ผมแค่อยากเป็นคนธรรมดาที่จืดจางไปวันๆ เองครับ {END}

    บทที่ 1 : เรื่องลี้ลับในมหาวิทยาลัย (1)

    ตอนเด็กๆ พ่อกับแม่เคยถามเขาว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร?เด็กที่โตขึ้นมากับการ์ตูนฮีโร่ผดุงความยุติธรรม หนังวีรบุรุษกอบกู้แผ่นดิน ตัวเอกที่ต้องสู้ชีวิตและคนดีในคราบวายร้ายอย่างเขาก็ตอบไปอย่างเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจและคาดหวังว่า“โตขึ้นผมอยากเป็นคนธรรมดาที่จืดจางไปวันๆ ครับ!”เพราะเป็นฮีโร่มันเหนื่อยมีแต่อุปสรรค เป็นวีรบุรุษก็ต้องต่อสู้บาดเจ็บ หรือจะเป็นตัวร้ายก็ไม่ดีเพราะล่มสลายในตอนจบทั้งนั้น เป็นแค่ตัวประกอบบางทีก็ยังต้องมารับเคราะห์เป็นเหยื่ออารมณ์ให้กับใครต่อใคร เพราะงั้นขอเป็นแค่คนธรรมดาที่จืดจางก็พอแล้ว เป็นที่คนที่ใครต่อใครก็ลืมง่ายๆ ทั้งเรื่องดีเรื่องร้ายก็ให้ไปไกลๆ ตัวเขาเถอะด้วยความคาดหวังจะเป็นมนุษย์จืดจางตั้งแต่อายุสิบขวบนี้เองทำให้ชีวิตของ ‘นาวา’ เรียบง่าย ไม่หวือหวา เป็นคนธรรมดาค่อนไปทางจืดจางที่พบเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนนสุดๆจนกระทั่งวันนี้... ในช่วงเดือนพฤศจิกายน กำลังเข้าสู่ฤดูหนาว...หนาวก็แย่แล้วประเทศไทย!แม้ดูจากปฏิทินจะเป็นช่วงที่เข้าฤดูหนาวก็จริง แต่สิ่งที่ไม่เปลี่ยนคืออากาศที่ร้อนเหมือนกำลังซ้อมตกนรกในตอนกลางวันยังดีหน่อยที่สายลมที่พัดผ่านในช่วงฤดูนี้เย็นพอจะช่วยบรรเทาความร้อนลงไปได้บ้าง ทำให้ไม่ต้องถึงกับใส่เสื้อกล้ามเพื่อไปมหาวิทยาลัยเมื่อเรียนจนครบวันในสภาพที่เหมือนปล่อยความรู้ผ่านไปแบบไม่มีเศษเสี้ยวติดกะโหลกไว้สักนิด และได้รับการบ้านกลับมากองใหญ่อีกต่างหาก นาวาก็ต้องพาร่างกายที่โดนแผดเผาด้วยพลังแสงอาทิตย์กลับไปทำการบ้านที่หอพักในยุคที่สามารถหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตได้ การบ้านที่ได้รับก็คงไม่ได้ยุ่งยากอะไร นาวาคิดอย่างนั้นและเริ่มทำการบ้านก่อนมันจะพอกพูนเพราะการบ้านไม่ได้มีวิชาเดียวหลังทำการบ้านจนเสร็จในช่วงเย็น นาวาก็ออกจากหอเพื่อไปหาอะไรกิน ร้านอาหารตามสั่งในตอนเย็นจะมีคนเยอะเป็นพิเศษมีทั้งนักศึกษาด้วยกันและพนักงานบริษัทที่เพิ่งเลิกงานต่างมาสั่งอาหารและจับจองที่นั่ง บางคนสั่งกลับบ้านก็ยืนรอกันอย่างไม่เป็นระเบียนบนทางเดินคับแคบ มองไปร้านต่างๆ ก็แทบจะเต็มทุกพื้นที่ทั้งในร้านและนอกร้านแต่ก็มีร้านประจำของนาวาอยู่ เมื่อป้าคนขายเห็นหน้าของนาวาก็ยิ้มกว้างในทันที“หนูวาเอาเหมือนเดิมใช่ไหม กะเพราไก่ไข่ดาว”“ครับ”เมนูสิ้นคิดที่ทำง่ายสั่งคล่องอย่างนี้คนขายดูจะชอบมาก และนาวาก็ไม่คิดจะสั่งเมนูยุ่งยากในช่วงเวลาที่ลูกค้าเยอะ เพราะเขาเป็นคนธรรมดาที่กินง่ายอยู่ง่ายไม่เป็นภาระสังคม“ไปนั่งรอก่อนนะหนู รอยี่สิบนาที!”“ไม่ต้องรีบก็ได้ครับป้า ขออร่อยๆ เหมือนเดิมก็พอ”“ได้เลย!”หลังหยอกเย้าคนแก่ให้อารมณ์ดีเพื่อจะทำอาหารอร่อยๆ ให้กินแล้วนาวาก็มองหาที่นั่ง โต๊ะข้างๆ เป็นกลุ่มเด็กนักเรียนมัธยมปลาย พวกเขากำลังพูดคุยเรื่องลึกลับกันอย่างสนุกปาก นาวาก็เหลือบมองด้วยความสนใจ“นี่ๆ ได้ยินเรื่องเล่าเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยใกล้ๆ นี้ปะ”“เรื่องอะไรรึ?”“ก็นี่ไง สิบหกเรื่องลี้ลับของมหาวิทยาลัยไงล่ะ!”เด็กคนนั้นหัวเราะอย่างมีเลศนัย เด็กอีกคนพยักหน้าอย่างมีอารมณ์ร่วมแต่ก็แก้ไขความเข้าใจใหม่“ได้ยินมาจากรุ่นพี่ในโรงเรียนเหมือนกัน แต่มันไม่ใช่สิบหกนะ เจ็ดเรื่องลี้ลับในมหาวิทยาลัยต่างหาก”เด็กคนที่เปิดประเด็นจุ๊ปากอย่างผู้รอบรู้“ถึงตอนนี้จะเหลือแค่เจ็ดเรื่องลี้ลับอย่างที่รุ่นพี่บอก แต่คุณตาของฉันเล่าให้ฟัง ว่าเมื่อก่อนน่ะมีสิบหกเรื่องลี้ลับจริงๆ เพราะมีการทุบอาคารสร้างใหม่เรื่องลี้ลับบางอย่างเลยหายไป! แต่ๆๆๆ”“แต่อะไร?”เมื่อถูกกระตุ้นให้อยากรู้คนที่ทนไม่ไหวก็ถาม“มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ตั้งแต่เมื่อก่อนจะไม่หายไปเพราะไม่ได้อยู่ในรั้วมหาวิทยาลัย”“อ้าว ไม่อยู่ในรั้วก็เป็นเรื่องลี้ลับของมหาวิทยาลัยเรอะ?”“เพราะอยู่ใกล้มหาวิทยาลัยเลยเหมารวมไปน่ะสิ” เด็กหนุ่มหัวเราะ “เรื่องนี้คุณตาบอกว่าเป็นเรื่องลี้ลับที่จะปรากฎเพียงสี่ปีครั้งเท่านั้นด้วย”“คงไม่ใช่ว่าปรากฎวันที่ 29 กุมภาพันธ์หรอกนะ ฮ่าๆ”“ไม่ใช่หรอก มันจะสุ่มหนึ่งวันในปีที่สี่นะ แล้วแต่โชค แต่นักศึกษาปีสุดท้ายอยากเจอเรื่องลี้ลับนี้ที่สุดเลยนะจะบอกให้”“หูว เรื่องอะไรน่ะเล่าเร็วๆ”ยิ่งพูดเกริ่นมากเท่าไหร่ยิ่งอยากรู้มากเท่านั้น โดยเฉพาะเรื่องลี้ลับที่คนอื่นๆ อยากจะเจอนั่นหมายความมันเป็นเรื่องลี้ลับที่ดีอย่างแน่นอน!ตรรกะความเข้าใจนี้ไม่ซับซ้อนเลยนาวานั่งเท้าคางฟังอย่างสบายอารมณ์ จะเจ็ดหรือสิบหกเรื่องลี้ลับนี้เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย ก็เพิ่งมีน้องๆ จากโรงเรียนใกล้เคียงนี่แหละที่เล่าให้ฟังหรือเพราะเขาเข้าสังคมน้อยเกินไปเลยไม่มีเรื่องพวกนี้เข้าหูกันแน่นะนาวาไม่ใช่คนในพื้นที่ เขามาจากเขตอื่นเพื่อมาเรียนต่อ การที่ไม่รู้ก็ไม่ถือว่าผิดปกติอะไรแต่ตอนนี้เขาอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวพวกนี้ขึ้นมาเสียแล้ว ตั้งแต่เป็นนักศึกษามาครึ่งปี เรื่องลี้ลับที่เคยได้ฟังมาบ้างก็มีแต่หอพักวิญญาณหลอน และถุงเท้าที่ตากไว้ระเบียงห้องหายไปอย่างมีเงื่อนงำ ปัจจุบันยังหาคนขโมยถุงเท้าไม่ได้ ถุงเท้ายังคงไร้คู่จนทุกวันนี้แต่เรื่องเล่าครั้งนี้ดูน่าสนุกมาก มีการเล่าสืบต่อกันมาเสียด้วยสิ คงจะเฮี้ยนกันน่าดูเลยสินะเด็กหนุ่มคนเริ่มเรื่องลดเสียงลงแล้วเล่าอย่างจริงจัง“นี่เป็นเรื่องลี้ลับลำดับที่สิบหก คุณตาเล่าว่ามันคือ ‘หอสมุดลับแล’ ถ้าออกมาเดินในตอนกลางคืนหลังพระอาทิตย์ตกดินจะเจอห้องแถวที่ปล่อยซอยเล็กๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อเข้าไปในซอยนั้นจะเจอกับตึกสูงแบบทาวน์เฮาส์ทั่วไป แต่มีรั้วเหล็กกั้นอยู่ ที่รั้วจะมีป้ายบอกว่ามันเป็นหอสมุด แต่เขียนด้วยภาษาที่อ่านไม่ออก”“อ่านไม่ออกแล้วรู้ได้ไงว่าหอสมุด”“ก็เขาเล่าต่อกันมา แต่คิดว่าคนที่เคยเข้าไปคงถามแหละว่ามันเขียนว่ายังไง ฮึ! เรื่องแค่นี้เอง ไม่มีทางหยุดยั้งความขี้เสือกของมนุษย์ชาติได้!”แค่กๆคนแอบฟังอย่างนาวาสำลักน้ำเงียบๆ กับการตีแผ่ความจริงมนุษย์ของเด็กหนุ่มด้วยคำพูดที่เถรตรงแต่ก็พูดตรงเกินไป เรียกแค่ว่าอยากรู้อยากเห็นก็พอไหมเจ้าหนูนี่“แล้วหอสมุดลับแลนี้น่ะ จะมอบความรู้ที่ต้องการให้กับคนที่เข้าไป ถ้าอยากได้ข้อมูลดีๆ ทำวิทยานิพนธ์หรือไอเดียใหม่ๆ ที่จะช่วยให้ทำวิทยานิพนธ์จบร้อยเปอร์เซ็นต์ การเข้าหอสมุดลับแลตอบโจทย์ที่สุด คนที่เคยเข้าไปแล้วต่างเล่ามาแบบนี้ทั้งนั้น ว่านั่นคือ ‘หอสมุดความรู้ที่มีทุกอย่างที่ต้องการ แม้แต่เก็งข้อสอบยังทำได้’ แต่น่าเสียดายที่หอสมุดนี้จะปรากฏเพียงวันเดียวในสี่ปี และปรากฏในคืนเดียวเท่านั้น พอเช้าก็จะหายไปแล้ว”“เฮ้ย นี่มันสุดยอดเลยอ่ะ”เหล่าเด็กหนุ่มส่งเสียงอย่างตื่นเต้นกันยกใหญ่ นี่จัดว่าเป็นเรื่องดีจริงๆ อย่าว่าแต่นักศึกษาต้องการเข้าเลย เด็กมัธยมปลายที่กำลังจะสอบ O-net ระหว่างประเทศก็ต้องการเข้าไปที่นั่นเพราะสามารถเก็งข้อสอบได้!นาวาฟังแล้วก็รู้สึกว่าสุดยอดจริงๆ เขาเองก็อยากจะเข้าไปดูสักครั้งเหมือนกันแต่คิดอีกทีไม่ไปน่าจะดีกว่าใครๆ ก็ชอบเรื่องเล่าลึกลับ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนชอบฟังจะรู้สึกอยากพิสูจน์เรื่องลึกลับเหล่านั้น แน่นอนว่านาวาย่อมเป็นพวกที่ชอบฟังแต่ไม่ชอบพิสูจน์ ไม่ว่าเรื่องลี้ลับนั้นจะดีหรือไม่ดีก็ตามเมื่อส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวตื่นเต้นกับหอสมุดลับแลแล้ว เด็กหนุ่มก็เริ่มเล่าเรื่องลี้ลับที่สองต่อ เพื่อนๆ เงียบเสียงลงฟังอย่างตั้งใจ“แล้วก็มีอีกเรื่องที่เชื่อมโยงกันเป็นเรื่องลี้ลับลำดับที่สิบห้า เขาว่ากันว่าถ้าเจอหอสมุดเหมือนเจอ Lucky Item ระหว่างทาง ส่วนเรื่องนี้เป็นเหมือน Trap ที่ดักคนที่เดินตอนกลางคืนรอบมหาวิทยาลัย เพราะเรื่องลี้ลับนี้ทำให้คนตาย!”“ตะ... ตายเลยเหรอ!?”“ใช่น่ะสิ เรื่องนี้เล่ากันมาว่าถ้ามีคนเจอหอสมุดแล้วหลังจากนั้นมีคนออกมาเดินเพ่นพ่านก็อาจจะเจอเจ้าสิ่งนี้เข้าก็ได้”“เรื่องลี้ลับอันนี้เป็นผีใช่ไหม”“จะว่าผีก็ไม่เชิง เพราะยังไม่มีคนเป็นๆ รอดชีวิตออกมาพิสูจน์อ่ะ มีแต่ศพ”“มีแต่ศพแล้วรู้ได้ไงว่าเรื่องนี้จริง”“ก็ต้องมีเพื่อนที่เห็นเหตุการณ์แล้ววิ่งหนีทันออกมาเล่าไง ส่วนใครหนีไม่ทันก็ถือเสียว่าวันนั้นซวยหนักหน่อย ว่าไงๆ สนใจจะฟังกันรึเปล่า”“รีบเล่าเร็วๆ มันเป็นยังไงมายังไง”เรื่องแรกเป็นเรื่องดีๆ ที่คนใฝ่ฝัน เรื่องต่อมาเหมือนดับฝันชาวบ้านเสียอย่างนั้น แต่เมื่อเป็นเรื่องลึกลับที่กรุ่นกลิ่นอายสยองขวัญ ผู้คนก็ดูจะสนใจมากกว่าเรื่องลี้ลับที่ดีๆ“เรื่องนี้เขาเรียกกันว่า ‘มือสนธยา’ เราจะไม่เห็นตัวสิ่งลี้ลับนี้ แต่เราจะเห็นมือที่จับบ่าบุคคลๆ นั้นไว้แล้วจะได้ยินเสียงพูดว่า ‘สายันสวัสดิ์’ คนที่ถูกมือนั้นจับจะ...”“หนูวาเสร็จแล้วลูก!”เสียงของป้าคนขายอาหารตามสั่งดังขึ้นขัดจังหวะการเล่าอย่างมีอรรถรสของเด็กหนุ่ม ซึ่งเขาก็หยุดเล่าแล้วหันไปมองป้าคนขาย นาวาที่กำลังเพลิดเพลินกันเรื่องลี้ลับจำใจลุกขึ้นอย่างเสียมิได้ตามเวลาที่ป้าคนขายอาหารตามสั่งระบุไว้ ยี่สิบนาทีนาวาก็ได้ข่าวกะเพราไก่เพิ่มไข่ดาวมาหนึ่งกล่อง ป้าเขาใส่กล่องโฟมมาให้ เขาจ่ายเงินและเดินกลับหอไปด้วยอารมณ์ที่ค้างคาเล็กน้อยบางทีเขาควรจะไปถามเพื่อนร่วมห้องเกี่ยวกับสิบหกเรื่องลี้ลับของมหาวิทยาลัยว่ามันมีอะไรบ้างต้องยอมรับว่าเรื่องพวกนี้ดึงดูดเขาอยู่พอสมควร ส่วนหนึ่งคือรู้ไว้เพื่อความบันเทิง อีกส่วนหนึ่งก็เพื่อที่จะได้ระมัดระวังตัวจากเรื่องลี้ลับเหล่านี้เขาผู้อ่านนิยายออนไลน์ ดูการ์ตูนและซีรี่ย์มาจำนวนมาก มีความตระหนักว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ในโลกใบนี้ ยิ่งกับเรื่องลี้ลับด้วยแล้วจะต้องมีสติและระแวดระวังตัวมากเป็นพิเศษส่วนใหญ่สำหรับเรื่องลี้ลับอย่างนี้เมื่อใครได้ฟังเป็นครั้งแรกและอยู่ใกล้ที่เกิดเหตุมีโอกาสสูงมากที่จะได้เจอเรื่องลี้ลับเรื่องนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่มีคนเล่ามาหรือเป็นนิยายแต่งก็ตาม และเพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของเรื่องลี้ลับจนตกตายไปอย่างตัวประกอบไร้คุณภาพ หรือเข้าไปพัวพันจนถึงขั้นกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องวุ่นวายอย่างหนีไม่ได้ เขาก็ต้องเตรียมรับมือแต่เนิ่นๆจะบอกว่าเขาระแวงระวังจนเข้าขั้นวิตกจริตก็ได้ แต่พวกคุณไม่รู้หรอกว่าโลกนี้มันแฟนตาซีกว่าจินตนาการอยู่มากนะ โดยเฉพาะเรื่องผีลี้ลับของเมืองไทยที่เอาไปเล่าออกสื่อทุกสัปดาห์เหมือนพบเจอได้ทุกเวลาหลังอาหารแบบนี้น่ะเราประมาทช่วงเวลากลางคืนไม่ได้เลยเชียวนะ!ระหว่างทางกลับผู้คนยังเดินทางสัญจรหนาแน่น นาวาก็ไม่รีบร้อน เขาเดินไปพลางเล่นโทรศัพท์มือถือไปพลาง เพราะการเคลื่อนที่ช้าทำให้ไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน ข้อความในแชทกลุ่มแจ้งเตือนขึ้นมาพอดีไอแอมยูนิค: นาวาๆๆๆๆๆๆMr. Nava: ว่าไง?ไอแอมยูนิค: อยู่ข้างนอกป่ะMr. Nava: อ่าฮะ จะฝากซื้อของ?ไอแอมยูนิค: ฝากซื้อโค้กที่เซเว่นหน่อยสันหลังดั่งกำแพงเมืองจีน: +1นายเอกภพ: +2กัญชาถูกกฎหมาย: +3 เพิ่มช็อกโกแลตยี่ห้อคิดจะพักด้วยนายเอกภพ: ช็อกฯ คิดจะพัก +1สันหลังดั่งกำแพงเมืองจีน: +2ไอแอมยูนิค: ถุงผ้าพอมั้ยน่ะ ไม่พอก็ถือมาเองนะ ช่วงนี้เขารณรงค์ลดโลกร้อน งดใช้ถุงพลาสติก สู้ๆ เพื่อนMr. Nava: .....Mr. Nava: บวกค่าหิ้วชิ้นละ 5 บาทขาดตัวนายเอกภพ: เลวกัญชาถูกกฎหมาย: ค้ากำไรเกินควรสันหลังดั่งกำแพงเมืองจีน: มีตังค์พร้อมจ่าย บริการส่งถึงที่นะครับMr. Nava: @สันหลังดั่งกำแพงเมืองจีน รอรับของได้เลยครับลูกค้านาวาหัวเราะขบขันแล้วเก็บโทรศัพท์เตรียมเดินเข้าร้านสะดวกซื้อข้างหน้าที่อยู่ใกล้หอพัก ซึ่งคนค่อนข้างบางตากว่าย่านการค้าจะมีก็เพียงนักศึกษาบางกลุ่มเท่านั้น แต่ก่อนจะเกินถึงร้านสะดวกสายตาของนาวาก็เหลือบไปเห็นซอยเล็กๆ ขนาดพอดีคนหนึ่งคนเดินผ่านเข้าไปได้เท่านั้นน่าจะเรียกว่าตรอกมากกว่าช่างเป็นตรอกมืดๆ ที่น่าสงสัยอะไรอย่างนี้...แต่เหมือนเขาจะจำได้ว่าข้างร้านสะดวกซื้อนี้ไม่มีตรอกเล็กๆ แบบนี้ไม่ใช่เหรอ นาวาครุ่นคิดอย่างจริงจัง คิ้วเริ่มขมวดเข้าหน้ากันช้าๆตรอกไม่น่าไว้วางใจ + ข่าวลือเรื่องหอสมุดลับแล + เพื่อนฝากซื้อของ = เก็บความสงสัยแล้วเดินผ่านไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพื่อไปซื้อของแล้วคิดตังค์เพื่อนนี่แหละคำตอบที่ถูกต้อง!กระบวนการคิดเพียงเสี้ยววินาทีเพื่อความอยู่รอดและผลประโยชน์ ทำให้เท้าของนาวาไม่หยุดชะงักแม้เศษเสี้ยวยังเคยมองตรงไปข้างหน้าและเดินต่อไปอย่างมั่นคงอีกเพียงก้าวเดียวก็จะเดินผ่านตรอกไปอย่างราบรื่น นาวาเตรียมกระหยิ่มยิ้มย่อง แต่พอขาก้าวพ้นไปเพียงครึ่งเดียว ที่บ่าของเขาก็เหมือนถูกมือของใครบางคนจับไว้มั่นนาวาใจเต้นไม่เป็นส่ำ สมองนึกถึงเรื่องลี้ลับลำดับสิบห้าที่ฟังไม่จบนั่นขึ้นมาทันทีเอาแล้ว... อย่าบอกนะว่า...เสียงกระซิบเย็นยะเยือกดังขึ้นจากข้างหลัง“สายันสวัสดิ์พ่อหนุ่ม”วินาทีนั้นสติของนาวาขาดผึง ร่างกายตอบสนองตามสัญชาตญาณ มือแหว่งถุงกะเพราไก่ไข่ดาวฟาดเปรี้ยงเข้าใส่คนที่จับบ่าเขาทันทีทั้งข้าวสวย หมูสับ ใบกะเพราและไข่ดาวสาดกระจายนาวา “...”เดี๋ยวนะ หมูสับ!ป้าทำกับข้าวให้เขาผิดเหรอครับเนี่ย!!