บทที่ 107
คนงานคนใหม่
มู่เฉียวแสดงเจตนาของตน อีกฝ่ายต้องการจะเข้ามาเป็นคนงานของนาง ซูฉีครุ่นคิดอยู่สักพัก เพราะว่าแทบจะไม่รู้จักคนผู้นี้เลย
อันที่จริงแล้วการพบเจอนี้เป็นการพบเจอครั้งที่สอง การรับคนงานของนางไม่ได้รับเพียงแค่ความสามารถเท่านั้น
แต่ว่าเกี่ยวกับเรื่องนิสัยการเข้ากันได้กับผู้อื่นนั้นจำเป็นจะต้องมี เพราะว่านางไม่อยากเกิดปัญหาขึ้นภายใน
มู่เฉียวผู้นี้เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ในที่สุดก็เดินทางมาหานางภายในเมืองชายแดน
อันที่จริงแล้วเรื่องราวที่คนผู้นี้เล่ามา ซูฉีก็ไม่รู้ว่าเป็นจริงกี่ส่วนกัน แต่ว่าจากเรื่องราวที่คนผู้นี้เล่ามาประวัติของเขาก็น่าสนใจอยู่
สุดท้ายซูฉีก็เอ่ยถามขึ้น “ ถ้าเช่นนั้นท่านมีความสามารถอันใดบ้างเจ้าคะ? ”
นางอยากรู้ความสามารถของมู่เฉียวผู้นี้
อีกฝ่ายแสดงรอยยิ้ม ก่อนที่จะกล่าวออกมาอย่างภาคภูมิใจ “ เห็นเช่นนี้แต่ว่าข้าศึกษาเกี่ยวกับเรื่องพืชพรรณมาเป็นเวลานาน ”
“ ไม่เพียงเท่านั้นถ้ายังมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องดินด้วย ”
“ เรียกได้ว่าพวกความรู้เกี่ยวกับเรื่องการเพาะปลูกข้ามีอยู่มากมาย ไม่เพียงเท่านั้นนะขอรับข้ายังมีความรู้เกี่ยวกับพวกการเพาะปลูกตามสถานที่ไกลๆ ”
“ เพราะว่าเมื่อประมาณสิบปีก่อนตอนที่ค่านั้นอายุยังน้อยเดินทางไป และก็ไปสำรวจตามสถานที่ต่างๆศึกษาเกี่ยวกับเรื่องการค้าขายมา ”
“ นั่นคือสิ่งที่ข้าถนัดมากที่สุด แต่ว่าข้าเองก็ยังมีความรู้อีกมากมาย จริงสิขอรับข้าสามารถอ่านเขียนได้ด้วย ” มู่เฉียวกล่าวถึงความสามารถด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
คนผู้นี้ดูเป็นคนที่ใฝ่รู้และศึกษาเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ ดูเป็นคนที่น่าจะใช้ประโยชน์ได้ ซูฉีเองก็อยู่ภายในยุคสมัยที่ผู้คนมากมายมีความรู้
นางพอจะรู้จักนิสัยของมนุษย์เป็นอย่างดี มู่เฉียวดูเป็นคนที่ฉลาดเฉลียวเอาการเอางาน แล้วเขาเองก็ดูจะสนใจเกี่ยวกับเรื่องการเพาะปลูกอยู่แล้ว
หลังจากที่นั่งครุ่นคิดกับตนเองอยู่สักพัก ซูฉีเงยหน้าของตนขึ้นมา “ ถ้าข้ารับท่านมาทำงาน ท่านจะมาอยู่ที่เมืองแห่งนี้เลยอย่างนั้นหรือเจ้าคะ ”
“ ใช่ขอรับ เป็นเพราะว่าข้านั้นเดินทางมาตั้งแต่ตนเองนั้นอายุอย่างน้อย ”
“ แต่จนถึงอายุเท่านี้ก็ยังไม่ได้ตั้งรกรากที่แน่ชัด กล่าวถึงเรื่องครอบครัวเองก็ไม่มีเช่นเดียวกันเพราะแบบนั้นไม่มีพันธะอะไร ”
“ ถ้าเกิดว่าท่านรับข้าทำงานข้าก็มาอยู่ภายในสถานที่แห่งนี้ได้ในทันที ” มู่เฉียวตอบกลับยังไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย
กล่าวถึงภายในยุคสมัยนี้ ผู้คนส่วนใหญ่ย่อมรู้ดีว่าการออกเรือนบุรุษและสตรีส่วนใหญ่ล้วนแล้วเริ่มออกเรือนตั้งแต่ช่วงวัยประมาณสิบแปด
บางคนอาจจะแต่งงานออกเรือนไปเร็วกว่านั้นเสียด้วยซ้ำ มู่เฉียวผู้นี้สนใจกับเรื่องสิ่งที่ตนเองนั้นอยากจะทำ
จนเขานั้นไม่ได้สร้างครอบครัวจนมาถึงในช่วงวัยสามสิบ ถือว่าเป็นคนส่วนน้อยยิ่งนักภายในยุคสมัยเช่นนี้
แต่ถ้าภายในยุคสมัยของซูฉี คนที่อยู่ในช่วงวัยเลขสามการที่ยังไม่มีคู่ครองเป็นเรื่องธรรมดา แต่การที่คนผู้นี้ยังไม่ได้แต่งงานหรือว่ายังไม่ได้มีครอบครัว
ก็ทำให้ซูฉีรู้สึกประหลาดใจเช่นเดียวกันเพราะช่วงวัยของเขาน่าจะราวๆสักประมาณสามสิบกลางๆไปแล้ว
“ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ”
“ ถ้าจะรับท่านเข้าทำงานแต่ว่า ดูเหมือนว่าท่านจะเป็นคนที่พอมีความรู้ แต่ถ้าจะมาเริ่มทำงานภายในสวนก็ต้องเริ่มจากจุดที่ต่ำที่สุดเช่นเดียวกัน ”
ซูฉีมองแยกคนออกได้ในทันที มู่เฉียวผู้นี้คล้ายคลึงว่าเป็นผู้มีความรู้ เขาคงจะเติบโตมาภายในครอบครัวที่มีฐานะไม่เลว
ฟังดูจากการที่อีกฝ่ายนั้นบอกว่าตนเองสามารถอ่านเขียนตัวอักษรได้ คนที่มีฐานะระดับกลางค่อนไปทางสูงเท่านั้นถึงจะได้ร่ำเรียนพวกนี้
“ เข้าใจแล้วขอรับ ”
“ ข้าไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนั้นเลยแม้แต่น้อย ” อีกฝ่ายตอบรับมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ติดปัญหาเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ทั้งที่คนที่สามารถอ่านเขียนได้ถือได้ว่าเป็นบัณฑิต
คงจะหางานที่ได้ค่าแรงมากมายได้อย่างง่ายดาย แต่เขากลับยอมรับงานนี้มันก็ถือว่าเป็นหนึ่งในบททดสอบที่นางอยากจะถามอีกฝ่ายเช่นเดียวกัน
“ ถ้าเช่นนั้นก็ได้เจ้าค่ะข้ายอมรับท่านมาทำงานภายในสวนผักของข้า ” ซูฉีตอบรับกลับอย่างรวดเร็ว
คนผู้นั้นตอบรับเงื่อนไขที่นำเสนอออกไปอย่างไม่ลังเล นางเองก็ตอบรับเขาอย่างไม่ลังเลเช่นเดียวกัน
นี่เป็นครั้งแรกที่ซูฉีใช้ลางสังหรณ์ของตนเองในการรับผู้คน โดยทั่วไปแล้วนางมักจะคัดเลือกคนงานโดยการที่มองถึงปัจจัยหลายอย่าง
แต่ในครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่นางใช้ความรู้สึกของตนเอง แน่นอนว่าถ้าเกิดว่าการรับคนงานในครั้งนี้มันผิดพลาด
การไล่อีกฝ่ายออกมันเองก็เป็นเรื่องที่ง่ายดาย และนางเองก็ไม่คิดจะลังเลถ้าคนพวกนี้มาส่งผลกระทบกับงานภายในสวน
…
ในวันถัดมา
ซูฉีนำพาคนงานใหม่มู่เฉียวไปแนะนำให้กับพวกคนงานภายในสวนได้รู้จัก มู่เฉียวเข้ามาในฐานะคนงานใหม่แต่ว่าซูฉีอยากจะให้คนผู้นี้ศึกษางานในทุกๆรูปแบบ
เป็นเพราะว่านางอยากจะดูความสามารถว่า มู่เฉียวมีความสามารถอันใดบ้างและสามารถทำอะไรได้บ้าง
ซูฉีเริ่มเฝ้ามองทุกอย่างอยู่อย่างห่างๆ งานภายในสวนของนางจะดำเนินไปอย่างไรต่อจำเป็นจะต้องดูกันยาวๆ
ซูฉียังทำภารกิจที่ระบบร้านค้าความดีมอบให้กับนางไม่สำเร็จ การช่วยเหลือผู้คนอดอยากร้อยคน คนภายในเมืองชายแดนแห่งนี้เริ่มมีฐานะมากขึ้น
เมื่อกิจการเริ่มก่อตั้งใหม่มากขึ้นอัตราจ้างคนงานก็มากขึ้น ทำให้คนที่มีความอดอยากจะน้อยลง
ไม่เพียงเท่านั้นกองทัพเกราะดำยังเป็นคนที่จ้างคนงานไปทำงานต่างๆภายในกองทัพเกราะดำ
หวงเจียวลู่แม่ทัพหนุ่มผู้นี้มีความคิดกว้างไกล เขานั้นได้จ้างคนที่ยากจนภายในเมืองแห่งนี้ไปทำงานภายในกองทัพ
ไม่ว่าจะเป็นงานเบ็ดเตล็ดหรือว่างานใช้แรงงาน โดยกองทัพเองก็จ่ายเงินให้กับพวกเขาทำให้ฐานะของคนภายในเมืองดีขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา
คนภายในเมืองแห่งนี้อดอยากเริ่มน้อยลง ซูฉียื่นมือช่วยคนหลายๆคนแต่ว่ามันเองก็ยังไม่ถึงเงื่อนไขเป้าหมายที่นางต้องการ
ซูฉีกำลังมองหาเป้าหมายใหม่ที่จะทำให้นางสำเร็จเงื่อนไขที่ภารกิจร้านค้าความดีมอบให้ แต่ในระหว่างนี้นางก็ยังคงศึกษาเกี่ยวกับเรื่องอักขระอย่างต่อเนื่อง
ช่วงนี้เวลาชีวิตของนางนั้นยุ่งวุ่นวายมากมาย เรียกได้ว่าสิ่งที่ทำในแต่ละวันเมื่อกว่าจะทำเสร็จทุกอย่างมันเองก็กินเวลาไปเกือบหมดวันแล้ว
แต่ทำอย่างไรได้เมื่อแห่งนี้กำลังพัฒนามันก็ทำให้นางเองต้องเหนื่อยขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
ถึงแม้อย่างนั้นแต่เงินที่ได้ตอบรับกลับมาก็มากขึ้น นางใช้เงินส่วนหนึ่งไปกับการซื้อที่ดินสามแปลงใหญ่
และก็ใช้เงินอีกส่วนหนึ่งไปในการก่อสร้างแล้วก็การจ้างคนงาน ถึงแม้กระนั้นการค้าขายผักในรอบใหม่ก็ทำให้นางสามารถสร้างเงินได้
ไม่เพียงเท่านั้นการค้าขายสุรามันเองก็เริ่มมีผลตอบรับและผลตอบแทนกลับมาให้นางแล้ว ในยามนี้เงินทองเริ่มไหลมาเกรงว่าอีกไม่นานนางคงจะมีเงินทองใช้ไม่ขาดมืออย่างแน่นอน
แต่มันก็แลกมากับการที่นางแทบจะสูญเสียเวลาชีวิตทั้งหมดไปกับการทำงาน
ในช่วงยามเย็นซูฉีเดินไหล่ตกออกมาจากโรงสุรา วันนี้จัดการเกี่ยวกับเรื่องเอกสารบัญชีทั้งหมดภายในโรงสุราแห่งนี้เรียบร้อยแล้ว
นางกำลังจะเดินทางกลับแต่ว่าท่ามกลางอาทิตย์ยามอัสดงที่ส่องแสงสีส้มโอมแดง สาดส่องแสงสว่างไสวลงมากระทบบนถนนที่ลาดยาวเต็มไปด้วยผู้คน
หญิงสาววัยสิบแปดที่เดินไหล่ตกอย่างเหนื่อยล้า ซูฉีเดินก้มหน้าไปชนเข้ากับบางอย่าง ตู้บ!! นางเดินก้มหน้ามองพื้นจนร่างกายนั้นไปกระแทกเข้ากับบางอย่างเข้า
“ โอ๊ย!!! ” ซูฉีสะดุ้งเฮือกกระโดดถอย นางยกมือขึ้นมาจับศีรษะอย่างเจ็บปวด ศีรษะของนางเข้ากระแทกกับของแข็งบางอย่างเข้า
เมื่อนางเงยหน้าขึ้นหลังจากความเจ็บปวดเริ่มเบาลง ซูฉีพบเจอกับแม่ทัพหวงที่สวมใส่ชุดเกราะสีดำเต็มยศยืนอยู่ด้านหน้า
“ แม่ทัพหวง!!! ” นางอุทานอย่างตกใจไม่พบเจอคนผู้นี้มาหลายสิบวัน
“ ระวัง!!! ” หวงเจียวลู่ยื่นมือของตนออกไปคว้าจับแล้วดึงร่างของนางเข้ามา
พริบตานั้นรถม้าคันหนึ่งวิ่งอย่างรวดเร็วผ่านหลังของนางไปเพียงแค่เล็กน้อย ถ้าแม่ทัพผู้นี้ไม่ดึงเอาไว้นางคงจะโดนชนไปกับรถม้านั้นแล้ว
“ เกือบไปแล้ว.. ” ซูฉีดวงตาเบิกขว้างด้วยความตื่นตระหนก นางเกือบโดนรถม้าคันนั้นชนไปแล้ว
แต่ว่าเมื่อรู้สึกตัวอีกทีกลับกลายเป็นว่าร่างของนางมาอยู่ภายในอ้อมแขนของแม่ทัพหนุ่ม
จบบท