บทที่ 23
มิเกลเริ่มพูดโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “พวกขุนนางเผาหมู่บ้าน จากนั้นพวกชาวบ้านก็ตามพวกขุนนางไป นั่นเป็เหตุผลว่าทำไมหมู่บ้านแห่งนี้ถึงได้เป็อย่างที่เห็น”
“พวกขุนนางงั้นเหรอ หมายความว่าขุนนางเป็คนทำให้หมู่บ้านเป็แบบนี้เหรอ?” เมฟถามเหมือนไม่เชื่อ
มิเกลพยักหน้า “ใช่แล้วขอรับ นายท่าน”
“ทำไม?”
“ข้าได้ยินว่าขุนนางมีคำสั่งให้อพยพชาวบ้านไปยังเมืองออร์นเดล”
“มาร์ควิสเบอร์ชาร์ด…” เสียงของเมฟเบาลง
มาร์ควิสเบอร์ชาร์ดเป็ขุนนางที่ปกครองพื้นที่แถบนี้
ในขณะที่เธอเงียบได้ครู่หนึ่ง
“เป็ไปไม่ได้ ทำไมกษัตริย์ถึงเผาหมู่บ้านที่ปกติดีแบบนี้” ฟิลลิปที่พึ่งมาถึงพูดแทรกพลางหายใจหอบ
“เพราะาไงฟิลลิป” เมฟตอบกลับ “เมื่อาเริ่มต้นขึ้น จะไม่สามารถปกป้องดินแดนทั้งหมดไว้ได้ จึงต้องกวาดต้อนชาวบ้านให้อยู่เป็หลักแหล่ง”
มันคงง่ายกว่าในการปกป้องประชาชน ระดมกำลังทหาร หรือเก็บภาษี
“แต่นี่มันก็… เกินไป” ฟิลลิปพูดพลางมองไปรอบ ๆ หมู่บ้าน “ทำลายพื้นที่จนไม่คิดจะให้พวกเขากลับมาที่นี่อีกได้ยังไงกัน”
“ถึงยังไง หากาเริ่มขึ้น หมู่บ้านนี้ก็จะถูกปล้นและเผาทั้งเป็อยู่ดี” อีอันตอบอย่างเฉยเมย “ก็แค่สั่งอพยพและลงมือเผาก่อน”
โลกเดิมที่เขารู้จัก แม้แต่ในประวัติศาสตร์โลกก็มีเื่ป่าเถื่อนและเื่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นนับไม่ถ้วน นับประสาอะไรในโลกของเกมที่เต็มไปด้วยฉากที่ไม่สมจริงและสุดโต่งทุกรูปแบบ ไม่แปลกใจเลยถ้ามาร์ควิสจะพาชาวบ้านไปสังเวยเวทมนตร์ดำ นอกจากนี้ อีอันรู้ผ่านจากเกมว่า มาร์ควิสมีความตั้งใจอื่นอีก เพียงแต่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเตรียมตัวแล้ว
“อีอัน เ้าคิดว่าคำพูดของเขาเป็เื่จริงหรือเปล่า?” เมฟถาม
อีอันหันไปมองมิเกล “ใช่ แต่ก็แค่ส่วนนี้น่ะ”
ในขณะที่แสงแห่งความโล่งใจส่องประกายในดวงตาของมิเกล อีอันก็พูดขึ้นอีก “แต่ไม่รู้ว่าจะพูดความจริงไปจนจบเลยไหม”
“…!”
มิเกลเบิกตากว้างขึ้น แต่อีอันกลับไม่แม้แต่จะกระดิกคิ้ว เขาตั้งใจไม่ให้มิเกลผ่อนคลาย แต่ลึก ๆ แล้วก็หมายความอย่างนั้นจริง ๆ เพราะทหารรับจ้างในโลกนี้แทบไม่ต่างกับพวกโจรและนักเลง ทหารรับจ้างส่วนใหญ่ที่อีอันเคยเจอเป็นักเลงที่มีนิสัยหลอกลวงหรือทรยศซึ่งกันและกันเมื่อพวกเขาทำผิด ไม่ก็ชักดาบออกมาทันทีหากไม่ได้ดั่งใจ โดยเฉพาะทหารรับจ้างส่วนใหญ่ในอะเกลลันที่เป็ทหารหนีทัพหรือนักโทษมาก่อน
“แล้วศพพวกนั้นล่ะ?” อีอันเอียงหัวขณะถาม
มิเกลเลียริมฝีปากแล้วพูดออกมาอย่างรวดเร็ว “พวกเขาคือครอบครัวของผู้ใหญ่บ้านขอรับ พวกเขาคัดค้านไม่ยอมย้ายเลยถูกปะาชีวิต ข้าบังเอิญเจอชาวบ้านที่อพยพมาระหว่างทางแล้วให้เงินมา ขอให้ข้าฝังพวกเขา นั่นคือเหตุผลที่พวกข้ากำลังขุดหลุมฝังศพกันอยู่”
อีอันกวาดตามองไปยังศพและหลุมศพ มีศพอยู่หกศพ มีหลุมอยู่สี่หลุม
ในระหว่างนั้นลูกน้องของมิเกลที่คุกเข่าอยู่ก็พยักหน้าไปด้วย พวกเขาเป็คนชนบทที่ดูเงอะงะ
อันนี้รู้สึกแปลก ๆ นะ
อีอันพูดออกมา “แล้วก็?”
“เื่ทั้งหมดก็มีเท่านี้…”
“...”
“ข้า…บอกท่านไปหมดแล้วจริง ๆ! ขอสาบานต่อลูโซลาร์ผู้เปล่งประกาย ข้าไม่มีอะไรปิดบังอีกขอรับ”
แม่งเอ๊ย มีแค่นี้จริง ๆ ด้วย
อีอันขมวดคิ้ว เพราะเป็เื่ที่ไม่มีทางที่จะมีแผนการลับหรือเควสต์อะไรแบบนั้น พูดง่าย ๆ ก็คือมันว่างเปล่า จะว่าไป ถ้ามีเควสต์ทุกที่ที่เละเทะแบบนี้ ต่อให้ต้องใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่สามารถเคลียร์ได้หรอก
“เ้าเชื่อคำพูดของหมอนี่เหรอ?” เมฟถามขณะที่อีอันเริ่มไม่สบอารมณ์
อีอันตอบอย่างไม่เต็มใจ “ใช่แล้ว”
“งั้นเหรอ เข้าใจแล้ว” เมฟพยักหน้าโดยไม่ถามอะไรอีกแล้วหันหัวม้ากลับ “ข้าจะไปดูรอบ ๆ หมู่บ้าน อาจยังมีคนหลงเหลืออยู่ก็ได้”
ช่างรอบคอบเสียจริง
อีอันพูดเสริม “รีบทำให้เสร็จ ๆ และไปกันต่อเถอะ พระอาทิตย์ตกดินแล้ว”
ม้าของเมฟวิ่งไกลออกไป
มิเกลที่ยังอยู่ที่เดิมหันไปหาอีอันด้วยสายตาที่น่าสงสารเหมือนหมาปวดอึ
อีอันพูดออกมา “อยากตายเหรอ”
“ไม่ขอรับ ฮ่า ๆ” มุมปากของมิเกลแห้งเผือด “ข้าพ้นโทษไม่โดนใส่ร้ายเพราะท่าน ท่านพอจะช่วยข้าทำสิ่งที่กำลังทำอยู่ให้เสร็จได้ไหม”
อีอันมองย้อนกลับไปดูศพที่เรียงรายอยู่ข้างหลุม อาจเป็เพราะตายแบบไม่เป็ธรรมในเวลาเดียวกันหรือเปล่าถึงรู้สึกได้ถึงความแค้นที่มืดมน ขืนปล่อยไว้แบบนั้นมีหวังได้กลายเป็ิญญาชั่วร้ายกันทั้งครอบครัว แม้ว่าเ้าพวกคนชนบทที่คุกเข่าอยู่ข้าง ๆ ดูจะไม่รู้สึกถึงอะไรเลยก็ตาม
“...ได้สิ”
“ขอบคุณขอรับ ข้ามีภารกิจที่ต้องทำอยู่แล้ว แต่มาเสียเวลาอยู่ที่นี่ซะนานเลย” มิเกลตอบอย่างนุ่มนวล ก่อนจะหันหลังกลับไปพร้อมกับเปลี่ยนสีหน้า “มองอะไรกันอยู่? ลุกเร็ว! รีบพากันขุดหลุมเพิ่ม เห็นพระอาทิตย์ตกนั่นไหม? รีบ ๆ ทำให้เสร็จ!”
พวกลูกน้องยืนขึ้นโดยไม่พูดอะไรสักคำ
ฟิลลิปที่กำลังมองพวกเขาจับพลั่วอีกครั้ง จู่ ๆ ก็พูดออกมา “พอเห็นทุกคนช่วยกันทำแบบนี้ ท่านคงจะได้รับภารกิจที่สำคัญมาก”
“ก็…คือว่า…” มิเกลเกาแก้มเมื่อได้ยินคำถามที่ไม่คาดคิด
“ทำไมถึงมองท่านทหารรับจ้างของข้าเช่นนั้น?” ฟิลลิปถามขึ้นเมื่อเห็นอีกฝ่ายชำเลืองมองอีอัน
“มันเป็กฎที่ทหารรับจ้างจะไม่เปิดเผยภารกิจที่กำลังดำเนินการอยู่”
“เป็กฎที่แปลกมาก”
“มีพวกที่ไม่หวังดีคอยขัดขวางภารกิจอยู่เยอะน่ะ เพราะงั้นไม่ต้องบอกก็ได้ มิเกล” อีอันพูดแทรกก่อนจะยิ้มออกมา “เ้ามองข้าเหมือนพวกขยะพวกนั้นล่ะสิ”
หน้าผากของมิเกลมีเหงื่อออก
“ไม่ใช่อย่างนั้น… ให้ตายเถอะ ข้าจะบอกให้ก็ได้ ท่านพี่อาจเคยได้ยินมาบ้างเหมือนกัน ข่าวลือเกี่ยวกับฝูงหมาป่าที่กินแต่เนื้อคนเป็เื่จริง”
“…!”
“…?!”
ดวงตาของอีอันและฟิลลิปเบิกโพลงขึ้นแทบจะพร้อมกัน มิเกลไม่ทันสังเกตถึงสีหน้าของทั้งสองคนที่เปลี่ยนไปจึงพูดต่อ
“มันจับคนกินเข้าไปหลายคนแล้ว หนึ่งในนั้นก็มีลูกชายผู้ใหญ่บ้านด้วย ไม่กี่วันต่อมา พวกเราก็มาถึงพอดี ถ้าไม่ใช่ข้าที่เคยเป็นักล่าสัตว์มาก่อน แล้วใครจะรับคำขอร้องแบบนั้น… ว่าแต่ทำไมพวกท่านทำหน้าแบบนั้นล่ะ?” มิเกลพึ่งถามหลังจากเห็นสีหน้า
“…ข้าไม่ได้มีเจตนาจะขัดขวางภารกิจของเ้าเลยแม้แต่น้อย แต่…” อีอันที่สบตากับฟิลลิปหันกลับไปมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าแปลก ๆ “ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว”
อีอันชูหัวของมนุษย์หมาป่าที่ถูกมัดไว้ตรงหลังอานขึ้น
“…?!”
มิเกลอ้าปากค้าง
“ดีแล้วที่ข้าดูแลหัวของมันอย่างดี” ฟิลลิปพูดด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
อีอันพยักหน้าเบา ๆ
“มันเกิดขึ้นแล้ว เดี๋ยวจะแบ่งค่าตอบแทนให้แล้วกัน”
“ขอบคุณสำหรับความเมตตา ข้ายังขาดค่าใช้จ่ายในการเดินทางอยู่มาก คงพอหายใจหายคอโล่งแล้วล่ะ ทั้งหมดเป็เพราะนายท่าน”
“ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว เอามันไปห้อยไว้เหมือนเดิมไหมล่ะ?”
“…ไม่ขอรับ นายท่าน”
มิเกลที่พึ่งตั้งสติได้พูดแทรก “ถ้า…ถ้างั้นท่านพี่ ไม่สิ ท่านอัศวินและท่านพี่เคยเจอกับฝูงหมาป่านั้นตัวเป็ ๆ ไหมขอรับ? จัดการหมดแล้วเหรอ?”
อีอันพยักหน้า “ใช่”
“แต่…แต่ไม่เคยได้ยินว่ามีมนุษย์หมาป่าอยู่ในฝูงเลย”
“พอมีเื่อันตรายก็จะสั่งให้ลูกน้องไปจัดการ ไม่ต่างกับเ้า ถ้าไม่ใช่เพราะเ้ามนุษย์หมาป่านี่สั่ง ทำไมหมาป่าถึงโจมตีคนได้ล่ะ?”
ใบหน้าของมิเกลยับยู่ยี่ราวกับกำลังเคี้ยวอึ