“องค์ชาย….ละเว้นข้าด้วย!’’
“ดะ...ได้โปรด!ได้โปรดอย่าเอาชีวิตข้าเลย!’’
“ข้าผิดไปแล้ว!ได้โปรดกรุณาละเว้นผู้โง่เขลาไร้ซึ่งแววผู้นี้เถิด…’’
“...’’
กลุ่มคนตระกูลหลินที่นําพาเกี้ยวมาต่างทรุดตัวคุกเข่าลงกับพื้นใบหน้าของพวกมันซีดเผือด ร่างกายสั่นระริกด้วยความหวาดกลัวมิกล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา
เปาเฟิงหัวเราะเสียงเย็นมิกล่าวอันใดก่อนหันไปทางจวิ้นเหล่ย
“ที่เหลือข้ายกให้เป็หน้าที่ของเ้า’’
“พะยะค่ะ!’’จวิ้นเหล่ยน้อมรับ นําดาบคืนมาโดยทันที
โดยไม่สนใจผู้คนเปาเฟิงหมุนตัวเดินจากไป ในสายตาของเขา บรรดาสี่อัจฉริยะก็แค่พวกขี้ขลาดที่โง่เขลาพวกมันไม่แม้แต่กล้าตามล่าหลินเจา กระทั่งหวาดกลัวในตัวอีกฝ่าย
แล้วแบบนี้พวกมันจะคู่ควรได้อย่างไรที่เขาจะประมือด้วย?
แน่นอนว่าไม่!
สําคัญเลยวันนี้เป็วันที่เขาต้องออกเดินทางไปยังจักรวรรดิประกายอรุณดังนั้นการที่พวกมันมายั่วยุเขาจึงถือเป็เื่ดีไม่น้อย
เหตุนี้เองเปาเฟิงจึงได้เชือดไก่ให้ลิงดูโดยหวังว่าตอนที่เขาไม่อยู่ จะได้ไม่มีคนโง่เขลามาดูิ่ราชวงศ์หรือหยามเกียรติอีก
ดั่งเวลาพัดผ่าน…
ณตําหนักจักรพรรดิ
ก่อนที่บุตรชายของตัวเองจะออกเดินทางเปาฉวนจึงใคร่้าส่งมอบบางอย่างและกล่าวอําลาดังนั้นยามนี้เขาจึงได้รอให้อีกฝ่ายออกมาจากชั้นใต้ดิน
หนึ่งก้านธูปผ่านไป
เด็กหนุ่มคนหนึ่งเดินขึ้นมาจากชั้นใต้ดินสีหน้าเผยความละเหี่ยใจออกมา
เปาเฟิงผิดหวังเล็กน้อยดูเหมือนเขาจะมั่นใจเกินไป จึงได้ทดสอบนทีแห่งความละเอียดอ่อนกับแท่นศิลาโปเทียนสุดท้ายก็ไม่พ้นความล้มเหลวเหตุนี้เองเป้าหมายที่จะแสดงมันให้ท่านพ่อของเขาภูมิใจจึงเป็ไปไม่ได้
เฮ้อ…
ดูเหมือนครั้งนี้จะยังคงไม่สามารถทําได้
ทางด้านเปาฉวนที่เห็นสีหน้าผิดหวังของบุตรชายเขาก็เข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น ดังนั้นเขาจึงกล่าวในสิ่งที่เขาคิดออกมา
“เฟิงเอ๋อร์เ้าอย่าได้ท้อแท้ไปวิชามวยอ่อนโปเทียนไม่ใช่อะไรที่ฝึกได้โดยง่าย ดังนั้นขอเพียงแค่เ้ามีเวลาภายภาคหน้าเ้าย่อมสําเร็จมัน!’’
เปาเฟิงพยักหน้าเข้าใจเป็ที่แน่นอนว่าด้วยปัญญาเวทย์ของเขา ขอเพียงแค่มีเวลาการฝึกปรือมันให้สําเร็จย่อมไม่ไกลเกินเอื้อม
มองบุตรชายที่เข้าใจได้เปาฉวนก็เผยสีหน้ายินดีก่อนนําบางอย่างออกมา
“นี่เป็ส่วนหนึ่งของจี้หยกที่ปรมาจารย์โปเทียนมอบให้กับท่านบรรพบุรุษว่ากันว่าหากรวมเข้ากับอีกส่วนแล้วมีจิตมุ่งมั่นที่แรงกล้าสิ่งปาฏิหาริย์จะเกิดขึ้น!’’
ส่วนของจี้หยกหยางได้ถูกนําออกมาแล้วยื่นให้กับเด็กหนุ่ม
เปาเฟิงกลอกตามองอย่างสนใจก่อนถามอย่างสงสัยออกไป
“แล้วอีกส่วนเล่าท่านพ่อ?’’
ทําไมพ่อของเขาถึงไม่นํามันออกมา?
เปาฉวนส่ายหัวแล้วยิ้มอย่างขมขื่นแววตาของเขาเผยความรู้สึกบางอย่างที่ซับซ้อนออกมาครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวในที่สุด
“อีกส่วนที่เป็หยินข้าได้นําเอาไปช่วยสตรีนางหนึ่งไว้ นางมีนามว่า ‘โหลวเยว่’’
“โหลวเยว่’’เปาเฟิงจดจําชื่อนี้ไว้ในใจ เป็ไปได้ว่าในอนาคตเขาอาจจะต้องพานพบ
“อย่างที่เ้าคิด!นางได้ติดหนี้ชีวิตข้าไว้ดังนั้นแล้วหากชะตาเมตตาเ้าและนําพาเ้าข้องเกี่ยวกับสํานักเทียนเฉินเพียงเ้าแสดงสิ่งนี้ให้นางดู นางย่อมให้ความช่วยเหลือเ้าอย่างไม่อาจปฏิเสธได้!’’ััได้ว่าบุตรชายคาดเดา เปาฉวนก็พยักหน้าให้กับความคิดของอีกฝ่าย
“สํานักเทียนเฉิน!ท่านพ่อก็รู้จักสํานักนี้ด้วยอย่างนั้นหรือ?’’ เปาเฟิงประหลาดใจสํานักนี้บอกได้ว่าแทบมิมีผู้ใดรู้จัก หากองค์ชายสองมิบอกเขาก็คงไม่รู้จักมันเช่นกัน
แล้วนี่ท่านพ่อของเขารู้จักมันได้อย่างไร?
ท้ายที่สุดแล้วมันเป็สถานที่แบบใดกันแน่?
“สํานักเทียนเฉินน่ะรึ?แน่นอน! แต่หากเ้า้าถามข้าว่ามันเป็สถานที่เช่นไร ย่อมไร้ความหมาย!’’สีหน้าเปาฉวนเผยความครุ่นคิดขึ้นมา ก่อนส่ายหัวอย่างน้อยเขาก็รู้ดีว่าด้วยความสามารถของบุตรชายในตอนนี้การรับรู้ถึงตัวตนอันยิ่งใหญ่ของทวีป ย่อมไม่เป็ผลดีต่อตัวเองเปล่าๆ
เปาเฟิงเองก็ดูจะเข้าใจในเจตนาของผู้เป็บิดา ดังนั้นเขาจึงไม่ได้กล่าวถามอันใดอีก
ไม่ช้าสองพ่อลูกก็รํ่าลากันและกัน สําหรับพวกเขามันมิจําเป็ต้องมีพิธีอันใดเพราะในที่สุดแล้วก็ต้องมีสักวันที่พวกเขากลับมาเจอกันอีกครั้ง
…
หนึ่งก้านธูปต่อมา
“น้อยชายเ้ามาแล้ว!’’ หน้าเมืองหลวง องค์ชายสองยิ้มอย่างยินดีให้กับเด็กหนุ่มที่มาถึงเขารู้สึกยินดีเป็อย่างมากที่ได้เป็พันธมิตรกับอีกฝ่าย
เช่นเคยเฉินเมิ่งิมิได้กล่าวอันใด มันเพียงกวาดตามองประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น
เปาเฟิงที่มาถึงก็ได้สังเกตเห็นขบวนเดินทางที่ล้อมรอบเกี้ยวเอาไว้พวกมันล้วนเป็บรรดาทหารของจักรวรรดิประกายอรุณกว่าหนึ่งร้อยคนโดยมีแม่ทัพผู้หนึ่งเป็หัวหอกในการนําทาง
ผู้เชี่ยวชาญระดับสี่แห่งเขตแดนััชีวิต!
แน่นอนว่าแม้เปาเฟิงจะไม่รู้จักมันแต่ด้วยประสาทััที่เฉียบคมเหนือผู้ใด เขาย่อมได้ยินการสนทนาของบรรดาทหารในเื่ที่เกี่ยวกับมันได้อย่างง่ายดาย
ไม่เพียงจะเป็ผู้เชี่ยวชาญในระดับสี่แห่งเขตแดนััชีวิตมันยังเป็แม่ทัพที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวรรดิประกายอรุณ
แม่ทัพที่หนึ่ง...โจวลั่วหยวน!
ขณะเดียวกันบรรดาทหารและโจวลั่วหยวนก็รับรู้ได้ถึงการมาของเด็กหนุ่มเช่นกันทว่าสายตาของพวกมันไม่ได้แสดงความเป็มิตรออกมาแม้แต่น้อย
เปาเฟิงมิใช่คนโง่จึงััเื่เหล่านี้ได้ แต่เขาก็มิได้กล่าวอันใดและเพียงแค่หัวเราะออกมา
สุดท้ายแล้วคนพวกนี้ก็ต้องอยู่ภายใต้บังคับบัญชาของเขา!
ดังนั้นแล้วจะให้เขาเสียเวลาไปหงุดหงิดกับพวกมันทําไม?
พริบตาขบวนเดินทางก็ออกเดินทาง!
…
เวลาเดียวกันณ ตําหนักจักรพรรดิ ชั้นใต้ดิน
แท่นศิลาโปเทียนที่สูงตะหง่านได้เริ่มสั่นสะท้านครั้งใหญ่
เปาฉวนมองไปยังมันด้วยความใั้แ่บุตรชายของเขาออกเดินทาง การสั่นสะท้านนี้ก็ได้เริ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?’’
บอกได้ว่าั้แ่อยู่กับมันมาและฝึกปรือวิชามวยอ่อนโปเทียนนับหลายครั้งไม่ถ้วนก็แทบมิมีครั้งใดเลยที่เขาจะพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้
ขณะที่เปาฉวนกําลังสงสัยอยู่นั้นเอง…
ปัง!
แท่นศิลาโปเทียนอันสูงตะหง่านที่กําลังสั่นสะท้านได้ะเิออกเป็ฝุ่นผงในพริบตา!
เปาฉวนตกตะลึง
เกิดอันใดขึ้น!
เหตุใดแท่นศิลาโปเทียนที่ยากจะทําลายจึงได้ะเิเป็ฝุ่นผงเช่นนี้?
วูบ!
พริบตาต่อมาฝุ่นผงได้เริ่มก่อตัวเป็แท่นศิลาโปเทียนอีกครั้ง
เห็นอย่างนั้นเปาฉวนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกสิ่งนี้เป็มรดกสืบทอดภายในราชวงศ์มาั้แ่สมัยบรรพบุรุษ หากมันถูกทําลายเขาย่อมมีความผิดมากมาย จนไม่กล้าแม้แต่จะพบกับบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว
อย่างไรก็ตามเมื่อลองนึกย้อนกลับไปดูและคิดถึงสิ่งที่ปรมาจารย์โปเทียนได้กล่าวเอาไว้ เขาก็ต้องหน้านิ่วคิ้วขมวด
“กาลก่อนปรมาจารย์โปเทียนได้กล่าวเอาไว้ว่าหากวันใดวันหนึ่งแท่นศิลาโปเทียนถูกทําลายจนเป็ฝุ่นผงนั่นย่อมหมายความว่าคนที่ทําลายมันนั้นได้เข้าถึงแก่นแท้ของนทีแห่งความละเอียดอ่อนโดยแท้จริงแล้วรากฐานของมันจึงมีความเข้าใจและสมบูรณ์เหนือกว่าผู้ใดเหตุนี้เองปรมาจารย์โปเทียนจึงได้บอกอีกด้วยว่ามันจะเป็อัจฉริยะระดับฟ้าประทานที่ไร้ผู้ต้านโดยแท้จริง!’’
“ไม่!เป็ไปไม่ได้!’’ มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เพิ่งเข้ามาในที่แห่งนี้แต่นั่นจะเป็ไปได้อย่างไร?
เปาฉวนไม่เชื่อแน่ๆว่าบุตรชายของเขาที่เพิ่งจะเริ่มฝึกฝนจะสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของนทีแห่งความละเอียดอ่อนในตํานานนั่นได้!
ทว่าไม่กี่อึดใจต่อมาพอนึกย้อนกลับไปและจําได้ว่าบุตรชายของตนออกมาด้วยสีหน้าผิดหวังเขาก็เกิดความสงสัยขึ้นมาโดยทันที
เหตุใดคนที่ยังไม่ได้เริ่มฝึกฝนจนเข้าถึงนทีแห่งความละเอียดอ่อนถึงได้ผิดหวัง?
พริบตาด้วยความที่เป็บิดาและมีเืเนื้อเชื้อไขเดียวกันเปาฉวนก็ตะหนักถึงความเป็ไปได้อย่างหนึ่ง จนสีหน้าของเขาเปลี่ยนไปอีกครั้ง
“เป็ไปไม่ได้!เฟิงเอ๋อร์ทําได้จริงๆรึนี่?’’
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเปาฉวนคิดสิ่งใดเขาคิดว่าบุตรชายของเขาตั้งใจที่จะแสดงนทีแห่งความละเอียดอ่อนที่สําเร็จแล้วออกมาให้เขาดูเพื่อที่จะทําให้เขาภูมิใจแต่เมื่ออีกฝ่ายพบว่าตัวเองยังมิสามารถทําลายแท่นศิลาโปเทียนได้จึงเป็เหตุให้กลับออกมาอย่างผิดหวัง
ถูกต้อง!นี่เป็ความจริงเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น!
ตะหนักได้ร่างกายของเปาฉวนผู้เป็ถึงจักรพรรดิแห่งนภาครามก็สั่นสะท้านด้วยความตกตะลึงก่อนใบหน้าจะปรากฏความยินดีและภูมิใจออกมา
ชะตาของเฟิงเอ๋อร์ได้เปลี่ยนไปโดยสมบูรณ์แล้ว!
นับั้แ่นี้เป็ต้นไป...บุตรชายของเขาจะมิใช่ขยะในเส้นทางแห่งการฝึกตนอีกต่อไป!