ฉันและแฮดลี่ย์ยืนจ้องหน้าอยู่แบบนั้นโดยไม่มีใครละสายตาออกจากกัน แม้ว่าเอลลีจะพยายามจับชายเสื้อให้ฉันหันกลับไปหรือพยายามเรียกชื่อแฮดลี่ย์อยู่แบบนั้นก็ตาม
“พวกเธอเป็บ้าอะไรกัน” ตอนนี้เอลลีคงทนไม่ได้เธอถึงได้ตะเบงเสียงดังให้ฉันและแฮดลี่ย์สนใจ
“บอกมาสิ” จู่ ๆ ขอบตาของฉันก็รู้สึกร้อนผ่าวเพราะหากสมมติฐานข้อนั้นเป็ความจริงก็แสดงว่าแฮดลี่ย์อยู่ในร่างของตัวเองมาตลอดแต่หล่อนก็ยังเลือกทำตัวน่ารังเกียจแบบเดิมโดยหลอกให้ฉันในวัย 18 ปีที่ไม่ได้รู้เื่อะไรด้วยเลยหลงรักซ้ำ ๆ เป็สิ่งที่มันควรทำต่อหรืออย่างไร
“เธอพูดถึงอะไรแคลร์” แต่ทว่าจู่ ๆ หล่อนก็ทำเป็ยิ้มแล้วแสร้งทำหน้าเหมือนกับไม่เข้าใจสถานการณ์ “ฉันแค่มาหาเอลลีแค่นั้นเอง”
“เพื่ออะไรกันล่ะแฮดลี่ย์”
“ก็เพราะเอลลีไม่รับโทรศัพท์ฉันเลยทั้งวันไง”
“แล้วมีเหตุผลอะไรที่เอลลีต้องรับโทรศัพท์เธอด้วยในเมื่อเธอกับเอลลีไม่ได้รู้จักกันเป็ส่วนตัว”
“...”
คราวนี้หล่อนเงียบไปแล้วเอาแต่ก้มหน้า ฉันหัวเราะในลำคอเมื่อเห็นว่าเธอกำลังแสดงออกมาว่าไม่พอใจผ่านสีหน้าและท่าทางประจำตัวที่แก้ไม่ได้
“เลิกเอาลิ้นดุนกระพุ้งแก้มสักทีแฮดลี่ย์” คราวนี้หล่อนยกยิ้มแล้วมองไปทางอื่นก่อนจะหันกลับแล้วโน้มตัวเข้ามาพูดบางอย่างให้ฉันได้ยิน
“เพราะฉันกับเอลลีกำลังคบกันอยู่”
“...”
“และถ้าแฟนของตัวเองหายไปกับคนที่เอาแต่เข้ามายุ่งวุ่นวายใน่นี้ใครจะอยู่เฉยได้งั้นเหรอแคลร์”
“...”
“ฮะ...แฮด คะ คือว่า มันแบบ ๆ ๆ” ไม่ใช่แค่เอลลีที่กำลังอึ้งจนพูดตะกุกตะกัก ฉันก็แทบจะไม่เชื่อหูตัวเองที่ได้ยินคำนั้นออกจากปากของแฮดลี่ย์เหมือนกัน “คือฉันว่า—”
“ฉันเป็ห่วงเธอจริง ๆ เอล” ฉันได้แต่ยืนนิ่งเลียริมฝีปากที่แห้งผากตอนที่แฮดลี่ย์เดินผ่านตัวเองไปหาเอลลีที่อยู่ข้างหลัง “อย่างน้อยเธอก็น่าจะตอบข้อความของฉันบ้างสิ”
“เธอมันจอมลวงโลกแฮดลี่ย์” แต่ฉันจะไม่ยอมให้หล่อนทำเป็เมินต่อฉันที่ยังยืนอยู่ตรงนี้ “เลิกแกล้งทำตัวแบบนี้สักทีรู้ตัวไหมว่ามันน่ารังเกียจแค่ไหน”
“แคลร์!” คราวนี้เป็เอลลีที่ตะคอกใส่แต่ฉันไม่ได้สนใจที่จะฟังเพราะเอาแต่จ้องหน้าแฮดลี่ย์อยู่
“คิดว่าใครจะดูไม่ออกงั้นเหรอ” ฉันไม่สนใจอะไรอีกแล้วไม่ว่าแฮดลี่ย์ที่ยืนอยู่ตรงนี้จะเป็คนที่อยู่ในอดีตหรือปัจจุบัน “กลิ่นสกปรกที่เธอสร้างมันมันโชยมาเตะจมูกขนาด—”
พลั่ก ก ก
ฉันล้มลงก้นจ้ำเบ้าแล้วได้แต่มองหน้าคนที่ผลักอย่างไม่เชื่อสายตา สิ่งที่เอลลีทำคือกำลังปกป้องแฮดลี่ย์อย่างนั้นหรือ แถมเธอยังหายใจแรงอย่างไม่พอใจใส่ฉันอีกด้วย
“เอลลีเธอทำอะไรของเธอ”
“ฉะ...ฉันขอโทษแต่เธอกลับไปก่อนเถอะ” และพึ่งเห็นว่าเธอทิ้งกระถางดอกไม้จนมันแตกกระจายอยู่ตรงนั้นไปแล้วเท่ากับว่าสิ่งที่ทำในวันนี้ทั้งวันไม่มีความหมายเลยกับเอลลี ไม่อยากจะเชื่อว่าเธอมันหน้ามืดตามัวเกินไป
“ฉันไม่เข้าใจ” ปัดเศษหญ้าออกจากฝ่ามือและพยายามลุกขึ้นเพื่อยืนต่อหน้าของเธอ “เธอดูไม่ออกเหรอ”
“ฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังพูดถึงอะไรแคลร์แต่ฉันกำลังขอร้องให้เธอไปจากที่นี่และเดี๋ยวนี้เลย”
“เอลลี?” เธอไม่แม้จะมองหน้าฉันเลยด้วยซ้ำ “นี่ฉันกำลังช่วยเธออยู่นะ” เพราะฉันรู้ว่าสุดท้ายแล้วมันจะเป็ยังไง
“กลับไปแคลร์” เอลลีสั่นหัวแล้วเอ่ยแต่คำพูดเดิมซ้ำ ๆ “ฉันไม่มีอะไรจะคุยกับเธอแล้ว” ฉันมองเอลลีสลับกับแฮดลี่ย์ที่ใช้ลิ้นดันกระพุงแก้มทำเป็ก้มหน้าไม่สนใจกับภาพเหตุการณ์น่าอายที่พึ่งเกิดขึ้นกับฉัน
“เธอมันยังเป็เหมือนเดิมเลยเอลลี” ฉันรู้สึกผิดหวังแต่เอาเข้าจริงมันก็ไม่ใช่ความผิดของเธอเสียทีเดียวเพราะแฮดลี่ย์ยังไม่ทันได้ทำอะไรออกมาให้เห็นว่ามันผิด “ก็ได้” ก้มหน้ายอมรับเพราะรู้อยู่แก่ใจว่าถึงยังไงเอลลีก็คงไม่ฟังอะไร ในตอนนี้เธอรักแฮดลี่ย์มากขนาดนั้นและฉันเข้าใจมันดี
“ฉันไม่มีทางปล่อยเื่นี้ไปแน่” ก่อนจะตรงไปบอกแฮดลี่ย์ใกล้ ๆ “ขอให้เธอรู้ไว้เลยว่าฉันจะไม่หยุดแน่นอน” แล้วพาตัวเองเดินออกจากบริเวณนั้นอย่างหัวเสีย ไม่วายยกเท้าแตะล้อรถมัสแตงสีขาวเด่นสะดุดตาของหล่อนที่จอดอยู่เทียบทางฟุตปาธอย่างหงุดหงิดใจ
..
ฉันได้แผลที่สันมือตำแหน่งเดิมอีกแล้ว เื่นี้ไม่โกรธเอลลีเลยที่ผลักฉันล้มเพราะอย่างน้อยความเจ็บที่ได้มาก็เตือนสติให้ต้องใจเย็นกว่านี้ ตอนนี้ฉันยังไม่รู้เื่เกี่ยวกับแฮดลี่ย์อย่างแน่ชัดว่าเป็ยังไง ไม่รู้ว่าแฮดลี่ย์ที่อายุเท่ากับฉันในตอนปัจจุบันจะได้ย้อนเวลามาไหมแต่อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้เสมอบนโลกแสนประหลาดนี้
“อูย” รู้สึกแสบตอนเอาน้ำเปล่าล้างาแ
“ไง” ฉันหลับตาลงอย่างปลงตกเมื่อได้ยินเสียงของใครกำลังทักทาย แม้จะรู้อยู่แล้วว่าการแวะซื้อน้ำเปล่าที่มินิมาร์ทระหว่างทางกลับบ้านของแคลร์จะต้องเจอกับใครที่ทำงานพาร์ตไทม์อยู่ที่นี่
“หวัดดีอเดล” ฉันไม่ได้หันไปหาเขาเพราะเอาแต่เทน้ำเปล่าออกจากขวดล้างาแที่มีเืออกอยู่นิดหน่อย
“ให้ช่วยไหม”
“ไม่ต้องเลย” ฉันยกมือห้ามเลยเห็นว่าเขายืนกอดอกพิงกับผนังกระจกของร้านมินิมาร์ทแล้วเอาแต่ยิ้มให้ “เป็บ้าเหรอ” เขากำมือปิดปากตอนหลุดขำ
“ไปทำยังไงให้ได้แผลอีกแล้ว”
“นายใช้คำว่าอีกแล้ว?” คราวนี้เขายืดตัวยืนตรง “รู้ด้วยเหรอว่าฉันมีแผลตรงนี้มาก่อน”
“ก็” เขาบึนปาก “เธอเอาพลาสเตอร์ปิดไว้ตรงนั้นตลอดแล้วเราพึ่งเจอกันไปเอง”
“อ๋องั้นสินะ”
“เอาพลาสเตอร์อีกไหมล่ะ” เขาใช้นิ้วโป้งชี้ไปด้านหลัง
“ไม่ต้องหรอกขอบใจ” ว่าแล้วปิดขวดน้ำเปล่าที่ยังเหลืออยู่นิดหน่อย “บาย” และรีบเดินออกจากตรงนั้นเพราะไม่รู้ว่าจะอยู่คุยอะไรกับเขาต่อ ในตอนนี้ฉันอยากล้มตัวนอนแล้วกำจัดอะไรต่อมิอะไรที่อยู่ในสมองออกให้หมด
แต่ว่า...
“เฮ้แคลร์” ทำไมเขาถึงชอบเรียกให้ฉันต้องหันกลับไปหาตอนจะเดินออกมาทุกครั้งเลยให้ตายสิ
“ว่าไง” ฉันยกนิ้วโป้งนวดขมับของตัวเองตอนทำหน้าหงุดหงิดใส่เขา “ขอให้นายมีอะไรจะพูดจริง ๆ นะไม่อย่างนั้นฉันจะบีบคอนายแน่”
“คือว่า” เขายกแล้วยิ้มเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ “นี่ของเธอ” มองดูถุงเจลลี่ที่อยู่ในมือที่เขาจับยัดมาใส่ให้ “แบบว่ามันอาจจะช่วยทำให้เธอหายหงุดหงิดจากทุกเื่ที่เจอมาวันนี้น่ะ”
“...”
“คืนนี้ฝันดีนะ บาย”
“...”
มีเื่มากมายเกินขึ้นภายในวันนี้และมันทำให้สมองของฉันปั่นป่วนไปหมด ในตอนนี้ฉันคิดอะไรไม่ออกเลยด้วยซ้ำว่าควรทำยังไงต่อไป ในเื่ระหว่างเอลลีกับแฮดลี่ย์ฉันเคยคิดว่าจะพยายามค่อยเป็ค่อยไปแล้วพาเอลลีออกจากตรงนั้น แต่ทว่าแฮดลี่ย์ที่ไม่รู้ว่าหล่อนคือคนที่อยู่ตอนนี้หรือคนที่มาจาก่เวลาเดียวกับฉันกันแน่ดันทำให้เื่ราวมันยากยิ่งขึ้น หล่อนรู้ว่าฉันกำลังทำอะไรถึงได้เข้ามาแสดงความเป็เ้าของต่อหน้าเอลลีและฉันเชื่อว่าสิ่งที่แฮดลี่ย์ยอมรับตรง ๆ ว่ากำลังคบหากันอยู่จะทำให้เอลลีหลงรักหล่อนขึ้นไปอีกอย่างแน่นอน
ส่วนเื่ของอเดล ฉันไม่รู้ว่าว่าเกิดบ้าอะไรขึ้นกับเขา หลายวันมานี้เขาเข้ามายุ่งวุ่นวายกับฉันมากเกินไปและท่าทางการพูดหรือแม้แต่แสดงสีหน้ามันทำให้ฉันหงุดหงิดทุกครั้ง เขาเป็ผู้ชายประเภทไหนกันแน่เพราะฉันเข้าใจว่าอเดลใน่เวลานี้เขาควรที่จะสนใจแฮดลี่ย์มากกว่าไม่ใช่หรือ
“น่าสงสัย” มองดูถุงเจลลี่ในมือแล้วก็โยนมันออกไปก่อนจะคว่ำเอาหน้ามุดหมอน “ไม่เข้าใจสุด ๆ”
แต่พอได้ลองนึกย้อนกลับไปอีกทีที่ผ่านมาเขาไม่แม้แต่จะเข้าไปหากลุ่มของแฮดลี่ย์เลยและไม่ใช่เพียงแค่นั้น ฉันยังได้ยินจากเบนเล่าให้ฟังว่าเขาเองก็ไม่ได้ไปชมรมฟุตบอลเลยแม้แต่น้อยทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยขาดซ้อมเลยสักครั้งเดียว สุดท้ายคืนนี้ฉันก็นอนไม่หลับลุกขึ้นมาทำแผนผังบนกระดานโดยมีรูปเอลลีอยู่บนสุดถูกเชือกสีแดงเส้นเล็กโยงเข้ากับแฮดลี่ย์ อีกฟากหนึ่งคืออเดลส่วนฉันที่อยู่ในร่างแคลร์อยู่ตรงกลางและพอมองภาพรวมเชือกที่ลากไปมามันเชื่อมกันหมดทุกเส้น
“อ๊าก ก ก ปวดหัวโว้ย”
..
“เบนบอกฉันว่าเธอทำเดตวันนั้นล่ม?” มากาเรตโน้มตัวข้ามถาดอาหารของตัวเองมากระซิบถามฉันที่เอาแต่ใช้ส้อมเขี่ยของกินโดยทำหน้าเหมือนคนซังกะตาย ฉันได้แต่ช้อนตาขึ้นมองหล่อนเพียงนิดหน่อยมากาเรตถึงกลับยกมือขึ้นปิดปาก
“พระเ้าวันหยุดที่ผ่านมาเธอไปทำอะไรกันแน่” เดาว่าหล่อนคงเห็นความคล้ำของใต้ตาผ่านกรอบแว่นที่อดหลับอดนอนของฉัน “สรุปแล้ววันนั้นยังไงกัน”
“ไม่รู้สิ” ก่อนหน้านี้ฉันก็ตอบเบนไปแบบไม่มีแรงจะพูดแล้วเช่นกัน
“แต่เธอตอบข้อความฉันตอนที่กำลังไปส่งเอลลีที่บ้านว่าทุกอย่างเป็ไปด้วยดีไม่ใช่เหรอ”
“ก็ใช่” คราวนี้ฉันเลื่อนถาดอาหารของตัวเองออกไปแล้วฟุบหน้าลงบนโต๊ะ
“มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่แคลร์”
ตอนนี้สมองของฉันตื้อตึงไม่ทำงานเหมือนคนที่พร้อมจะล้มตัวลงไปหลับทุกขณะเพราะวันหยุดที่ผ่านมาฉันเอาแต่คิดถึงเื่ราวต่าง ๆ นานาที่เกิดขึ้นจนแทบไม่ได้นอนเลยทีเดียว
“เฮ้ ถ้าจะนอนก็ควรกลับไปนอนที่บ้านสิ” และมันยังมีเื่ให้ปวดหัวอย่างไม่หยุดไม่หย่อนเมื่อกลุ่มของอเล็กซ์และแบรนโด้มาที่โรงอาหารและเจอคนขี้แพ้สองคนอย่างฉันกับมากาเรตนั่งอยู่ด้วยกัน “บู้ม น้ำตกนมจืดล่ะ ฮะฮ่า ฮ่า ๆ ๆ”
ซวยฉิบ...
“เฮ้แบรนโด้” มากาเรตร้องท้วงเมื่อเขาแกล้งทำนมหกใส่ตัวฉันที่ยังฟุบหน้ากับโต๊ะอยู่ โชคดีที่ฉันเอาหมวกของเสื้อฮู้ดสวมไว้ไม่อย่างนั้นผมเพ้าคงเปียกไปด้วยนม
“นายทำบ้าอะไร”
มากาเรตลุกขึ้นผลักอกเขาที่หันไปหัวเราะกับพวกอเล็กซ์อย่างชอบใจ ฉันค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งตัวตรง ถอดหมวกของเสื้อฮู้ดออกแล้วมองไปยังรอบ ๆ เพราะเป็เวลาพักเที่ยงและโรงอาหารเต็มไปด้วยเด็กนักเรียนทั้งหลายเลยทำให้เป็จุดสนใจอย่างง่ายดาย คนพวกนั้นต่างพากันซุบซิบและหัวเราะกับสิ่งที่ฉันพึ่งโดนกระทำไป
“นี่ยัยพังค์เธอก็ควรอยู่เงียบ ๆ ไปสิ อยากโดนด้วยหรือไง” อเล็กซ์เดินเข้าไปขวางตอนที่มากาเรตทำท่าจะผลักแบรนโด้ออกไปอีกรอบ
“เธอโอเคไหมแคลร์” มากาเรตควานหาทิชชู่แล้วยื่นให้กับฉัน
“พวกนายทำบ้าอะไร—” เบนรีบวิ่งเข้ามาแต่โดนหนึ่งในพวกของอเล็กซ์สะกัดขาทำให้เขาล้มลงไปกองกับอาหารที่ถือมาด้วยจนเลอะเทอะ
“มันจะมากเกินไปแล้วนะ” ฉันลุกขึ้นยืนตวัดสายตาแล้วบอกพวกเขาในตอนที่มากาเรตวิ่งเข้าไปช่วยเบน
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ ดูขี้แพ้พวกนี้สิน่าตลกเป็บ้า” และทุกคนก็จับจ้องมายังเราพวกเขาหัวเราะเห็นด้วยไปกับพวกอเล็กซ์
“เฮ้ยัยฮู้ดดี้” แบรนโด้เขามาหาแล้วยกมือขึ้นมาสะกิดแว่นตาที่ใส่ ฉันปัดมือของเขาออกจากบริเวณใบหน้าอย่างรวดเร็ว “ฮะฮ่า เธอต้องรู้ตัวสิว่าไม่ควรพูดแบบนั้นกับฉัน” เขายังคงจำฝังใจกับสิ่งที่ฉันขู่เขาไปในวันก่อนงั้นเหรอ
“อย่ายุ่งกับแคลร์นะ” เบนที่นั่งอยู่กับพื้นะโออกมายิ่งทำพวกแบรนโด้ยิ่งหัวเราะชอบใจกว่าเดิม
“เอาตัวเองให้รอดก่อนไหมไอ้หมูอ้วนขี้แพ้เอ้ย ฮะฮ่า”
“หุบปากเน่า ๆ ของนายไปซะแบรนโด้” ฉันชี้หน้าแล้วจะเข้าไปช่วยเบนแต่โดนเขาดึงต้นแขนไว้นั่นทำให้ฉันใสะบัดแล้วปัดมือเขาออกอย่างรุนแรงแต่แบรนโด้ยังเข้ามาจับแล้วบีบแขนฉันไว้ได้อยู่ดี “ปล่อยเดี๋ยวนี้” ฉันได้แต่ส่งสายตาเอาเื่ใส่เขาในขณะที่คนอื่น ๆ กลับหัวเราะใส่ ฉันไม่เข้าใจว่าคนพวกนี้เห็นว่าเื่ที่เกิดขึ้นมันปกติได้อย่างไร
“ไม่เอาหน่าแคลร์” เขายังบีบต้นแขนแน่นไม่ยอมปล่อยแม้ว่าฉันจะพยายามแกะมือเขาออก เบนและมากาเรตกำลังจะเข้ามาช่วยแต่ถูกกลุ่มเพื่อนของเขาดักทางไว้
“ปล่อย!” ฉันสะบัดแขนแล้วผลักเขาออกห่างทันที แบรนโด้กางมืออกแล้วหันไปหัวเราะกับพวกอเล็กซ์อีกครั้ง
“นี่มันบ้าอะไรกันวะ!”
“เควิน?”
“เฮ้ดูสิอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยแล้ว”
“นายทำบ้าอะไรวะแบรนโด้”
“เควินไม่เอาหน่า...” แบรนโด้หันไปเอียงคอมองคนที่วิ่งเข้ามาใหม่อย่างเควิน ฉันเห็นว่าเขากำมือของตัวเองแน่นเช่นกันเมื่อเห็นสภาพของพวกฉันที่ถูกแกล้ง แทบไม่อยากจะเชื่อว่าคนที่ไม่เคยบอกให้ใครรู้ว่าแคลร์เป็น้องสาวของตัวเองกำลังเข้ามายืดอกปกป้องกันอยู่
“ฉันว่าครั้งนี้พวกนายทำกันเกินไปแล้ว” เควินชี้หน้าเขาอย่างไม่พอใจ
“แล้วนายเกี่ยวอะไรด้วยเควินหรือเพราะนายเห็นใจพวกขี้แพ้งั้น– เฮ้ไม่เอาหน่าพวก” ในจังหวะที่เควินตรงเข้าไปผลักอกแบรนโด้จนถอยหลังไปอเล็กซ์ที่จ้องอยู่ตลอดพุ่งไปต่อยเข้าที่ใบหน้าของเควินอย่างจังจนเขาเซไปโดนโต๊ะอาหารล้มลงกับพื้น
“แม่งเอ้ยไอ้พวกเด็กเวร!” และฉันก็ทนไม่ได้อีกต่อไปตะหวาดเสียงดังใส่พวกเขา ทั้งอเล็กซ์และแบรนโด้ใหันมองหน้าแล้วก็พากันหัวเราะออกมา
“พวกนายได้ยินกันใช่ไหมยัยฮู้ดดี้ขี้แพ้มันพูดว่าอะไร” ฉันขบกรามแน่นอยากเข้าไปซัดหน้าพวกเขาแต่ต้องทำใจเย็นข่มอารมณ์เดินเข้าไปช่วยพยุงเควินที่นั่งกุมหน้าตัวเองอยู่
“นายเป็อะไรไหมเควิน” เขาสั่นหัวแล้วเอาแต่มองอเล็กซ์ที่ไม่ได้มีความรู้สึกผิดกับเื่ที่ทำเลยสักนิด “นายไม่เห็นต้องแบบนี้เลย” เควินเช็ดเืมุมปากของตัวเองแล้วยิ้มให้ฉันอย่างรู้สึกผิด
“พอแล้วแคลร์ฉันทนที่เห็นน้องสาวตัวเองโดนแกล้งไม่ได้อีกแล้ว” ก่อนจะลุกขึ้นดันให้ฉันไปหลบอยู่ด้านหลังของเขา “พาเพื่อน ๆ เธอไปจากตรงนี้เถอะ” เควินกำลังปกป้องฉันอยู่ เขากำลังโกรธเป็อย่างมากเลยทีเดียวซึ่งไม่ต่างจากฉันในตอนนี้เท่าไหร่นัก
“ไม่ต้องเควิน” แต่ว่าเื่นี้ถ้าฉันไม่จัดการเองมันก็จะเกิดขึ้นอีกซ้ำ ๆ “นายไปทำแผลเถอะ” บอกแล้วเดินไปหา พวกเด็กเวรที่กำลังมองฉันกลับมาอย่างท้าทาย
“ไอ้เด็กพวกนี้”
“เฮ้ยัยสี่ตายัยฮู้ดดี้จะอะไรก็ช่างเธอยังไงก็ขี้แพ้อยู่ดีเธอคิดว่าจะทำอะไรพวกเราได้งั้นเหรอ” หนึ่งในนั้นพูดขึ้น เมื่อคนทั้งโรงอาหารกำลังสนใจทำเสียงฮือฮาแล้วมองดูอย่างตื่นเต้น
“ซินแคลร์” เควินเข้ามาจับไหล่แล้วส่งสายตาดุมาให้ “ฉันบอกให้เธอ—”
“ฉันขอจัดการเอง” เป็เพราะฉันมองเขาอย่างจริงจังผ่านกรอบแว่นใสเควินเลยพยักหน้ายอมแต่เขาก็ยังยืนยันจะอยู่ข้าง ๆ ไม่ไปไหน อเล็กซ์หันไปคุยอะไรบางอย่างกับแบรนโด้ก่อนจะแปะมือกับพวกเขาแล้วพาตัวเองมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน เขายกยิ้มยียวนไล่สายตามองฉันและเควินั้แ่หัวจรดเท้า
“พวกนายหน้าเหมือนกันเป็บ้า ฮ่า ๆ ๆ” เขาว่าแล้วยกหลังมือปิดปากขำ “ไงเควิน แน่ใจเหรอว่านายจะอยู่ข้างยัยขี้แพ้นี่” ฉันจ้องมองหน้าอเล็กซ์ไม่วางตาซึ่งแบรนโด้ส่งเสียงอยู่ข้างหลัง
“ไง” อเล็กซ์ย่อตัวแล้วมองหน้าฉัน “ครอบครัวเธอจนมากเหรอถึงยังไม่ยอมเปลี่ยนแว่นที่แบรนโด้เหยียบหักไปแล้วให้”
การกระทำของอเล็กซ์ในวันนี้ทำให้ฉันคิดไม่ถึงเลยทีเดียว ฉันเห็นเขามาั้แ่ตอนเด็ก ๆ เพราะครอบครัวของเรารู้จักกัน ตอนนี้เขากลายเป็เด็กเกเรและชอบรังแกคนอื่นได้อย่างไรซึ่งมันน่ารังเกียจจนไม่น่าให้อภัยเป็อย่างมาก ฉันไม่เข้าใจว่าต่อจากนี้ในอนาคตคนอย่างอเล็กซ์ทำไมจะได้เป็ถึงครูใหญ่ของโรงเรียนทั้งที่พฤติกรรมของเขาในตอนนี้มันควรเป็ตราบาปและทำให้เขารู้สึกผิดกับมันไปชั่วชีวิตด้วยซ้ำ
“เพราะอะไรอเล็กซ์” ฉันถามแล้วจ้องตาเขาไม่กระพริบ “ฉันอยากรู้ว่าเด็กที่ไม่กล้าแม้แต่ฆ่ามดในตอนนั้นทำไมถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้”
“เธอพูดถึงเื่อะไร” เขาขมวดคิ้วถามแต่ก็ยังยกยิ้มอยู่
“ที่นายทำแบบนี้มันดีแล้วเหรออเล็กซ์ นายคิดว่าสิ่งที่นายทำอยู่ตรงนี้จะไม่ส่งผลกับชีวิตของนายในอนาคตเลยเหรอ นายลองคิดอีกทีอเล็กซ์ว่าถ้านายนึกย้อนกลับมานายจะไม่รู้สึกผิดกับสิ่งที่ทำ”
“เธอพล่ามบ้าอะไรแคลร์”
“คุณเมสันใช่ไหม”
“หยุด...” เขาสั่นหน้าอย่างรวดเร็วอย่างไม่้ารับฟัง
“เพราะคุณเมสันนายถึงต้องทำตัวแบบนี้” ฉันกำลังพูดถึงพ่อของอเล็กซ์และเขานิ่งไปในทันทีที่ฉันหยิบเื่คุณเมสันมาเพราะฉันรู้ว่าอเล็กซ์กลัวและเกรงใจพ่อของเขาแค่ไหน “นายเคยอ่อนโยนอเล็กซ์”
“ฉันไม่รู้ว่าเธอกำลังพูดอะไรอยู่” เื่ของพ่อทำให้อเล็กซ์ค่อนข้างอ่อนไหว เขาส่ายหน้าแล้วจะเดินกลับไป
“การที่คุณเมสันทำร้ายนายนั่นไม่ได้หมายความว่านายต้องมาทำร้ายคนอื่นต่อนะอเล็กซ์” เขาหยุดและค่อย ๆ หันกลับมา อเล็กซ์เอาแต่มองพื้นแล้วส่ายหน้าไปมาอย่างไม่ยอมรับฟัง
“หยุดนะแคลร์! เธอไม่ได้รู้จักฉันดีพอจะพูดเื่นี้” ใบหน้าของเขาเริ่มแดงตอนที่พุ่งเข้ามาใช้นิ้วชี้มาที่ฉัน เควินรีบเอาตัวเองขวางไว้ในทันที
“นายรู้ว่านี่มันผิดนายรู้ว่ามันไม่ถูกต้องหากจะโดนทำร้ายเพียงเพราะเราขี้แพ้ไม่เอาไหน” ฉันยังคงพูดต่อ “แล้วนายก็ยังจะทำเหมือนคุณเมสันน่ะเหรออเล็กซ์” ตอนนี้คนทั้งโรงอาหารต่างพากันเงียบเมื่อรับรู้เื่ที่ฉันกำลังพูดต่อหน้าเขา ขอบตาของอเล็กซ์เริ่มแดงเขาพยายามสูดจมูกแล้วเม้มปาก ยืนผายอกทำเหมือนว่าตัวเองกำลังเข้มแข็ง
“ใช่ฉันคิดออกแล้ว” อีกเื่ที่พระเ้าส่งให้ฉันกลับมา “ตอนเด็ก ๆ นายบอกว่าอยากเป็ครูเหมือนกับแม่นาย” ในประโยคนี้ฉันก้มหน้าพูดกับตัวเองแต่คนที่อยู่ใกล้กันมาก ๆ อย่างอเล็กซ์ได้ยินเขาถึงได้เอาแต่มองฉันอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ฉันไม่เคยบอกใคร” แต่เขาเคยบอกเอลลี
“ไม่สำคัญหรอก” ฉันเดินเข้าไปหาแล้วจับไหล่เขาไว้ “นั่นคือความฝันนายแต่เพราะคนนั้นเอาแต่กดดันเอาแต่โทษว่านายไม่ดีพอเลยทำให้นายต้องเป็แบบนี้ใช่ไหม” ครั้งนี้อเล็กซ์ก้มหน้าไหล่ของเขากำลังสั่นกับคำพูดของฉัน
“เธอจะมารู้ดีได้ไงแคลร์” อเล็กซ์เอ่ยเสียงสั่นแล้วเงยหน้ามองฉันถึงได้เห็นน้ำตาที่เอ่อล้นของเขา “ฉันต้องทำแบบนี้เพราะเขาจะได้รู้ว่าฉันไม่เอาไหนจริง ๆ ไงแคลร์”
“นายไม่ได้เป็แบบนั้นสักนิดอเล็กซ์” ฉันบีบที่ไหล่ของเขาเบา ๆ “นายแค่ต้องพิสูจน์ให้เขาเห็นว่านายไม่ได้เป็แบบนั้นยืนหยัดที่จะลุกขึ้นสู้เพื่อตัวเองสิอเล็กซ์”
“...”
“เฮ้นี่มันซีนดราม่าอะไรกันวะเนี่ย” จู่ ๆ แบรนโด้ก็ะโเข้ามาแทรก “อเล็กซ์นายก็รู้ว่าคนขี้แพ้อย่างยัยฮู้ดดี้มันก็แค่หาเื่พูดไปแบบนั้น”
“ฉันหวังว่านายจะรู้ว่าอะไรเป็อะไรนะอเล็กซ์ นายเคยเป็ที่รับฟังและมีเหตุผลกว่านี้” ฉันบอกคนที่อยู่ตรงหน้าตบไหล่ให้เบา ๆ แล้วเดินตรงไปหาคนที่เอาแต่บอกให้คนอื่นหัวเราะกับเื่ที่กำลังเกิดขึ้น “ส่วนนายแบรนโด้” ฉันจ้องเข้าไปั์ตาเขา
“นายมันก็ขี้แพ้ไม่ต่างจากพวกฉันหรอก” แบรนโด้ที่นั่งอยู่ลุกขึ้น เขาเดินตรงเข้ามาหาฉันอย่างเชื่องช้า ไม่มีใครปริปากพูดอะไรทั้งโรงอาหารก็ตกมาเงียบอีกครั้ง
“ฉันจะเหมือนเธอได้ไง” เขาเค้นเสียงยียวน “ก็เห็น ๆ อยู่ตรงนี้ว่าใครกันแน่ที่ขี้แพ้” ทำพูดเสียงดังแล้วหันไปยกมือหัวเราะกับกลุ่มเพื่อนเวรของตัวเองที่อยู่ด้านหลัง
“งั้นเหรอ” คราวนี้ฉันทำเสียงเยาะเย้ยกลับ
“ใช่สิยัยขี้แพ้”
“งั้นแค่เพราะนายมาสารภาพว่าชอบฉันแต่ว่าฉันไม่ได้ตอบรับกลับนายถึงได้ตามรังควานถึงขนาดใช้อำนาจของพ่อตัวเองกลั่นแกล้งจนแม่ฉันต้องออกจากงานนั่นน่ะเหรอ” ฉันขำออกมา “แบบนี้ยังไม่เรียกว่าขี้แพ้อีกเหรอ” มีเสียงฮือฮาเมื่อมีประเด็นใหม่เกิดขึ้น คนที่อยู่โดยรอบเริ่นหันไปพูดคุยกันทำให้คนอย่างแบรนโด้ถึงกับทำตัวไม่ถูก
“เธอมันโกหกแคลร์!” ทำเสียงดังกลบเกลื่อนเพราะถูกจับได้ ฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ ๆ เื่ราวของแบรนโด้ถึงเข้ามาอยู่ในสมองทำให้ฉันรับรู้เื่ราวของแคลร์ใน่หนึ่งได้
“ไม่มีใครเชื่อเธอหรอก” เขายื่นหน้าเข้ามาใกล้แล้วกัดฟันพูดเสียงเบาให้ได้ยินแค่สองคน
“ฉันไม่แคร์” ผลักเขาออกไปอย่างรังเกียจ “นายทำตัวน่าสมเพชมากรู้ตัวไหมแบรนโด้”
“เฮ้ยัยขี้แพ้นี่กำลังกุเื่โกหกอยู่ล่ะ” เขาะโบอกทุกคน ฉันรู้อยู่แล้วว่ามันต้องแบบนี้เพราะคงไม่มีใครคิดว่าคนอย่างฉันจะถูกแบรนโด้มาสารภาพรัก
“งั้นนายกล้าเปิดตู้ล็อกเกอร์นายให้คนอื่นดูไหมล่ะ” ฉันกัดฟันบอก “ในนั้นมันมีของกี่อย่างที่นายเอาแต่ส่งมาให้แต่ฉันไม่เคยรับแม้แต่ชิ้นเดียว”
“หยุดนะ!”
“กล้าไหมล่ะแบรนโด้” ฉันอกอกท้าทาย เสียงฮือฮาเริ่มดังขึ้นไม่เว้นแม้แต่เพื่อน ๆ ของแบรนโด้เองที่เอาแต่มองหน้ากันไปมา
“เฮ้แบรนโด้นายก็พิสูจน์สิ” มีใครบางคนะโเข้ามาต่อด้วยเสียงเห็นด้วยของทุกคนที่อยู่โดยรอบ
“ถ้ายัยฮู้ดดี้ขี้แพ้โกหกจริงนายจะกลัวอะไร”
“งั้นเื่จริงสินะแบรนโด้”
“แค่แคลร์ไม่สนใจนายถึงกับทำแบบนี้กับหล่อนเชียวเหรอแบรนโด้” หลายคนเริ่มะโถามทำให้แบรนโด้เอาแต่ยืนกำหมัดตัวเองมองฉันด้วยสายตาเอาเื่
“เธอมัน—”
“ฉันว่านายควรหยุดได้แล้วแบรนโด้”
“อเดล?” จู่ ๆ เขาก็รีบพุ่งตัวเข้ามากันฉันจากแบรนโด้ที่กำลังจะหาเื่และนั่นยิ่งทำให้คนโดยรอบแตกตื่นยิ่งกว่าเดิม “นายมาทำบ้าอะไรที่นี่” ฉันถามเสียงเบาเหลือบมองบางคนที่กำลังยกกล้องโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่าย
“โทษทีฉันแค่อยากจะมากินข้าวแต่ไม่คิดว่าจะมาเจออะไรแบบนี้เลยทนไม่ได้น่ะ” อเดลตอบ ในมือของเขาถือถาดอาหารไว้อยู่
“นายยุ่งอะไรวะอเดล” แบรนโด้ถามเสียงดังแล้วทำท่าจะเข้ามาหาเื่อเดลเลยโยนถาดอาหารใส่เขาทันที
“อุ๊ปส์” เขายกมือสองข้างเสมอไหล่ “เลอะเลยโทษทีนะ” แล้วแอบขำใส่แบรนโด้ที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยเศษอาหาร
“นายทำบ้าอะไรวะ!” อเดลยักไหล่ให้ฉันแต่เมื่อหันกลับไปก็ถูกแบรนโด้ต่อยเข้าที่ใบหน้าทันทีจนเขาล้มลงไปกองกับพื้น “นายมายุ่งอะไรด้วยวะเื่นี้มันไม่ได้เกี่ยวกับนายเลยด้วยซ้ำ” เขาเกือบจะเข้าไปต่อยอเดลซ้ำอีกครั้งแต่เควินรีบเข้าไปผลักแบรนโด้กระเด็นออกไปเสียก่อน
“เจ็บเป็บ้า” อเดลกุมใบหน้าตัวเอง “ครั้งแรกเลยนะเนี่ย” ฉันรีบเข้าไปช่วยพยุงให้เขาลุกขึ้น ตอนนี้ทั้งเบนและมากาเรตรวมถึงเควินเขามาอยู่ประกบข้างพวกเราไว้ อเดลเอามือแตะโหนกแก้มตัวเองตัวเองที่เกิดรอยช้ำแล้วร้อง
“อูย ผู้ชายนี่มันหมัดหนักทุกคนเลยหรือเปล่า” เขาบ่นจนหัวคิ้วพันกันยุ่งเหยิง
“นายโอเคไหม” เขาพยักหน้าให้
“นายมันแส่หาเื่ไม่เข้าท่าอเดล” ฉันหันไปหาแบรนโด้ที่กำลังชี้นิ้วมาทางเราสองคน
“นั่นเขาต่อยอเดลเลยเหรอ”
“แบรนโด้ต้องบ้าไปแล้วแน่ ๆ” ผู้คนเริ่มพูดคุยกันเสียงดัง แบรนโด้ได้แต่หันซ้ายหันขวาเมื่อถูกกล่าวถึงเมื่อสายตาคาดโทษของหลายคนกำลังจ้องมองเขาอยู่
“พวกนายจะทำอะไรฉันได้วะไอพวกขี้แพ้” เขาเหมือนคนที่เริ่มเสียสติ
“ไอ้บ้านี่” อเดลจับมือฉันไว้เมื่อทำท่าจะลุกขึ้น เขามองตาแล้วส่ายหน้าไม่อยากให้ฉันเข้าไปยุ่งกับแรนโด้ที่โกรธจนหน้าดำหน้าแดงในตอนนี้ “ฉันรู้หน่าอเดล” ฉันสูดหายใจอย่างเข้าเหลืออดลุกขึ้นเดินตรงไปยังคนที่เอาแต่ะโพล่ามไม่ยอมหยุด
“รู้ไหมแบรนโด้ว่าต่อให้พูดอะไรคนอย่างนายก็คงไม่มีทางที่จะเปลี่ยนไปได้หรอก” ฉันยังจำเื่ในคืนวันเลี้ยงรุ่นที่เขาจงใจเข้ามาแกล้งแคลร์ได้อยู่ “สำหรับนายมันเหมาะกับแบบนี้ที่สุดแล้ว”
ปั่ก ก ก
“โอ้ย!”
“เจ็บฉิบ...” ฉันรีบสะบัดมือตัวเองด้วยความเ็ปหลังจากที่เข้าไปต่อยเสยปลายคางในหมัดเดียวจนแบรนโด้ร้องเสียงหลงและล้มลงไปไม่ลุกขึ้นมาอีกเลย เขาได้แต่เงยหน้ามองทั้งที่เืยังกลบปากเต็มไปหมด
“สมควรโดนแล้ว” ทำท่าจะเข้าไปอีกทีแบรนโด้รีบยกมือขึ้นปกป้องตัวเองแล้วลนลานคลานหนี โชคดีที่อเดลเข้ามาห้ามเสียก่อนไม่อย่างนั้นเขาได้สลบเหมือดคามือฉันแน่
“เธอโอเคนะ” เควินรีบเข้ามาจับมือฉันไปดู “บอกได้ไหมเธอไปฝึกต่อยมวยที่ไหนมา” ฉันขำให้เขานิดหน่อย หันไปดูแบรนโด้และเพื่อนเวรของเขาได้แต่ไม่กล้าสบตาเมื่อถูกโต้กลับ
“คราวนี้ก็รู้แล้วใช่ไหมว่าไม่ควรมายุ่งกับพวกฉันอีก” บอกเสียงแข็งแล้วชี้หน้าเรียงคนพวกเขาได้แต่ยืนนิ่งกลืนน้ำลายตัวเองและพยักหน้ารับรู้
“ให้ตาย!” ยังไม่ทันได้หันไปดีใจกับพวกของตัวเองเลยขนหัวของฉันก็ลุกขึ้นเมื่อเสียงของใครดังตรงมาจากประตูทางเข้า ทันใดนั้นเด็กนักเรียนคนอื่น ๆ ต่างพากันแยกย้ายออกไปอย่างรวดเร็ว “พวกเธอลืมกันไปแล้วเหรอว่านี่มันโรงเรียนน่ะ”
“มะ...มิสเตอร์ควิ้นท์!” เบนแทบจะเป็ลมตอนเห็นเขาเดินทำหน้าถมึงทึงเข้ามาเช่นเดียวกับมากาเรตที่ได้แต่ยืนขาสั่น ฉันถึงกับก้มหน้ารับชะตากรรมแล้วยกมือนวดขมับเมื่อรู้ว่าต่อไปจะโดนอะไรอีก
ซวยฉิบ...รอบที่ 2 ของวัน
.................