เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 5 ตอนที่ 139 สถานีตำรวจขอเชิญ

            ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด หนังตาของติงอ้ายเจินจึงกระตุกอย่างหนัก

            เธอออกจากสำนักงานเพื่อกลับบ้านตั้งนานแล้ว ขณะเดินผ่านโรงงานมีคนไม่น้อยซุบซิบลับหลังติงอ้ายเจิน ติงอ้ายเจินทำบาปกรรมเชียวนะ แต่กลับยังใช้ชีวิตดีได้อยู่เลย

            ติงอ้ายเจินไม่สนคำติฉินนินทาพวกนั้นอยู่แล้ว คนในโรงงานจะพูดอย่างไรก็ไม่กระเทือนต่อผู้อำนวยการติงแม้แต่น้อย

            ในที่สุดปีศาจจิ้งจอกน้อยน่ารังเกียจเซี่ยเสี่ยวหลานนั่นก็โชคร้ายเสียทีติงอ้ายเจินแทบจะร้องรำทำเพลง

            กลับบ้านไปล้างๆ หั่นๆ ทำอาหารเต็มโต๊ะราวกับเฉลิมฉลองพอจูเฉิงชุนเลิกงานกลับบ้านมา สองสามีภรรยาได้เปิดสุราหนึ่งขวด

            “ให้รู้ไปสิว่าฉันสุดยอดขนาดไหน!”

            หัวหน้าแนวร่วมป้องกันทั้งคน มิใช่ว่าจัดการพวกปีศาจจิ้งจอกจนยอมจำนนได้หรอกหรือ?

            ก่อนหน้านี้เธอแค่จิตใจดี ยึดใบอนุญาตประกอบการอะไรกันทำแบบนี้ตั้งแต่แรกก็ยอดเยี่ยมแล้ว!

            “คุณอย่าเพิ่งเบิกบานไป รอจูฟ่างกลับมาจากอบรมเสียก่อนเถอะ ระวังเขาจะโวยวาย”

            ติงอ้ายเจินส่งเสียงเฮอะเบาๆ “ถ้าอย่างนั้นต้องบอกให้ลูกพี่ลูกน้องของคุณหุบปากให้สนิทสิหากไม่เอะอะซี้ซั้วต่อหน้าจูฟ่าง ลูกจะรู้ได้อย่างไร?”

            อันที่จริงจูฟ่างเชื่อฟังมารดามากงานจัดซื้อของภัตตาคารหวงเหอไม่ได้มีความยากมากมายนัก แม้อายุอานามจะยี่สิบกว่าปีทว่ากลับไม่มีความรู้อะไรเลยพอเขากลับจากอบรม คดีของเซี่ยเสี่ยวหลานย่อมได้บทสรุปแล้วติงอ้ายเจินถึงขั้นวางมาตรการรับมือไว้แล้ว ถ้าจูฟ่างจะขอให้ครอบครัวช่วยเหลือเธอก็ต้องปากว่าตาขยิบออกตัววิ่งเต้นหาเส้นสาย

            หลังจากนั้นก็แจ้งแก่จูฟ่างว่าครอบครัวได้ทำสุดความสามารถแล้วยกเลิกคดีความของเซี่ยเสี่ยวหลานไม่ได้จริงๆ

            จากนั้นค่อยเรียกมารดาของกัวเฮ่ามาร้องห่มร้องไห้สักยก และถามไถ่จูฟ่างว่าเซี่ยเสี่ยวหลานวานคนให้ทำร้ายกัวเฮ่าจนเป็นแบบนี้จะไม่สนใจเหล่าเครือญาติเพียงเพื่อผู้หญิงคนเดียวจริงหรือ?

            ติงอ้ายเจินเล่าแผนการให้สามีฟังด้วยความชื่นมื่นจูเฉิงชุนคีบถั่วลิสงหนึ่งเม็ดใส่ปาก

            “คุณนี่นะ ฉลาดแต่กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง”

            ทันทีที่เขาพูดจบ ประตูบ้านก็ถูกเคาะจนเกิดเสียงดังอย่างแรง

            ความแรงนั้นไม่อ่อนโยนเลยสักนิดเดียว ติงอ้ายเจินรู้สึกไม่ค่อยพอใจเท่าไร “ใครน่ะ?”

            ใครมาเยือนเวลาอาหารกัน ช่างไม่รู้จักความเหมาะสมเอาเสียเลย

            ติงอ้ายเจินเปิดประตูออกทว่าได้พบกับคนสวมเครื่องแบบตำรวจสองรายยืนอยู่หน้าประตู

            “คุณคือติงอ้ายเจินใช่หรือไม่?”

            “ใช่ค่ะ...”

            “มีคดีหนึ่งที่ต้องการความร่วมมือในการสอบสวนจากคุณ กรุณาไปกับพวกเราด้วย”

            ตำรวจทั้งสองชูบัตรประจำตัวแสดงตัวตน จูเฉิงชุนรีบวิ่งออกมาทันที “พวกคุณมาจากสถานีตำรวจไหน?”

            “สถานีตำรวจซีเฉิง”

            นั่นมิใช่สถานีตำรวจที่จับตัวเซี่ยเสี่ยวหลานไปหรือ? จูเฉิงชุนไม่รู้สึกกังวลสักนิดคงไม่พ้นเซี่ยเสี่ยวหลานเริ่มแว้งกัดคนเพราะสถานการณ์บีบคั้น สถานีตำรวจถึงได้มาหาติงอ้ายเจินเพื่อแจ้งให้รับทราบเหตุการณ์สินะ?

            จูเฉิงชุนสีหน้าผ่อนคลายขึ้น “รองผู้กำกับสถานีคุณผมก็รู้จัก...”

            ตำรวจขัดจูเฉิงชุนอย่างเยือกเย็น “พวกเราต้องพาติงอ้ายเจินกลับสถานี”

            หืม?

            จูเฉิงชุนรู้สึกถึงความผิดปกติ

            บ้านที่พวกเขาอาศัยคืออาคารเอื้ออาทรของโรงงานฝ้ายแห่งชาติที่สามมีเพื่อนบ้านกำลังเมียงมองมุงดูและกระซิบกระซาบกันแล้วหากติงอ้ายเจินโดนคนของสถานีตำรวจพาตัวไป ต้องเกิดข่าวลือระคายหูมากมายแน่นอนจูเฉิงชุนคิดว่าผลกระทบไม่น่าอภิรมย์เลย!

            แต่ตำรวจทั้งสองคนนี้ไร้ความปราณี อีกทั้งติงอ้ายเจินก็ไม่โง่งมเสียด้วยถ้าเชิญเธอไปรับทราบสถานการณ์ทำไมต้องใช้ท่าทางเช่นนี้กัน?

            “เหล่าจู!”

            เธอตื่นตระหนกทันใด จูเฉิงชุนจึงปลอบโยนเธอ “ไม่เป็นไรผมจะไปกับคุณด้วย”

            เสียดายอาหารเลิศรสเต็มโต๊ะที่ติงอ้ายเจินทำไว้ สามีภรรยารับประทานไปได้ไม่กี่คำเท่านั้น

            ความเร็วของเรื่องซุบซิบนินทาในอาคารเอื้ออาทรแพร่สะพัดรวดเร็วเหลือเกินไม่ถึงครึ่งชั่วโมง คนจำนวนมากของโรงงานฝ้ายแห่งชาติที่สามล้วนรู้ว่าตำรวจจับติงอ้ายเจินไปแล้ว!

            “ผู้อำนวยการติงทำความผิดอะไรกัน?”

            “เรื่องเหล่าเจิ้ง...”

            “จัดสรรบ้านเป็นเรื่องภายในโรงงานไม่ใช่หรือ ตำรวจจะมาจับได้อย่างไร?”

            พอถึงสถานีตำรวจจูเฉิงชุนรู้ทันทีว่าแย่แล้ว หัวหน้ากัวซึ่งเป็นลูกพี่ลูกน้องของเขาก็อยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน

            ตำรวจหญิงคนหนึ่งโผล่มาก็เข้าเรื่องทันที ให้ติงอ้ายเจินสารภาพความจริงในการก่ออาชญากรรมของตนเองที่ปลุกปั่นแนวร่วมป้องกันให้ใส่ร้ายเซี่ยเสี่ยวหลานอีกทั้งรวมกลุ่มทะเลาะวิวาท

            เหมือนว่าทางกฎหมายจะไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องใส่ร้ายป้ายสีคนนักแต่ถ้าติงอ้ายเจินโดนข้อหารวมกลุ่มทะเลาะวิวาทเข้า...มือทั้งสองข้างของจูเฉิงชุนเย็นเยียบขึ้นทีเดียว

            “เห็นอยู่ชัดๆ ว่าคนที่บาดเจ็บคือแนวร่วมป้องกัน!”

            จูเฉิงชุนอดเตือนไม่ได้ ตำรวจหญิงมองเขาด้วยความเฉยชา

            “แล้วคนอื่นเขาก็ต้องยืนปล่อยให้แนวร่วมป้องกันทำร้ายอยู่ตรงนั้นโดยไม่ตอบโต้หรือ? คุณคือลูกพี่ลูกน้องของหัวหน้ากัวสินะ คุณรับรู้เรื่องที่ภรรยาคุณไหว้วานพวกกัวเฮ่าทำสิ่งเลวร้ายหรือไม่?”

            หัวหน้ากัวผู้เป็นลูกพี่ลูกน้องมองเขาตาละห้อย

            กัวเฮ่าและแนวร่วมป้องกันอีกสองสามคนถูกตำรวจคุมตัวจากโรงพยาบาลกลับมายังสถานีตำรวจสภาพทายาม่วงห่อผ้าพันแผล ใบหน้าบวมเป่งเหมือนหัวหมู

            สถานการณ์นี้ จะบอกว่าพ่ายแพ้ก็พ่ายแพ้หรือ?

            ติงอ้ายเจินย่อมรู้ว่าไม่อาจยอมรับข้อกล่าวหานี้ได้คนของสถานีตำรวจจึงนำเธอแยกสอบสวนในห้องเดี่ยว

            จูเฉิงชุนรีบร้อนไปบ้านรองผู้กำกับ รายนั้นเป็นคนยึดมั่นในมิตรภาพพวกพ้องทว่าตอนนี้ยังเอาตัวเองแทบไม่รอด มิวายกล่าวโทษจูเฉิงชุนด้วย “นายบอกว่าเป็นแค่เด็กบ้านนอก เอาตัวมาข่มขวัญที่สถานีตำรวจพวกฉันเสียหน่อยฉันก็หลับตาข้างลืมตาข้างแล้ว ผลคือเลขาโหวประจำคณะกรรมการเมืองมาช่วยเหลือด้วยตัวเองแถมยังมีหัวหน้าหยางที่มาด้วยอีก ผู้กำกับของพวกฉันก็ตามพะเน้าพะนออยู่ด้านหลัง...เหล่าจู นายเล่นฉันเสียอนาถแล้ว!”

            เลขาโหวประจำคณะกรรมการเมือง?

            หัวหน้าหยางของสำนักงานเมือง?

            จูเฉิงชุนศีรษะแทบจะระเบิด เป็นไปได้อย่างไร!

            เลขาโหวคือคนสนิทของเจ้านายนะ ทำไมออกหน้ารับผิดชอบเรื่องเล็กน้อยแบบนี้กัน

            จูเฉิงชุนก้าวเดินด้วยความไม่มั่นคง จิตใจยังสับสนอลหม่าน

            ถ้าเซี่ยเสี่ยวหลานมีเบื้องหลังเช่นนี้ และรีบเอาออกมาวางไว้ก็หมดเรื่องแล้วให้เลขาโหวติดต่อให้สักหน่อย ใบอนุญาตประกอบการก็คงไม่กล้าเลื่อนออกไปนานขนาดนั้นหรอก! วิธีดีๆ อย่างคนมีการศึกษาดันไม่ใช้ กลับไปโวยวายที่สำนักงานพาณิชย์ เพราะการกระทำดังกล่าวทำให้วิจารณญาณของเขาคลาดเคลื่อน...ตกลงแล้วเซี่ยเสี่ยวหลานรู้จักเลขาโหวไหม?

            ในสมองของจูเฉิงชุนยุ่งเหยิงวุ่นวาย

            ถ้าหูหย่งไฉอยู่ บางทีคงจะสั่งสอนจูเฉิงชุนเป็นแน่ เคยบอกไว้ตั้งนานแล้วห้ามดูแคลนสาวงามคนไหนเด็ดขาด เธอเลือกเกิดได้ไม่ดีพอจึงเป็นคนชนบทแต่รอจนโอกาสเกิดใหม่ครั้งที่สอง ไม่แน่ว่าอาจบินขึ้นยอดไม้กลายเป็นหงส์ฟ้าก็ได้!

            ติงอ้ายเจินถูกคุมตัวไป จูเฉิงชุนเทียวไปเทียวมาทั้งคืน เขามีญาติมากมายเลยขอร้องคนไปทั่ว

            วิ่งวุ่นจนฟ้าใกล้สาง มีญาติคนหนึ่งให้ความกระจ่างแก่เขาจนได้

            “พวกกัวเฮ่าเตะโดนแผ่นเหล็กเข้าแล้ว เลขาโหวจัดการแทนเจ้านายแน่นอน”

            หากเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเลขาโหวโดยตรงยังพอไกล่เกลี่ยได้

            แต่ถ้าเลขาโหวจัดการตามความต้องการของเจ้านายเล่า?

            จูเฉิงชุนเป็นหัวหน้าแผนกภรรยาคือผู้อำนวยการสำนักงานของโรงงานฝ้ายแห่งชาติที่สาม โดยปกติสองสามีภรรยาปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความหยิ่งผยองพวกเขาจึงรังเกียจพื้นเพของเซี่ยเสี่ยวหลาน คิดว่าโบกไม้โบกมือนิดหน่อยก็สามารถไล่เซี่ยเสี่ยวหลานให้ไสหัวออกไปจากซางตูได้แต่อำนาจเล็กน้อยในมือก็เป็นแค่สิ่งที่ทำให้ชีวิตราบรื่นขึ้นบ้างเท่านั้นหัวหน้าเบื้องบนรับสั่งประโยคเดียวตามความพอใจ จูเฉิงชุนก็ไม่ทำอะไรได้เหมือนประชาชนคนทั่วไปนั่นแหละ

            วันต่อมาจูเฉิงชุนขอลาหยุดจากหน่วยงานตัวเขาที่กำลังยุ่งวุ่นวายกับการช่วยภรรยายังคงไม่รู้ว่าเจิ้งจงฝูแห่งโรงงานฝ้ายที่สามได้เดินทางไปยังสำนักงานเมืองตั้งแต่เช้าตรู่ถือป้ายผ้ายาว รายงานด้วยนามจริงว่านางติงอ้ายเจินประจำโรงงานฝ้ายแห่งชาติที่สามใช้ประโยชน์จากหน้าที่การงานประพฤติมิชอบ— เจิ้งจงฝูมิได้รายงานเรื่องไม่ได้รับการจัดสรรบ้านแต่เป็นเรื่องที่ติงอ้ายเจินมีความสัมพันธ์ทุจริตกับผู้อำนวยการโรงงานทั้งสองคนจัดสินค้าระดับหนึ่งที่โรงงานผลิตเป็นสินค้าไม่ผ่านมาตรฐานขายแก่คนนอกด้วยราคาต่ำ และรับผลประโยชน์จากในนั้น!

            ข่าวนี้ทำเอาโรงงานฝ้ายแห่งชาติที่สามจวบจนโรงงานฝ้ายในซางตูหลายๆ แห่งแตกตื่นกันเสียพลิกฟ้าพลิกแผ่นดิน

            หลังจากเลขาโหวได้ยินข่าวคราวก็รู้สึกว่าน่าขันเหลือเกิน ช่างบังเอิญยิ่งนักโรงงานฝ้ายเหล่านี้เป็นกิจการขนาดใหญ่และมีคนงานจำนวนมาก ปกติไม่ค่อยเชื่อฟังคำบัญชาของสำนักงานเมืองเท่าไรเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก อาจเป็นจุดเปลี่ยนแห่งการริเริ่มปฏิรูปการบริหารโรงงานสิ่งทอของซางตูก็เป็นได้

            สุดท้ายติงอ้ายเจินก็เป็นเพียงบุคคลที่ไร้ซึ่งความสำคัญและกำลังตกอยู่สภาวะยากเข็ญถูกกำหนดให้เป็นทหารไร้ค่าในสนามรบที่ต้องสังเวยก่อนเป็นอันดับแรก!

      

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    เกิดใหม่มาเป็นองค์หญิงตัวน้อยของตระกูลซู

    นิยาย รัก
    310K 841
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    นิยาย รัก
    399K 392
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    ย้อนเวลามาเป็นคุณหนูไร้ค่ากับระบบยาพิศวง [จบ]

    นิยาย รัก
    635K 1371
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247