ตอนที่ 18 หมาป่า
หลังจากที่ท่านพ่อเอาเกวียนมาเก็บในโรงเก็บเกวียนและเอาลาทั้งสองตัวเข้าคอกแล้วเพ่ยอิงก็เอาทั้งน้ำและหญ้าที่มีพลังิญญามาใส่ไว้ให้ในรางของมัน
ตอนนี้เ้าลาป่วยมันสามารถลุกขึ้นนั่งได้แล้วแต่ก็ยังไม่สามารถเดินได้เพราะยังไม่มีแรงมากพอ คาดว่าพรุ่งนี้ก็น่าจะกลับมาแข็งแรงดี
“ท่านพ่อเ้าคะข้าว่าเพิงพักที่แปลงผักยกไปทำพรุ่งนี้ดีหรือไม่เ้าคะ” เพราะเพ่ยอิงเห็นว่าตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว
“เอาอย่างที่เ้าว่า เพราะนี้ก็เย็นมากแล้วเดี๋ยวพี่ของเ้าก็คงกลับมาจากแปลงผักแล้วล่ะ” ท่านพ่อที่เอ่ยออกมาเพราะเห็นว่านนี้ก็เป็เวลายามโหย่ว (17.00-18.59น.) แล้ว
หลังจากนั้นสองพ่อลูกก็นั่งคุยกันอีกสักพักว่าในวันพรุ่งนี้จะทำเพิงพักให้ออกมาเป็เช่นไร ส่วนหลีตี้ก็เข้าไปช่วยท่านแม่ทำกับข้าวในครัวแล้ว
...
หลังจากที่ทุกคนกินกับข้าวฝีมือท่านแม่กันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
“พี่รองแล้วของฝากของข้าเล่าขอรับ” น้องเล็กเอ่ยทวงของฝากทันทีที่กินข้าวเสร็จ
เพ่ยอิงจึงดึงหนังสือความรู้พื้นฐานกับวิชาฝ่ามือพยัคฆ์และฝ่าแยกผ่าจันทร์เสี้ยวขั้นต้น และพวกกระดาษ พู่กันและหมึกออกมาจากกำไลมิติ
“นี่เป็หนังสือที่ซื้อมาให้เ้าไว้ค่อยฝึกอ่านหนังสือ แล้วนี่ก็เป็ชุดเอาไว้ฝึกเขียนหนังสือ” เพ่ยอิงยื่นหนังสือความรู้พื้นฐาน กระดาษ พู่กัน และหมึกให้น้องเล็ก
“ขอบคุณมากขอรับพี่รอง” น้องเล็กรับไปด้วยความดีใจ
“ส่วนนี้เป็วิชายุทธ์เอาไว้ให้พี่ใหญ่ฝึกเ้าค่ะ”
“ขอบใจเ้ามากน้องรอง”
หลังจากนั้นทุกคนก็ได้คุยและตกลงกันว่าให้หลีตี้เป็คนคอยให้อาหารและน้ำกับลาเพราะเ้าตัวได้เสนอขึ้นมาเอง แล้วก็ยังได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดกันในอีกหลายๆ เื่กว่าจะได้แยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัวก็เกือบเลยยามซวี (19.00-20.59น.) แล้ว
...
เช้าวันรุ่งขึ้น...
ตอนนี้ทุกคนในบ้านมาอยู่ในแปลงผักกันเรียบร้อยแล้ว เมื่อช่วยกันรดน้ำผักเสร็จ ก็พากันมายืนอยู่ห่างแปลงผักไม่ไกลมากนักเพื่อที่จะได้ช่วยกันสร้างเพิงเอาไว้นั่งพักเวลาแดดร้อนๆ
เพ่ยอิงเอาเมล็ดเถาวัลย์ออกมาตั้งไว้เพื่อที่จะทำเสา ทั้งหมดหกเสา ด้านหน้าสามเสา และด้านหลังสามเสา วางห่างกันหนึ่งจั้ง
จากนั้นก็ใส่ปราณเพื่อกระตุ้นการเติบโตของเถาวัลย์ให้มีเส้นผ่านศูนย์กลางของเสาขนาดหนึ่งฉื่อ ขึ้นไป้าให้มีความสูงขนาดหนึ่งจั้ง แล้วจากนั้นก็ทำเป็โครงในส่วนของหลังคาด้วย
จากนั้นก็เอาเมล็ดใหม่ออกมาแล้วกระตุ้นปราณให้เถาเลื้อยขึ้นไปให้ใบของเถาวัลย์ที่แต่ละใบมีขนาดสองฉื่อ เลื้อยเป็แนวอย่างเป็ระเบียบเป็หลังคาให้ชายคายื่นออกไปด้านนอกสามฉื่อทั้งสี่ด้าน
ไม่เพียงเท่านั้น้าหลังคายังทำช่องใส่หินทำความเย็นเอาไว้ด้วย ซึ่งเพ่ยอิงใส่หินสีม่วงก้อนเล็กขนาดเท่ากำปั้นของเด็กทารกเอาไว้เพื่อที่จะให้อากาศภายใต้หลังคาเย็นสบาย
แล้วจากนั้นทำเป็แคร่เถาวัลย์ขนาดกว้างสามฉื่อ ยาวหนึ่งจั้ง ไว้ติดกับต้นเสาต้นตรงกลางที่ด้านหลัง ้าของแคร่ปูด้วยเถาวัลย์ที่มีใบขนาดเล็กและนุ่ม และเสาด้านข้างทั้งสองข้างก็ทำเป็เปลเถาวัลย์ที่ยื่นออกมาจากเสาทั้งสองด้าน ส่วนเสาตรงกลางด้านหน้าได้ทำตู้เย็นตู้เล็กๆ เอาไว้ด้วยหนึ่งตู้ ตู้เย็นนี้มีขนาดกว้างสองฉื่อ ยาวสามฉื่อ และสูงครึ่งจั้ง เอาไว้แช่พวกผลไม้ หรือน้ำผลไม้
ข้างตู้เย็นก็ทำถังน้ำถังเล็กที่กว้างสามฉื่อ ยาวสามฉื่อ สูงครึ่งจั้ง ให้ด้านหน้ามีส่วนที่ทำเหมือนก๊อกน้ำเอาไว้ แล้วด้านล่างก๊อกน้ำก็ทำที่วางแก้วเอาไว้ ส่วนในถังน้ำก็ทำตะกร้าเล็กๆ ใส่หินทำความเย็นสีม่องก้อนเล็กเอาไว้ เพื่อให้น้ำในถังเย็นกำลังพอดี
หลังจากทำเสร็จเพ่ยอิงและท่านพ่อไม่ได้มีท่าทีหอบเหนื่อยดังเช่นเมื่อวาน เพราะวันนี้มีพี่ใหญ่มาช่วยด้วยอีกคนหนึ่ง
“ท่านพ่อเ้าค่ะ พอทำออกมาเสร็จแล้วข้าว่ามันไม่ใช่แค่เพิงเล็กๆ แล้วนะเ้าคะ” เพ่ยอิงกล่าวออกมาเมื่อมองเห็นผลงานที่ช่วยกันทำ
“มันไม่ใช่เพิงั้แ่ที่เ้าเสนอออกมาแล้วล่ะน้องรอง” เมื่อพี่ใหญ่กล่าวจบทุกคนก็พากันหัวเราะออกมา
“ข้าก็อยากช่วยทุกคนทำด้วยเหมือนกันนะขอรับ” น้องเล็กกล่าวออกมาด้วยท่าทางเหงาหงอยเพราะตนเองไม่ได้ช่วยอะไรนอกจากยืนให้กำลังใจเท่านั้น
“ตอนนี้เ้ากับแม่ยังทำออกมาได้ไม่ชำนาญนัก ก็ช่วยยื่นให้กำลังใจไปก่อน” ท่านแม่เอ่ยปลอบน้องเล็ก
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้เ้ากับท่านแม่ทำเก้าอี้ตัวเล็กๆ ขึ้นมาสักตัวสองตัวเป็อย่างไร” เพ่ยอิงเอาเมล็ดเถาวัลย์ออกมาให้
“ดีขอรับ ท่านแม่เรามาทำกันเถิด คราวนี้ก็ให้เป็ท่านพ่อกับพี่ใหญ่พี่รองมองเราทำกันบ้างขอรับ”
ตอนนี้หลีตี้ที่กำลังขะมักเขม้นและใช้สมาธิเป็อย่างมากในการสร้างเก้าอี้ของตัวเองขึ้นมา โดยการใส่ปราณเข้าไปในเมล็ดเถาวัลย์เพื่อกระตุ้นให้เถาวัลย์งอกออกมาจากนั้นก็เร่งให้โต แล้วก็เริ่มทำการกำหนดรูปร่างและทิศทางของยอดเถาวัลย์ให้พันกันจนด้านล่างเป็ฐานเลื้อยพันเกี่ยวกันขึ้นไป้า จากนั้นก็ทำให้้าพันกันจนให้เป็รูปของฐานรองนั่ง
“เ้าทำรูปอะไรออกมาน่ะน้องเล็ก เ้าช่างมีความคิดสร้างสรรค์เสียจริงๆ” เพ่ยอิงมองเก้าอี้ของน้องเล็กที่ขึ้นฐานด้านล่างไปได้ไม่มั่นคงนัก เพราะใส่ปราณเข้าไปน้อยเกินไปทำให้ขนาดของเถาเล็ก พันเกี่ยวกันขึ้นไป้าแบบบิดเบี้ยวผิดรูป
ส่วนฐานรองนั่งเองก็พันกันแบบมั่วซั่วไม่สม่ำเสมอ ถ้านั่งลงไปแล้วอาจทำให้เถาวัลย์ที่โผล่ขึ้นมาอย่างไม่สม่ำเสมอนั้นจิ้มก้นเอาได้ เมื่อ้าใหญ่และหนักจนเกินไป ด้านล่างก็เล็กและไม่แข็งแรง ทำให้เกิดความไม่สมดุลกันจึงทำให้เกิดการไหวเอนไปมา
ส่วนของท่านแม่นั้นั้แ่ด้านล่างไปถึง้าจะทำให้เถาวัลย์เลื้อยม้วนขึ้นไปเหมือนงู ถึงแม้ว่าจะมีผิดรูปไปบ้างแต่ก็ทำออกมาเป็เก้าอี้ที่นั่งได้ โดยใช้เวลาในการทำเพียงสองเค่อก็เสร็จ จึงไปนั่งคอยให้กำลังใจหลีตี้พร้อมกับคนอื่นๆ ด้วยอีกคนหนึ่ง
“เป็อย่างไรบ้างขอรับ เก้าอี้ของข้าสวยหรือไม่” หลีตี้โอ้อวดเก้าอี้ที่ตนเองใช้เวลากว่าครึ่งชั่วยามสร้างออก ถึงแม้ว่าจะสร้างออกมาได้บิดเบี้ยวไม่เป็รูปทรง จะมองอย่างไรก็เป็เก้าอี้ที่นั่งไม่ได้
“เ้าเก่งมากๆ หลีเอ๋อร์ เ้าทำได้ขนาดนี้ก็เก่งมากแล้ว” ท่านพ่อเอ่ยชื่นชม
“เ้าเก่งมาก ทั้งที่เมื่อสองวันก่อนยังทำได้แค่ให้ยอดเถาวัลย์งอกออกมาได้เพียงแค่ข้อนิ้ว แต่วันนี้เ้ากับทำให้เป็รูปเป็ร่างได้” พี่ใหญ่เอ่ยชมออกมาด้วยอีกคน
“ลูกแม่ได้ขนาดนี้ก็เก่งแล้ว”
ซึ่งที่ทุกคนชมออกมานั้นไม่ได้เกินเลยไปแม้แต่น้อย เพราะหลีตี้เป็แค่เด็กห้าขวบทำออกมาได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเก่งมากแล้วจริงๆ
“น้องเล็กเ้าเก่งมากๆ ข้ามีรางวัลให้เ้าด้วย” เพ่ยอิงเอ่ยชมออกมาเป็คนสุดท้าย แต่ก็มีของรางวัลมาให้ด้วย ทำให้น้องเล็กตื่นเต้นขึ้นมาทันที
ม้าโยกตัวนี้เธอได้ทำขึ้นมาเพื่อที่จะให้เป็ของขวัญหลีตี้ที่สามารถบ่มเพาะปราณได้ถึงระดับสีม่วงขั้นกลางได้แล้ว และสามารถกระตุ้นเถาวัลย์ให้โตขึ้นมาได้อีกด้วยเช่นกัน แต่นี่ถึงกับขนาดทำให้เป็เก้าอี้ออกมาได้หนึ่งตัว ถึงแม้ว่าจะใช้การไม่ได้ แต่แค่นี้ก็เก่งมากแล้วสำหรับเด็กอายุห้าขวบคนหนึ่ง เธอจึงถือโอกาสนี้มอบม้าโยกตัวนี้ให้เป็รางวัล
“จริงหรือขอรับพี่รอง ไหนหรือขอรับ” เมื่อเธอเห็นอาการตื่นเต้นดีใจของน้องเล็ก ก็ได้หยิบเอาม้าโยกที่ทำขึ้นมาจากเถาวัลย์ มีขนาดให้เด็กอายุห้าขวบขึ้นขี่ได้ออกมาการในกำไลมิติ
“ว้าว ม้าไม้หรือขอรับพี่รอง” น้องเล็กร้องออกมาด้วยความดีใจเมื่อได้เห็นม้าโยกที่เพ่ยอิงเอาออกมาจากกำไลมิติ
“มันเรียกว่าม้าโยก เ้าลองขึ้นไปนั่งดูสิ มันสามารถโยกได้” เมื่อเธอกล่าวจบน้องเล็กก็ขึ้นไปนั่งบนม้าโยกทันที
“พี่รอง มันโยกได้จริงๆ ด้วยขอรับ เหมือนข้าขึ้นมานั่งอยู่บนหลังม้าอยู่จริงๆ เลยขอรับ” น้องเล็กกล่าวโอ้อวด
“เ้าชอบหรือไม่”
“ข้าชอบมากเลยขอรับพี่รอง ขอบคุณมากๆ เลยนะขอรับ” หลีตี้กล่าวขอบคุณพี่รองออกมาด้วยความดีใจ เพราะเขาถูกใจกับของขวัญชิ้นนี้ของพี่รองมาก
“ดูสิน้องรอง น้องเล็กได้ของเล่นใหม่จนไม่สนใจเก้าอี้ที่ตัวเองทำขึ้นมาเสียแล้ว” เป็พี่ใหญ่ที่เมื่อเห็นท่าทางดีอกดีใจและตื่นเต้นของน้องเล็กก็อดที่จะเอ่ยแซวออกมาไม่ได้
“หลีเอ๋อร์ ถ้าเ้าชอบก็ดูแลมันให้ดีๆ ล่ะ” ท่านแม่กล่าวกำชับ
“ข้าจะดูแลเท่าชีวิตของข้าเลยขอรับ” น้องเล็กเอ่ยออกมาด้วยความมั่นอกมั่นใจ โดยที่เมื่อหลีตี้เติบใหญ่จนมีครอบครัวเป็ของตนเองแล้วก็ยังเก็บม้าโยกตัวนี้เอาไว้เป็อย่างดี แต่ถึงอย่างไรนั้นก็เป็เื่ของอนาคตข้างหน้า
“ให้มันจริงอย่างที่เ้ากล่าวเถิด”
“ท่านพ่อเ้าคะ ลูกว่าจะไปสำรวจพื้นที่ของเราที่จะใช้ปลูกผลไม้สักหน่อยเ้าค่ะ แล้วก็จะได้ค่อยๆ สร้างกำแพงขึ้นล้อมรอบไปทีละนิดทีละหน่อยด้วย”
“เช่นนั้นเดี๋ยวพวกเราก็ไปกันทั้งหมดนี้แหละจะได้ช่วยกันสำรวจเป็อย่างไร” ท่านพ่อกล่าว
“อย่างนั้นก็ได้เ้าค่ะ เช่นนั้นก็ไปกันเถิด” เมื่อเพ่ยอิงเรียกไป๋หู่ออกมาจากในกำไลมิติแล้วทุกคนก็ออกไปสำรวจพื้นที่รอบๆ ที่ได้ไปขอจากผู้ใหญ่บ้านเอาไว้ในทันที
ซึ่งในการสำรวจพื้นที่ครั้งนี้ก็เป็ไปอย่างราบรื่น จะมีการพบเจอสัตว์ป่าบ้างเป็บางครั้งบางคราว พวกเขาจึงได้สัตว์ไปทำกับข้าวหลายมื้อเลยทีเดียว และอาหารเที่ยงที่ทุกคนได้กินกันในวันนี้ก็เป็พวกสัตว์ป่าที่จับได้เอามาย่างสมุนไพรกินกัน
เมื่อทานกันเสร็จทุกคนก็ได้สำรวจพื้นที่กันต่อ และได้ทำการสร้างกำแพงล้อมรอบต่อจากกำแพงเก่าออกไปเรื่อยๆ อีกด้วย แล้วคิดไว้ว่าค่อยเอากำแพงเก่าออกหลังจากที่ล้อมกำแพงเถาวัลย์ด้านนอกเสร็จแล้ว
และด้านหลังที่เป็กำแพงที่ติดกับตีนเขาและด้านข้างก็ได้ทำประตูขนาดเล็กๆ เอาไว้ด้วยสามประตูเผื่อเอาว่าในอนาคตอาจจะต้องเดินขึ้นเขาจะได้ไม่ต้องอ้อมกำแพงไปไกล และทั้งสามประตูนี้ก็จะเปิดได้ก็เฉพาะคนในครอบครัวของเพ่ยอิงเท่านั้น เพราะเพ่ยอิงได้ให้ทุกคนใส่ปราณเข้าไปเพื่อให้ประตูเถาวัลย์จดจำเอาไว้แล้ว
ส่วนการเปิดประตูในแต่ละครั้งจะต้องใช้ปราณกระตุ้นในการเปิด ซึ่งจะไม่สามารถเปิดได้ด้วยวิธีปกติ และมันจะปิดตัวลงเองหลังจากคนเดินผ่านไปหมดแล้ว
แล้วในขณะที่ทุกคนกำลังเดินขึ้นมาที่แถบตีนเขาที่สูงขึ้นมาหน่อยนั่นเอง เพ่ยอิงก็ได้พบกับสัตว์อสูรตัวหนึ่งนอนาเ็อยู่หลังพุ่มไม้
เป็หมาป่าขนสีเทาั์ตาสีฟ้าท่าทางจะาเ็สาหัส าแเหวอะหวะเต็มตัวนอนรอความตายอยู่หลังพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง
“หมาป่าตนนี้เป็สัตว์อสูรระดับสีฟ้าขั้นต้นตัวหนึ่ง ดูจากาแแล้วคงจะสู้กับหมาป่าอีกตัวที่มีระดับสูงกว่าแล้วเกิดพ่ายแพ้ขึ้นมา จึงหนีออกมาจากในเขตป่าอสูรจนมาถึงตีนเขาเช่นนี้” ท่านพ่อกล่าวอธิบายออกมาให้ทุกคนฟัง
“ท่านพ่อเ้าคะ ข้าจะช่วยมันเ้าค่ะ” เธอที่เห็นหมาป่าตรงหน้าที่ได้แต่นอนรอความตายตัวนี้แล้วก็อดสงสารไม่ได้ เพราะหมาป่าตัวนี้มันดูเหมือนกับหมาพันธุ์ไซบีเรียนจากโลกที่เธอจากมาไม่มีผิดเพี้ยน
จะแตกต่างกันตรงที่ขนาดของหมาป่าตัวนี้ใหญ่โตกว่ามากถ้ามันยืนขึ้นมาได้คงตัวสูงเลยหัวของเธอเป็แน่
“ไม่ต้องกลัวนะ ข้าจะช่วยเ้าเอง” เธอที่เดินเข้าไปใกล้ ๆ กับหมาป่าเอ่ยบอกกับมันถึงแม้ว่าจะไม่รู้ว่ามันเข้าใจที่เธอกล่าวหรือไม่
“ระวังด้วยนะอิงเอ๋อร์ ถึงแม้ว่ามันาเ็สาหัสแต่มันอาจจะมีแรงลุกขึ้นมาทำร้ายเ้าได้” ท่านแม่เอ่ยเตือนออกมาด้วยความเป็ห่วง
หมาป่าตนนั้นเมื่อเห็นว่ามีมนุษย์กลุ่มหนึ่งมาพบเจอมันเข้า ก็ได้ทำใจไว้แล้วว่ามันคงไม่รอดชีวิตกลับไปแน่แล้ว แต่แล้วมันก็ต้องประหลาดใจขึ้นมาเมื่อมีเด็กมนุษย์ผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยว่าจะช่วยมันขึ้นมา ซึ่งปกติแล้วสัตว์อสูรที่มีระดับสูงขึ้นมาหน่อยจะสามารถฟังภาษามนุษย์ออก แต่สำหรับหมาป่าจะมีความสามารถฟังภาษามนุษย์ได้ั้แ่กำเนิด จึงไม่แปลกที่หมาป่าตนนี้จะฟังที่เพ่ยอิงกล่าวรู้เื่
“ท่านพ่อเราเอามันไปรักษาที่บ้านดีหรือไม่เ้าคะ” เพ่ยอิงกล่าวกับท่านพ่อออกมา เพราะกลัวว่าถ้ารักษาให้มันเสร็จแล้วทิ้งไว้แบบนี้อาจจะมีสัตว์ตัวอื่นๆ มาทำร้ายมันซ้ำได้
“ถ้าเช่นนั้นก็ต้องทำกรงขังมันไว้ด้วย เผื่อว่ามันหายแล้วอาจจะมาทำร้ายคนในบ้านเอาได้” ท่านพ่อกล่าว
“ไม่เห็นจะต้องยุ่งยากขนาดนั้นเลย มีข้าอยู่ด้วยทั้งคนมีหรือเ้าหมาป่าตนนี้จะกล้าทำร้ายครอบครัวของเ้า” ไป๋หู่กล่าวขึ้นมาในหัวของเพ่ยอิง
“ถึงอย่างไรก็เพื่อความสบายใจของทุกคนล่ะนะ” เธอตอบกลับไป๋หู่ออกไปทางจิต
ส่วนทางด้านหมาป่าเมื่อมันเห็นไป๋หู่ที่เดินเข้ามาหาเด็กสาวตรงหน้า ทำให้สัญชาตญาณของมันตื่นตัวทันที
ซึ่งสัญชาตญาณของมันบอกว่าลูกแมวตรงหน้าของมันนั้นอันตราย แต่มันก็ไม่สามารถบอกได้ว่าอันตรายอย่างไรเพราะความรู้สึกอันตรายนี้มาจากสัญชาตญาณเพียงเท่านั้น
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพ่อกับต้าเอ๋อร์จะช่วยกันแบกกลับไปเอง”
“ข้าว่า ข้าเอาใส่กำไลมิติไปดีกว่าเ้าค่ะ ท่านพ่อกับพี่ใหญ่จะได้ไม่ต้องแบกกลับไปให้เหนื่อย” เมื่อเธอกล่าวจบก็เก็บเ้าหมาป่าเข้าไปในกำไลมิติทันที
“เ้าเอาสิ่งมีชีวิตเข้าไปได้ด้วยหรือน้องรอง ข้าคิดว่าเ้าเข้าไปได้แค่คนเดียวเสียอีก” พี่ใหญ่ถามออกมาทันทีที่เห็นเพ่ยอิงทำแบบนั้นได้
“เอ๊ะ! จริงด้วยเ้าค่ะ” เพ่ยอิงอุทานออกมา เพราะเธอเองก็ไม่เคยลองเอาสิ่งมีชีวิตตัวอื่นเข้าไปเลยนอกจากไป๋หู่และตนเองเพียงเท่านั้น
“ถ้าเอาหมาป่าตัวนั้นเข้าไปได้ก็ไม่แน่ว่าจะพาคนเข้าไปได้เหมือนกัน” เธอเอ่ยออกมาให้ทุกคนได้ยิน
เพราะถ้าพาทุกคนเข้าไปได้ ก็จะได้ให้ทุกคนเข้าไปฝึกปราณกันในกำไลมิติ เพราะภายในกำไลมิตินั้นจะมีพลังิญญาหนาแน่นกว่าด้านนอกเป็อย่างมาก จึงทำให้การบ่มเพราะปราณง่ายขึ้นหลายเท่าตัว
“ข้าอยากเข้าไปเห็นสถานที่ภายในกำไลมิติของพี่รองขอรับ” น้องเล็กรีบเสนอตัวออกมาทันทีที่รู้ว่าอาจจะได้เข้าไปในกำไลมิติของพี่รอง
“เอาไว้เรากลับบ้านไปรักษาหมาป่าตัวนั้นก่อนเถิดแล้วเดี๋ยวค่อยลองกัน”