บทที่ 8 เมื่อเผชิญจุดเปลี่ยน
เมื่อเดินมาถึงสถานที่อันไร้ผู้คน หลี่ซิงเหอก็นึกขึ้นมาได้ เธอจึงนำเ้าลูกไก่ ลูกเป็ด และธัญพืชต่าง ๆ ในตะกร้าใส่เข้าไปในพื้นที่มิติ
ระหว่างที่ยืนรอรถอยู่ข้างทาง เธอเฝ้ามองลูกไก่และลูกเป็ดในพื้นที่มิติอย่างเงียบ ๆ ตอนแรกเ้าลูกไก่และลูกเป็ดยังคงทำตัวเหมือนตอนอยู่ข้างนอก คือขดตัวกันเป็กลุ่ม พลางนอนเบียดเสียดกันไปมาเพื่อให้ความอบอุ่นซึ่งกันและกัน
แต่สักพัก พวกมันก็รู้ตัวอย่างรวดเร็วว่าสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป จึงแยกย้ายกันออกไปหาอาหารกิน
"หืม?"
หลี่ซิงเหอเปล่งเสียงด้วยความสงสัยเบา ๆ พื้นที่มิตินี้ดูเหมือนจะแตกต่างไปจากตอนแรกที่ได้เจอ ขณะนี้พื้นดินไม่ได้ถูกปกคลุมด้วยหมอกบาง ๆ อีกต่อไป แต่กลับเผยให้เห็นผืนดินกว้างใหญ่อย่างชัดเจน พื้นดินตรงนี้คล้ำกว่าดินดำในเขตูเาขาวแม่น้ำดำเสียอีก ดูท่าจะอุดมสมบูรณ์มาก
ลูกเป็ดลูกไก่ส่งเสียงจิ๊บ ๆ จ๊อก ๆ ขณะจิกกินอาหารบนพื้น แม้หลี่ซิงเหอจะยังไม่รู้ว่าพวกมันกำลังกินอะไร แต่ดูเหมือนจะกินกันอย่างเอร็ดอร่อยเลยทีเดียว
ส่วนของอื่น ๆ ที่เธอซื้อมาดูเหมือนจะจัดเรียงอย่างเป็ระเบียบที่มุมของพื้นที่มิติเรียบร้อยแล้ว
เดี๋ยวก่อน? พื้นที่มิติไม่เพียงแค่เผยให้เห็นพื้นดินสีดำคล้ำเท่านั้น แต่มันดูเหมือนจะกว้างขึ้นด้วย?
หลี่ซิงเหอตั้งสมาธิและสังเกตอย่างละเอียดอีกครั้ง และแล้วก็เป็จริงดังคาด! มันใหญ่ขึ้นจริง ๆ ! บางทีอาจไม่ใช่แค่พื้นที่กว้างขึ้น แต่ทั้งหมดในพื้นที่นี้มันอาจจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ได้?
ก่อนที่เธอจะได้คิดต่อ รถโดยสารก็ปรากฏในสายตาและเคลื่อนเข้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว เธอรีบยกมือโบกทันที รถจอดลงข้าง ๆ ตัวเธอ
"ไปหมู่บ้านเคาซานค่ะ" เธอพูดพลางยื่นเงินยี่สิบเฟินที่เหลืออยู่ให้กับพนักงานเก็บค่าโดยสาร
รถมุ่งหน้าไปทางหมู่บ้าน
ไม่นานนักหมู่บ้านเคาซานก็ปรากฏขึ้นสายตา เธอจึงรีบบอกให้คนขับจอดก่อนถึงที่หมาย เพราะเธอจะเดินเท้ากลับบ้านต่อ เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้พ่อและพี่ชายรู้ว่าเธอไม่ได้ขึ้นเขาไปเก็บฟืน และถือโอกาสเก็บผักป่าระหว่างทางด้วย
ข้างทางมีพุ่มไม้เตี้ย ๆ ออกดอกสีเหลืองบานสะพรั่งราวกับต้อนรับฤดูใบไม้ผลิที่กำลังมาเยือน
เมื่อเดินมาถึงถนนเล็ก ก็พบกับทุ่งนากว้าง ๆ ถ้าเดินผ่านทุ่งนานี้ไป จะเจอป่าเล็ก ๆ ที่นั่นถือว่าเป็์ของผักป่าเลยทีเดียว
หลี่ซิงเหอถือเสียมเล็ก ๆ คอยมองซ้ายมองขวา คอยสังเกตทุกทิศทาง ก่อนที่จะ ‘เติมเต็ม’ พื้นที่มิติของเธอให้เต็มโดยเร็วที่สุด
แดนดิไลออนก็โผล่ขึ้นมาจากดินและเริ่มเติบโตพอที่จะเก็บได้ แดนดิไลออนเป็ผักป่าที่คนในเมืองชอบกินกันมาก โดยวิธีที่ทำให้สุกนั้นคือต้องนำไปต้มในน้ำ น้ำก็จะกลายเป็สีเขียวอ่อน พอดื่มแล้วช่วยขับสารพิษออกจากร่างกายได้เป็อย่างดี ซึ่งเป็คำบอกเล่าที่ได้ยินมาจากคนในเมือง แต่หลี่ซิงเหอไม่มีทางเอาแดนดิไลออนไปต้มน้ำกินแน่นอน! เมื่อเธอขุดได้ต้นที่ดี ๆ ก็เอาไปขายที่ร้านสหกรณ์ ส่วนต้นที่เหลือซึ่งไม่สวยงามก็เอากลับบ้านไปผัดกิน
ต้นกล้าแดนดิไลออนที่ขุดได้ถูกนำเข้าไปในพื้นที่มิติเรียบร้อย หมอกในพื้นที่มิติสลายไป เผยให้เห็นดินอุดมสมบูรณ์ที่ซ่อนอยู่
เธอลองใช้ความคิดที่จะปลูกต้นกล้าในพื้นที่มิติแห่งนี้ และเป็ไปตามที่คิดไว้ รากของต้นกล้าถูกฝังลงในดินอย่างดี แผ่กิ่งก้านอ่อน ๆ รอบพื้นที่มิติ
พอเห็นผักป่าที่โตแล้วก็ขุดขึ้นมาแล้วจัดเรียงอย่างเป็ระเบียบในพื้นที่มิติ เมื่อเก็บของไว้ในนั้น พื้นที่มิติจะช่วยคงความสดได้เป็เวลานาน
ส่วนจะนานที่สุดได้กี่วันนั้น… เธอยังไม่ได้ลอง
ั้แ่มีพื้นที่มิตินี้ นิสัยกักตุนของหลี่ซิงเหอก็เริ่มเกิดขึ้น แต่ก่อนเธอไม่ค่อยมีแรงจึงเก็บของได้น้อย แต่ตอนนี้มีของวิเศษอยู่ในมือแล้ว จิตใจไหวหวั่นของเธอทำให้อยากกักตุนอย่างเต็มที่
"ฉันจะเก็บทุกอย่างที่เห็นตรงหน้า! ไม่ให้เหลือแม้แต่หญ้าสักใบ! แม่คะ! รอหนูพาไปกินของอร่อย ๆ นะ!"
ในใจะโเรียกความ้าออกมา ในมือก็ไม่หยุดนิ่ง ไม่นานผักชีฝรั่งป่า แดนดิไลออน และผักป่าอื่น ๆ ที่อยู่บนคันนา ไม่ว่าจะกินได้หรือขายได้ เธอก็เก็บเข้าพื้นที่มิติทั้งหมด
"เธอเป็ลูกสาวบ้านตระกูลหลี่ใช่ไหม?"
หลี่ซิงเหอเงยหน้าขึ้นทันที เมื่อครู่เธอวุ่นวายกับงานมากเกินไปจนไม่รู้ว่าชายแปลกหน้าคนหนึ่งได้เดินมาใกล้เกือบจะถึงตัวเธอแล้ว
ชายคนนี้เป็คนหน้าตาแปลกใหม่ น่าจะเป็คนที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลบ้านของหลี่ซิงเหอ พบกันครั้งแรกนั้นเขาหน้าตาค่อนข้างดูมอมแมม ท่าทีของเขาก็ทำให้เธอรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมา
หลี่ซิงเหอไม่อยากพูดคุยกับชายตรงหน้า เธอเพียงแค่พยักหน้าเบา ๆ ใช้มือหิ้วตะกร้าสะพายหลัง แล้วหมุนตัวขึ้นจากคันนา เตรียมจะออกไปที่ถนนใหญ่ทันที
เมื่อหลี่ซิงเหอเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ได้ยินเสียงไล่ตามมาจากด้านหลัง
เธอหันกลับไปด้วยความใ ชายคนนั้นวิ่งพุ่งเข้าใส่เธอราวกับสัตว์ป่าที่คลุ้มคลั่ง จะวิ่งหนีก็สายเกินไปแล้ว ไม่นานนักมือของชายคนนั้นก็กดลงบนลำคอของเธอ
ชั่วพริบตาเดียวที่มือหยาบกร้านของชายคนนั้นัักับลำคอของเธอ ขนทั่วร่างของเธอลุกชันขึ้นราวกับถูกฟ้าผ่า
แขนอีกข้างที่โอบรัดเข้ามาด้วยความลามกทำให้เธอกรีดร้องออกมาอย่างทนไม่ได้
เธอพยายามสุดกำลังที่จะสลัดแขนของอีกฝ่ายออก มันน่าขยะแขยงราวกับกำลังสลัดงูที่เลื้อยขึ้นมาบนตัวเธอ
แต่เธอสลัดแขนนั้นไม่สำเร็จ ชายคนนั้นแข็งแรงกว่าเธอเกินไป ปากของเขาประชิดติดหูของเธอ
ลมหายใจเหม็น ๆ ร้อน ๆ เป่ารดลงบนใบหน้า และเขาเริ่มลากเธอไปทางป่า โลกของหลี่ซิงเหอเริ่มพร่าเลือน มืดมน และเต็มไปด้วยความอึดอัดจนหายใจไม่ออก
ความรู้สึกที่ถูกัับนหน้าอก ปลุกความสิ้นหวังและรังเกียจในส่วนลึกของจิตใจหลี่ซิงเหอ เธอเหมือนลูกสัตว์ที่ถูกต้อนจนมุม ทนไม่ไหวจึงใช้แรงทั้งหมดที่มีพุ่งศีรษะชนใส่อีกฝ่าย
ชายวัยกลางคนไม่คิดว่าเด็กผู้หญิงผอมบางคนนี้จะกล้าต่อต้านด้วยวิธีนี้ จนทำให้ทั้งสองฝ่ายาเ็ ศีรษะที่ไม่ได้ป้องกันถูกกระแทกอย่างแรง เขารีบปล่อยแขนที่กอดเธอไว้แล้วยกมือขึ้นกุมศีรษะตัวเองทันที
ความปรารถนาที่จะมีชีวิตรอดถูกกระตุ้นอย่างเต็มที่ ทำให้หลี่ซิงเหอไม่รู้สึกถึงความเ็ปที่ศีรษะ ฉวยโอกาสตอนที่ชายคนนั้นกำลังมึนงง เธอรวบรวมแรงทั้งหมดที่มีถีบเข้าที่หว่างขาของเขา จนเขาล้มกระแทกพื้นอย่างแรง
เสียงร้องเหมือนหมูที่กำลังถูกฆ่าดังออกมาจากปากชายวัยกลางคนตรงหน้า เขาทรุดลงคุกเข่า หลี่ซิงเหอรีบหันหลังวิ่งหนี แต่คันนาขรุขระเช่นนี้ทำให้เธอสะดุดล้มลุกคลุกคลานวิ่งสุดชีวิตไปทางถนน
เสียงด่าทอปนความเ็ปดังมาจากด้านหลัง "แม่งเอ๊ย! นังตัวแสบ หยุดเดี๋ยวนี้นะ ฉันจะฆ่าแก" เสียงนั้นสั่นเครือด้วยความเ็ป
หลี่ซิงเหอเร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับติดปีกบินมาจนถึงถนนใหญ่ เธอพยายามปัดเช็ดหู คอ และเสื้อผ้าที่หน้าอกอย่างบ้าคลั่ง เห็นหญิงวัยกลางคนสองคนถืออุปกรณ์ทำนาเดินผ่านมา จ้องมองท่าทางแปลก ๆ ของเธอด้วยความสงสัย
เสียงด่าแว่ว ๆ ดังมาจากที่ไกล ๆ ดึงดูดความสนใจของหญิงชาวนาทั้งสองคนนั้นเป็อย่างมาก พวกเธอวางอุปกรณ์ลงแล้วเริ่มตั้งใจฟังเนื้อหาของเสียงด่านั้นอย่างสนใจ สายตาจับจ้องไปที่หลี่ซิงเหอ
หลี่ซิงเหอหูอื้อไปหมด ภายในสมองของเธอว่างเปล่า หัวใจเต้นแรงราวกับจะกระเด้งออกมาจากอก สูดหายใจเข้าลึก ๆ พยายามประคองร่างที่อ่อนแรงไม่ให้ล้มลง เธอเร่งฝีเท้าสุดแรงเกิด แล้วรีบวิ่งตรงกลับบ้าน สลัดเสียงด่าทอที่ดังก้องในหูและสายตานินทาของบรรดาผู้หญิงที่อยู่ตรงข้ามออกไป
หลี่ซิงเหอวิ่งกลับบ้านอย่างเร่งรีบ ผลักประตูห้องเก็บของเล็ก ๆ ออก เธอเห็นหวังฟางยังคงนอนอยู่บนแคร่เหมือนตอนที่เธอออกจากบ้าน
"แม่!" หลังจากร้องเรียกแม่แล้ว หลี่ซิงเหอก็ไม่อาจควบคุมตัวเองได้อีก ยังไม่ทันถอดรองเท้าก็ปีนขึ้นแคร่ ซุกหน้าลงที่ซอกคอแม่แล้วร้องไห้สะอื้นไห้ออกมา
หวังฟางทำสีหน้างุนงงเล็กน้อยก่อนจะยื่นมือโอบกอดลูกสาว เธอครุ่นคิดว่าหลี่ฝู่ก็ไม่ได้ออกไปไหน และก็ไม่ได้ยินเสียงเอะอะทำร้ายกัน แต่ทำไมลูกสาวถึงร้องไห้หนักขนาดนี้?
"ซิงเหอลูกร้องไห้ทำไม บอกแม่มาว่าเกิดอะไรขึ้น?"
หลี่ซิงเหอกอดแม่ไว้แน่น เมื่อได้สติก็ค่อย ๆ สงบลง เล่าเื่เหตุการณ์น่าขยะแขยงเมื่อครู่ให้หวังฟางฟัง
บนแขนของเธอยังมีรอยมือที่ถูกกระชากอยู่
"ไม่มีอะไรนอกจากนี้แล้วใช่ไหม บอกความจริงแม่มาเถอะ! ผู้ชายคนนั้นไม่ได้ลากลูกเข้าไปในป่าเล็ก ๆ นั่นใช่ไหม?"
"ค่ะ ไม่มีอะไรนอกจากนี้แล้วจริง ๆ " หลี่ซิงเหอสะอื้นพลางส่ายหน้าแรง ๆ
หวังฟางดูเสื้อผ้าของลูกสาวไปมา พบว่ากระดุมเสื้อกั๊กสีเข้มหลุดไปสองเม็ด ส่วนที่เหลือยังอยู่ในสภาพดี กางเกงนอกจากรอยปะเดิมก็ไม่มีรอยขาดใหม่เพิ่มเติม
เธอถอนหายใจออกมาเบา ๆ พร้อมความรู้สึกโล่งใจ
"แม่คะ พวกเราไปแจ้งความกันเถอะ"