วันหนึ่งในคาบวิชานาฏศิลป์ก้อยเพื่อนของรินฤดีก็หาที่ซ้อมรำเพื่อสอบรำกับอาจารย์ จึงได้ชวนพลอยไปซ้อมรำด้วยกันที่บ้านรินฤดี แต่พลอยกับตอบปฏิเสธด้วยท่าทีที่ดูหวาดกลัว พลอยก็ไม่ได้สงสัยอะไร จึงขออนุญาตรินฤดีไปซ้อมรำด้วย
“รินเย็นวันนี้เราขอไปซ้อมรำที่บ้านด้วยนะ พอดีใกล้จะสอบแล้ว”
“ได้สิ”
พอก้อยมาถึงที่บ้านของรินฤดี ก้อยก็ได้กวาดสายตามองไปรอบ ๆ บ้าน แต่สายตาก็ได้สะดุดตรงที่โต๊ะที่มีรูปปั้นตุ๊กตานางรำวางไว้พร้อมกับกระถางธูป และรูปภาพที่ซีดจางตามกาลเวลา จนไม่รู้ว่าเป็ใคร และก้อยเดินไม่ระวังจึงเกิดอุบัติเหตุนั่นคือ ก้อยก็เผลอไปสะดุดขาโต๊ะที่มีรูปปั้นนางรำวางอยู่บนนั้นได้ตกลงมา และทำให้ลูกปั้นตุ๊กตานางรำตกลงมาแขนหัก รินฤดีเห็นก็ใและได้ต่อว่าก้อยด้วยความโมโห
“แกทำอะไรไม่ระวังเลย! ตุ๊กตานางรำแขนหักหมดเลยเนี่ย”
“ช่างมันปะไร ก็แค่ตุ๊กตาอย่าไปคิดอะไรมาก เดี๋ยวหาซื้อตัวใหม่มาคืนให้ก็ได้ ทิ้งไปเถอะ ของมันเสียหายไปแล้ว จะเอากลับคืนมาได้ยังไงกัน”
รินฤดีโกรธมากที่ก้อยได้พูดออกมาอย่างนั้น เหมือนก้อยไม่รู้สึกผิดเอาเสียเลย ที่ได้ทำตุ๊กตาของรักของหวงรินฤดีตกเเตก และไม่คิดจะขอโทษรินฤดีสักคำ
รินฤดีที่ได้ฟังคำตอบเช่นนั้นก็ยิ่งรู้สึกโกรธก้อยที่ไม่มีความรับผิดชอบอะไรเลยจึงบอกให้ก้อยกลับบ้านไปแล้วค่อยมาซ้อมรำวันหลัง
“เราว่าแกกลับไปก่อนเถอะ แล้วค่อยมาวันหลังก็แล้วกัน”
“อะไรของแกริน เราเพิ่งมาถึงเองนะ อีกอย่างก็ยังไม่ได้เริ่มซ้อมอะไรเลย”
“เราไม่มีอารมณ์ซ้อมละกลับไปก่อนเถอะ”
ก้อยก็ได้แต่เอามือเกาหัวพร้อมกับความมึนงง
จากนั้นก้อยก็บอกลาและกลับบ้านไป ทิ้งเพียงหุ่นแขนหักไว้ด้วยไม่มีคำขอโทษแม้แต่คำเดียว รินฤดีก็ได้แต่มองหุ่นที่ตกแตกไปด้วยความเศร้า แทบอยากจะร้องไห้ออกมาเสียให้ได้ พ่อแม่ของฤดีก็พูดขึ้นมาหลังจากก้อยกลับบ้านไปแล้วว่า
“ไม่เป็ไรหรอกลูก พี่เขาก็จากไปหลายปีแล้วให้พี่เค้าไปที่ชอบที่ชอบเถอะนะ”
ฤดีก็ได้แต่พยักหน้าและนำหุ่นมาฝากไว้ให้สัปเหร่อทำพิธีเพื่อเผาส่งิญญาให้พี่ของตนไปสู่สุคติ
แต่ทว่าสัปเหร่อคนนั้น ก็ลืมและวางไว้หน้าเมรุเผาศพ
ผ่องคนที่เป็เพื่อนของรินรดา ทุกวันเวลาหลับตานอนภาพฝันก็จะปรากฏขึ้นมาให้เห็นทุกเหตุการณ์ที่เก่งได้ลงมือทำจากนั้นร่างของนักศึกษาสาวที่นอนแน่นิ่งก็กลายเป็หญิงสาวที่สวมชุดรำไทยค่อย ๆ รำพร้อมกับก้าวเท้าเดินมายังผ่อง ใบหน้าที่สวยงามก็กลายเป็ใบหน้าที่น่ากลัวสยดสยอง น้ำเืน้ำหนองไหลอาบแก้ม พร้อมกับคำพูดที่ะโใส่ว่า
“มึงจำกูได้ไหม เพื่อนรัก ฮ่าฮ่าฮ่า”
ผ่องก็สดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกด้วยความใอย่างสุดขีด เหงื่อไหลท่วมตัวราวกับคนไปอาบน้ำมา จนผ่องไม่กล้าที่จะข่มตานอนอีกเลย
วันรุ่งขึ้นทางมหาวิทยาลัยก็ได้มีการจัดพิธีไหว้ครูขึ้น ทางอาจารย์ก็พูดกับรินฤดีว่า
“นี่ฤดี ชุดในหุ่นนี่ เป็ชุดของพี่สาวของเธอนะ ที่ชอบใส่รำในทุก ๆ งาน ครูอยากเก็บไว้ให้กับคนที่มีฝีมือรำสวย ๆ ได้ใส่มันเหมือนกับพี่ของเธอนะ ผ่านมาหลายปีก็ไม่มีใครรำสวยเท่าพี่ของเธอเลย ซึ่งจะนี้ปีนี้ก็คงเป็เธอนั่นแหละและอีกอย่างเธอก็ยังเป็น้องสาวแท้ ๆ อีกด้วย ครูขอมอบชุดนี้ให้เธอนะ”
และรินฤดีก็ได้พูดตอบกลับไปว่า
“ขอบคุณค่ะอาจารย์ หนูจะดูแลอย่างดีเลยค่ะ”
พูดจบรินฤดีก็ได้สวมชุดนางรำและรำได้สวยราวกับฤดีกับรินรดาเป็คนคนเดียวกัน ก้อยยืนดูรินฤดีสวมชุด และในใจเธอก็คิดว่า ชุดที่รินฤดีใส่นั่นสวยกว่าทุกคน ตอนเลิกเรียนทุกวันเธอก็มักจะนำชุดของรินฤดีมาใส่เล่นบ้างวางไว้เรี่ยราดอย่างไม่เคารพ
รินฤดีดีกลับถึงบ้านประมาณทุ่มกว่าก็เปิดกระเป๋าดูก็นึกขึ้นได้ว่าลืมสมุดจดการบ้านมาด้วยจึงรีบกลับไปที่มหาวิทยาลัยและขออนุญาตลุงยามเข้าไปในห้องพอไปถึงประตูทางเข้าก็ได้ยินเสียงดนตรีไทยเพลง งามแสงเดือน
“งามแสงเดือนมาเยือนส่องหล้า งามใบหน้าเมื่ออยู่วงรำ (ซ้ำ)
เราเล่นกันเพื่อสนุก เปลื้องทุกข์วายระกำ
ขอให้เล่นฟ้อนรำ เพื่อสามัคคีเอย”
เหมือนมีคนกำลังซ้อมรำอยู่ รินฤดีก็แอบส่องผ่านกระจกก็ใที่เห็นก้อยใส่ชุดของพี่ตัวเอง รำไปหักนิ้วไปจนผิดรูป เสื้อนักศึกษาสีขาวสะอาดก็เต็มไปด้วยเืสีแดงสด ไหลหยดลงพื้น รินฤดีก็รีบเปิดประตูและเตือนสติก้อยจากนั้นก็นำตัวของก้อยไปส่งโรงพยาบาล พอก้อยฟื้นก็เล่าเื่ทั้งหมดให้กับพี่ของตัวเองฟังก็คือเก่ง รวมถึงความฝันที่ก้อยเจอทุกคืนคือผู้หญิงที่ใส่ชุดรำนั้นมาหาอยู่บ่อย ๆ และชอบบังคับให้รำโดยไม่เต็มใจจะชอบดัดนิ้วแรงจนเกือบจะหักก่อนที่ก้อยนั้นจะอยู่ในห้องนาฏศิลป์เพื่อซ้อมรำคนเดียว จากนั้นก็บังคับตัวเองไม่ได้จนกว่ารินฤดีจะมาเจอ พี่ของก้อยก็คิดว่าเป็พี่ที่อยู่ในชุดนั้นหรือเป็อาถรรพ์ของชุดจึงวิ่งไปที่ห้องนาฏศิลป์นั้นพร้อมกับน้ำมันและไฟแช็กแล้วะโว่า
“มึงทำน้องกูทำไมอีผีร้าย!”
จู่ ๆ ก็มีลมแรงพัดหน้าต่างกระทบกันเสียงดังกึกก้องพร้อมกับนางรำที่สวมชุดรำนั้นตามออกมา แล้วค่อย ๆ หันหน้ามา พี่ของก้อยก็ใดวงตาเบิกโพลง เมื่อได้เห็นใบหน้าชัด ๆ ของนางรำคนนั้น
“กะ...กะ...แก นางรินดา!”
“จำฉันได้อยู่ใช่ไหม ลืมไปแล้วเหรอแกทำอะไรกับฉันไว้บ้าง!”
“ฉันเปล่านะ อีผ่องต่างหากวางแผนให้ฉันแค่แกล้งเธอ”
“แต่มึงก็ฆ่ากู!”
ใบหน้าของรินรดาก็พุ่งออกมาหาพี่ของก้อย แบบตาต่อตา จากใบหน้าสวย ๆ ลูกตาก็เริ่มถลนออกจากเบ้า น้ำเืน้ำหนองไหลเยิ้มไปทั่วหน้า พร้อมกับหนอนที่ชอนไชอยู่ พี่ของก้อยก็ร้องด้วยความกลัวและขอโทษให้รินรดาปล่อยเขาไป
“ฉันขอร้องล่ะปล่อยฉันไปเถอะ”
“ฉันก็เคยพูดคำนี้นะ แต่แกปล่อยฉันไหม”
“ฉันผิดไปแล้วยกโทษให้ฉันเถอะ”
“ฉันมีอะไรให้แกดู แกต้องสะใจมาก ๆ เลยแหละ”
ภาพที่รินรดาให้พี่ของก้อยดูก็คือภาพของก้อยที่นอนอยู่บนเตียงในโรงพยาบาลที่ถูกพันด้วยเฝือก จู่ ๆ ก็มี ผู้ชาย 4 คนเข้ามารุมโทรมเธอในสภาพแบบนั้น ทั้งตบตีและหัวเราะเยาะ
“ปล่อยน้องกูไป อย่าทำอะไรน้องกูเลย ปล่อย!”
“มันทำตัวของมันเอง! มันลบหลู่กู มันยังทำหุ่นกูแขนหัก มันก็ต้องแขนหักเหมือนหุ่นของกู แต่กูแถมให้นะผู้ชาย 4 คนนั้น เผื่อมึงจะชอบ ฮะฮะฮ่า”
รินรดาก็หัวเราะเยาะด้วยความสะใจก่อนที่จะบังคับให้เก่งะโออกจากหน้าต่างตกลงมาจากตึกสูงถึง 8 ชั้น
“ไม่นะ แกจะทำอะไรของแก! ฉันขอโทษ”
พอสิ้นสุดเสียงขอร้องของเก่งทันใดนั้นร่างกายที่ขยับไม่ได้ก็ร่วงลงมากระแทกพื้นอย่างแรง
แต่เก่งก็ไม่ตาย ทว่ากระดูกของเก่งแตกละเอียดจนไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้
ในวันเดียวกันผ่องก็ฝันเห็นรินรดามาหาด้วยชุดนางรำที่น่ากลัว ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมามองนาฬิกาก็เวลาเกือบสี่ทุ่มแล้วก็ได้มีโทรศัพท์โทรมาจากโรงพยาบาลว่า
“สวัสดีค่ะดิฉันโทรมาจากโรงพยาบาลรักษานะคะ”
“ค่ะ”
“คุณใช่ญาติคุณเก่งไหมคะ”
“ใช่ค่ะมีอะไรหรือเปล่าคะ”
“คือว่า ตอนนี้คุณเก่งได้ประสบอุบัติเหตุตกมาจากตึก 8 ชั้น กระดูกแตกละเอียดค่ะ”
ผ่องตอบด้วยความใเป็อย่างมากไปว่า
“เหรอคะ! เดี๋ยวสักครู่ดิฉันจะไปที่โรงพยาบาลค่ะ”