เกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ]

    เล่มที่ 4 บทที่ 120 การใช้ชีวิตให้ดีก็คือการอยู่ร่วมกันใช้ชีวิตอย่างปรองดองกับคนอื่นๆ


             ฮูหยินเฉิงไม่รู้ว่าบุตรชายคิดจะทำอะไร แต่คนเป็นแม่ไม่มีอะไรที่ให้ลูกชายไม่ได้ “ยังมีเด็กที่ทำงานในร้านพวกนั้น หลายปีมานี้สองแม่ลูกชั้นต่ำนั่นหาวิธีสารพัดเพื่อเปลี่ยนคนออกไปจนหมด แต่แม่ก็คิดหาวิธีซื้อสัญญาขายตัวของพวกเขามาได้”

             ฮูหยินเฉิงยิ้มเย็น “สองแม่ลูกชั้นต่ำคู่นั้นไม่เคยรู้ว่าสมุดบัญชีที่ส่งไปถึงมือพวกเขา ถูกส่งมาถึงมือข้าด้วยเสมอ เงินทองที่พวกเขายักยอกไปข้ารู้ดีว่ามีมากเท่าใด”

             “ท่านแม่ เรื่องนี้ท่านไม่ต้องสอดมือเข้าไปยุ่ง ให้พี่ใหญ่จัดการของเขาไป ข้าเตรียมการเอาไว้แล้ว”

             เฉิงจื่อเหิงกำชับมารดาของตน “เงินที่สูญไปของบ้านเราไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หากพี่ใหญ่ทำอะไรไม่ดีต่อสกุลลู่และสกุลหลิว ท่านจะต้องรีบส่งคนไปแจ้งข้า”

             ฮูหยินเฉิงกำลังจะตอบรับ แต่จู่ๆ ก็นึกขึ้นมาได้อีกเรื่อง รีบถามว่า “ลูกแม่ สกุลลู่มีแม่นางดีๆ อยู่ใช่หรือไม่...”

             “ท่านแม่ ท่านอย่าคาดเดามั่วซั่วเช่นนั้น ข้าและลู่เชียนเป็นสหายกัน สกุลลู่มีน้องหญิงอยู่คนหนึ่งก็จริง แต่...เอาเป็นว่าข้าเห็นนางเป็นเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง ท่านดูเสื้อคลุมที่อยู่บนร่างข้าตัวนี้ นางเป็นคนส่งมาให้ข้าและพี่หลิวคนละตัวพร้อมกับตอนที่ส่งของมาให้ลู่เชียน เป็นแม่นางน้อยที่ดีมากคนหนึ่ง”

             คนเป็นแม่แค่ได้ยินว่ามีคนดีกับบุตรชายของตนจะไม่ชอบใจได้อย่างไร แต่เมื่อเห็นบุตรชายไม่มีท่าทางเขินอายแม้แต่น้อย ก็คาดเดาได้ว่าบุตรชายไม่ได้คิดเรื่องนั้นจริงๆ จึงอดทนกล้ำกลืนความผิดหวังเล็กๆ ลงไป ยิ้มเอ่ยว่า “ได้ วันหน้าหากมีโอกาสได้พบแม่นางลู่คนนั้น แม่จะต้องขอบคุณนางให้ได้”

             “ได้ ท่านแม่ ท่านเองก็รักษาสุขภาพด้วย ไม่ต้องทะเลาะกับท่านพ่อแล้ว วันหน้า...ต้องได้บทสรุปที่ดีแน่นอน”

             สองแม่ลูกสนทนากันอีกครู่หนึ่ง เฉิงจื่อเหิงก็ลากลับเรือนของตัวเอง

             ถึงแม้จะเป็นบุตรชายสายตรง แต่บิดากลับบอกว่ายามปกติพี่ชายสายรองต้องคบค้าสมาคมกับสหายที่ทำการค้า จะต้องมีหน้ามีตา จึงยกเรือนที่ใหญ่ที่สุดให้พี่ชายสายรองไป เขาไม่เคยว่าอะไร ต่อให้ของที่เป็นสินเดิมของมารดาเหล่านั้นจะถูกพี่ชายสายรองยึดเอาไปก็ตาม

             แต่หลังจากเฝ้ารอมาหลายปี ในที่สุดวันนี้เขาก็มีโอกาสแล้ว โอกาสที่จะเอาทุกสิ่งทุกอย่างกลับคืนมา

             บ่าวรับใช้ข้างกายเห็นว่าเจ้านายของตนยืนนิ่งอยู่ใต้หลังคาส่วนที่ยื่นออกมาจากตัวเรือน ไม่ยอมเข้าไปในห้องเสียที ก็เอ่ยโน้มน้าวว่า “นายน้อย รีบพักผ่อนเถิดขอรับ พรุ่งนี้ยังต้องรีบเดินทางกลับสำนักศึกษาอีก”

             เฉิงจื่อเหิงที่รูปร่างใหญ่โตกลับไม่ขยับเขยื้อน ครู่หนึ่งก็ออกคำสั่งว่า “สี่จื่อ พรุ่งนี้ข้าจะบอกท่านแม่ให้ส่งบิดาและพี่ชายเจ้าไปที่ร้านอาหาร วันหน้าให้พวกเขาช่วยข้าจับตาดู หหากมีเรื่องอะไรให้รีบไปรายงานข้าทันที”

             “ขอรับ นายน้อยโปรดวางใจ”

             สี่จื่อรีบตอบรับทันที แต่กลับเห็นว่าเจ้านายยังไม่ขยับตัวไปไหน ทว่าเขาก็ไม่กล้าเร่งรัดอีก

             เฉิงจื่อเหิงมองดวงจันทร์บนฟากฟ้าอย่างเหม่อลอย เวลาผ่านไปโดยไม่รู้ตัว ยามนี้ที่เรือนสกุลลู่คงจะตั้งโต๊ะรับประทานอาหารกันแล้ว อาหารเลิศรส สมาชิกในครอบครัวที่ครื้นเครง ช่างทำให้คนอดคิดถึงไม่ได้จริงๆ

             หันกลับมาดูบ้านของตนที่แสนเงียบเหงา ต้องเอาแต่คิดแผนการจัดการกันเองในครอบครัวไม่เว้นแต่ละวัน ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

             หากให้เขาเลือกได้ เขาอยากจะเป็นคนสกุลลู่ ต่อให้จะเป็นแค่เด็กเลี้ยงม้าอย่างซูอี แต่ก็มีความสุขและมีอิสระเสรีกว่าการเป็นลูกหลานสกุลเฉิง...

             เป็นดังที่เฉิงจื่อเหิงคิด ยามนี้สกุลลู่กำลังรับประทานอาหารเย็น ถึงแม้พี่รองลู่จะกลับมา แต่เฝิงเจี่ยนนายบ่าวจากไปแล้ว พี่ใหญ่และพี่สะใภ้สกุลลู่ก็ไปแล้วเช่นกัน บนโต๊ะอาหารจึงเงียบเหงาจนน่าใจหาย

             ท่านน้าหาน ท่านป้าเจียงและหงเหมยต่างไม่กล้าร่วมโต๊ะ รักษาสถานะคนรับใช้ไว้อย่างดี พวกนางรวมถึงชิงฮัวชิงอวี้จึงนั่งร่วมโต๊ะกันที่ห้องครัวแทน

             ที่โถงกลางเรือนสกุลลู่จึงมีแค่คนสกุลลู่สามคนรวมซูอีอีกหนึ่งคน เสี่ยวหมี่พยายามทำตัวให้ร่าเริงคีบอาหารให้คนอื่น แต่ตัวเองกลับแทบไม่แตะอะไร

             ครอบครัวอื่นก็เช่นเดียวกัน เมื่อก่อนรำคาญที่บุตรหลานโหวกเหวกโวยวาย คิดจะขับไล่ออกไปอยู่เนืองๆ แต่พอพวกเขาจากไปแล้วก็ให้คิดถึงจนปวดใจ

             อย่าว่าแต่สุนัขเฝ้าบ้านที่เอาแต่ชะเง้อรอคอยเจ้านายให้กลับมา แม้แต่สัตว์จำพวกเป็ดไก่ก็ยังสัมผัสได้ถึงความผิดปกติจนออกไข่น้อยลงกว่าปกติ

             พวกนายท่านเฝิงจับกลุ่มคุยกันเรื่องนี้ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ คิดไปคิดมาก็ว่าหมู่บ้านเรามีคนน้อยลงไปถนัดตา

             ทั้งหมดสิบแปดครัวเรือน รวมกันแล้วก็แค่ประมาณร้อยคน แบ่งออกไปสามสิบสี่สิบคน ล้วนเป็นชายหนุ่มหญิงสาวที่มีกำลังวังชา 

             ดังประโยคที่ว่าคนมากกำลังมาก การใช้ชีวิตให้ดีก็คือการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันอย่างปรองดองกับคนอื่น หากขาดคนไปก็เท่ากับหมดสิ้นแล้วทุกอย่าง

             ในเมื่อไม่มีคน เช่นนั้นก็มีอยู่วิธีเดียว

             มีลูก มีลูกกันให้มากๆ

             ดังนั้นแต่ละบ้านจึงให้ภารกิจลูกชายลูกสะใภ้ให้ทำการบ้านให้มากหน่อย

             หลังจากหิมะตกลงมาแล้ว บรรดาพรานหนุ่มก็ไม่อาจขึ้นเขาไปล่าสัตว์ได้อีก งานในสวนก็ไม่มีอะไรมากมาย ตกกลางคืนหากไม่ทำการบ้านก็ไม่มีอะไรดีๆ ให้ทำแล้ว...

             เนื่องจากกลางคืนแต่ละคนล้วนเหน็ดเหนื่อย ตื่นเช้ามาก็อ้าปากหาวแอบขี้เกียจกัน เมื่อพวกผู้หญิงมารวมตัวกัน ก็อดหยอกล้อกันไม่ได้ ทำเอาสะใภ้บางคนที่หน้าบางหน้าแดงเรื่อ

             ยังดีที่ทุกคนยังจำได้ว่าเสี่ยวหมี่เป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือน จึงไม่เคยพูดเรื่องนี้ต่อหน้านาง

             ส่วนเสี่ยวหมี่ไม่สนใจเรื่องพวกนี้ ตอนนี้ในหัวของนางมีแต่เรื่องเงินเท่านั้น

             เกรงว่าเงินที่ได้จากการขายตุ๊กตามีแต่จะไม่พอให้เฉินซิ่นเปิดร้านอาหาร ไม่มีทางเหลือแน่นอน ส่วนเงินเก็บในบ้านนางก็แทบจะยกให้พี่ใหญ่เอาลงใต้ไปจนหมด อย่างไรเสียก็เป็นการเดินทางไกล ต่อให้จะร่วมมือกับอีกสองตระกูล แต่เงินทองที่จะใช้จับจ่ายก็ไม่ควรหยิบยืมผู้อื่น

             เมื่อคำนวณดูเช่นนี้แล้ว ตอนนี้เงินในสกุลลู่จึงร่อยหรอยิ่งนัก

             ดีที่โรงทำแป้งยังมีเฟิ่นเถียวอยู่อีกหลายร้อยจิน หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าหากสินค้าขาดตลาดเป็นเวลานานจะส่งผลกระทบตามมา นางคงขายออกไปนานแล้ว

             แน่นอนว่านางยังมีแหล่งที่มาของเงินแห่งสุดท้าย และเป็นแหล่งที่ใหญ่ที่สุดด้วย

             นั่นก็คือเรือนกระจก พืชผักสีเขียวสดในเรือนกระจกนั้นเป็นความหวังของสกุลลู่และชาวบ้านเขาหมีทุกคน

             วันนี้เสี่ยวหมี่นำพวกท่านป้าหลิวเดินดูเรือนกระจกของแต่ละครัวเรือน แต่ละคนมีสีหน้ายิ้มแย้ม 

             พืชผักพวกนี้ช่างเป็นของที่รู้คุณคนจริงๆ ขอเพียงทุ่มเทกับมันมากพอ มันก็จะเติบโตอย่างบ้าคลั่งให้เห็น

             ผักโขมผักชีตอนนี้สูงถึงครึ่งฉื่อแล้ว กุยช่ายและผักกาดขาวก็ออกใบเขียวสดน่ามอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหัวหอมกับกระเทียมที่เติบโตได้ดีกว่าใครเพื่อน

             ทุกคนเดินดูกันไปรอบหนึ่ง สุดท้ายก็มาพักเท้ากันที่บ้านสกุลกัว มีสะใภ้คนหนึ่งอดไม่ไหวถามเสี่ยวหมี่ว่า “คุณหนูสี่ ผักพวกนี้ถึงเวลาขายออกไปได้แล้วใช่หรือไม่?”

             ท่านป้าหลิวเห็นว่าเสี่ยวหมี่กำลังดื่มน้ำ จึงยิ้มเอ่ยแทรกว่า “ทำไมเล่า เจ้าร้อนใจหรือ คิดจะเอาเงินที่ได้ไปซื้อปิ่นเล่มใหม่ เอาไปอวดบ้านเดิมหรือไร”

             สะใภ้คนนั้นอดหัวเราะไม่ได้ “ก็ใช่น่ะสิ น้องชายข้าจะแต่งงาน ข้าในฐานะพี่สามีจะให้น้องสะใภ้ดูแคลนก็คงไม่ได้”

             “เจ้าไม่กลัวผู้อื่นจะอยากแย่งปิ่นไปจากเจ้าหรือ”

             “ไม่กลัว พวกเราคนหมู่บ้านเขาหมียังต้องกลัวใครรังแกด้วยหรือ”

             สะใภ้ผู้นั้นพูดอย่างภาคภูมิใจ เมื่อก่อนเวลากลับบ้านถูกคนนอกดูแคลน ยามนี้มีโอกาสได้กลับบ้านไปอวดเสื้อผ้าอาภรณ์ชั้นดี จะอย่างไรก็ต้องอวดให้มากสักหน่อย

             ทุกคนพากันหัวเราะมองไปทางเสี่ยวหมี่ คิดไม่ถึงว่านางเอาแต่ลูบกำไลข้อมืออย่างใจลอย

             ท่านป้าหลิวผลักนางเบาๆ ยิ้มกล่าวว่า “เสี่ยวหมี่เหตุใดยังนิ่งอยู่อีก เจ้าไม่เห็นหรือว่าพวกพี่สะใภ้ของเจ้าร้อนใจแค่ไหน”

             เสี่ยวหมี่ดึงสติกลับมา รีบยิ้มแย้มเอ่ยว่า “ตอนบ่ายข้าจะให้คนไปแจ้งท่านลุงเฉินทันทีเจ้าค่ะ เราจะเริ่มขายผักกันพรุ่งนี้เลย เมื่อได้เงินค่าผักมาแล้วอย่าว่าแต่ปิ่นเงิน แม้แต่ปิ่นทองสักเล่มก็ซื้อหาได้”

             “ดีจริง ข้าคงเก็บไปฝันดีแน่ๆ”

             “ข้าก็ด้วย”

             ตอนที่กำลังสนทนากันอยู่ คิดไม่ถึงว่าจะมีคนมาแจ้งว่า “คุณหนูสี่ เถ้าแก่เฉินมาแล้ว ยังนำสัมภาระห่อใหญ่มาด้วย บอกว่าเอาของมาส่งให้ท่าน”

             “พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา [1]” เสี่ยวหมี่รีบลุกขึ้นทันที เอ่ยกำชับว่า “พี่สะใภ้รีบลับมีดกันให้คมเถิด พรุ่งนี้เราจะเริ่มตัดผักกันเจ้าค่ะ”

             “ได้” ​พวกพี่สะใภ้ไม่รู้ว่าโจโฉคือใคร แต่เข้าใจคำว่าตัดผักอย่างแจ่มแจ้ง พวกนางแยกย้ายกันกลับเรือนไปทันที

             เมื่อพบกัน ประโยคแรกของเถ้าแก่เฉินก็ไม่เหนือความคาดหมาย “เสี่ยวหมี่ ตอนนี้หิมะตกแล้ว ผักสดพร้อมขายแล้วหรือไม่? ร้านอาหารหลายแห่งในเมืองหลวงต่างพากันมาถามไถ่แล้ว”

             “ท่านลุงวางใจ พรุ่งนี้ก็เริ่มตัดได้แล้วเจ้าค่ะ ท่านลุงลองคำนวณดูว่าแต่ละวันเราจะขายออกไปเท่าไร ครั้งนี้เรามีเรือนกระจกถึงสิบแปดห้อง มีผักมากพอ ราคาคงต้องต่ำลงแน่ แต่จะปล่อยให้ต่ำมากไม่ได้”

             เสี่ยวหมี่รินชาให้เถ้าแก่เฉินด้วยตัวเอง เอ่ยเสริมว่า “ขอท่านลุงช่วยชี้แนะพวกพี่เสี่ยวเตาด้วย วันหน้าก็มอบงานนี้ให้พวกเขาไปทำเสีย ท่านคอยควบคุมดูแลอยู่ก็พอเจ้าค่ะ”

             “ข้าไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด แต่เจ้าเองก็มีคนช่วยแบ่งเบาไม่มากนัก หากช่วยสอนพวกเขาได้ ก็เท่ากับว่าเจ้าจะมีคนไว้ใช้งานมากขึ้น”

             ไม่กี่วันก่อนเถ้าแก่เฉินเพิ่งจับผู้ดูแลร้านที่หลอกลวงวางแผนหาประโยชน์เข้าตัวเองได้ไปหมาดๆ เมื่อหันมาเห็นคนหมู่บ้านเขาหมีที่ร่วมแรงร่วมใจกันช่วยเหลือสกุลลู่เช่นนี้ ก็อดอิจฉาไม่ได้ “ใช้คนของตนเอง จะอย่างไรก็เชื่อใจได้มากกว่า คนนอกน่ะเลี้ยงไม่เชื่อง”

             เสี่ยวหมี่ได้ยินก็รู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้ซักไซ้อะไร นางชี้ไปที่ห่อสัมภาระในมือเขายิ้มเอ่ยว่า “ท่านลุงเอาของดีอะไรมาให้ข้าหรือเจ้าคะ เหตุใดดูแล้วใหญ่โตปานนี้ หรือว่าเป็นอาภรณ์ชั้นดี”

             จู่ๆ เถ้าแก่เฉินก็นึกขึ้นได้ รีบส่งห่อสัมภาระให้ทันที พลางยิ้มเอ่ยว่า “ก่อนหน้านี้คุณชายเฝิงฝากฝังไว้กับข้า มาวันนี้งานเย็บปักทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้าจึงไปรับมาแล้วเอามามอบให้เจ้า”

             “คุณชายเฝิง พี่ใหญ่เฝิง?”

             เสี่ยวหมี่ดวงตาเป็นประกายทันที สีหน้ายินดีปิดไว้ไม่มิด นางนึกไปถึงหนังจิ้งจอกขาวที่ก่อนหน้านี้พี่ใหญ่เฝิงเคยพนันกับเสี่ยวเตา จึงรีบเปิดออกดูทันที

             เสื้อคลุมของเสี่ยวหมี่ไม่ใช่รุปแบบที่เห็นได้ทั่วไปในสมัยนี้ที่มีเชือกผูกบริเวณคอ ซึ่งง่ายต่อการรัดคอผู้ใส่เข้าเสียเอง แต่เป็นแบบตามภาพร่างของนาง ซึ่งคล้ายกับเสื้อที่มักเห็นกันในซีรี่ย์จีนย้อนยุคสมัยราชวงศ์ชิง ไม่รู้ว่าแบบภาพนี้ถูกเฝิงเจี่ยนเอาไปตอนไหน ตัวเสื้อคลุมมีหมวกเย็บติด ตัวเสื้อด้านนอกเป็นผ้าไหมสีแดงสดเย็บติดกับหนังจิ้งจอกสีขาวด้านใน ขอบเสื้อและหมวกกุ๊นด้วยขนจิ้งจอกสีขาว ดูอบอุ่นนุ่มนิ่ม

             สีแดงดุจเปลวเพลิง สีขาวดั่งปุยเมฆ แดงตัดขาวแลดูงดงาม ทำเอาเสี่ยวหมี่แสบจมูก พยายามอย่างยิ่งไม่ให้น้ำตาไหลออกมา

             คนผู้นั้นไม่ได้อยู่ข้างกายนางแล้ว แต่เสื้อคลุมที่เขาตั้งใจเตรียมไว้ให้นางกลับเพิ่งส่งมาถึงมือนางเอาตอนนี้...

             เถ้าแก่เฉินเองก็รู้จักอ่านสีหน้าคน เขาจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าเหตุใดเสี่ยวหมี่ถึงขอบตาแดงก่ำ แต่เขาก็ทำได้เพียงแกล้งทำเป็นไม่รู้ แล้วเปลี่ยนหัวข้อสนทนา “ข้าคงต้องรีบกลับเมืองหลวงก่อนแล้ว วันพรุ่งนี้ข้าจะให้เสี่ยวเตามาขนผัก ขอผักโขมและกุยช่ายมากสักหน่อย ผักชีกับหัวหอมเอาแค่สามถึงห้าตะกร้าก็พอ”

             “เจ้าค่ะ ท่านลุงเดินระวังนะเจ้าคะ ข้าจะไปเตรียมการเดี๋ยวนี้”

            เชิงอรรถ

            [1] พูดถึงโจโฉ โจโฉก็มา(说曹操, 曹操就到)หมายถึง กำลังพูดถึงใครสักคนหนึ่ง จู่ๆ คนนั้นก็มา เป็นสำนวนมาจากวรรณกรรมเรื่องสามก๊ก

     

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มั่งคั่ง ทำฟาร์มกลางหุบเขาลึก [จบ] ที่คุณอ่าน

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    คู่มือเศรษฐีนีชาวนาฉบับสาวน้อยทะลุมิติ [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    775K 1120
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ

    นิยาย รัก
    467K 4159
    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    พลิกฟ้าคืนชีวาชายาอนุ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    295K 786
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    ทะลุมิติมาเป็นนางร้าย เปลี่ยนชีวิตใหม่ด้วยมิติห้างสรรพสินค้าในยุค 70【จบ】

    นิยาย รัก
    989K 1570
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663