกไปโดยไม่กล้าหันกลับมา
เลยทำให้ในเวลานี้ทั่วลานฝึกจึงเหลือเพียงพวกเขาสองคน หลินเยว่ซินจึงหันมองอี้เทียนหรานด้วยความประหลาดใจก่อนจะพูดออกไปว่า “เ้า...เป็ใครกันแน่”
ได้ยินดังนั้นอี้เทียนหรานจึงนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะหันกลับไปมองคนพูดเงียบๆ พร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างเบาว่า“ข้าก็เป็เพียงเด็กรับใช้คนหนึ่งเท่านั้น”ก่อนจะก้าวขาไปหยิบไม้กวาดที่อยู่ไม่ไกลขึ้นมากวาดลานเฉกเช่นทุกที
[1] “ยามเหมา” (卯时) คือตี 5 ถึง 7 โมงเช้า เป็่เวลาที่พระจันทร์ยังคงลอยอยู่บนท้องฟ้าตำนานกล่าวไว้ว่ามีกระต่ายบนดวงจันทร์ ฉะนั้นเวลานี้จึงแทนด้วยกระต่าย
[2] ชุนเฟิน(春分)ตรงกับวันที่20-21 มีนาคม ดวงอาทิตย์ทำมุม 0° วันราตรีเสมอภาคคือเป็่ที่กลางคืนกับกลางวันยาวเท่ากันในฤดูใบไม้ผลิ ตรงกับวัน วสันตวิษุวัต ตามดาราศาสตร์ ดวงอาทิตย์ตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรครั้งแรกของปี