เวลานี้ฉินเทียนได้แต่ถามหัวใจตัวเอง เหตุใดตัวมันถึงเ็ปไปกับน้ำตาของอิสตรีผู้นี้นัก
เหตุใดหัวใจของมันจึงสั่นไหว จิตตานุภาพแห่งจักรพรรดิมิใช่จะไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใดหรอกรึ หากแต่เหตุใดยามมันเห็นสตรีที่ถูกเรียกว่านางมารผู้นี้โศกเศร้า หัวใจของตัวมันถึงราวกับร่วมทุกข์โศกไปกับนาง ตัวฉินเทียนมันหาได้เข้าใจไม่
.
.
.
ปราชญ์เบญจธาตุที่ได้ยินเช่นนี้ ตัวมันก็ถึงกับร้อนรน มันเกรงมหาเทวะผู้ยิ่งใหญ่จะคล้อยตามคำพูดของสตรีตรงหน้ามัน
เพราะหากนับเพียงความงดงามของนาง ก็นับได้ว่าสั่นสะท้านแผ่นดินนี้แล้ว ตัวปราชญ์เบญจธาตุนั้นรับรู้เื่นี้ดี ในวันนั้นเมื่อราว 800 ปีก่อน ยามนั้นเพียงมันแรกพบนาง ยามเมื่อนางอายุได้เพียง 15 ขวบปี มันก็ตกหลุมรักเสน่หาใคร่ปรารถนาในตัวนางเหลือเกิน ในเวลานั้นมันไม่รู้แม้กระทั่งว่านางนั้นมี 12 เส้นชีพจริญญา หากแต่มันก็พร้อมทุ่มทุกสิ่งเพื่อให้ได้นางมา
หากแต่บิดาของนางก็ปฏิเสธความปรารถนาของมันครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่ว่ามันจะทำเช่นไร จนเมื่อมันได้รู้ว่านางมี 12 เส้นชีพจริญญา ตัวมันก็ยิ่งใคร่ปรารถนาในนางมากขึ้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าอะไร ต่อให้นางมิได้มี 12 เส้นชีพจริญญา หากเพียงแค่ความงดงามของนางก็ล้ำค่ามากพอให้บุรุษแย่งชิงแล้ว
หากแต่ตอนนี้ ยามเมื่อนางป่าวประกาศถึงความล้ำค่าของตัวนางเองที่มี 12 เส้นชีพจริญญา แรงปรารถนาของใต้หล้าต่อนางจะมากมายเพียงไร
หากแต่ตอนนี้ปัญหานั้นยังนับว่าไกลตัว ปราชญ์เบญจธาตุพบว่ามีสิ่งให้ตัวมันต้องคิดมากกว่านั้น นั่นคือ...
องค์มหาเทวะผู้ยิ่งใหญ่ผู้นี้จะสนใจตัวนางหรือไม่
และในไม่ช้า... ดูเหมือนสิ่งที่ปราชญ์เบญจธาตุหวาดกลัวมากที่สุดจะเกิดขึ้นแล้ว
.
.
.
ฉินเทียนกดข่มร่างจำแลงเซียนของตัวมันที่ตอนนี้กว้างใหญ่ราว 1,832,333.33 จั้ง ย่อร่างมาเหลือร่างิญญาขนาดสูง 24 จั้ง หากแต่ความสูงนี้เป็การปรากฏกายทั้งร่างมิใช่แค่ปรากฏแต่ส่วนบน 1 ใน 3 ส่วนอย่างที่เคย พร้อมลอยตัวมาตรงหน้าของลี่อิ่งนางมารผลึกโลหิต มันเอามือข้างหนึ่งช้อนร่างของนางขึ้น ณ ตอนนี้ร่างของนางอ่อนแรงนักเพราะถูกผนึกฤทธาอยู่ หากแต่ฉินเทียนแม้จะอยู่ในร่างของราชันย์์ ตัวมันก็ช่วยนางหาได้ไม่ มันยังมิได้เริ่มเรียนฤทธาของผู้บำเพ็ญระดับสูงเลยแม้แต่น้อย มันเกรงว่าหากมันทำอะไรกับร่างกายนางเกรงว่าคงจะไม่เป็การช่วยเหลือแน่ เวลานี้เพียงแค่เศษพลังของมัน หากควบคุมได้ไม่ดี เขาสูงชัน หินหนา เหล็กแข็ง ก็ป่นได้ราวกับเป็ธุลีดิน
ฉินเทียนจึงมิได้ช่วยคลายผนึกให้นาง มันได้แต่ใช้มือของมันอุ้มชูนางไว้ ก่อนที่มันจะถามนางด้วยคำถามคำถามหนึ่ง... "เ้าแน่ใจในคำสัญญาของเ้าแน่นะ" น้ำเสียงอันยิ่งใหญ่ของฉินเทียนนั้นดังก้องเพียงพอให้ทั่วโลกรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้น หากแต่น้ำเสียงนี้ก็มีความอัศจรรย์บางอย่างอยู่ แม้มันจะดังก้องกังวานหากแต่มันก็มิได้ทำลายโสดปราสาทของผู้ใด ในส่วนนี้อาจจะเป็เพราะพลังแห่งศาลเทพ์
ไม่ช้านางมารลี่อิ่งก็พยักหน้ารับ ณ ตอนนี้ ต่อให้แลกด้วยร่างกายของนาง หากนางสามารถฆ่าสังหารพวกมันได้ นางก็พร้อมยินดี อย่างน้อยๆ ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วก็จะได้หลับอย่างเป็สุข "เ้าค่ะ... ลี่อิ่ง.." น้ำตาของนางมารไหลอาบแก้มอีกครั้ง นางหลับตาคิดครู่หนึ่งก่อนจะ... ลืมตาขึ้นพร้อมั์ตาที่แฝงความเ็ป พร้อมกล่าวยืนยันสิ่งที่นางเคยพูดออกไป "ข้าลี่อิ่งพร้อมทำทุกสิ่งอย่างที่ท่านมหาเทวะผู้ยิ่งใหญ่ปรารถนาเ้าค่ะ ไม่ว่าจะสิ่งใดก็ตาม!!!"
"ดี" น้ำเสียงของฉินเทียนในร่างของมหาเทวะผู้ยิ่งใหญ่ดังก้องจากนั้นในไม่ช้า มวลเมฆาก็ม้วนตัวอย่างประหลาดอีกครั้งและในไม่ช้า ลำแสงสีทองมากมายก็แผ่พุ่งออกมาจากเหล่ามวลเมฆาครั้งแล้วครั้งเล่า
"!!!บัดซบ" ปราชญ์เบญจธาตุร่ำร้องพร้อมการดิ้นรนครั้งสุดท้าย ร่างกายของมันจำแลงเป็ร่างิญญาสูงสิบจั้งปรากฏเป็ร่างอสูรห้าธาตุวิ่งตะกุยร่างเพื่อหลบหนี มันพุ่งทะยานด้วยความเร็วเหนือเสียง ความเร็วระดับ 10 มัคนี้หากเป็ผู้บำเพ็ญทั่วไปคงนับว่ารวดเร็วอย่างยิ่งยวด หากแต่สำหรับฉินเทียนในร่างจำแลงที่มีอำนาจขอบเขตตราสัญลักษณ์ิญญาสีทองแห่งราชันย์์ หากมันตั้งจิตดีๆ การเคลื่อนไหวของปราชญ์เบญจธาตุก็ราวกับเป็ภาพซูเปอร์สโลโมชั่น ไม่ช้าลำแสงสายแล้วสายเล่าก็ทะลวงร่างของปราชญ์เบญจธาตุ
นางมารลี่อิ่งเห็นภาพเช่นนี้นางก็น้ำตาไหลริน ศัตรูคู่แค้นของนางยามนี้ตกตายไปหนึ่งแล้ว
หากแต่อีกหนึ่ง...
นางมองจดจ้องไปที่มหาเทวะผู้ยิ่งใหญ่ นางมิรู้ว่าจะกล่าวสิ่งนี้ดีหรือไม่ คำขอของนางนั้นมากเกินไปรึเปล่า
หากแต่ฉินเทียนเล่า มันยังเหม่อมองนางมารผู้นี้อย่างไม่วางตา เพียงแค่มันมองสายตาของนางมันก็รับรู้ว่านางยังมีสิ่งที่คาดหวัง ปรารถนาของนางมิได้มีเพียงเท่านี้ แน่นอนฉินเทียนก็รู้เช่นกันว่าอีกคนคือใคร ภาพในอดีตของนางมันย่อมจำได้ดี แม้จะไม่แจ่มชัดทุกมุมมอง หากแต่มันก็รู้ว่าทุกวันนี้ที่นางทำทุกสิ่งอย่างปรารถนาในใจมีเพียงแค่เพื่อเื่เดียว นั่นคือการล้างแค้น
ในวันนั้นที่ตระกูลนางตกตายคนบาปแท้จริงมีอยู่สองหนึ่งปราชญ์เบญจธาตุ สองปราชญ์เหล็กที่ส่งคนพร้อมคัดขวางปราชญ์บัวมณีในการมาช่วยเหลือครอบครัวนาง
ฉินเทียนหลับตานิ่งครู่หนึ่งก่อนจะยิ้มให้สตรีผู้งดงาม นางมารผู้เคยเป็ที่ครั่นคร้านของผู้คนทั่วหล้า "เ้าจงพูดมาเถอะ เมื่อเป็สิ่งแลกเปลี่ยน และเ้าก็พร้อมทุ่มทุกสิ่งเพราะมัน และตัวข้าก็รับปากแล้ว ดังนั้น... ในเวลานี้เ้าจงทำตามสิ่งที่ปรารถนาในใจของเ้าเถอะ" ฉินเทียนกล่าวราวกับรับรู้ปรารถนาในใจนาง
นางมารลี่อิ่งราวกับน้ำตาตกในอีกครั้ง ก่อนจะนิ่งครู่หนึ่งก่อนที่จะพูดมันออกมา "ปราชญ์เหล็กเ้าค่ะ ได้โปรดสังหารปราชญ์เหล็กให้สตรีต่ำต้อยผู้นี้ด้วยเถอะเ้าค่ะ" นางมารลี่อิ่งพูดพร้อมกำชายกระโปรงของนางแน่น ส่วนหนึ่งนางดีใจที่นางจะได้สังหารผู้ฆ่าล้างตระกูลนาง หากแต่อีกส่วนหนึ่งในใจนางก็เ็ปเหลือเกิน เพราะการล้างแค้นครั้งนี้ของนางอยู่นอกเหนือความคิดของนางเหลือเกิน นอกจากนั้นนางยังใช้เกียรติและร่างกายของนางแลกมันมา
ฉินเทียนพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะส่งจิตปกคลุมไปทั่วโลกใบนี้ ไม่ช้ามันก็จับััผู้มีพลังิญญาสูงสุดของโลกใบนี้ได้ทั้งสิ้น 22 คน ฉินเทียนแปลกใจเล็กน้อย ไม่คิดเลยว่านอกจากแปดมหาเซียนแล้วในโลกใบนี้จะมีตัวตนสูงส่งนอกเหนือจากพวกมันอีก และนอกจากนั้น 3 ใน 22 คนยังมีขอบเขตอำนาจเหนือกว่าปราชญ์เบญจธาตุนัก หากพูดว่าปราชญ์เบญจธาตุอยู่ในขอบเขตตราสัญลักษณ์ิญญาสีม่วงซึ่งน่าจะสูงสุดของโลกใบนี้ หากแต่ความจริงที่ฉินเทียนรับรู้ก็คือ
ใน 22 คนนี้ มี 12 คนที่มีระดับใกล้เคียงกับปราชญ์เบญจธาตุ ส่วนอีก 10 คนที่เหลือนั้นฉินเทียนมั่นใจยิ่งว่าพวกมันมีขอบเขตที่สูงกว่าตราสัญลักษณ์ิญญาสีม่วง และในจำนวนนั้น 3 คน ฉินเทียนพบว่าพวกมันทั้งสาม แม้จะมีขอบเขตพลังิญญามิได้สูงล้ำเท่าเทพอสูรสังหารโลหิตคราม หากแต่ว่า 1 ส่วนร้อย ถึง 5 ส่วนร้อยกลับเป็ไปได้ ดังนั้นอำนาจสูงสุดของโลกใบนี้ก็แสดงว่า มีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่าแปดมหาเซียน หากแต่มันมิได้แสดงตัวออกมา
หากยามนี้ฉินเทียนมิได้อยู่ในร่างจำแลงระดับราชันย์์ ตัวมันย่อมมิรู้ถึงสิ่งที่แสนน่าในี้ มิคิดเลยว่าในโลกใบนี้จะมีผู้กล้าแกร่งแอบแฝงตัวอยู่เงียบๆ ด้วย
หากแต่เวลานี้สิ่งนี้หาใช่สิ่งที่ฉินเทียนสนใจไม่ ฉินเทียน้าไปที่ที่ปราชญ์เหล็กอาศัยอยู่โดยเร็วที่สุด
และในไม่ช้า เพียงแค่ไม่กี่สิบอึดใจ ฉินเทียนก็มาถึงดินแดนที่เต็มไปด้วยลาวาเดือดไหลล้อมรอบเต็มไปหมด
ฉินเทียนกล่าวถามนางมารลี่อิ่งด้วยน้ำเสียงเบาสบาย "ที่นี่ใช้ที่อยู่ของปราชญ์เหล็กใช้หรือไม่"
นางมารลี่อิ่งพยักหน้ารับเบาๆ
.
.
.
ฉินเทียนหลับตานิ่งครู่หนึ่ง
ก่อนที่ในไม่ช้าจะยกหมัดของตัวเองขึ้น พร้อมขยายร่างเป็หนึ่งพันจั้งแล้วต่อยลงไปที่พื้นปฐี!!!ตูมมมมม เสียงะเิแตกร้าวดังสนั่นไปทั่ว ผืนปฐีสั่นไหวไปทั่วหมื่นหมู่เมืองรอบรัศมีหนึ่งหมื่นลี้ และแค่เพียงหมัดเดียวของฉินเทียนนี้ นับจากนี้ต่อไปจะไม่มีแดนใต้พิภพอีกต่อไปแล้ว
นางมารลี่อิ่งก้มหน้าคุกเข่าขอบคุณฉินเทียน
ฉินเทียนแย้มยิ้ม
ก่อนจะถามนางว่าก่อนที่นางจะทำตามสัญญา นางมีปรารถนาอะไรอีกหรือไม่
นางมารลี่อิ่งตอบว่า นางปรารถนาไปแดนบัวมณี ปราชญ์บัวมณีเมตตานางและแอบช่วยเหลือนางมาโดยตลอด นางอยากไปที่นั่นเพื่อขอบคุณนาง ฉินเทียนถามว่านางอยู่ที่ใด นางมารชี้บอก... และในไม่ช้าฉินเทียนก็ไปถึงที่นั่น ดินแดนนี้ช่างสวยงาม ยอดเขาบัวมณีก็ตระการตา แมกไม้ก็งดงาม ฉินเทียนยื่นลอยเด่นเหนือแดนดิน เหล่าผู้ฝึกตนทั้งหลายต่างมองมันด้วยความยำเกรง
ยามนี้ปราชญ์บัวมณีและคนของนางต่างลอยเด่นบินเหนือท้องนภา พร้อมน้อมกายคารวะต่อมันฉินเทียน ตัวตนอันยิ่งใหญ่ สองสตรีพูดคุยกันครู่ใหญ่ราวกับกำลังล่ำลากัน
ร่างของนางมารลี่อิ่งก็เหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน นางถูกผนึกพลังิญญา ยังมิได้แก้ไขสิ่งนี้
ดังนั้น... ไม่ช้านางจึงรีบร่ำลาปราชญ์บัวมณี ก่อนที่ตัวเองจะไปทำตามสัญญาที่นางให้ไว้ต่อตัวตนอันยิ่งใหญ่ มหาเทวะที่นางมิเคยรู้จัก
ฉินเทียนยิ้มเบาๆ ก่อนกล่าวถามนาง "เ้าพร้อมที่จะทำตามสัญญาแล้วรึ"
นางมารพยักหน้ารับ "เ้าค่ะ ลี่อิ่งมิมีสิ่งใดติดค้างในใจอีกต่อไป" หากแต่แม้นางจะพูดแบบนั้น นางก็ยังรู้สึกเจ็บช้ำในใจอยู่ไม่น้อย ที่นางต้องขายร่างกายของตัวเอง นางเ็ป เ็ปมาจนมิอาจจะเก็บกลั้นน้ำตา ที่ในไม่ช้าก็หลั่งไหลออกมาอย่างไม่อาจปกปิด
ฉินเทียนในร่างจำแลงจ้าว์ระดับราชันย์ที่ส่องประกายเจิดจรัสย่อร่างกายเท่าปุถุชน ก่อนที่จะลอยตัวไปตรงหน้าของลี่อิ่งช้าๆ มันเอามือเช็ดปาดคราบน้ำตาของนาง มันถามนาง
"เหตุใดเ้าจึงร้องไห้"
นางมารลี่อิ่งที่เศร้าโศกนางไม่พูดตอบสิ่งใด
ฉินเทียนจึงถามต่อ "เ้าพร้อมทำตามสัญญาใช่หรือไม่"
นางมารลี่อิ่งพยักหน้ารับทั้งน้ำตา
ฉินเทียนจึงกล่าวต่อไปว่า "งั้นก็ดี" พร้อมใช้มือััลูบไล้ใบหน้าของนางเบาๆ ััริมฝีปากนุ่มบาง นางมารลี่อิ่งสั่นสะท้าน นางมารลี่อิ่งมิเคยเลยต่อหน้าผู้บำเพ็ญมากมายมหาเทวะจะกระทำกับนางเช่นนี้ เื่แบบนี้มิใช่ต้องกระทำในที่มิดชิดหรือ
นางมารหลับตานิ่งราวกับลูกแกะตัวน้อยที่อยู่ในความหวาดกลัว หากแต่ฉินเทียนกลับแย้มยิ้มและมีความสุขอย่างประหลาด มันดึงมือกลับพร้อมเหม่อมองเรียวมือของตัวเองที่ถึงพึงััใบหน้าของอิสตรีเพศผู้งามล้ำ
ก่อนจะค่อยๆ ลอยตัวมันออกห่างจากนางอย่างช้าๆ พร้อมบอกกล่าวปรารถนาของมันต่อนาง "คำขอของข้ามีเพียงแค่อย่างเดียว ข้าขอแค่ให้เ้า... นับต่อจากนี้ไป ขอให้เ้าได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขดังที่เ้าฝันก็พอแล้ว"
นางมารลี่อิ่งและคนทั้งหลายต่างจดจ้อง พร้อมแลดูจะไม่เชื่อสายตามหาเทวะผู้ยิ่งใหญ่จะทำการสิ่งใดเรียบง่ายถึงเพียงนี้เลยหรือ
คำขอของมหาเทวะผู้ยิ่งใหญ่ต่อสตรีนางหนึ่งผู้งดงามตระการตา กลับมีเพียงแค่ขอให้มีชีวิตอย่างมีความสุข
มันมีเพียงเท่านั้น มีเพียงเท่านั้นจริงๆ หรือ
สองในแปดมหาเซียน มิอาจจะคิดเลยว่าราคาชีวิตของมันจะมีเพียงแค่เพื่อให้สตรีนางหนึ่งมีความสุข
เื่บ้าบอเช่นนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แม้แต่ปราชญ์บัวมณีที่เกลียดชังบุรุษเพศยังแทบจะไม่เชื่อหูตัวเองเมื่อได้ยิน ยามเมื่อครู่นางก็ได้แต่คิด เด็กสตรีตัวน้อยในวันวานของนางคงกำลังจะถูกย่ำยีด้วยรสบุรุษเพศที่แม้แต่นางก็มิอาจจะช่วยเหลือได้ แม้มันจะเป็ถึงมหาเทวะ หากแต่บุรุษเพศอย่างไรก็เห็นสตรีเป็แค่เครื่องชำเราเพื่อสยบความใคร่ในราคะของพวกมันแต่เพียงเท่านั้น นางแอบเจ็บแค้นบุรุษ
หากแต่เวลานี้สิ่งต่างๆ กับมิเป็เช่นนั้น ความคิดของปราชญ์บัวมณีคล้ายพร่ามัว
.
.
.
ส่วนยามนี้ฉินเทียนตัวมันรีบพุ่งร่างกลับไปที่เดิมของสองเด็กน้อยวัยเยาว์ของตัวมัน ตัวมันแทบจะไม่มีเวลาเหลือแล้ว หากมันไปหาสองเด็กน้อยไม่ทันความฉิบหายจะบังเกิดกับมันแน่นอน
ไม่น่าเชื่อการใช้ร่างจำแลงเซียนขั้นจ้าว์ของมันนั้นส่วนใหญ่หมดไปกับเื่ไร้สาระ ยืนฟังสองสตรีเศร้าโศกพูดคุยกันจนเกือบหมดเวลาจำแลงกาย หากเกิดร่างจำแลงหมดลงก่อน แล้วมันหล่นตุบลงกลางเหล่าผู้ฝึกตน มหาเทพเทวะจะอะไรก็ช่างเถอะ ตัวมันคงแลดูอนาถเกินจะกล่าว
ไม่ช้าฉินเทียนก็กลับมาที่เดิมได้อย่างรวดเร็ว จากร่างมหาเทวะระดับตราสัญลักษณ์ิญญาสีทองแห่งราชันย์์ ที่ทั่วร่างลุกไหม้ด้วยรัศมีส่องสว่าง ค่อยๆ เปลี่ยนกลับเป็ชายชราในชุดเก่าโทรม
สองเด็กน้อยวัยเยาว์ยังอยู่ที่เดิม
หากแต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ...
สายตาอันเคารพศรัทธาอันลึกล้ำยิ่ง
ในโลกใบนี้จะมีใครได้เห็นภาพฉากที่แท้จริงอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ของฉินเทียนบ้างเล่า จากชายชราร่างเก่าโทรม สู่มหาเทวะอันยิ่งใหญ่ ตัวตนระดับตราสัญลักษณ์ิญญาสีทองผู้ถูกเรียกขานนามราชันย์์
ตัวเหม็นมองจ้องฉินเทียนตาเป็ประกายพร้อมกล่าวถาม "ท่านปู่เ้าค่ะราชันย์์คืออะไรเ้าค่ะ"
ฮะฮาฮา ฉินเทียนหัวเราะคำโตก่อนชี้ไปที่ท้องนภากว้างพร้อมทำมือหมุนวนพร้อมกล่าว "ก็แค่... ตัวตนเล็กๆ ที่เป็เ้าของท้องฟ้าที่เ้าเห็น แผ่นดินที่เ้ายืนอยู่ และดวงดารายามค่ำคืน ทุกสิ่งอย่างนั้นล้วนอยู่ในความของราชันย์์"
"ท่านปู่เป็เ้าของทุกอย่างเลยเหรอเ้าค่ะ" ตัวเหม็นกล่าวถามอย่างใคร่รู้
หากแต่ฉินเทียนก็ได้แต่หัวเราะเบาๆ ก่อนจะตอบราวกับว่ามันเป็ตัวตนอันยิ่งใหญ่จริงๆ "ปู่จะเป็เ้าของมันหากปู่ปรารถนา"
.
.
.
แน่นอนทุกสิ่งอย่างที่ฉินเทียนพูดกล่าวออกไปล้วนแต่เป็ถ้อยคำหลอกเด็กน้อยขายฝันก็แต่เพียงเท่านั้น