(จบ) ย้อนเวลากลายมาเป็นแม่สามีที่ชั่วร้าย

    ตอนที่ 35 ข้านอนรอความตายอยู่ไม่ใช่หรือ

    ตอนที่ 35 ข้านอนรอความตายอยู่ไม่ใช่หรือ


            “เหตุใดจึงพูดเช่นนั้น เข้าใจผิดอะไรหรือเปล่า เคยบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าที่เจ้าหลับทันทีหลังกินข้าวเสร็จเป็นเพราะข้าใช้วิธีบางอย่าง เพียงต้องการให้เจ้าได้นอนพักผ่อนเพื่อฟื้นตัวโดยเร็ว อีกไม่นานพวกเจ้าสองคนก็จะกลับมามีเรี่ยวแรงจนสามารถลงเดินได้ ไม่ต้องจำเป็นต้องนอนทั้งวันเช่นนี้อีก สามารถออกไปนอกบ้านและช่วยข้าทำงานได้”


            เซี่ยหมิงเสียงลูกคนรองพลันชะงักก่อนเอ่ย “พวกเรายังกลับไปเดินได้หรือ ท่านหมายความว่าอย่างไร ข้ากับน้องสามจะอาการดีขึ้นหรือ?”


            ไป๋เพ่ยเพ่ยพยักหน้า


            นางเห็นว่าแม้ยามปกติแล้วเขาไม่ค่อยพูดจาแต่ในใจกลับคิดมากมาตลอด คิดว่าที่ตนเองหลับเช่นนี้ทุกวันเป็นเพราะสุขภาพไม่ดีและใกล้ตายเต็มที


            เป็นความผิดของนางเองที่ไม่อธิบายกับให้เขาเข้าใจ 


            เพื่อเลี่ยงการเข้าใจผิด ไป๋เพ่ยเพ่ยจึงรีบชี้แจง


            ในที่สุดเขาก็กระจ่างแจ้งแก่ใจ รู้ว่าตนเองไม่ได้ใกล้ตายหากแต่กำลังฟื้นตัว 


            ทันใดนั้นพลันมีความหวังและสภาพจิตใจดีขึ้นทันตา


            ไป๋เพ่ยเพ่ยเห็นแล้วรู้สึกว่าต้องอธิบายกับเซี่ยหมิงรุ่ยลูกคนที่สามเช่นกัน อย่าได้ให้เขาเข้าใจผิด


            เมื่อเซี่ยหมิงรุ่ยได้ยินเช่นนี้แล้วปากพลันกระตุก ตนจะเข้าใจผิดไปในทางนั้นได้อย่างไร เขาหาใช่คนซื่อบื้ออย่างพี่รองเสียเมื่อไหร่


            ร่างกายดีขึ้นหรือย่ำแย่ลง มีหรือจะรับรู้ไม่ได้


            “ท่านแม่ ข้าไม่ได้เข้าใจผิดไปในทางนั้น ข้าพอจะคาดเดาได้”


            “ที่พี่รองเจ้าเข้าใจผิด ทำเอาข้าตกใจ ข้ารึสู้อุตส่าห์ช่วยชีวิตลูกทั้งสอง แต่เขากลับนอนรอความตาย จะเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร อีกไม่นานข้าก็จะปล่อยพวกเจ้าและไม่ให้นอนทั้งวันเช่นนี้อีก เพียงแค่ต้องทนอีกหน่อยเท่านั้น” 


            “พี่รองเป็นคนมีความคิดเรียบง่าย ไม่ซับซ้อน หากเพียงได้อธิบายเขาให้ชัดเจน ยิ่งช่วงนี้ท่านทั้งสองทำงานหนัก เขาจึงคิดไปต่าง ๆ นานาว่าเราทำให้ลำบาก... ต่อให้วันหนึ่งเราทั้งสองไม่อาจรอดก็ไม่ถือโทษโกรธท่าน เพียงแค่ได้ลืมตาขึ้นมาบนโลกใบนี้  ก็ดีใจมากแล้วที่ได้เกิดมาเป็นลูกชายพวกท่าน น่าเสียดายที่ไร้วาสนา ดีที่…”


            “เดี๋ยวจากนี้ไปพวกเจ้าจะอาการดีขึ้น วางใจข้าได้ ยามนี้ทำได้เพียงใช้ชีวิตลุ่ม ๆ ดอน ๆ กันไม่ให้เกิดเรื่องผิดพลาดใดอีก เราจะต้องไม่ยอมแพ้ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหรือข้าก็ห้ามถอดใจ เจ้าต้องเชื่อใจข้า ข้าจะช่วยเจ้ากับพี่ชายให้จงได้!” 


            ไป๋เพ่ยเพ่ยมองหน้าเซี่ยหมิงรุ่ยพร้อมคำสัญญาเป็นมั่นเป็นเหมาะ


            เซี่ยหมิงรุ่ยสบตานางอยู่พักหนึ่งก่อนบอก “ท่านแม่ คล้ายกับท่านดูเปลี่ยนไป”


            ตายแล้ว!


            ไป๋เพ่ยเพ่ยอุทานในใจ


            เด็กคนนี้ดูออกอย่างนั้นหรือ?


            จากนั้นเขาค่อยส่งยิ้มกว้างขณะเอ่ย “ท่านแม่ดูมั่นใจและแข็งแกร่งขึ้น ดีนัก ข้ากลัวท่านแม่จะร้องไห้ ได้แต่กลัวว่าหากสิ้นเราไปแล้วท่านจะต้องทุกข์ทรมาน จนไม่อาจคุมตนเองได้... ข้าเพียงหวังว่าข้ากับพี่รองจะนำพาความสุขมาให้ท่าน หาใช่ความทุกข์ เราไม่ต้องการเป็นภาระ…”


            “จะเป็นภาระได้อย่างไร การที่เจ้าได้มาเกิดบนโลกใบนี้คือความหวังของข้า เป็นโชคชะตาที่ข้าวิงวอนต่อหน้าพระโพธิสัตว์มานานหลายปี” 


            ไป๋เพ่ยเพ่ยพลันครุ่นคิดในหัว


            แม้นางจะไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม แต่ก็ไม่ต้องการให้เขาหมดหวัง   


            ทั้งยังอยากให้เข้าใจว่าไม่ว่าพวกเขาจะมาเกิดบนโลกใบนี้ด้วยโชคชะตาเช่นใดสำหรับผู้เป็นมารดานั้นพวกเขาคือ ‘สมบัติ’ ซึ่งหาได้ยากยิ่ง


            ความรักของแม่ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้า


            ในขณะเดียวกันก็ปราศจากความเห็นแก่ตัวที่สุด


            เซี่ยหมิงรุ่ยน้ำตารื้นขึ้นมา


            เขารับรู้ได้ถึงสิ่งที่ต่างออกไป แม้ก่อนหน้านี้มารดาจะรักพวกเขาเพียงใด ทว่ากลับทำให้รู้สึกว่าตนเป็นตัวถ่วงอยู่เสมอ 


            นางไม่ค่อยได้บอกกล่าวคำเช่นนี้กับพวกเขา


            เขาสัมผัสถึงความผิดแปลกนี้ได้สักพักแล้ว เพียงแค่เพิ่งมามั่นใจเอาป่านนี้ บางทีเขาอาจเสียสติไปถึงได้ไม่ขัดเคืองใจแม้แต่น้อย พลันรู้สึกว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีแล้ว 


            เพราะมารดาสามารถสลัดที่นั่งลำบากนี้ก่อนเริ่มต้นใหม่


            เช่นนี้บางทีเขากับพี่รองคล้ายได้เกิดใหม่


            ไม่รู้ด้วยเหตุใด แต่เขาเชื่อว่าสตรีตรงหน้าผู้นี้จะนำพาความหวังมาให้ตนและพี่รองอย่างแน่นอน


            นางช่างอ่อนโยนและอบอุ่นราวกับแสงอาทิตย์


            ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่รู้ว่าตนเองถูกมองออก หากรู้เข้าคงได้หวั่นใจ นางคิดมาตลอดว่าตนเองนั้นแนบเนียนและปั้นคำอธิบายของการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่ฟังขึ้น


            ทว่ากลับลืมไป... 


            ไม่มีใครรู้จักบุพการีดีไปกว่าลูก ๆ บางคนอาจไม่เฉลียวพอจะคิดได้ หากบางคนกลับทำตรงกันข้าม


            นางสามารถตบตาผู้อื่นได้แนบเนียน หากแต่ไม่สามารถหลอกลวงลูกชายคนที่สามของเจ้าของร่างเดิมอย่างเซี่ยหมิงรุ่ยได้ เขามีความจำเป็นเลิศ เฉลียวฉลาด และไหวพริบดีที่สุดในตระกูลเซี่ย


            หากไม่ใช่เพราะร่างกายอ่อนแอ เขาอาจพ้นเคราะห์และกลายเป็นอนาคตของตระกูลเซี่ย


            มันสำปะหลังสามารถนำไปทำได้หลายอย่าง คนโบราณมีภูมิปัญญาในการแปรรูปเพื่อให้สะดวกแก่การจัดเก็บ เช่น การตากแห้งทำเป็นแป้งมันสำปะหลัง 


            แป้งมันสำปะหลังต่างจากแป้งชนิดอื่น มันไม่สามารถใช้ทำเส้นบะหมี่ได้ แต่นำมาทำเป็นบัวลอยแก้วคล้ายบัวลอยธรรมดาได้ และเส้นของมันจะคล้ายกับเส้นบะหมี่


            หลังจากแช่น้ำทิ้งไว้นาน หากเก็บทั้งอย่างนี้จะเน่าเสียเอาได้ ไป๋เพ่ยเพ่ยมอบหมายให้คนในบ้านหั่น ก่อนจะนำไปตากแห้ง


            ด้านเซี่ยเหมียวเหมียวกับครอบครัวอยู่บ้านหั่นและตากแห้งมันสำปะหลัง 


            ในขณะที่ไป๋เพ่ยเพ่ยพาคนตระกูลหลิวขึ้นเขาไปขุดมันสำปะหลัง


            ทุกคนที่เคยลิ้มรสมันสำปะหลังต่างติดใจ ไม่เพียงแต่เพราะความหวานและเหนียวนุ่ม แต่ยังอิ่มท้องอีกด้วย


            ผู้ที่ไม่ขุดของดีขนาดนี้ขึ้นมานับว่าโง่เง่าเต็มที


            เวลานี้นับเป็นการทดสอบสัญชาตญาณของมนุษย์ ว่าจะขุดกินเองผู้เดียวหรือเอื้อเฟื้อบอกผู้อื่นให้มาขุดด้วยกัน


            ไป๋เพ่ยเพ่ยบอกว่าคนเราต้องมีจุดยืน ดูแลครอบครัวก่อนค่อยเอื้อเฟื้อแก่ผู้อื่นยามที่มีเหลือเฟือ


            ด้วยเหตุนี้นางจึงไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องนี้กับป้าหลิว พวกนางเพียงร่วมมือกันแอบขุดมันสำปะหลังโดยไม่ได้ปริปากบอกใคร


            “บนเขามีมันสำปะหลังไม่มาก หากทุกคนพากันขึ้นไปขุดจนหมดป่า พืชผลอาจเสียหายได้ แถมมันอาจหลงเหลือไม่มาก ทุกวันนี้ผู้คนล้วนอดอยาก พวกเราขุดกันเองก่อนดีกว่า” ไป๋เพ่ยเพ่ยบอก


            “หากใครมาพบเข้าก็ถือว่าเป็นความสามารถของเขา ยิ่งไปกว่านั้นของอย่างนี้ก็ไม่อาจปิดบังไว้ได้นาน”


            “ปิดบังได้ไม่นานจริง ๆ ในหมู่บ้านมีหูตามากมาย ขึ้นเขาทุกวันย่อมทำให้พวกเขาสงสัย” สีหน้าป้าหลิวดูเห็นด้วย


            “ถ้าใครมาพบค่อยอธิบายให้ชัดเจน อย่าให้กินมั่วซั่วจนต้องพิษ หากไม่มีใครพบ เราก็เพียงขุดนานหน่อยค่อยบอกพวกเขาภายหลัง เพียงต้องการขุดมากินเองให้มากหน่อย หาใช่เรื่องผิดปกติ ต่อให้มีคนรู้ก็มาโทษกันไม่ได้” 


            ป้าหลิวให้ไป๋เพ่ยเพ่ยพาขึ้นไปก่อนเพื่อระบุพิกัดพืชที่พบ


            หลังจากนั้นค่อยแยกย้ายกันขึ้นไปขุด


            ป้าหลิวไม่ให้ไป๋เพ่ยเพ่ยต้องสอนโดยเปล่า 


            ทุกครั้งที่ตระกูลหลิวขุดมันสำปะหลังกลับมาได้ ก็จะยกให้ไป๋เพ่ยเพ่ยหนึ่งในสิบเช่นกัน


            แน่นอนว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนคนจะค้นพบเข้า หากมีคนรู้แล้วก็ค่อยต่างคนต่างขุดหาเอาเอง ตระกูลหลิวเพียงอยากจะขอบคุณก็เท่านั้น


            หากโชคดีไม่มีถูกใครจับได้ในปีนี้ พวกนางก็กะไว้ให้หลังจากนี้หนึ่งเดือนตั้งใจจะกักตุนให้เพียงพอต่อของครอบครัวตน


            เหตุใดถึงเป็นหนึ่งเดือนน่ะหรือ?


            เนื่องจากว่ากันโดยทั่วไปหนึ่งเดือนนับว่าถึงขีดจำกัดแล้ว หมู่บ้านกว้างเพียงเท่านี้ การกระทำของครอบครัวของพวกนางสองคนต้องถูกจับได้อย่างแน่นอน