บทที่ 4
ภารกิจของไมยะ
[MAIYA PART]
หลังจากฉันทำพิธีถวายตนเสร็จ ฉันก็เริ่มงานทันที
ฉันทำงานบริการทุกอย่าง ทั้งดูแลคนป่วย เสิร์ฟอาหาร ทำความสะอาด งานยิบย่อยต่างๆ ขาแทบลากดิน ฉันหัวหมุนไปกับงานล้นมือแทบไม่ได้ดูเดือนดูตะวัน จนกระทั่งวันที่คุณฮาซูโนะมาเยี่ยมหา ฉันถึงได้รู้ว่าเวลาผ่านไปแล้วหนึ่งอาทิตย์
“เวลาผ่านไปเร็วมากเลยนะคะ ฉันทำงานอย่างเดียวจนไม่รู้วันรู้เวลาเลย”
ฉันกับคุณฮาซูโนะออกมานั่งเก้าอี้ยาวใต้ต้นไม้ใกล้ๆ โรงยิมแล้วหาเริ่มคุยกัน
“นั่นสินะ ฉันก็เพิ่งได้รับอนุญาตให้ออกจากโรงพยาบาล ได้แต่นั่งๆ นอนๆ เห็นเธอทำงานไม่หยุดแบบนี้ชักรู้สึกผิดเลยแฮะ”
“อย่าพูดแบบนั้นสิคะ คุณโนกิเสี่ยงชีวิตปกป้องพวกเราสุดความสามารถ ทำให้ขบวนอพยพไม่มีการสูญเสีย แค่นี้ฉันก็ไม่รู้จะตอบแทนบุญคุณยังไงแล้วค่ะ”
“พลังของฉันมันมีไว้เพื่อทำสิ่งนั้นอยู่แล้ว ว่าแต่เธอเถอะ ได้รับพลังมิโกะมา ไหงมาทำงานบริการผู้อพยพไม่ได้หยุดพักแบบนี้ล่ะ”
“เื่นั้น…”
ฉันเล่าย้อนไปยังวันแรกที่ได้ทำพิธีถวายตน
ท่านอิสึมิ มิโกะลำดับที่หนึ่ง ได้มอบภารกิจให้ฉันดูแลผู้อพยพร่วมกับมิโกะลำดับสิบและสิบเอ็ด แม้งานหลักๆ คือการดูแล แต่แท้จริงแล้วเรากำลังเฝ้าระวังหนึ่งในกลุ่มผู้อพยพที่มีคำสาปติดตัวอยู่
ใน่หนึ่งอาทิตย์ที่ผ่านมานี้ ยังไม่มีผู้อพยพคนไหนแสดงอาการว่าถูกคำสาปเล่นงาน ทว่าคนที่เสียใจและร้องไห้กับการสูญเสียครอบครัวก็ยังมีให้เห็นอยู่ตลอด ซึ่งสิ่งที่พวกเราทำได้ก็มีเพียงอยู่เคียงข้างพวกเขาและกอดปลอบเท่านั้น
“การเฝ้าระวังภาวะจิตใจด้านลบยากมากเลยค่ะ”
“อืม...งานของเธอหนักไม่ใช่เล่น แต่ไม่ต้องห่วง ฉันอยู่ตรงนี้แล้ว หากมีอะไรให้ช่วย บอกฉันได้เลย” คุณโนกิโอบไหล่ให้กำลังใจฉัน
“ขอบคุณนะคะคุณโนกิ ขอบคุณทุกๆ เื่เลย”
เราสองคนยิ้มให้กัน รอยยิ้มนั้นช่วยเพิ่มพลังใจให้กับฉันเป็อย่างดี
“แย่แล้วไมยะ เกิดเื่ขึ้นแล้ว!!”
ฉันที่นั่งซึมซับบรรยากาศกับคุณโนกิ ถูกขัดโดยมิโกะลำดับสิบ เธอวิ่งหน้าตาแตกตื่นมาหาฉัน
“เกิดอะไรขึ้นคะ มีใครเป็อะไรคะ”
“คะ คือว่า คือแฮกๆ”
มิโกะลำดับสิบชี้ไปในโรงยิมพร้อมทั้งหอบหายใจถี่รัว ฉันไม่สามารถรอคำอธิบายของเธอได้ จึงลุกขึ้นวิ่งเข้าไปดูสถานการณ์ในโรงยิมด้วยตัวเอง
ปัง!
เมื่อฉันผลักบานประตูเข้าไป สิ่งที่ฉันพบก็คือผู้หญิงคนหนึ่งกำลังอาละวาดทำลายข้าวของราวกับคนเสียสติ
“นะ นี่มัน!”
ฉันตัวแข็งทื่อเมื่อคำสาปที่พวกเราเฝ้าระวังมาโดยตลอดเกิดขึ้นต่อหน้า หญิงคลุ้มคลั่งคนดังกล่าวดูราวกับคนที่ถูกิญญาชั่วร้ายสิงสู่ เธอทำท่าทางราวกับเธอกลายร่างเป็อสุรกาย ทำลายข้าวของแล้ววิ่งไล่กัดคนอื่น
เด็กๆ ที่วิ่งหนีไม่ทันโดนเธอกัดไปสองคน ฉันวิ่งเข้าไปดูอาการเด็กๆ บนแขนของเด็กทั้งสองมีรอยแผลจากการถูกกัดอยู่
“ไม่เป็ไรนะเด็กๆ พี่อยู่ตรงนี้แล้ว”
ฉันโอบปลอบเด็กทั้งสองที่ร้องไห้จ้าแล้วหันไปขอความช่วยเหลือจากกลุ่มผู้ชายให้ช่วยต้านหญิงคลุ้มคลั่งเอาไว้ จากนั้นฉันก็ขอความร่วมมือให้พวกผู้หญิงพาพวกเด็กๆ ไปอยู่นอกโรงยิม
“มิโกะลำดับสิบเอ็ดช่วยรับเด็กสองคนนี้ไปทีค่ะ พาพวกเค้าไปที่ปลอดภัยแล้วรีบทำแผลด้วย!” ฉันะโขอความช่วยเหลือ แต่เธอตัวสั่นจนขยับไปไหนไม่ได้
“ฉะ ฉัน ฉัน…”
“มิโกะลำดับสิบเอ็ด!! คุณจะสติแตกยังไงฉันไม่ว่า แต่ช่วยพาเด็กสองคนนี้ไปข้างนอกที ขอร้องล่ะ!!”
“คะ คือฉัน...ฉันน่ะ”
“ได้โปรด…”
มิโกะลำดับสิบเอ็ดพยักหน้ารับคำทั้งที่ร่างกายยังสั่นสะท้าน เธออุ้มเด็กสองคนนั้นไปจากฉันแล้ววิ่งสุดกำลังออกจากโรงยิมไป
ฉันมองตามหลัง เมื่อแน่ใจแล้วว่าเธอพาเด็กทั้งสองไปยังจุดปลอดภัย ฉันก็หันมารับมือกับสถานการณ์ในโรงยิมต่อ
“อ๊ากก!!”
โครม~
เสียงกรีดร้อง เสียงโครมครามดังขึ้นในทันทีที่ฉันหันกลับมา
พวกผู้ชายถูกหญิงคลุ้มคลั่งผลักกระเด็น จากนั้นหญิงคลุ้มคลั่งก็เริ่มไล่กัดพวกเขา
ฉันควรจะทำยังไงดี หากขืนยังปล่อยให้นางอาละวาดแบบนี้ต่อไป ความเสียหายคงเกินขอบเขตที่จะควบคุมได้แน่!!
คิดสิคิด!!
หาวิธีกำจัดคำสาปให้ออกสิ เธอเป็มิโกะนะ คิดเร็วเข้า!!
โครม!!
เสียงข้าวของถูกพังทลาย พวกผู้ชายถูกผลักล้มกันระเนระนาด
“อ๊าก!! ช่วยด้วย ยัยบ้านี่จะฆ่าฉันแล้ว!!”
ฉันรีบหันไปมองตามต้นเสียง ชายวัยกลางคนคนหนึ่งพยายามคลานหนีจากหญิงคลุ้มคลั่งที่กำลังกัดกินต้นขาของเขาอยู่
“ชะ ช่วยด้วย อ๊ากกกก!!”
เขาร้องะโอย่างสุดเสียง เมื่อหญิงคลุ้มคลั่งฉีกทึ้งเนื้อต้นขาของเขาออกมาเป็ชิ้นๆ
“นะ นี่น่ะเหรอตัวตนของคำสาป!”
ฉันทำอะไรไม่ถูกเลยเมื่อเจอกับภาพอันน่าสยดสยองตรงหน้า กลิ่นคาวเื เสียงหวีดร้อง เสียงโหยหวน และความตายอยู่ใกล้ฉันเพียงเอื้อมมือ
ทำไงดี ฉันจะช่วยผู้ชายคนนั้นยังไงดี เขากำลังทรมานอยู่ ฉันควรทำยังไง!!
“โอ๊ยไม่รู้แล้ว เอาไงเอากัน!!”
ฉันพุ่งเข้าไปผลักหญิงคลุ้มคลั่งให้ออกห่างจากผู้เคราะห์ร้าย การกระทำนั้นแม้จะสามารถซื้อเวลาให้ลุงเค้าหนีจากความตายไปได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่เท่าเทียม
“กรร!!”
หญิงคลุ้มคลั่งจ้องฉันด้วยดวงตาสีแดงก่ำ เธอย่างสามขุมเข้ามาหาฉัน หมายจะกัดกินฉันให้หายแค้น
“คุณคะ คุณยังมีสติอยู่ไหมคะ”
ฉันพยายามเรียกสติหญิงคลุ้มคลั่ง แต่ดูเหมือนจะไม่ได้ผล เธอไม่ฟังเสียงของฉันเลย ั์ตาของเธอมีเพียงจิตมุ่งร้าย สติสัมปชัญญะก็ขาดหาย คำสาปคงกลืนกินเธอไปจนหมดแล้ว
“แกคือตัวอะไร เป็เพียงแค่คำสาปทำไมถึงสามารถสร้างตัวตนได้เทียบเท่าอสุรกายแบบนี้!!”
“กรร!!”
หญิงคลุ้มคลั่งพุ่งตรงเข้ามาหาฉัน ความบ้าบิ่นนั้นทำให้ฉันต้องหนี
“ทุกคนออกไปเร็ว ในนี้ไม่ปลอดภัยแล้ว!!”
สิ้นคำพูดนั้น กลุ่มผู้ชายที่รอเสริมกำลังให้ฉันก็พากันวิ่งออกไป มีเพียงฉันที่ไม่อาจหนีออกไปได้ หญิงคลุ้มคลั่งจับตัวฉันเอาไว้ใน่จังหวะที่ฉันมัวแต่ะโสั่งให้ทุกคนหนี
“ไม่ต้องห่วงฉัน รีบหนีไป เร็วเข้า!!”
แกร็กๆ แกร็กๆ
เป็เวลากว่าห้านาทีแล้วที่ฉันยื้อยุดอยู่กับหญิงคลุ้มคลั่งโดยมีโต๊ะนักเรียนขั้นกลาง
ใน่จังหวะที่ฉันถูกจับแล้วหนีออกไปไม่ทันนั้น สายตาของฉันเหลือบไปเห็นโต๊ะนักเรียนที่อยู่ข้างตัว ฉันเลยใช้โต๊ะนักเรียนนั้นฟาดหญิงคลุ้มคลั่งแล้ววิ่งไปหลบมุมห้องโดยเอาโต๊ะมาบังตัวเองเอาไว้
ตอนนี้ความเป็ความตายกำลังแข่งขันกันอย่างดุเดือด ไม่มีใครสามารถเข้ามาช่วยฉันได้ แม้แต่คุณโนกิก็ถูกสั่งห้าม
คำสาปไม่ได้เล่นงานเฉพาะคนที่ถูกอสุรกายกัด แต่คำสาปสามารถแพร่กระจายไปได้อย่างรวดเร็วผ่านการถูกกัดอีกด้วย
ตอนนี้ข้างนอกเองก็กำลังวุ่นวาย คนที่ถูกกัดกำลังทุรนทุรายจากคำสาปอยู่!!
“โธ่เว้ย!!”
แรงของฉันใกล้จะหมดแล้ว หากโต๊ะตัวนี้ถูกกระชากออกไปได้เมื่อไหร่ ฉันคงหนีไม่พ้นเงื้อมมือของเธอเป็แน่
“กรร!!”
ให้ตายเหอะ หญิงคลุ้มคลั่งจะแรงเยอะไปไหน ฉันต้านไม่ไหวแล้ว!!
“กรร!!”
โต๊ะที่เป็ดั่งบาเรียคุ้มครองของฉันถูกหญิงคลุ้มคลั่งแย่งไปจนได้ ฉันหมดทางป้องกันแล้ว
“กรร!!”
หญิงคลุ้มคลั่งจ้องมองฉันอย่างเหลืออด เธอหอบหายใจถี่รัว ก่อนจะเริ่มทำร้ายร่างกายฉัน
“อัก!!”
เธอใช้โต๊ะฟาดฉัน ความเกรี้ยวกราดถูกระบายลงที่แขนซ้ายของฉัน รู้สึกได้เลยว่ากระดูกร้าว
“อัก!!”
เธอฟาดซ้ำอีกครั้ง คราวนี้ขาโต๊ะฟาดเข้าที่หลังของฉันเต็มๆ ความเ็ปแล่นไปทั่วทั้งร่าง ฉันหมดแรงจะต่อกรกับเธอแล้ว ร่างกายมันเหมือนชัตดาวน์ ฉันล้มลงไปนอนคุดคู้อยู่กับพื้น
“กรร!!”
หญิงคลุ้มคลั่งร้องคำรามใส่หน้าฉันราวกับจะเย้ยหยัน เธอมองร่างไร้การป้องกันของฉันแล้วเริ่มลงมือกัดกิน
“กะ แกเนี่ย ไม่มีความปรานีเอาเสียเลยนะ แค่กๆ”
ฉันหายใจไม่ค่อยออก ความจุกอึดอัดจากการถูกตีเข้าด้านหลังยังไม่จางหาย
หญิงคลุ้มคลั่งใช้ปลายนิ้วไล้เรือนร่างของฉันอย่างย่ามใจ เริ่มจากพวงแก้ม เลื่อนลงมาที่ลำคอ ต่ำลงไปเรื่อยๆ จนถึงต้นขา เธอบีบขยำอยู่พักหนึ่งก่อนจะโน้มตัวลงเพื่อกัดกิน
“คิดว่าฉันจะยอมจบเห่แค่นี้หรือไง!”
ฉันยังมีสิ่งที่ต้องทำอีกมากมาย ฉันเป็มิโกะ เป็ความหวังของมวลมนุษย์ จะมาตายเพียงเพราะจัดการคนที่ถูกคำสาปเล่นงานแค่นี้ได้ยังไง
“ฉันจะไม่ยอมให้คำสาปบ้าบออย่างแกมาทำร้ายผู้คนไปมากกว่านี้อีกแล้ว!”
จะเสี่ยงยังไงก็ช่าง ฉันจะเป็คนบุกเบิกการใช้พลังมิโกะชำระล้างคำสาปเอง!!
“กรร!!”
หญิงคลุ้มคลั่งร้องคำรามด้วยความใ เมื่อจู่ๆ ฉันก็จับไหล่ทั้งสองข้างของเธอเอาไว้
“อดทนหน่อยนะคะ ฉันจะชำระล้างคำสาปให้คุณเอง!”
“กรร!!” หญิงคลุ้มคลั่งพยายามดิ้นหนีราวกับรู้ว่าตนเองกำลังจะเจอกับอะไร ทว่ามันสายเกินกว่าจะหนีได้ ฉันไม่มีทางปล่อยเธอไปเด็ดขาด!!
“ด้วยพลังแห่งเทพคุ้มครอง โปรดใช้ร่างกายของข้าเป็ดั่งสะพานเชื่อมโลกทั้งสองเข้าด้วยกัน โปรดใช้พลังของท่านกำราบความชั่วร้าย ชำระล้างคำสาปให้หมดไปจากร่างกายของหญิงผู้นี้ด้วยเถิด!!”
“กรี๊ดดดด”
หญิงคลุ้มคลั่งดีดดิ้นทุรนทุรายราวกับถูกน้ำร้อนสาดใส่ ร่างกายเธอมีควันรอยคลุ้งราวกับถูกเผาไหม้ กลิ่นเหม็นสาบลอยตลบอบอวลไปทั่ว ฉันใช้พละกำลังทั้งหมดกดร่างหญิงคลุ้มคลั่งเอาไว้ แต่ดูเหมือนพลังของฉันมีไม่มากพอ ฉันจึงถูกหญิงคลุ้มคลั่งดีดกระเด็น
โครม!!
ร่างของฉันปลิวไปชนเข้ากับกล่องลังเสบียงอาหาร ข้าวของภายในกล่องหล่นทับร่างฉันแล้วกลิ้งกระจายระเนระนาด
“ฉันไม่ยอมแพ้แค่นี้หรอก!!”
ฉันรวบรวมกำลังทั้งหมดลุกขึ้นยืนแล้วตั้งท่ารบเต็มที่
“กรร!!”
หญิงคลุ้มคลั่งเองก็เอาจริงแล้วเหมือนกัน
เราต่างฝ่ายต่างพร้อมรบกันเต็มที่ สายตาที่จ้องเขม็งฉายชัดว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องตายกันไปข้าง และแน่นอนว่าฉันเองก็พร้อมจะแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้ชัยชนะนั้นมา แม้จะต้องมอบร่างกายนี้ให้เทพเ้าก็ตาม!!
“เข้ามาเลยไอ้คำสาปชั่ว!!”
“กรรรร!!”
หญิงคลุ้มคลั่งคำรามขู่สุดเสียงแล้วพุ่งเข้าจู่โจมฉันด้วยกำลังทั้งหมดที่เธอมี
หมับ!!
ฉันใช้มือทั้งสองข้างจับล็อกตัวเธอเอาไว้ โชคดีที่เมื่อกี้เธอถูกชำระล้างไปส่วนหนึ่ง พละกำลังของเธอจึงลดลงให้ฉันพอยื้อยุดฉุดกระชากกับเธอได้บ้าง
เราปลุกปล้ำกันอยู่พักใหญ่จนในที่สุดฉันก็จับเธอนอนคว่ำได้สำเร็จ
ฉันขึ้นไปนั่งคร่อมบนหลังเธอ มัดมือทั้งสองข้างของเธอด้วยสายรัดโอบิ เมื่อฉันแน่ใจแล้วว่าเอาเธออยู่หมัด ฉันก็เริ่มสวดภาวนาอีกครั้ง
“กรี๊ดดดดด!!” เธอกรีดร้องทุรนทุรายราวกับจะขาดใจให้ได้
“อดทนอีกหน่อยนะคะ”
ฉันสวดต่อไป สวดจนกลิ่นเหม็นไหม้ลอยคลุ้งออกมาจากร่างเธอ
อีกนิดเดียว อดทนเอาไว้นะคะ
“กรี๊ดดดดดดด”
เสียงกรีดร้องแหลมเล็กนั้นดังกึกก้องไปทั่วทั้งโรงยิม มันเป็เสียงโหยหวนทรมานแสนสาหัสจนฉันแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
ฉันได้แต่สวดภาวนาสลับกับบอกให้เธออดทนเข้าไว้ การสู้รบนี้แม้จะใช้เวลาไม่กี่วินาที แต่สำหรับฉันแล้วมันยาวนานเกินกว่าร่างกายมนุษย์อย่างฉันจะทนรับไหว
ฉันมาถึงขีดจำกัดแล้ว ฉันสามารถไล่คำสาปออกไปจากร่างหญิงคลุ้มคลั่งได้ แต่ฉันมีพลังไม่พอที่จะกำจัดก้อนคำสาปซึ่งลอยเป็กลุ่มควันสีดำในอากาศ
ฉันมองกลุ่มควันนั้นแล้วก็รู้ได้ในทันทีว่าหลังจากนี้ฉันจะต้องเจอกับอะไร
กลุ่มก้อนคำสาปพุ่งตรงเข้าหาฉัน การโจมตีของมันเล่นงานทุกเซลล์ประสาทของฉัน ความเ็ปแสนสาหัสแทบจะทำให้ฉันตายคาที่
“อัก!!”
ฉันล้มลงนอนกุมอก พยายามสูดอากาศเข้าปอด แต่อากาศมันมาไม่ถึง ฉันหายใจไม่ออก ร่างทั้งร่างแดงก่ำและบวมเป่งราวกับจะแตกละเอียด
“อึก...ชะ ช่วย”
ฉันเอื้อมมือไปยังบานประตูโรงยิมที่ปิดสนิท ใครก็ได้ช่วยฉันที คุณโนกิ ได้ยินฉันไหม ได้โปรด...ชะ ช่วยฉันด้วย
.
.
.
‘ไมยะจัง โตขึ้นหนูอยากเป็อะไร’
คุณครูอนุบาลวิชาศิลปะเอ่ยถามฉันเมื่อท่านเห็นฉันวาดรูปผู้คนมากมายเต็มหน้ากระดาษ
‘หนูอยากเป็นางพยาบาล หนูอยากดูแลคนไข้เหมือนกับแม่ของหนู’
‘แล้วรูปที่หนูวาดมันเกี่ยวอะไรกับการเป็นางพยาบาลเหรอคะ’
‘หนูวาดรูปทุกคนกำลังยิ้มอย่างมีความสุขค่ะ’
‘คนนี้คือไมยะใช่มั้ยจ๊ะ’
‘ใช่ค่ะส่วนคนข้างหลังหนูคือคุณพ่อกับคุณแม่ ตรงนี้คือคุณครู ส่วนตรงนี้คือเพื่อนๆ ในห้องค่ะ’
‘เก่งมากเลยไมยะจัง โตขึ้นหนูต้องเป็นางพยาบาลที่มอบความสุขและรอยยิ้มให้กับทุกคนอย่างแน่นอน’
คุณครูคะ หนูคงไม่มีวันจะได้ทำสิ่งนั้นแล้วค่ะ หนูมาไกลได้เพียงเท่านี้
คุณพ่อคะ คุณแม่คะ ขอโทษนะคะที่หนูอายุไม่ยืนพอจะมีหลานให้อุ้ม
ขอโทษนะคะทุกคน หนูกำจัดคำสาปไม่สำเร็จ ทุกคนต้องเดือดร้อนเพราะหนู
ขอโทษนะคะท่านอิสึมิที่รักษาคำพูดเอาไว้ไม่ได้ หนูทำเต็มที่แล้วจริงๆ
ขอโทษนะคะ
ขอโทษ
.
.
.
กริ้ง~
เสียงอะไรน่ะ
กริ้ง~
เสียงกระดิ่งอย่างนั้นเหรอ
กริ้ง~
อา~ ช่างนุ่มนวลและกระจ่างใสเหลือเกิน
ฉันคงกำลังจะถูกเรียกตัวให้ไปชดใช้กรรมแล้วสินะ ดูนั่นสิหญิงสาวสวมกิโมโนสีขาวกระจ่างราวกับเทพธิดาแห่งความบริสุทธิ์กำลังเดินมารับตัวฉันแล้วล่ะ
“ด้วยพลังแห่งเทพผู้คุ้มครอง ข้าในฐานะมิโกะลำดับที่หนึ่ง ‘อิสึมิ’ ขออ้อนวอนต่อท่าน ได้โปรดช่วยเหลือเหล่ามิโกะผู้เป็ดั่งสะพานของท่านให้รอดพ้นจากพลังอันชั่วร้ายที่กำลังกัดกินร่างด้วยเถิด”
เสียงและประโยคคำพูดเมื่อกี้นี้เป็ของท่านอิสึมิ มิโกะลำดับที่หนึ่งอย่างนั้นเหรอ
ฉันได้ยินเสียงของท่านอิสึมิได้ยังไง ไม่ใช่ว่าฉันตายไปแล้วหรอกเหรอ
“ยัยเด็กบ้า หายใจสิ หายใจ!!”
ฉันกำลังถูกใครปลุกอยู่น่ะ
ทำไมรู้สึกว่าถูกกดทับที่อกข้างซ้ายเป็จังหวะสม่ำเสมอกันนะ
อา~ โดนเป่าลมเข้าปากด้วยล่ะ
ใครกันนะ ใครกำลัง…
“เฮือกกกก!!!”
ฉันเบิกตาโพลงรีบคว้าอากาศเข้าปอดจนสำลักไอโครก ในหัวของฉันมึนงงสับสนและปวดหนึบไปหมด
เสียงวิ้งๆ ในหัวยังคงดังต่อเนื่องจนฉันคิดว่ามันคงจะะเิตูมในไม่ช้า หากทว่าเมื่อมือเรียวเล็กที่อบอุ่นััลงมาที่พวงแก้มของฉัน ความเ็ปเ่าั้ก็มลายหายไป
“เ้าปลอดภัยแล้ว ค่อยๆ หายใจนะ”
ร่างของหญิงสาวผู้งามสง่าปรากฏต่อหน้าฉัน ความงดงามของเธอขาวสะอาดผุดผ่องจนฉันที่มองไม่ค่อยชัดยังััได้ ความอ่อนโยนและบริสุทธิ์นี้มีเพียงท่านอิสึมิเท่านั้นที่มีได้
“ทะ ท่านอิสึมิ…”
“ยัยเด็กบ้า รู้ไหมว่าทำอะไรลงไป เ้าเกือบตายแล้วนะ!!”
“กะ เกิดอะไรขึ้นเหรอคะ”
“ยังจะมีหน้ามาถามอีก! กล้าดียังไงเอาตัวเองเข้าไปเสี่ยงกับอันตรายที่รับมือไม่ได้ ถ้าหากตายขึ้นมาจะทำยังไง!!”
“ขะ ขอโทษค่ะ”
“ข้าไม่มีวันยกโทษให้เ้าเด็ดขาด ยัยเด็กบ้า!!”
“อา~ ถูกท่านอิสึมิโกรธจนได้ อา~ แย่จังเลยเรา”
“เ้านี่มัน...ให้ตายสิ เหลือเกินจริงๆ”
ฉันมองรอยยิ้มเปื้อนคราบน้ำตาของท่านอิสึมิแล้วก็ได้แต่ยิ้มแหยๆ กลับไป
ขอโทษนะคะที่ก่อปัญหาให้ หลังจากนี้ฉันขอสัญญา ตราบใดที่ความฝันของฉันยังไม่เป็จริง ฉันจะไม่มีวันตายก่อนจะได้เห็นมันแน่นอนค่ะ!