“โอ้โฮ.. ผมนี่อึ้งไปเลยย” เป็คำติดปากที่หลุดออกมาจากเด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีสุดท้ายนามว่า ‘เกษม’
เขาเป็เด็กหนุ่มหน้าตาธรรมดา ๆ เหมือนกับคนไทยทั่วไป แต่ถ้าจะมีอะไรดูโดดเด่นขึ้นมาบ้างจากใบหน้าก็คงจะเป็ส่วนคางที่มีรอยบุ๋มลงไปตรงกลาง.. และอีกอย่างที่ดูจะผิดแปลกไปจากคนธรรมดาทั่วไปอย่างชัดเจนเลยก็คือสีของตาดำทั้งสองข้างของเขาซึ่งมันเป็คนละสีกัน โดยข้างซ้ายมีสีน้ำตาลเข้มออกดำตามแบบฉบับคนเอเชีย แต่ที่มันแปลกพิศดารไปเลยคือข้างขวาที่ไม่ได้มีสีดำสมชื่อแต่กลับกลายเป็สีเหลืองอำพันแทน.. เขาสวมใส่แว่นสายตาทรงสี่เหลี่ยมสีดำที่มีเลนส์หนาเตอะ พลางยืนดูการแสดงของนักมายากลหนุ่มใหญ่มาดเซอร์คนหนึ่ง ที่มาตั้งเวทีเล็ก ๆ จัดแสดงบริเวณหน้าโรงเรียนของเขาใน่เลิกเรียน
บรรยากาศยามโพล้เพล้และอื้ออึงไปด้วยเสียงผู้คนที่กำลังรอชมการแสดง..
“เฮ้ย ไอแว่น! ไปเตะบอลเปล่า?” ก๊วนเพื่อนสนิทของเด็กหนุ่มะโถาม.. เสียงนั้นได้เดินทางทะลุผ่านฝูงชนที่กำลังมุงดูมายากลอยู่มุ่งตรงไปสู่เกษม
“ไม่ล่ะ วันนี้ขอดูมายากลก่อน” นายแว่นที่ชื่นชอบกีฬาฟุตบอลเป็ชีวิตจิตใจกลับหันไปปฏิเสธเพื่อน ๆ ก่อนจะกลับมาจ้องเขม็งที่การแสดง..
“นับต่อจากนี้ไป.. จะเป็กลที่ไม่มีคณะมายากลไหนบนโลกกล้าเล่น! แต่กลนี้อาจจะ้าผู้ช่วยในการแสดงสักหน่อย.. ข้า้าอาสาสมัครมาร่วมแสดงหนึ่งคน..” นักมายากลขาจรโอ้อวดสิ่งที่กำลังจะทำ พร้อมเริ่มมองหาผู้ร่วมแสดงสมทบ
ท่าทางของเขาดูลึกลับอย่างบอกไม่ถูก เขาเป็ชายอายุราว ๆ ห้าสิบปี ความสูงเฉลี่ยมาตรฐานคนเอเชีย แต่รูปร่างยังไม่สามารถรู้ได้แน่ชัด เพราะชุดคลุมสีเทาขลิบดำที่เขาสวมใส่อยู่ค่อนข้างหนาเทอะทะ ผมเผ้าของหนุ่มใหญ่มีลักษณะหยักศกสีขาวขุ่นยาวประบ่า มีเคราตรงคางสีเดียวกันกับเส้นผม และมีแหวนสีเงินซึ่งบริเวณหัวแหวนเป็อักษรภาษาอังกฤษรูปตัว G สวมไว้ที่นิ้วก้อยข้างซ้าย..
ในขณะที่ผู้สวมใส่ชุดคลุมอันแสนจะเทอะทะแต่ก็แฝงไปด้วยความมีเสน่ห์อยู่ลึก ๆ กำลังประกาศหาอาสาสมัครอยู่นั้น.. กลุ่มคนที่กำลังมุงดูอยู่อย่างมากมาย ก็ได้แต่มองหน้ากันไปมาแต่กลับไม่มีใครกล้าขึ้นเวทีไปเป็ตัวแทนสำหรับกลสุดพิเศษชุดนี้เลย..
เมื่อคุณนักมายากลเห็นท่าว่าจะไม่มีใครสมัครใจร่วมแสดงกลกับเขาแน่ ๆ ดังนั้นเขาจึงต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเสียแล้ว..
“เฮ้.. พ่อหนุ่มที่มีตาสองสีเหมือนกับแมวขาวมณีคนนั้นน่ะ เห็นจ้องลุงมานานแล้วดูท่าจะมีแวว.. ไหนเอ็งลองขึ้นมาเล่นกับลุงหน่อยซิ” หนุ่มใหญ่มาดเซอร์ผายมือมาที่เกษม ก่อนเอ่ยปากเรียกขึ้นไปร่วมการแสดงบนเวทีเล็ก ๆ ของเขา
“เอาเป็ผมหรอ?” หนุ่มแว่นหน้าเนิร์ดพูดพลางชี้หน้าตัวเองด้วยความฉงน พลางเดินผ่านฝูงชนเข้าไปอย่างงง ๆ จนถึงตรงที่ทำการแสดง..
เมื่อองค์ประกอบทุกอย่างพร้อมแล้ว.. นักมายากลก็ไม่รอช้า เขาทำปากขมุบขมิบร่ายบริกรรมคาถาด้วยภาษาประหลาดที่บุคคลทั่วไปไม่สามารถฟังรู้เื่ได้ และหลังจากร่ายคาถาไปสักพัก.. แว่นที่เกษมสวมใส่อยู่นั้นก็ค่อย ๆ ลอยออกจากใบหน้าของเขาไปอย่างช้าๆ..
แว่นตาเลนส์หนาเตอะค่อย ๆ ลอยไปอยู่ในมือของนักมายากลอย่างหน้าตาเฉย.. จนคนดูต่างพากันอึ้งไปชั่วขณะ..
แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่อึดใจ.. ก็มีเสียงของผู้เข้าชมคนหนึ่งะโขึ้น “โอ๊ยย! เตี๊ยมกันมานี่หว่า!! กะอยู่แล้วเชียวว่าทำไมถึงได้เจาะจงเลือกไอ้หนุ่มคนนั้นขึ้นไปแสดง ต้องเป็พวกเดียวกันแน่ ๆ ไอ้พวกต้มตุ๋นเอ้ย!!”
หลังจากสิ้นสุดประโยคกล่าวหา.. กลุ่มคนดูคนอื่น ๆ ต่างก็เห็นด้วยกับความคิดเห็นของคนต้นเสียง และเพียงไม่นานทุกคนก็พากันด่าทอ พร้อมขว้างปาสิ่งของไปในที่ทำการแสดง ทั้ง ๆ ที่กลสุดพิเศษชุดนั้นพึ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น..
ภายใต้เสียงด่าทออันอื้ออึง,ความวุ่นวายอลหม่าน หรือแม้แต่เศษขยะที่ลอยผ่านเกษมไปบ้าง หรือกระทบตัวเขาบ้าง กลับไม่ทำให้ชายหนุ่มผู้มีตาสองสีนั้นขยับหลบเลยแม้แต่น้อย..
เขาทำได้เพียงยืนอึ้ง.. พร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความฉงน และเป็ขณะเดียวกับที่สายตาอันพร่ามัวของเกษมก็ได้จ้องมองตามแว่นตาของเขาที่ลอยไปอยู่ในมือของคุณลุงนักมายากล
“โอ้โฮ.. ผมนี่อึ้งไปเลยย..” เด็กหนุ่มพูดประโยคติดปากกับตัวเองอีกครั้ง ตอกย้ำความงงงวยที่ตนได้ััอย่างใกล้ชิด
กว่าที่เกษมจะตั้งสติกลับมาได้ก็ต้องใช้เวลาสักพักใหญ่.. ในตอนที่ชายหนุ่มเริ่มขยับตัวได้ภายหลังจากยืนอึ้งตัวแข็งทื่อไปนานนั้น คนดูที่เคยรายล้อมด่าทอเขาต่างก็พากันหายไปหมดแล้ว.. เหลือเพียงแค่ตัวเขาและคุณลุงมาดเซอร์ที่มีใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มแปลก ๆ
“ลุงครับ กลของลุงนี่ทำเอาผมอึ้งไปเลย แต่คนดูกลับหาว่าผมกับลุงเตี๊ยมกันมาซะอย่างงั้น - -” เกษมเดินไปคุยเสียงเจื่อน
“มนุษย์เราก็เป็อย่างนี้แหละไอ้หนู” หนุ่มรุ่นใหญ่พูดพลางเก็บอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดงด้วยมือของตนเอง
“คุณลุงชื่ออะไรหรอครับ? แล้วผมสามารถไปดูลุงแสดงได้อีกที่ไหนครับเนี่ย?” นายแว่นผู้ซึ่งประทับใจในการโชว์ของคุณลุงเป็อย่างมาก จ้องไปที่ตาของนักมายากลก่อนจะถามอย่างจริงจัง
“ข้าก็เปลี่ยนที่แสดงไปเรื่อย ๆ นั่นแหละ แค่วันนี้แวะมาทำธุระแถวนี้ก็เลยแสดงแถวนี้ เอ้อนี่! ไอ้หนุ่ม.. เดี๋ยวข้าจะแสดงกลพิเศษอีกชุดให้เอ็งดูก็แล้วกัน ถือซะว่าเป็ของแถมและสิ่งแทนคำขอบคุณที่เอ็งยอมมาร่วมแสดงกับข้า” หลังจากพูดจบ.. นักมายากลก็ทำการร่ายบริกรรมคาถาด้วยภาษาแปลกประหลาดเหมือนเคย และเมื่อคุณลุงร่ายมนต์ไปชั่วครู่.. อุปกรณ์การแสดงมายากลต่าง ๆ ของเขา ก็ค่อย ๆ ทยอยลอยกลับเข้าไปในกล่องเก็บของ ทีละชิ้นสองชิ้นจนหมดเกลี้ยง ก่อนที่กล่องไม้ซึ่งภายนอกดูสุดแสนจะธรรมดาใบนั้นจะจัดการปิดผนึกตัวเองอย่างเสร็จสรรพ
เหลือไว้เพียงสิ่งสุดท้าย.. ซึ่งก็คือแว่นตาเลนส์หนาเตอะของเกษมนั่นเอง และเ้านั่นก็เหมือนจะรู้หน้าที่ของตัวเองราวกับมีชีวิต มันค่อย ๆ ลอยกลับคืนสู่ใบหน้าของชายผู้กำลังยืนทึ่งอยู่กับกลชุดแถม
ในขณะเดียวกันนั้น คุณลุงมาดเซอร์ก็กำลังเช็ดเศษขยะที่เปรอะอยู่ตามตัว ก่อนที่จะหิ้วกระเป๋าอุปกรณ์ของเขาเดินจากไป เหลือทิ้งไว้เพียงแต่ความมึนงงให้กับชายหนุ่ม
ซึ่งใน่ที่เขากำลังอยู่ในภวังค์นั้นเอง.. ก็เหมือนมีอะไรบางอย่างมาััที่แก้มของเขาอย่างนุ่มนวลจนทำให้เกษมกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง “แล้ว.. สรุปลุงชื่ออะไรครับ?” เมื่อดึงสติกลับมาได้เขาจึงะโถามไล่หลังคุณลุงนักมายากลที่กำลังเดินจากไป
“ข้าชื่อควัน..” ชายมาดเซอร์เดินหันหลังพูดกับเด็กหนุ่มมีตาสองสีเป็เอกลักษณ์พลางโบกมือลา
ณ บ้านทาวเฮาส์หลังหนึ่งแถบชานเมืองกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็ที่อยู่อาศัยของเกษม และหนุ่มแว่นก็ได้เดินทางกลับมาถึงบ้านเป็ที่เรียบร้อย..
“ป๊า หวัดดี” คำกล่าวทักทายประจำของเกษมต่อ’ สรณ์’ ผู้เป็พ่อของเขา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความสนิทสนมของพ่อ-ลูกคู่นี้ได้เป็อย่างดี
“อ่าว กลับมาแล้วเรอะ? ทำไมวันนี้กลับดึกจัง?” สรณ์ที่กำลังนั่งอ่านนิยายเล่มหนา เอ่ยปากถามลูกชายด้วยความเป็ห่วงพลางวางหนังสือที่กำลังอ่านลง และเผยโฉมหน้าของเขาให้ได้เห็นอย่างชัดเจน รูปทรงหน้าของเขากับเกษมเหมือนกันอย่างกับแกะไม่เว้นแม้แต่รอยบุ๋มตรงคาง คือถ้าจับมายืนคู่กันไม่ว่าใครก็สามารถรู้ได้ทันทีว่าสองคนนี้คือพ่อลูกกัน จะต่างก็เพียงแค่สรณ์มีดวงตาสีน้ำตาลเข้มทั้งสองข้าง.. และไม่ได้สวมแว่นเหมือนกับลูกชายของเขาเท่านั้น
“พอดีวันนี้เษมไปดูมายากลมา แล้วก็ดันโดนเลือกไปร่วมแสดงด้วย.. คนอะไรไม่รู้เสกของให้ลอยก็ได้ แถมยังบังคับของที่ลอยอยู่ได้อย่างกับใช้รีโมต เษมว่าเษมตรวจดูดีแล้วนะว่าไม่มีด้ายซักเส้นอยู่ตรงนั้นเลย แต่เซ็งตรงที่ตอนจบโชว์คนดูคนอื่นหาว่าเษมเป็หน้าม้าให้กับลุงนักมายากลซะอย่างงั้น” เด็กหนุ่มตอบกลับพร้อมสีหน้าเซ็ง ๆ
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ เห้ออ ไอเด็กเด๋อเอ๊ยย ของพวกนี้มันดูออกไม่ยากหรอกหน่า ตั้งสติดูดี ๆ ” สรณ์ขำอย่างสบายอารมณ์ก่อนเดินเข้าไปกอดคอและตบไหล่ของลูกชายเบา ๆ
“แต่ก็ไม่เป็ไรหรอก.. ยังไงพวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะคิดอย่างนั้นแหละ ถ้ามันทำให้พวกเขาสบายใจก็ช่างมันไปก็ได้..” หนุ่มแว่นพูดด้วยอามรณ์ที่สงบนิ่ง
“คิดบวกเสมอเลยนะพ่อหนุ่มคนนี้..” สรณ์ยิ้มอย่างมีความสุขก่อนที่รอยยิ้มนั้นค่อย ๆ จางไปจากใบหน้า “คิดถึงแม่แกเนอะ..” อะไรบางอย่างในตัวของเกษมตอนนี้ทำให้เขานึกถึงคนรักขึ้นมาในทันใด..
“ถ้าป๊าพูดอย่างงี้ก็แสดงว่าแม่ยังไม่ตายซักหน่อย.. อย่างน้อยก็ยังไม่ตายไปจากความทรงจำของป๊าล่ะนะ.. อย่าทำหน้าหงอยอย่างนั้นเซ่..” เกษมเอื้อมมือไปประทับที่ไหล่ของพ่อเบาๆเพื่อปลอบประโลม
“ทัศนคติในการมองโลกดีมากจริง ๆ ลูกป๊า..” คุณพ่อยิ้มอ่อน ๆ ก่อนจะถามต่อ “เอ้ออ แล้วนี่ก็ใกล้จะต้องสอบเข้ามหาลัยฯ แล้ว ตื่นเต้นไหม?”
“มหาลัยฯ ออแกเนียนนั่นน่ะหรอ? นั่นมันมหาลัยฯ ชื่อดังเลยนะป๊า อย่างเษมจะสอบติดหรอ? แล้วรู้ไหม? ว่าป๊าอะโคตรแปลกเลย เษมเห็นพ่อของคนอื่นเขาเครียดเื่สอบเข้ากันจะเป็จะตาย แถมคะยั้นคะยอให้อ่านหนังสือกันแทบบ้า แต่ป๊านี่อย่างชิล บอกแค่ว่าอยากให้เษมเข้ามหาลัยฯ นี้ แต่ไม่เคยบังคับให้อ่านหนังสือสักที แถมยังไม่บอกอีกว่าทำไมถึงอยากให้เษมเข้าที่นี่จัง” เกษมพูดร่ายยาวเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่ยอดเยี่ยม แต่ก็ยังคงความสงสัยในตัวพ่อของเขา..
“ก็ป๊ามั่นใจไง ว่าเษมจะทำได้ ฮ่า ๆ ๆ ๆ ” สรณ์หันไปมองหน้าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนก่อนจะตอบกลับไปแบบขำ ๆ “เอาหน่าาา ก็ป๊าอยากให้แกเข้ามหาลัยฯ นี้ ป๊าขอแค่นี้ได้ไหมล่ะ?” ผู้เป็พ่อถามต่อเชิงขอร้อง
“อ่ะ ๆ ๆ ก็ได้ ๆ แต่เษมไม่รู้ว่าจะสอบติดหรือเปล่านะ” หนุ่มน้อยตอบด้วยสีหน้าแหย ๆ ไร้ซึ่งความมั่นใจ
เมื่อได้ยินดังนั้น สรณ์ที่ยังคงยืนยันในความมั่นใจของเขาก่อนจะตบลงไปที่ไหล่ลูกชายรัว ๆ ก่อนจะขำออกมาอย่างสบายอารมณ์ “เอ๊! เ้านี่!! ก็บอกว่าติดอยู่แล้วไง! ฮ่า ๆ ๆ ๆ ”
“งั้นเดี๋ยวเษมไปอาบน้ำ แล้วศึกษาข้อมูลของมหาลัยฯ ก่อนนอนนะ” ชายหนุ่มพูดพลางวิ่งขึ้นห้องอย่างรวดเร็ว
เกษมวิ่งขึ้นบันไดเพื่อที่จะมุ่งตรงไปยังห้องของเขา แต่ทว่าก็ต้องชะงักหลังจากสังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่คุ้นเคยติดอยู่บนประตูห้องเก็บของเล็ก ๆ ที่คั่นระหว่างห้องนอนเขากับสรณ์ “จะว่าไปแล้วเราก็เห็นไอ้สัญลักษณ์นี้มาั้แ่จำความได้เลยนะ ป๊าคงอยากให้เราเข้ามหาวิทยาลัยนี้จริง ๆ ” หนุ่มแว่นมองไปยังสิ่งของที่ดูคล้ายกับเข็มกลัดสีเงินซึ่งมีรูปร่างเป็อักษรตัวเขียนภาษาอังกฤษ ที่เขียนว่า ‘Organian’
แต่เขาเองก็ไม่ได้สนใจอะไรมันมากเท่าไหร่นัก ชายหนุ่มอาบน้ำตามที่ตั้งใจไว้ก่อนจะมานั่งจ้องตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์ของเขา “ไหนนนนน ว่าไงเ้ามหาลัยฯ ออแกเนียน มาดูสิ๊ว่ามีข้อมูลอะไรน่าสนใจบ้าง” หนุ่มแว่นพูดกับเ้าจอสี่เหลี่ยม
“มหาวิทยาลัยออแกเนียนก่อตั้งเมื่อเดือนมีนาคม ปี คริสต์ศักราชหนึ่งพันแปดร้อยเก้าสิบสอง โดย ศาสตราจารย์ ด๊อกเตอร์ เอ็ดเวิร์ด อาเธอร์ สปีช (Prof. Edword Arthur Speech , Ph.D.) ศาสตราจารย์ทางด้านกายวิภาคศาสตร์ชาวอังกฤษ ที่มาทำงานวิจัยในประเทศไทย มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ที่หมู่บ้านสบแม่รวม ตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่. ข้อมูลส่วนอื่นทางมหาวิทยาลัยขอสงวนไว้ให้เฉพาะผู้ที่ผ่านการคัดเลือกเข้าเป็นักศึกษาของมหาวิทยาลัยออแกเนียนแล้วเท่านั้น” ข้อมูลในเว็บไซด์ระบุ
“แล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะเนี่ย ว่ามีคณะอะไรให้เรียนมั่ง.. แต่ไม่เป็ไร เดี๋ยวลองส่งอีเมลไปถามก็ได้” เกษมผิดหวังเล็กน้อยหลังจากที่ไม่ค่อยได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติมจากการค้นหาเลย
“อื่ด ๆ ..” เสียงสั่นแจ้งเตือนอีเมลตอบกลับดังขึ้นแทบจะทันที หลังจากคำถามถูกส่งไป
“ทางมหาวิทยาลัยจะเลือกคณะที่เหมาะสมให้กับผู้ที่สอบผ่านการคัดเลือก โดยจะพิจารณาจากคะแนนที่ได้ในหมวดวิชาต่าง ๆ ของนักศึกษา สนใจสมัครสอบโปรดลงทะเบียน”
“ตอบเร็วดีจังแฮะ..” หนุ่มแว่นพึมพำพลางกรอกข้อมูลลงทะเบียนสมัครสอบ
เย็นวันรุ่งขึ้น.. หลังจากเลิกเรียน
“เฮ้ยพวก! สนใจไปสอบมหาลัยฯ ออแกเนียนด้วยกันไหม? ไปเป็เพื่อนกันหน่อย” เกษมถามเชิงชักชวนเพื่อน ๆ กลุ่มเดิมของเขา
“เอาดิ ๆ ไปลองสอบดูก่อนก็ได้ เผื่อฟลุ๊คติดจะได้มีที่เรียนเร็ว ๆ ” ด้วยความเป็แก๊งสุดชิล เพื่อน ๆ ทุกคนจึงเออออตอบตกลงกันอย่างง่ายดาย
เมื่อได้ยินดังนั้น เกษมก็ถึงกับยิ้มแก้มปริด้วยความดีใจที่จะมีเพื่อน ๆ เดินทางไปสอบด้วย “โอเค งั้นเดี๋ยวส่งเว็บไซต์สมัครสอบไปให้นะ!”
หลังจากนั้น ชีวิตประจำวันของเกษม ก็วนอยู่แค่ ตื่นนอน,กินข้าวเช้า,ไปโรงเรียน,กลับบ้าน,อ่านหนังสือ และนอน เขาพยายามอย่างหนักเพื่อที่จะไม่ทำให้พ่อผิดหวัง
จนกระทั่งใกล้ถึงวันที่จะต้องสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย.. ซึ่งทุกคนต้องเดินทางเพื่อไปสอบที่จังหวัดเชียงใหม่
ทั้งหมดเลือกใช้รถไฟเป็ยานพาหนะเพราะหนึ่งในสมาชิกนั้นเป็โรคกลัวที่สูงไม่สามารถขึ้นเครื่งบินได้ พวกเขาได้เริ่มต้นการเดินทางที่สถานีรถไฟหัวลำโพงใน่บ่าย ๆ ..
เหตุการณ์อย่างเป็ไปอย่างปกติดี แต่กว่าจะถึงสถานีรถไฟเมืองล้านนาก็ปาเข้าไป่ย่ำรุ่งของอีกวันแล้ว ซึ่งการเดินทางในครั้งนี้กินเวลาไปถึงสิบเจ็ดชั่วโมง
บรรยากาศยามอาทิตย์อุทัย ณ แห่งเมืองเชียงใหม่นี้มันช่างแสนจะสดชื่น อายความเป็เมืองชนบทในยามเช้านั้นฟุ้งกระจายเต็มไปทุกอณู กลิ่นของหมูปิ้งกับข้าวเหนียวร้อน ๆ จากร้านค้าริมทางพลันพวยพุ่งเข้ามาแตะจมูก
ความอิ่มเอมรอบ ๆ นั้น แตกต่างกับเหล่าเด็กหนุ่มจากเมืองกรุงโดยสิ้นเชิง พวกเขาอ่อนเพลียจากการเดินทางราวกับเป็ซอมบี้..
“โอ้โหห.. กว่าจะถึง โคตรไกลเลย นึกว่าโดนหลอกมาขายชายแดนซะแล้ว” ‘เกี้ย’ หนุ่มร่างเล็กซึ่งเป็ตัวฮาประจำกลุ่มพูดพลางบิดี้เีหลังก้าวลงจากรถไฟ
“ยังไม่ถึงเว้ย นี่พึ่งถึงแค่ตัวเมืองเชียงใหม่ เราต้องไปต่อรถอีก..” เกษมพูดขึ้นในขณะที่ทุกคนกำลังยืดเส้นยืดสายคลายเมื่อยจากการเดินทางอันแสนยาวนาน.. ซึ่งหลังจากที่ได้ยินดังนั้น เพื่อน ๆ จากที่โทรมเหมือนเป็ผีดิบก็ยิ่งเหี่ยวเฉากันลงไปอีก ทุกคนเตรียมตัวเดินทางกันอย่างทรหดต่อไป..
“นั่นไง ๆ รถที่มารอรับเรา..” หนุ่มแว่นผู้มีตาสองสีชี้ไปที่คนกลุ่มใหญ่ที่กำลังยืนรอคิว
“แต่คงเดินทางต่อไปอีกไม่นานหรอก เชื่อสิ!” ‘โอ๊ต’ ชายหนุ่มสุดซ่าท่าทางดูจะอารมณ์ร้อนที่สุดในกลุ่มเอ่ยขึ้นอย่างมีความหวัง ก่อนที่เขาจะแทรกตัวฝ่าฝูงชนเข้าไปถามรายละเอียดการเดินทางต่อกับคนที่มารอรับ.. “พี่ ๆ เราต้องเดินทางต่ออีกกี่ชั่วโมงหรอครับ?”
และความหวังที่เคยมีนั้นมันก็สูญสลายหายไปในพริบตา หลังจากที่ได้รับคำตอบจากพนักงานขับรถ “ถ้าไปโดยรถก็ประมาณแปดชั่วโมงครับน้อง..”
“โอ้.. พี่เขาล้อเล่น.. เชื่อฉันสิ..” โอ๊ตสิ้นลายหนุ่มมาดกวน เขาเดินคอตกออกมาด้วยความผิดหวัง
แล้วก็ดูท่าว่าเื่ที่พี่คนขับรถพูดจะเป็จริง.. รถค่อย ๆ ขับไปเรื่อย ๆ .. เส้นทางดูซับซ้อนและโหดร้ายมากขึ้นเป็ลำดับ เพราะเริ่มเข้าสู่เส้นทางไต่เขาที่ยังไม่มีการทำถนน.. บรรยากาศข้างทางเริ่มดูน่ากลัว.. ฝั่งซ้ายของรถชิดติดกับผนังูเา ส่วนฝั่งขวามองลงไปกลับกลายเป็เหวที่สูงชัน โดยล้อรถห่างกับขอบเหวเพียงแค่ฟุตกว่า ๆ ..
เกษมและเพื่อน ๆ จากที่กำลังง่วง ๆ เพลีย ๆ จากการเดินทางกันอยู่นั้น พลันหวาดเสียวตาค้างขึ้นมากันทุกคน ทั้งหมดได้แต่ภาวนาขอให้ห้าชีวิตน้อย ๆ ของพวกเขาไปถึงมหาวิทยาลัยได้อย่างปลอดภัย
จนแล้วจนรอด การเดินทางที่เริ่มต้นจากสถานีรถไฟเชียงใหม่ั้แ่่เช้า ก็มาสิ้นสุดลงที่หน้า มหาวิทยาลัยออแกเนียนในยามโพล้เพ้ เบื้องหน้าของเด็กหนุ่มทั้งห้าปรากฏเป็พระอาทิตย์สีส้มเข้มดวงมหึมาที่กำลังจะลาลับลง กับสะพานแขวนทอดยาวผ่านเหวลึก อันเป็เส้นทางเดินเพื่อเข้าไปสู่รั้วมหาวิทยาลัย.. ซึ่งบรรยากาศที่งดงามเหนือจินตนาการนี้ทำเอาความเหนื่อยล้าจากการเดินทางหายไปเป็ปลิดทิ้ง
ทั้งหมดไม่รอช้า ต่างคนต่างหิ้วสำภาระของตัวเองเดินข้ามสะพานแขวน มุ่งตรงไปยังประตูทางเข้าในทันที..