บทที่ 16 ไปขายยำ
ระหว่างทางกลับบ้าน ทั้งสองแวะซื้อของที่ร้านค้าสวัสดิการของรัฐอีกหลายอย่าง เสิ่นเสี่ยวเยว่เป็คนใจกว้างเื่การใช้จ่ายค่าอาหารมาตลอด โดยเฉพาะตอนนี้ที่มีเงินในมือ ยิ่งสามารถใช้จ่ายได้อย่างสบายใจ
พวกเขาไม่มีคูปองอาหาร จึงไม่สามารถซื้อพวกวัตถุดิบหลักได้ แต่สามารถซื้อของกินที่ต่อรองราคาได้บ้าง
สวี่หนิงอันรู้สึกว่าเงินทั้งหมดนี้เป็ของภรรยา ควรปล่อยให้เธอจัดการตามใจ
ดังนั้นเมื่อเสิ่นเสี่ยวเยว่ซื้อของมากมาย เขาจึงไม่ได้พูดอะไร
เมื่อทั้งสองถือถุงใหญ่น้อยกลับมาถึงบ้าน คนแรกที่วิ่งมาต้อนรับคือสวี่หนิงจิ้ง
"พี่สะใภ้ ทำไมซื้อของมาเยอะจังเลยคะ?"
ดวงตาของเด็กสาวจ้องมองถุงที่ทั้งสองถืออยู่ไม่วางตา
เสิ่นเสี่ยวเยว่หยิบขนมถั่วเขียวออกมายัดใส่ปากเธอ จึงได้เห็นภาพหนูแฮมสเตอร์ตัวน้อยที่แก้มป่องด้วยขนมทันที
"พี่จะช่วยปรับปรุงอาหารการกินให้เธอนะ"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ยื่นขนมกุ้ยฮวาและน้ำตาลแดงหนึ่งกระปุกให้สวี่หนิงจิ้ง
"ตอนนี้เธออยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต ควรได้รับสารอาหารที่ดี ๆ "
เธอโน้มตัวเข้าไปกระซิบเบา ๆ "ถ้าชงน้ำตาลแดงดื่มตอนมีประจำเดือน จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้"
เด็กสาววัยสิบหกสิบเจ็ดคนนี้ผอมแห้งไม่มีเนื้อหนังติดกระดูก เวลามีประจำเดือนก็ปวดจนแทบขาดใจ
"พี่สะใภ้ นี่มันแพงเกินไป หนูรับไว้ไม่ได้หรอก"
สวี่หนิงจิ้งใบหน้าแดงระเรื่อ โบกมือปฏิเสธพลางมองพี่ชายอย่างกังวล
จนกระทั่งสวี่หนิงอันพยักหน้า เธอถึงได้รับของขวัญไว้ แต่ก็ยังดูเขินอายอยู่
"มีอะไรกันหรือ?" ซุนหลานเดินออกมาถามด้วยความสงสัย
เสิ่นเสี่ยวเยว่รีบหยิบของขวัญที่เตรียมไว้ให้ซุนหลานออกมา "แม่คะ วันนี้พวกเราหาเงินได้นิดหน่อย เลยซื้อของมาฝากค่ะ"
"โอ๊ย ไม่ต้องเสียเงินซื้อหรอก!"
ซุนหลานปฏิเสธว่า "พวกเราไม่ได้ขาดแคลนอาหารสักหน่อย เธอเก็บไว้กินเองก็พอแล้ว"
เสี่ยวเยว่เป็คนในเมือง การที่อยากกินของดี ๆ ก็เป็เื่ปกติ แค่เธอคนเดียวจะกินได้สักเท่าไหร่กัน
แต่ครอบครัวของพวกเขาไม่เหมือนกัน ถ้ากินของดี ๆ พวกนี้แล้ว แล้วต่อไปเกิดกินของธรรมดาไม่ลงจะทำยังไง?
การงดเว้นความฟุ่มเฟือยนี่ช่างยากเย็นเหลือเกิน!
สวี่หนิงอันอดไม่ได้ต้องพูดขึ้นว่า "วันนี้ขายโสมได้เงินเยอะ ของพวกนี้รวมกันก็แค่ไม่กี่หยวนเองครับ"
ซุนหลานไม่ได้ใจดีกับลูกชายแบบที่ใจดีกับลูกสะใภ้ เธอทำหน้าบึ้งแล้วดุว่า "อะไรคือแค่ไม่กี่หยวน! พูดเหมือนกับว่าเงินพวกนี้เป็เงินที่ลูกหามาได้เองอย่างนั้นแหละ"
มีเงินแล้วก็ไม่ควรใช้จ่ายฟุ่มเฟือย
สวี่หนิงอันจึงก้มหน้าลงเงียบ ๆ
เสิ่นเสี่ยวเยว่เห็นแบบนั้นก็ใ เธอกลืนน้ำลายก่อนพูดว่า "แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวนะคะแม่ ถ้าทุกคนได้กินอิ่มหนำ หนูก็มีความสุขแล้ว"
ซุนหลานรีบเปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนลง "คราวหน้าอย่าทำแบบนี้อีกนะ"
แล้วถามต่อว่า "แม่ของเธอสบายดีไหม?"
"สบายดีมากค่ะ" เสิ่นเสี่ยวเยว่ตอบพลางนำของออกมา
สวี่หนิงอันรับของจากมือของเสิ่นเสี่ยวเยว่อย่างรู้หน้าที่
"พวกนี้ให้ผมจัดการเองเถอะ คุณไปพักก่อนนะ"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ถ่ายรูปภาพมาแค่รูปเดียวก็หายโกรธแล้วเหรอ?
ผู้ชายคนนี้เอาใจง่ายจริง ๆ เธอนึกถึงตอนที่ทะเลาะกับแฟนเก่าในชีวิตก่อน เพราะทั้งสองฝ่ายต่างไม่มีใครยอมลดทิฐิ ทำให้ไม่พูดกันนานถึงสามเดือนเต็ม ๆ
เมื่ออยู่กับสวี่หนิงอัน สิ่งที่เธอได้รับส่วนใหญ่คือความเข้าอกเข้าใจ แม้เขาจะไม่พอใจ ก็ไม่เคยะเิอารมณ์ใส่เธอเลยสักครั้ง
"เสี่ยวเยว่ เข้ามาคุยกับแม่หน่อย"
ซุนหลานพูดจบก็หมุนตัวเดินเข้าห้องไปก่อน
หัวใจของเสิ่นเสี่ยวเยว่เต้นแรงขึ้นมาทันที แต่ก็สงบลงอย่างรวดเร็ว เธอรู้ว่าแม่สามีไม่ใช่คนไร้เหตุผล ไม่มีอะไรต้องกังวล
เธอเดินเข้าไปในห้องพร้อมกับปิดประตูตามหลัง
ซุนหลานนั่งอยู่บนเตียงกำลังซ่อมเสื้อผ้า ข้าง ๆ มีตะกร้าใส่เสื้อผ้าสองสามตัว พ่อลูกสกุลสวี่ล้วนทำงานในทุ่งนา เสื้อผ้าจึงสึกหรอเร็ว ฝีมือเย็บปักของซุนหลานนั้นดี ฝีเข็มละเอียดและถี่ ดูเป็ระเบียบเรียบร้อย
"แม่คะ" เสิ่นเสี่ยวเยว่เรียกเสียงแ่เบาอย่างระแวดระวัง
ซุนหลานวางงานในมือลง "วันนี้ขายโสมได้เท่าไหร่?"
"สองร้อยหยวนค่ะ" เสิ่นเสี่ยวเยว่ตอบตามความจริง
คิดสักครู่แล้วหยิบธนบัตรแปดใบวางตรงหน้าซุนหลาน "แม่ เงินนี้ให้แม่กับพ่อนะคะ"
เธอคิดว่าซุนหลานอยากขอเงินจากเธอ แต่ซุนหลานไม่รับ กลับผลักเงินกลับไปทางเธอ
"โสมก็เธอเป็คนขุด ช่องทางขายก็เธอเป็คนหา เงินที่ได้ก็ต้องเป็ของเธอสิ"
"เธอเก็บไว้เองก็แล้วกัน"
สกุลสวี่ถึงจะยากจน แต่ก็ไม่ใช่คนที่จะยื่นมือขอเงินจากคนรุ่นหลัง
เสิ่นเสี่ยวเยว่ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย "แล้วทำไมแม่ถึงให้หนูเข้ามา..."
ซุนหลานลงจากเตียง เดินไปที่ริมผนัง ดึงอิฐออกมาก้อนหนึ่ง ข้างในมีห่อผ้าเล็ก ๆ
พอเปิดออกมา ปรากฏว่าเป็กำไลทอง!
ไม่มีลวดลายวิจิตรอะไร แต่ก็ดูเรียบง่ายสง่างาม
"นี่เป็สมบัติประจำตระกูลของบ้านเรา สืบทอดกันมาจากสะใภ้รุ่นแล้วรุ่นเล่า"
ซุนหลานจับข้อมือเรียวบางของเสิ่นเสี่ยวเยว่ สวมกำไลให้ แล้วพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด
"สวยจริง ๆ "
"แม่คะ มันมีค่ามากเกินไป หนูรับไว้ไม่ได้หรอก" เสิ่นเสี่ยวเยว่รีบปฏิเสธ
จิตใจของเธอรู้สึกสับสนอยู่บ้าง กำไลในมือราวกับของที่ร้อนจนแทบจะลวกมือเธอ
เธอไม่เคยลืมว่า สักวันเธอก็ต้องจากครอบครัวสกุลสวี่ไป
"ไม่ได้ เธอต้องรับมันไว้!" ซุนหลานพูดอย่างไม่ยอมให้โต้แย้ง "เธอคือลูกสะใภ้ที่พวกเรายอมรับแล้ว กำไลวงนี้ก็ให้เธอไว้"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ไม่อาจขัดใจเธอได้ จึงจำต้องรับไว้ แต่เธอก็ให้ซุนหลานรับธนบัตรห้าใบไว้ด้วย คาดว่าน่าจะพอชำระหนี้ที่บ้านสกุลสวี่มีติดค้างไว้ได้แล้ว
"แม่คะ ยังมีเื่หนึ่งค่ะ"
เสิ่นเสี่ยวเยว่รู้สึกกังวลอยู่บ้าง จริง ๆ แล้วก่อนที่จะมาบอกซุนหลาน เธอก็ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว ซุนหลานไม่ใช่แม่บ้านชาวบ้านที่ไม่คำนึงถึงภาพรวมและดื้อรั้น
ตรงกันข้าม เธอเป็คนที่ฉลาดหลักแหลมมาก
คุณพ่อสวี่เป็คนซื่อที่ทำแต่งานเกษตร สวี่หนิงอันก็ทุ่มเทสติปัญญาให้กับหน่วยผลิต ส่วนลูกชายคนรองของสกุลสวี่ เสิ่นเสี่ยวเยว่ก็ไม่เคยเห็นจึงไม่รู้จัก
ที่ตระกูลสวี่ยังสามารถใช้ชีวิตได้โดยไม่ถูกรังแกหรือดูถูกแม้จะมีหนี้สิน และมีความเป็อยู่ไม่ต่างจากครอบครัวอื่นนัก ก็เพราะการบริหารจัดการของเธอ
่นี้เธอสังเกตสถานการณ์ในหมู่บ้านอย่างละเอียด พบว่าที่นี่ไม่ได้มีการควบคุมที่เข้มงวดนัก
"หนูอยากทำยำผักไปขายในเมืองค่ะ"
ซุนหลานไม่ได้คัดค้านในทันที เพียงแต่ถามว่า "เธอจะไปขายที่ไหน?"
เสิ่นเสี่ยวเยว่ตอบ "หน้าโรงงานเหล็กค่ะ วันนี้ตอนที่หนูเข้าไปที่อำเภอ เห็นมีคนไปขายกันเยอะ"
ที่สำคัญที่สุดคือ โรงงานนั้นอยู่ค่อนข้างห่างไกล แม้จะอยู่ในเขตอำเภอ แต่ก็แทบจะติดกับชนบท ดังนั้นการควบคุมจึงไม่เข้มงวด อีกทั้งยังมีคนงานจำนวนมาก รวมถึงมีหมู่บ้านที่พักของครอบครัวพนักงานด้วย
สำหรับคนที่มีทะเบียนบ้านในเมือง ข้าว เนื้อหมู ผ้า และแม้แต่ผัก ล้วนต้องใช้คูปองในการแลกซื้อมาทั้งนั้น
โรงงานเหล็กตั้งอยู่ห่างจากร้านค้าสวัสดิการในตัวอำเภอพอสมควร ดังนั้นจึงมีตลาดเล็ก ๆ เกิดขึ้นบริเวณใกล้โรงงาน ที่สามารถทำการค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือแลกเปลี่ยนสิ่งของกันได้
เพราะโรงงานเหล็กถือเป็เสาหลักทางเศรษฐกิจที่สำคัญของที่นี่ เมื่อเห็นความ้าของคนงาน เ้าหน้าที่กรมการค้าก็เลยทำเป็มองข้ามไป
ส่วนในตัวอำเภอนั้นมีการควบคุมที่เข้มงวดกว่ามาก
ซุนหลานคิดว่าก็ไม่ใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้ เธอเคยกินยำผักนั้นมาก่อน รสชาติก็อร่อยดี
"แต่แม่กลัวว่าจะขาดทุน"
ซุนหลานยังคงส่ายหน้า แสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับความคิดของลูกสะใภ้
"แม่คะ พวกเราจะขายผักกูดป่ากับผักกาดขาวเป็หลัก ผักกาดขาวราคาถูก ส่วนผักกูดป่าก็แค่ไปเก็บมาจากบนเขาก็พอ"
เสิ่นเสี่ยวเยว่พูดชักจูง ดวงตาคู่งามเป็ประกายมองไปที่แม่สามี
ซุนหลานเห็นว่าเธอมีความกระตือรือร้นมาก จึงคิดว่าปล่อยให้เธอไปลองดูก็ไม่เป็ไร
ตลาดเล็ก ๆ แถวโรงงานเหล็กนั้นมีมาตลอด ปกติไม่มีใครมาควบคุมดูแล คนในหมู่บ้านก็เคยมีคนเอาไข่ไก่และลูกไก่ไปขายอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะเอาไปแลกของจำเป็มากกว่า
คนแถวนี้ไม่นิยมการแจ้งความ ใครจะแอบขุดห้องใต้ดินเลี้ยงหมู ่ตรุษจีนเอาไปขายได้เงินสักหลายสิบหยวนก็เป็เื่ปกติ
แค่ครอบครัวของพวกเธอไม่มีแรงมากพอเท่านั้นเอง
ปกติหุบเขาห่างไกลแบบนี้ก็ไม่มีใครมาจัดกิจกรรมอะไรเป็พิเศษ ทั้งไม่เคยเกิดภัยพิบัติใหญ่ ๆ ไม่เหมือนทางใต้ที่มีแผ่นดินไหวบ่อย ๆ นับว่าเป็ที่ที่โชคดีพอสมควร
ลูกสะใภ้ไปขายของบ้างก็ไม่เป็ไร
ถ้าขายไม่ออกในครั้งแรก ก็คงไม่มีครั้งที่สองแล้ว
ดังนั้นซุนหลานจึงตกลง
"พรุ่งนี้แม่จะไปกับเธอด้วย"
"ดีเลยค่ะ!"
มื้อเย็นวันนี้พ่อลูกสกุลสวี่เข้าครัวทำอาหารด้วยกัน ที่บ้านสวี่ไม่มีกฎเกณฑ์มากมาย โดยทั่วไปใครว่างก็ทำอาหาร ไม่จำเป็ต้องเป็ผู้หญิงเท่านั้นที่ต้องทำ
แต่รสชาติจะอร่อยหรือไม่ก็เป็อีกเื่หนึ่ง
คืนนี้พวกเขาต้มโจ๊กเป็ครั้งแรกั้แ่เสิ่นเสี่ยวเยว่แต่งงานเข้ามา จานหลักคือไข่ผัดกุยช่าย แม้จะผัดจนเหี่ยวไปหน่อย แต่ความสดของกุยช่ายและกลิ่นหอมของไข่ก็กลบข้อบกพร่องเล็ก ๆ น้อยๆ นี้ไปได้
เมื่อเห็นว่าทุกคนกินกันใกล้จะเสร็จแล้ว ซุนหลานจึงประกาศว่าพรุ่งนี้เธอกับเสิ่นเสี่ยวเยว่จะไปขายยำที่อำเภอด้วยกัน
คนอื่น ๆ ต่างพยักหน้ารับทราบ ไม่มีใครคัดค้าน
เสิ่นเสี่ยวเยว่จึงวางใจได้
เป็ไปตามคาด เมื่อจัดการเกลี้ยกล่อมซุนหลานได้แล้ว คนอื่น ๆ ก็ไม่มีปัญหา