ชื่อของอี้ซินก็สะเทือนไปทั่วทั้งสำนักเมฆาคราม
ตั้งแต่ลานศิษย์ใหม่ เรือนศิษย์ชั้นใน ไปจนถึงตำหนักของครูฝึก
ทุกที่ล้วนมีผู้คนพูดถึงเรื่องเดียวกันไม่หยุด
บางคนพูดถึงแดนทดสอบสัตว์เทวะบรรพกาลซึ่งปิดตายลงทั้งที่ไม่เคยมีผู้ใดอธิบายได้แน่ชัดว่าภายในมีสิ่งใด
บางคนพูดถึงดาบยักษ์สีดำนิลบนบ่าของอี้ซิน
บางคนพูดถึงกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปจนไม่น่าเชื่อของเขา
และอีกไม่น้อย...พูดถึงหญิงงามเหนือดินแดนสองคนที่ปรากฏกายออกมาข้างเขาต่อหน้าผู้คนทั้งลาน
ยิ่งข่าวแพร่
ยิ่งบิดเบือน
ยิ่งบิดเบือน
ยิ่งชวนให้ผู้คนทั้งอิจฉา ทั้งตื่นตะลึง ทั้งหวาดระแวงในเวลาเดียวกัน
ยามเช้าหลังเหตุการณ์นั้น
หมอกบางยังลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือยอดสนและระหว่างสันเขา
แสงแดดยังเพียงทอดลงบนพื้นหินเป็นริ้วสีอ่อน
ทว่าเสียงระฆังสำริดสามครากลับดังขึ้นจากยอดเขาชั้นในอย่างกะทันหัน
กังวานแรกหนักแน่น
กังวานที่สองยาวลึก
กังวานที่สามสะเทือนทั่วทั้งสำนัก
ผู้คนที่ได้ยินเสียงนี้ต่างสีหน้าเปลี่ยนทันที
เพราะมันคือ ระฆังเรียกสู่ลานเทพยุทธ์ชั้นใน
ลานแห่งนั้นมิใช่ที่ให้ศิษย์ทั่วไปไปเที่ยวเล่น
หากเป็นสถานที่ตั้งของ ป้ายเทพยุทธ์ศิษย์ชั้นใน
อันเป็นป้ายหินดำขนาดมหึมาซึ่งจารึกรายชื่อศิษย์ชั้นในที่แข็งแกร่งที่สุดหนึ่งร้อยอันดับแรกของสำนักเมฆาครามทั้งหมด
ผู้ใดมีชื่ออยู่บนป้ายนั้น
ย่อมหมายความว่าเป็นศิษย์ชั้นในผู้มีทั้งพลัง ฝีมือ ประสบการณ์ และฐานะสูงกว่าศิษย์รุ่นเดียวกันไปอีกระดับหนึ่ง
ส่วนผู้ใดก้าวติดหนึ่งร้อยอันดับแรกได้
ย่อมมีสิทธิ์เข้าร่วมการคัดเลือกสำคัญของสำนัก ไม่ว่าจะเป็นขุมทรัพย์ลับ การฝึกในเขตต้องห้าม หรือโดยเฉพาะอย่างยิ่ง...ที่นั่งสู่ การประลองร้อยสำนัก และต่อเนื่องไปถึง การประลองร้อยแคว้น
อี้ซินนั่งอยู่ในห้องพักหินของตน
นิลกาฬกลืนดาราพาดอยู่ข้างผนัง
ขณะนิ้วมือขวายังสัมผัสได้ถึงน้ำหนักและความเย็นลึกในเนื้อดาบทุกครั้งที่มองมัน
ตั้งแต่กลับออกจากสนามทดสอบสัตว์เทวะบรรพกาล
เขายังมิได้ปล่อยใจว่างแม้เสี้ยวเดียว
เม็ดพลังธาตุมืดที่หลอมแล้วสงบนิ่งอยู่ใต้หัวใจ
แต่เพียงขยับจิตก็รับรู้ได้ถึงพลังหนืดลึกดุจเงาราตรีหมุนอยู่ภายใน
สิบห้วงดาราระดับหนึ่งเองก็พร้อมเปิดทุกเมื่อ
ให้พลังทั้งร่างระเบิดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเท่าภายในเก้าลมหายใจ
ลมปราณมหาเทพดาราขั้นแรกก็หมุนสม่ำเสมอทั่วทั้งกาย
คอยหล่อเลี้ยงกระดูก เนื้อ โลหิต และเส้นเอ็น
ทำให้แม้จะผ่านศึกหนักและรับแรงกดมหาศาลมาเพียงใด
ความฟื้นฟูของร่างเขากลับรวดเร็วกว่าก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
ส่วนท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าขั้นแรกนั้น
หลังผ่านการหลอมอย่างสมบูรณ์
เขาเพียงกะจังหวะลมหายใจหนึ่งครา
ก็สามารถทิ้งร่างเงาไว้หนึ่งร่างได้นานหกลมหายใจจริงแล้ว
ทั้งหมดนี้
มิใช่เพียงเพิ่มพลังให้เขา
แต่เปลี่ยน “รูปแบบการต่อสู้” ของเขาไปโดยสิ้นเชิง
เสียงระฆังสามคราจึงทำให้อี้ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ
ก่อนจะยกนิลกาฬกลืนดาราขึ้นพาดบ่าอย่างมั่นคง
เมื่อออกจากห้องพัก
ลานทางเดินหินด้านนอกกลับเต็มไปด้วยศิษย์จำนวนมากที่กำลังพากันวิ่งขึ้นสู่ยอดเขาชั้นใน
แต่ครั้นผู้ใดหันมาเห็นอี้ซินเดินออกมาพร้อมดาบยักษ์สีดำนิลพาดบ่า
ฝีเท้าของคนเหล่านั้นก็พลันชะงักลงพร้อมกันแทบในทันที
ไม่มีผู้ใดกล้าสบตาเขาตรง ๆ นานนัก
บางคนรีบหลบไปข้างทาง
บางคนหันหลังกลับอย่างไร้เสียง
และบางคนถึงกับก้มหน้าโดยไม่รู้ตัว
แรงกดจากร่างของเขาในเวลานี้หาใช่สิ่งที่ศิษย์ทั่วไปจะรับได้ง่าย ๆ อีกแล้ว
ลานเทพยุทธ์ชั้นในตั้งอยู่กลางยอดเขาสูง
มันเป็นลานหินกว้างมหึมาทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า
รอบลานมีแท่นหินลดหลั่นเป็นชั้น ๆ สำหรับให้ศิษย์และครูฝึกยืนดูการประลอง
ด้านเหนือสุดตั้งตระหง่านด้วยผาหินดำลูกหนึ่ง
และบนผานั้นเองคือ ป้ายเทพยุทธ์ศิษย์ชั้นใน
ป้ายหินดำสูงเกือบสิบจั้ง
ผิวเรียบลึกดุจกระจกหิน
จารึกรายชื่อหนึ่งร้อยอันดับจากบนลงล่างด้วยอักขระสีทอง
อันดับหนึ่งถึงสิบอยู่บนสุด
ใหญ่เด่นกว่าผู้อื่น
สิบอันดับถัดลงมาแยกเป็นชั้น
และรายชื่อทั้งหมดไล่ยาวลงมาจนถึงอันดับหนึ่งร้อยตรงช่วงล่างของป้าย
เบื้องหน้าป้ายมีแท่นประลองหินดำอีกหนึ่งแท่น
นั่นคือสถานที่ซึ่งผู้จะท้าชิงลำดับต้องขึ้นไปพิสูจน์ตน
เมื่ออี้ซินก้าวมาถึง
ลานทั้งผืนมีผู้คนยืนแน่นขนัดแล้ว
ศิษย์ใหม่มารวม
ศิษย์ชั้นในจำนวนมากก็มา
ครูฝึกนับสิบยืนอยู่ขอบลาน
แม้แต่ผู้อาวุโสบางคนยังมาปรากฏตัวในวันนี้
และเมื่อเขาเดินเข้าลาน
ฝูงชนที่เดิมยังซุบซิบกันอยู่พลันเงียบลงเป็นแถบ
ก่อนจะแหวกทางให้อย่างพร้อมเพรียงโดยไม่ต้องมีผู้ใดออกคำสั่ง
ฉินก่วงยืนอยู่ด้านหน้าสุดของลาน
ด้านข้างเขามีผู้อาวุโสสองคนในอาภรณ์สีครามเข้ม
สีหน้าของแต่ละคนล้วนเคร่งขรึมกว่าปกติ
แต่สิ่งที่สะดุดตาทุกคนที่สุด
กลับมิใช่ครูฝึกหรือผู้อาวุโสเหล่านั้น
หากเป็นสตรีผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่บนแท่นศิลาด้านขวาของป้ายเทพยุทธ์
เมื่ออี้ซินเห็นนางในคราแรก
แม้ดวงตาจะยังนิ่ง
แต่ใจกลับชะงักไปเพียงเสี้ยวลมหายใจ
เพราะสตรีผู้นั้น...งดงามเกินกว่าจะใช้คำว่า “เลอโฉม” หรือ “เหนือคน” อธิบายให้พอ
นางอยู่ในอาภรณ์ยาวสีแดงเข้มปักลายเมฆทองบางเบา
มิใช่สีแดงร้อนแรงหยาบคม
หากเป็นแดงสง่า นุ่มลึก และสูงส่งดุจแสงอัสดงบนเมฆยามเย็น
ผมดำสนิทยาวดุจแพรหมึกถูกรวบครึ่งหนึ่งด้วยปิ่นหยกสีทอง
อีกครึ่งปล่อยสยายตกผ่านบ่าและแผ่นหลังอย่างเป็นธรรมชาติ
ใบหน้าของนางนั้นงดงามอย่างยิ่ง
งามคนละแบบกับหนิงเยว่อิงและเสวี่ยอวิ๋นเหยาโดยสิ้นเชิง
หากหนิงเยว่อิงงามเย็นลึกดุจจันทร์เหนือธารน้ำแข็ง
และเสวี่ยอวิ๋นเหยางามบริสุทธิ์สูงส่งดุจเทพธิดาหิมะ
สตรีตรงหน้านี้กลับงามสง่า แพรวพราว และมีประกายดุจหงส์บนเวหา
คิ้วเรียวโค้งราววาด
ดวงตาคู่งามเป็นประกายลึกราวน้ำค้างยามรุ่ง
แฝงความคมและศักดิ์ศรีอันยากแตะต้อง
ปลายตายกเพียงนิดเดียวกลับทำให้ทั้งใบหน้าดูสดสว่างมีชีวิต
จมูกโด่งรับกับริมฝีปากบางสีแดงเรื่อ
ลำคอขาวระหง
ไหล่บางสง่า
ส่วนโค้งเว้าของเรือนกายอรชรอยู่ภายใต้อาภรณ์งามอย่างลงตัวจนผู้มองยากละสายตา
ที่ทำให้ผู้คนทั้งลานไม่กล้าจ้องนางนานเกินไป
มิใช่เพียงเพราะความงาม
หากเป็น “กลิ่นอาย” ของนาง
มันมิได้เย็นชาดังน้ำแข็ง
มิได้หนักลึกดุจภูผา
แต่สูงส่ง สง่า และเรืองรองดุจแสงหงส์
ยิ่งมองยิ่งรู้สึกว่าตนต่ำลงโดยไม่รู้ตัว
เหล่าศิษย์รอบลานจึงมองนางด้วยสายตาทั้งเทิดทูนทั้งหลงใหล
และไม่มีผู้ใดไม่รู้จักนามของนาง
ลั่วชิงเหยา
ศิษย์ชั้นในอันดับห้าแห่งป้ายเทพยุทธ์
ศิษย์สายตรงแห่งตำหนักเมฆาเพลิง
และเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของสำนักเมฆาครามในสายตาผู้คนนับไม่ถ้วน
ยามนี้นางยืนอยู่ข้างป้ายเทพยุทธ์อย่างสงบ
แต่ดวงตาคู่งามกลับจับอยู่ที่อี้ซินทันทีที่เขาเดินเข้าลาน
มิใช่สายตาหลงใหล
มิใช่ริษยา
หากเป็นสายตาของผู้ที่กำลัง “พิจารณา” บางสิ่งอย่างลึกซึ้ง
ฉินก่วงจึงก้าวออกมาหนึ่งก้าวแล้วกล่าวขึ้น
น้ำเสียงหนักแน่นก้องไปทั่วลาน
“วันนี้ระฆังสามคราเรียกทุกคนมาที่ลานเทพยุทธ์
ด้วยเหตุผลสองประการ”
ทั่วทั้งลานเงียบกริบ
“ประการแรก”
ฉินก่วงกล่าว “อีกไม่นาน สำนักเมฆาครามจะเริ่มคัดเลือกรายชื่อผู้เข้าสู่การประลองร้อยสำนัก”
“และภายหลังผู้ที่โดดเด่นที่สุดจากเวทีนั้น
จึงมีสิทธิ์ก้าวสู่การประลองร้อยแคว้น”
เสียงซุบซิบต่ำพลันดังขึ้นรอบลานอย่างไม่อาจห้าม
เพราะคำว่า “ร้อยสำนัก” และ “ร้อยแคว้น”
สำหรับศิษย์ชั้นนอกและศิษย์รุ่นเยาว์ทั้งหลาย
ไม่ต่างจากการเปิดประตูสู่โลกกว้างอย่างแท้จริง
ฉินก่วงยกมือเล็กน้อย
เสียงทั้งลานจึงสงบลงอีกครั้ง
“ประการที่สอง”
เขากล่าวต่อ “วันนี้จะมีการประกาศกฎคัดเลือกใหม่ของป้ายเทพยุทธ์ศิษย์ชั้นใน”
“ผู้ใดก็ตามซึ่งไม่ใช่ศิษย์ชั้นใน
หากสามารถเอาชนะผู้มีชื่ออยู่บนป้ายนี้ได้ในการประลองยุติธรรม
ย่อมมีสิทธิ์รับลำดับนั้นและเลื่อนฐานะสู่ศิษย์ชั้นในทันที”
ประโยคนี้ตกลงเหมือนก้อนหินใหญ่ลงกลางบึง
หลายคนถึงกับสูดลมหายใจแรง
สายตาจำนวนมากหันมาทางอี้ซินแทบพร้อมกัน
เพราะหลังจากข่าวเรื่องสนามทดสอบและการเปลี่ยนแปลงของเขาแพร่ออกไปทั้งคืน
ไม่มีผู้ใดไม่คิดเชื่อมกฎใหม่นี้กับคนผู้นี้ในทันที
ฉินก่วงเองก็รู้ว่าผู้คนกำลังคิดสิ่งใด
แต่ยังไม่ทันได้กล่าวต่อ
เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากมุมลานเสียก่อน
“เช่นนั้นก็ดี”
น้ำเสียงนั้นห้าวเย็นและเต็มไปด้วยความแค้นอย่างไม่คิดปิดบัง
ผู้คนหันมองพร้อมกัน
แล้วก็เห็น จ้าวคุน ก้าวออกมาจากแถวศิษย์ชั้นในด้วยสีหน้าดำคล้ำ
แม้จะผ่านวันคืนมาแล้ว
แต่บาดแผลจากแดนทดสอบยังไม่หายหมด
บนแก้มข้างหนึ่งยังมีรอยเขียวคล้ำจาง ๆ
ไหล่ขวายังพันผ้าไว้
ทว่าในแววตาของมันกลับมีแต่ไฟริษยาอันร้อนแรงจนแทบปะทุออกมา
มันเดินตรงออกมากลางลาน
ชี้นิ้วตรงไปที่อี้ซินแล้วกล่าวเสียงดัง
“อี้ซิน!”
“เจ้าคิดว่าก้าวขึ้นมาหน่อยเดียวแล้วจะลืมว่าตนเป็นใครได้หรือ”
“แดนทดสอบคราวนี้เจ้าใช้เล่ห์ชั่วอันใด ข้าไม่รู้”
“แต่ต่อหน้าป้ายเทพยุทธ์ วันนี้ข้าจะให้ทุกคนเห็นว่า เจ้าก็ยังเป็นเพียงคนที่ข้ากดได้ดังเดิม!”
เสียงฮือดังขึ้นทั่วลานทันที
เหล่าศิษย์บางคนหน้าเปลี่ยน
บางคนรีบถอยออกจากแนวกลาง
เพราะทุกคนรู้ดีว่า จ้าวคุนในเวลานี้ไม่ได้พูดด้วยสติ
แต่มันกำลังถูกความริษยากลืนกินจนไม่เหลือความยั้งคิดแล้ว
อี้ซินมองมันนิ่ง ๆ
ดวงตาเย็นลึกไม่ไหวแม้แต่น้อย
ก่อนจะกล่าวขึ้นอย่างช้า ๆ
ทุกคำชัดเจนและคมกริบ
“คนอย่างเจ้า”
“ก็ยังกล้าพาตนเองมาส่งถึงหน้าข้าอีก”
เพียงประโยคนั้น
หน้าจ้าวคุนก็แดงวาบด้วยโทสะทันที
มันคำรามต่ำ
ก่อนจะชักกระบี่ออกจากฝักแล้วพุ่งเข้าใส่โดยไม่รอคำอนุญาตจากครูฝึกแม้แต่น้อย
การลงมือต่อหน้าผู้อาวุโสและป้ายเทพยุทธ์โดยไม่รอประกาศเริ่มประลองเช่นนี้
เท่ากับล้ำเส้นสำนักอย่างร้ายแรงแล้ว
ฉินก่วงสีหน้าเย็นวาบ
แต่ยังไม่ทันขยับ
อี้ซินก็เคลื่อนกายก่อนแล้ว
จ้าวคุนพุ่งมาเร็ว
กระบี่ในมือแทงตรงกลางอก
มุมปากบิดเบี้ยว
แววตาเต็มไปด้วยทั้งแค้นทั้งอิจฉา
ท่าทางนั้นไม่เหมือนมาท้าประลอง
หากเหมือนจะเอาชีวิตชัดเจน
อี้ซินไม่แม้แต่จะชักนิลกาฬกลืนดารา
เพียงขยับเท้า
ก้าวเดียว
เงาหนึ่งพลันค้างอยู่ตรงหน้า
กระบี่ของจ้าวคุนทะลุผ่านเงานั้นเข้าไปเต็มปลาย
ขณะที่อี้ซินตัวจริงกลับไปปรากฏด้านข้างมันแล้ว
ยังไม่ทันจ้าวคุนจะได้หันหน้า
ฝ่ามือของอี้ซินก็กระแทกลงที่ข้อมือขวาของมันเต็มแรง
กร๊อบ!
เสียงกระดูกแตกดังชัดไปทั้งลาน
กระบี่ในมือจ้าวคุนหลุดกระเด็นขึ้นฟ้า
ความเจ็บแล่นทะลุสมองจนมันร้องโหยหวนลั่น
แต่อี้ซินหาได้หยุดเพียงนั้นไม่
หัวเข่าของเขายกขึ้นอย่างรวดเร็ว
กระแทกเข้ากลางท้องน้อยของจ้าวคุนเต็มแรง
ทำให้มันงอตัวลงในพริบตา
จากนั้นฝ่ามืออีกข้างของเขาก็ฟาดลงบนกลางหลังอย่างไม่ปรานี
ปัง!
ร่างจ้าวคุนปลิวข้ามพื้นหินไปไกลกว่าสิบจั้ง
กระแทกลงกลางลานดังสนั่น
ฟันหลายซี่พุ่งออกมาพร้อมโลหิต
กระดูกสันอกบุบลึก
และชีพจรหลักสองสายแถบอกกับเอวพลันปั่นป่วนอย่างรุนแรง
ทั้งลานเงียบกริบ
ไม่มีผู้ใดคาดว่าการบดขยี้จะเร็วและโหดถึงเพียงนี้
จ้าวคุนพยายามยันตัวขึ้น
แต่เพียงขยับครึ่งส่วนก็พลันกระอักโลหิตออกมาอีกคำ
หน้ามันซีดขาว
แววตาแตกพร่าอย่างผู้ที่ยังไม่ยอมรับว่าเกิดอะไรขึ้นกับตนเอง
อี้ซินก้าวเข้าไปช้า ๆ
ฝีเท้าแต่ละก้าวหนักแน่นจนคนฟังรู้สึกเหมือนกำลังเดินบนอกของผู้พ่ายแพ้ทุกคนในลาน
เขาหยุดอยู่ตรงหน้าจ้าวคุน
ก้มมองลงไปอย่างเย็นชา
“ก่อนเข้าแดนทดสอบ เจ้ายังพอยืนอยู่ต่อหน้าข้าได้บ้าง”
เขากล่าวน้ำเสียงเรียบเย็นแต่กดลึก “แต่บัดนี้...เจ้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยนามตนต่อหน้าข้าให้ดังขึ้นอีก”
จ้าวคุนทั้งอับอายทั้งแค้นจนตาแทบแตก
มันพยายามดิ้นจะลุกขึ้นอีกครา
มือซ้ายคลำหาอะไรบางอย่างในอกเสื้ออย่างลับ ๆ
อี้ซินดวงตาวาบ
เขาเห็นแล้วว่า ในมือซ้ายที่ซ่อนอยู่ของจ้าวคุนมี เข็มพิษสีดำ อยู่สามเล่ม
คนทั้งลานอาจมองไม่ทัน
แต่สายตาของเขาในเวลานี้กลับอ่านชัดเจน
“ต่ำช้า”
คำเดียวหลุดจากปากอี้ซินเบา ๆ
ก่อนมือขวาของเขาจะขยับวูบ
เคร้ง!
เข็มพิษทั้งสามถูกพลังนิ้วตวัดตกลงพื้น
จากนั้นปลายเท้าของอี้ซินก็กดลงบนข้อมือซ้ายของจ้าวคุนอย่างไม่ยั้งแรง
กร๊อบ!
กระดูกข้อมือซ้ายแตกแหลกทันที
จ้าวคุนร้องลั่นเสียงแหลมจนผู้ฟังขนลุกไปทั้งตัว
เข็มพิษที่กระเด็นตกพื้นกลิ้งห่างออกไปชัดเจน
หลักฐานความคิดสกปรกของมันจึงปรากฏต่อหน้าผู้คนทั้งลานอย่างไร้ทางปิดบัง
ฉินก่วงสีหน้าเย็นจัดทันที
“จ้าวคุน!”
เสียงเขาดังลั่น “กล้าลงมือด้วยอาวุธลอบสังหารต่อหน้าป้ายเทพยุทธ์เช่นนี้ เจ้ายังมีหน้าจะเรียกตนเป็นศิษย์สำนักเมฆาครามอีกหรือ!”
คำตัดสินยังไม่ทันตามมา
อี้ซินก็ยกเท้าถอยออกแล้ว
ไม่ลงมือซ้ำจนเกินกฎ
ทว่าการลงมือเมื่อครู่ก็พอแล้วจะทำให้ทุกคนเห็นชัดว่า
จ้าวคุน...พ่ายยับเยินจนไม่เหลือศักดิ์ศรีใดอีกแล้ว
มันถูกบดขยี้ทั้งกาย ทั้งใจ และทั้งหน้าตาต่อหน้าผู้คนทั้งลาน
ต่อให้รักษาบาดแผลได้
วันนี้ชื่อของมันก็ถูกเหยียบจมดินไปแล้วจริง ๆ
ฉินก่วงส่งสัญญาณให้คนมาลากตัวจ้าวคุนออกไป
ก่อนจะประกาศด้วยเสียงเย็น
“จ้าวคุน ลงมือโดยพลการ ใช้อาวุธพิษ และฝ่าฝืนกฎลานเทพยุทธ์”
“ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถูกตัดสิทธิ์เข้าร่วมการคัดเลือกร้อยสำนัก ตัดแต้มสะสมทั้งหมด และให้กักบริเวณรอคำวินิจฉัยจากผู้อาวุโส”
คำประกาศนี้ไม่ถึงกับขับออกจากสำนักทันที
แต่สำหรับจ้าวคุนแล้ว
มันก็แทบไม่ต่างจากปิดเส้นทางทั้งหมดที่เคยใฝ่ฝันไว้แล้ว
เสียงผู้คนรอบลานพลันดังขึ้นอีกระลอก
บ้างสะใจ
บ้างตะลึง
บ้างสงสารอย่างเย็นชา
แต่ไม่มีผู้ใดคิดเข้าข้างจ้าวคุนอีกแล้ว
อี้ซินหันหลังจากมันอย่างไม่สนใจจะมองอีก
สำหรับคนเช่นนี้
เมื่อถูกบดจนแหลกแล้ว
ก็ไม่คู่ควรให้เขาเหลียวกลับไปมองซ้ำ
ทว่าเรื่องยังไม่จบ
เพราะขณะที่ฉินก่วงกำลังจะกล่าวต่อ
เสียงหัวเราะแผ่วเย็นเสียงหนึ่งกลับดังขึ้นจากแท่นหินด้านซ้าย
“ขยะย่อมเป็นขยะ”
“ให้โอกาสมันกี่คราก็ยังยืนไม่ไหว”
ผู้คนหันขวับ
ชายหนุ่มในอาภรณ์ชั้นในสีดำทองผู้หนึ่งก้าวออกมาจากกลุ่มศิษย์ชั้นใน
รูปร่างสูงโปร่ง
ใบหน้าคมเรียว
ดวงตาแคบยาวดุจอสรพิษ
มุมปากยกคล้ายยิ้มตลอดเวลา
แต่กลับไม่ให้ความรู้สึกอบอุ่นแม้แต่น้อย
ที่เอวของเขาห้อยหอกสั้นสีเงินเข้มหนึ่งเล่ม
ปลายหอกเรียวบาง
คมและเย็น
ทั้งตัวคนผู้นี้แผ่กลิ่นอายอันตรายและเจ้าเล่ห์อย่างไม่คิดปิดบัง
เมื่อเขาปรากฏ
เหล่าศิษย์ชั้นในไม่น้อยก็สีหน้าเปลี่ยน
เพราะคนผู้นี้มีชื่ออยู่บนป้ายเทพยุทธ์อย่างชัดเจน
เผยซางเหยียน
ศิษย์ชั้นในอันดับเจ็ดสิบสาม
ผู้มีฉายา “หอกเงินกลืนเงา”
และเป็นที่รู้กันในหมู่ศิษย์ชั้นในว่า
จ้าวคุนติดหนี้บุญคุณและผลประโยชน์กับเผยซางเหยียนอยู่ไม่น้อย
หลายครั้งที่จ้าวคุนกล้ากดข่มศิษย์ชั้นนอกผู้อื่น
ล้วนเพราะมีเงาของชายผู้นี้ยืนหนุนหลังอยู่
เผยซางเหยียนกวาดตามองจ้าวคุนที่ถูกลากออกไปเหมือนมองสุนัขตายตัวหนึ่ง
จากนั้นจึงหันมาจับอี้ซินตรง ๆ
แววตาแคบยาวคู่นั้นคล้ายยิ้ม
แต่ยิ่งยิ้มกลับยิ่งเย็น
“อี้ซิน”
เขาเอ่ยช้า ๆ
“เจ้าทำข้าผิดหวังเล็กน้อย”
“เดิมทีข้าคิดว่าเจ้าจะเอาชีวิตมันให้จบเสียตรงนี้”
“กลับไม่คิดว่าเจ้าจะยังใจอ่อน”
ผู้คนรอบลานต่างพากันกลั้นหายใจ
เพราะคำพูดนี้ฟังดูเหมือนตำหนิจ้าวคุน
แต่แท้จริงแล้วคือการเหยียบย่ำมันซ้ำต่อหน้าคนทั้งสำนัก
และในเวลาเดียวกันก็โยนแรงกดดันทั้งหมดมาที่อี้ซินโดยตรง
อี้ซินมองเผยซางเหยียนนิ่ง
ดวงตาคมเย็นไม่ไหวแม้เสี้ยว
“ในเมื่อเจ้ารู้ว่ามันเป็นขยะ”
เขาตอบเรียบ “เหตุใดยังปล่อยให้มันออกมาส่งเสียงเห่าต่อหน้าข้าอีก”
คำตอบนี้ทำให้ทั้งลานสะดุ้งเงียบ
เพราะนั่นมิใช่เพียงตอบโต้
หากเป็นการชี้ตรงว่าผู้ที่อยู่เบื้องหลังจ้าวคุนคือเผยซางเหยียนอย่างไม่คิดไว้หน้า
มุมปากของเผยซางเหยียนขยับกว้างขึ้นเล็กน้อย
ราวกับยิ่งพอใจมากกว่าเดิมเสียอีก
“ดี”
เขากล่าว
“เช่นนั้นก็ไม่ต้องอ้อมแล้ว”
จากนั้นเขาก็ก้าวขึ้นแท่นประลองหินดำอย่างช้า ๆ
ชายเสื้อดำทองไหวแผ่ว
หอกเงินที่เอวสะท้อนแสงวาวเย็นจัด
“ข้า เผยซางเหยียน อันดับเจ็ดสิบสามแห่งป้ายเทพยุทธ์ศิษย์ชั้นใน”
น้ำเสียงเขาดังทั่วลาน
“ขอท้าประลองเจ้า อี้ซิน”
“หากเจ้าชนะ ลำดับนี้เป็นของเจ้า”
“หากเจ้าแพ้...”
มุมปากเขายกอีกน้อย
“ดาบบนบ่าของเจ้าและเรื่องราวทั้งหมดที่เจ้าได้จากแดนทดสอบ จะต้องถูกตรวจสอบโดยผู้อาวุโสต่อหน้าทุกคน”
นี่คือการบีบอย่างเปิดเผย
หากอี้ซินปฏิเสธ
ย่อมถูกตีความว่าไม่กล้า
หากขึ้นไปสู้แล้วแพ้
ไม่เพียงเสียหน้า
แต่ยังมีสิทธิ์ถูกขุดทุกอย่างจากแดนทดสอบออกมาต่อหน้าสำนักอีก
ฉินก่วงขมวดคิ้ว
เขาไม่ชอบใจการกดดันเช่นนี้
แต่กฎของป้ายเทพยุทธ์ย่อมให้สิทธิ์ศิษย์ลำดับบนท้าหรือรับท้ากันได้จริง
ก่อนที่เขาจะเอ่ยสิ่งใด
ลั่วชิงเหยาซึ่งยืนเงียบมาตลอดกลับก้าวลงจากแท่นด้านขวาช้า ๆ
เพียงการก้าวนั้น
ทั้งลานก็เงียบลงอีกครา
นางหยุดยืนตรงขอบแท่นประลอง
ดวงตาคู่งามสว่างลึกดุจดาวในอรุณ
เมื่อทอดมองเผยซางเหยียนเพียงครู่เดียว
แรงกดจากนางก็เพียงพอจะทำให้ชายหนุ่มระดับเดียวกันยังต้องสำรวมขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“การท้าประลองลำดับ”
ลั่วชิงเหยากล่าวเสียงใสแต่สง่า
“ย่อมทำได้”
“แต่หากอี้ซินชนะ”
ดวงตาของนางจึงเลื่อนไปยังเผยซางเหยียน
“เจ้าต้องยอมมอบลำดับเจ็ดสิบสามและสิทธิ์ทั้งหมดที่ผูกกับลำดับนั้นทันที”
“รวมถึงสิทธิ์เข้าสู่การคัดเลือกรอบแรกของการประลองร้อยสำนักด้วย”
ทั่วลานฮือขึ้นพร้อมกัน
เพราะสิทธิ์คัดเลือกรอบแรกนั้นเอง
คือสิ่งที่ศิษย์ชั้นในจำนวนมากต้องแก่งแย่งจนหัวร้างข้างแตก
เผยซางเหยียนหรี่ตาเล็กน้อย
เขาไม่คิดว่าลั่วชิงเหยาจะออกมากล่าวด้วยตนเอง
แต่มันก็พยักหน้ารับในที่สุด
“ย่อมได้”
จากนั้นลั่วชิงเหยาจึงหันมามองอี้ซิน
สายตาของนางในครานี้มิได้เย็น
มิได้อ่อน
แต่คมและลึกพอจะทำให้หัวใจผู้มองไหววูบ
“เจ้ารับหรือไม่”
อี้ซินมองนางเพียงเสี้ยว
แล้วสายตาจึงเลื่อนไปยังป้ายเทพยุทธ์หินดำด้านหลัง
อันดับหนึ่งถึงสิบอยู่สูงดุจอยู่คนละโลก
ส่วนชื่อของเผยซางเหยียนส่องประกายทองอยู่ลำดับเจ็ดสิบสาม
เขากวาดสายตากลับมาที่เจ้าของชื่อนั้นอีกครั้ง
ก่อนตอบอย่างนิ่งสงบ
“ในเมื่อมันกล้าใช้ชื่อของตนเป็นบันไดให้ข้า”
“ข้าย่อมไม่มีเหตุให้ปฏิเสธ”
คำตอบนั้นเรียบ
แต่แรงกดกลับท่วมลานในคราเดียว
เผยซางเหยียนหัวเราะหึ
แล้วชักหอกเงินออกจากเอวช้า ๆ
หอกนั้นยาวเพียงหนึ่งจั้งครึ่ง
ปลายหอกเรียวบางเย็นจัด
ลำตัวหอกมีรอยสลักอสรพิษดำพาดยาวตลอดแนว
เพียงดูก็รู้ว่าไม่ใช่อาวุธชั้นต่ำ
“ดี”
มันกล่าว
“เช่นนั้นขึ้นมา”
อี้ซินไม่รีบร้อน
เพียงยกนิลกาฬกลืนดาราขึ้นจากบ่า
ก้าวขึ้นสู่แท่นหินดำอย่างมั่นคง
ทันทีที่เขายืนตรงกลางแท่น
แรงกดของทั้งสองฝ่ายก็ปะทะกันเงียบ ๆ กลางอากาศ
เผยซางเหยียนอยู่ในระดับ หลอมกายโลหิต ขั้นกลาง
เหนือล้ำกว่าอี้ซินหนึ่งช่วงย่อย
แต่ในสายตาของผู้คนรอบลาน
สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือ ประสบการณ์ของเขาในฐานะศิษย์ชั้นในลำดับเจ็ดสิบสาม
ซึ่งผ่านศึกและการท้าชิงมาแล้วนับไม่ถ้วน
ลั่วชิงเหยากวาดตามองทั้งสอง
ก่อนยกมือขึ้นเล็กน้อย
“เริ่มได้”
คำเดียว
เผยซางเหยียนก็หายวูบจากจุดเดิมทันที
ฝีเท้าของมันลื่นไหล เร็ว และแฝงความอสรพิษอย่างยิ่ง
เพียงพริบตา หอกเงินก็พุ่งถึงหน้าอกอี้ซินแล้วสามจุดพร้อมกัน
แทบไม่อาจบอกได้ว่าปลายแท้จริงอยู่ตรงใด
ผู้คนหลายส่วนถึงกับหน้าเปลี่ยนสี
เพราะนี่คือกระบวนหอกขึ้นชื่อของเผยซางเหยียน
หอกเงาอสรพิษสามแยก
แต่ดวงตาของอี้ซินกลับนิ่ง
หลังผ่านสนามทดสอบสัตว์เทวะ
ทั้งแรงกด ทั้งคมลม ทั้งอสรพิษ ทั้งสัตว์เทวะจำลองทั้งเก้า
ล้วนหนักหนากว่าสิ่งตรงหน้านี้มามากแล้ว
เท้าของเขาจึงเพียงขยับหนึ่งก้าว
เงาหนึ่งค้างอยู่ตรงเดิม
หอกทั้งสามทะลุผ่านเงานั้นไปในคราวเดียว
ขณะที่ตัวจริงของเขากลับไปปรากฏตรงข้างลำตัวเผยซางเหยียนแล้ว
ผู้ชมทั้งลานพลันฮือขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่
“อะไร..!?”
เผยซางเหยียนเองก็หน้าเปลี่ยนวูบ
แต่ประสบการณ์ของมันยังดีพอจะหมุนด้ามหอกฟาดกลับโดยไม่ลังเล
อี้ซินไม่รับตรง ๆ
นิลกาฬกลืนดาราเพียงยกขึ้นเฉียง
ปล่อยให้ด้ามหอกกระแทกใส่ด้านกว้างของดาบ
เคร้ง!
เสียงโลหะปะทะกันสนั่นลาน
เผยซางเหยียนแขนชาวูบไปทั้งข้าง
มันไม่คิดว่าดาบยักษ์เล่มนั้นจะหนักอำมหิตถึงเพียงนี้
แรงสะท้อนแทบทำให้หอกหลุดมือในครั้งเดียว
อี้ซินไม่เปิดโอกาสให้มันตั้งหลัก
เขาก้าวตามอีกก้าว
เงาหนึ่งยังค้างอยู่ข้างหลัง
ตัวจริงกลับไปถึงด้านหน้ามันแล้ว
นิลกาฬกลืนดาราฟาดลงในแนวเฉียงดั่งภูผาถล่ม
เผยซางเหยียนคำราม
พลังปราณระดับหลอมกายโลหิตขั้นกลางระเบิดออกเต็มกำลัง
หอกเงินหมุนเป็นวงรับบนหัว
โครม!
แรงกระแทกปะทะกันกลางแท่นจนพื้นหินแตกร้าวเป็นริ้ว
ผู้ชมชั้นนอกหลายคนถึงกับผงะถอยหลัง
แต่ครานี้
เผยซางเหยียนกลับถูกกดจนเข่าทรุดลงครึ่งส่วนอย่างเห็นได้ชัด
“เป็นไปไม่ได้...”
มันหลุดคำออกมาลอดไรฟัน
เพราะพลังของอีกฝ่ายเพิ่งอยู่หลอมกายโลหิตขั้นต้นแท้ ๆ
แต่แรงที่กดลงมาในดาบครานี้
กลับหนักลึกกว่าระดับเดียวกันไปมาก
อี้ซินดวงตาเย็นวาบ
“เจ้าคิดว่าอาศัยช่วงย่อยที่สูงกว่าก็พอจะกดข้าได้หรือ”
สิ้นคำ
สิบห้วงดาราระดับหนึ่งในกายเขาก็เปิดขึ้นอย่างเงียบงัน
จุดชีพจรดาราใต้หัวใจสว่างวาบ
พลังปราณในกายหนุนขึ้นอีกหนึ่งเท่าภายในชั่วเก้าลมหายใจ
แรงกดจากนิลกาฬกลืนดาราจึงพลันเพิ่มขึ้นฉับพลัน
กร๊อบ!
ปลายหอกเงินของเผยซางเหยียนแตกร้าวทันที
แขนทั้งสองข้างของมันสั่นจนเส้นเลือดปูด
หน้าผากมีเหงื่อเย็นผุดขึ้นชัดเจน
ลั่วชิงเหยาดวงตาไหววาบ
นางยืนมองนิ่ง ๆ ไม่เอ่ยสิ่งใด
แต่ในใจกลับรู้แล้วว่า
อี้ซินหาได้เพียงข้ามระดับขึ้นมาอย่างฉาบฉวยไม่
หากมีไพ่ตายที่กดพลังขึ้นได้ในพริบตาจริง
เผยซางเหยียนเห็นท่าไม่ดี
จึงฝืนพลิกตัวถอยแล้วระเบิดพลังออกอีกชั้น
เงาหอกเงินหลายสิบสายก่อขึ้นรอบตัวดุจอสรพิษนับฝูง
“หอกอสรพิษทมิฬ—กลืนเงา!”
หอกทั้งหลายพุ่งใส่อี้ซินพร้อมกัน
นี่คือกระบวนสังหารแท้จริงของมัน
อาศัยความเร็ว ลวงตา และจุดตาย
ฆ่าศัตรูในคราเดียว
ผู้ชมหลายคนถึงกับสูดลมหายใจเย็น
เพราะต่อให้เป็นศิษย์ชั้นในลำดับใกล้เคียงกัน
หากไม่ทันอ่านทิศหอกนี้ก็มีแต่พ่ายแพ้ยับเยิน
แต่อี้ซินกลับนิ่ง
นิ่งยิ่งกว่าก่อนหน้า
เพราะหอกเงามากมายเช่นนี้
สำหรับผู้ที่เพิ่งผ่านลานเขี้ยววิหคและเก้าสัตว์เทวะจำลองมาแล้ว
กลับไม่ต่างจากฝนปลายเข็มที่ดูน่ากลัวแต่หาใช่ไร้ช่องว่าง
ฝ่าเท้าเขาจึงเคลื่อนไหวอีกครั้ง
ก้าวแรก—เงาค้าง
ก้าวที่สอง—ตัวจริงเฉียงออกครึ่งวง
ก้าวที่สาม—เงาอีกหนึ่งร่างทับซ้อนกับร่างแรกเสี้ยวหนึ่ง
ก้าวที่สี่—เขาแทรกผ่านเงาหอกทั้งหมดดุจเงาดาวตัดฟ้า
หอกสิบสายพลาด
อีกสิบสายแทงถูกร่างเงา
ส่วนตัวจริง...
ไปถึงตรงหน้าเผยซางเหยียนแล้ว
ดวงตาของมันเบิกกว้างสุดขีด
“เจ้า...!!”
คำพูดยังไม่ทันสิ้น
นิลกาฬกลืนดาราก็ฟาดลงบนหอกเงินในมือมันเต็มแรง
โครมมม!
หอกเงินแตกเป็นสองท่อนในคราเดียว
เศษโลหะกระเด็นปลิวทั่วแท่น
เผยซางเหยียนหน้าเผือด
แต่ยังไม่ทันถอยพ้น
อี้ซินก็หมุนตัวอีกครึ่งวง
ใช้ด้านสันดาบกระแทกเข้ากลางอกมันเต็มแรง
ปึง!
ร่างเผยซางเหยียนปลิวพุ่งข้ามแท่นไปไกลกว่าสิบจั้ง
กระแทกลงพื้นหินด้านล่างอย่างน่าอนาถ
ซี่โครงหลายซี่หักดังชัด
โลหิตพุ่งออกจากปาก
ร่างทั้งร่างกระตุกอยู่สองสามคราก่อนแน่นิ่งไปครึ่งหนึ่ง
ทั้งลานเงียบงันราวโลกหยุดหายใจ
บดขยี้
มิใช่เพียงชนะ
หากบดขยี้อย่างแท้จริง
ตั้งแต่แรกจนจบ
เผยซางเหยียนไม่มีแม้แต่ช่วงให้คุมจังหวะของตนได้จริง
ทุกกระบวนของมันถูกตัด
ทุกไพ่ตายของมันถูกทำลาย
และสุดท้ายแม้แต่อาวุธประจำกายก็ยังแตกคามือ
ลั่วชิงเหยามองอี้ซินบนแท่นหินดำอย่างไม่ละสายตา
ประกายบางอย่างในดวงตาคู่งามลึกนั้นไหวผ่านชัดเจนกว่าก่อนหน้าเสียอีก
เพราะศึกเมื่อครู่นี้
หาใช่เพียงศึกของคนอาศัยวาสนาใหญ่ชนะอย่างฉาบฉวยไม่
หากเป็นชัยชนะของผู้ที่กดข่มคู่ต่อสู้ระดับสูงกว่าด้วยความเหนือชั้นอย่างแท้จริง
ฉินก่วงเป็นคนแรกที่ก้าวไปใกล้ผู้พ่ายแพ้
ตรวจชีพจรเพียงครู่แล้วจึงเงยหน้าขึ้น
“เผยซางเหยียนแพ้แล้ว”
เขากล่าวก้อง
“ตั้งแต่บัดนี้ อี้ซินรับลำดับเจ็ดสิบสามแห่งป้ายเทพยุทธ์ศิษย์ชั้นในแทน”
เสียงนั้นดังก้องไปทั่วลาน
ราวระฆังหนักลูกหนึ่งกระแทกลงกลางใจผู้ฟังทุกคนพร้อมกัน
บนป้ายหินดำด้านหลัง
ชื่อ “เผยซางเหยียน” พลันจางหาย
จากนั้นอักขระทองใหม่ก็ปรากฏขึ้นแทนอย่างช้า ๆ
อี้ซิน — อันดับเจ็ดสิบสาม
ผู้คนทั้งลานพลันฮือขึ้นดังคลื่นถาโถม
ศิษย์ชั้นนอกหลายคนตาแทบถลน
ศิษย์ชั้นในจำนวนไม่น้อยสีหน้ากระตุกทันที
แม้แต่ผู้อาวุโสบางคนยังต้องมองชื่อใหม่บนป้ายนั้นนิ่งอยู่นาน
เพราะเหตุการณ์เช่นนี้...เกิดขึ้นน้อยครั้งยิ่งในสำนักเมฆาคราม
ศิษย์รุ่นเยาว์ผู้เพิ่งกลับมาจากแดนทดสอบ
กลับบดขยี้ศิษย์ชั้นในลำดับเจ็ดสิบสามจนสิ้นสภาพ
แล้วก้าวขึ้นป้ายเทพยุทธ์โดยตรงในวันเดียว
หากไม่เห็นกับตา
ผู้ใดจะกล้าเชื่อ
ฉินก่วงจึงประกาศต่อทันที
“ตามกฎป้ายเทพยุทธ์ อี้ซินเลื่อนฐานะสู่ศิษย์ชั้นในตั้งแต่บัดนี้”
“ได้รับสิทธิ์เข้าสู่การคัดเลือกรอบแรกของการประลองร้อยสำนัก”
ทั้งลานสะเทือนอีกครา
เพราะนี่มิใช่เพียงชนะศึกหนึ่ง
แต่หมายความว่าอี้ซินได้ก้าวผ่านกำแพงระหว่างศิษย์ชั้นนอกกับศิษย์ชั้นในโดยสมบูรณ์แล้ว
และยังได้สิทธิ์ซึ่งศิษย์จำนวนนับไม่ถ้วนใฝ่ฝันอีกด้วย
ลั่วชิงเหยาจึงค่อยก้าวลงจากแท่นอย่างสง่างาม
หยุดยืนตรงหน้าอี้ซินห่างเพียงสามก้าว
ยามต้องแสงเช้าและเสียงคลื่นผู้คนรอบด้าน
ความงามของนางกลับยิ่งเด่นชัดเกินบรรยาย
ดวงตาคู่งามคมลึกจับอยู่ที่ใบหน้าเขาแน่น
ราวกำลังดูว่า ชายหนุ่มผู้เพิ่งก้าวขึ้นป้ายเทพยุทธ์คนใหม่นี้
จะยืนอยู่บนแท่นแห่งแรงริษยาและแรงกดดันเช่นนี้ได้อย่างไร
“จากวันนี้ไป”
นางกล่าวเสียงใสแต่สง่า
“ชื่อของเจ้าจะไม่ถูกกล่าวเพียงในเรือนศิษย์ใหม่อีกแล้ว”
อี้ซินสบตานางตรง ๆ
ไม่หลบ
ไม่ค้อมต่ำ
“เช่นนั้นก็ปล่อยให้ผู้คนกล่าวไปเถิด”
เขาตอบเรียบ
“ข้าย่อมไม่หยุดเพียงลำดับเจ็ดสิบสาม”
คำตอบนี้ทำให้ดวงตาลั่วชิงเหยาไหววาบ
มุมปากของนางยกขึ้นเพียงเสี้ยว
ทว่ากลับเพียงพอให้เหล่าบุรุษทั่วลานรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบในคราเดียว
เพราะหญิงงามอันดับหนึ่งของสำนักผู้นี้
หาใช่สตรีที่จะเผยรอยยิ้มง่าย ๆ ต่อผู้ใดไม่
นางมิได้กล่าวคำชมตรง ๆ
เพียงพยักหน้าเบา ๆ ครั้งหนึ่ง
ก่อนหมุนกายกลับสู่แท่นของตน
ทว่าการขยับเพียงนั้น
กลับยิ่งทำให้ผู้คนรอบลานมองอี้ซินด้วยสายตาซับซ้อนกว่าเดิมอีกหลายส่วน
เขาเพิ่งกลับออกมาพร้อมหญิงงามเหนืออื่นใดสองคนเมื่อวาน
วันนี้กลับทำให้ลั่วชิงเหยาหยุดมองเขาตรง ๆ กลางลานเทพยุทธ์อีก
ไม่ว่าเรื่องใด...ล้วนมากพอจะทำให้ผู้คนอิจฉาจนอยากอาเจียนโลหิตแล้ว
หลังศึกนั้น
ฉินก่วงสั่งให้คนพาเผยซางเหยียนออกไปรักษา
ส่วนจ้าวคุนถูกคุมตัวต่อไป
เรื่องราวทั้งหมดจึงเหมือนคลื่นใหญ่ซัดกระแทกสำนักเมฆาครามซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่หยุด
อี้ซินถูกพาไปยังเรือนศิษย์ชั้นในแห่งใหม่ในยามบ่ายวันเดียวกัน
เรือนนั้นตั้งอยู่บนสันเขาฝั่งตะวันตก
ตัวเรือนสร้างจากไม้หอมดำกับศิลาเงิน
ด้านหน้ามีลานฝึกส่วนตัว
ด้านหลังติดหน้าผาและธารน้ำเล็ก
เงียบ สะอาด และห่างจากเรือนศิษย์ใหม่อย่างคนละโลก
ฉินก่วงมอบป้ายศิษย์ชั้นในแก่เขาด้วยตนเอง
ก่อนกล่าวประโยคหนึ่งทิ้งไว้
“อยู่บนป้ายเทพยุทธ์แล้ว”
เขาว่า
“ต่อจากนี้ศัตรูของเจ้าจะไม่ใช่พวกชอบเห่าอย่างจ้าวคุนอีก”
“แต่เป็นคนที่ซ่อนเขี้ยวไว้ใต้รอยยิ้ม”
อี้ซินรับคำเพียงสั้น
ทว่าดวงตากลับลึกลงกว่าเดิม
เพราะแม้ฉินก่วงไม่กล่าว
เขาก็รู้ดีอยู่แล้วว่า
เมื่อก้าวขึ้นป้ายเทพยุทธ์
ย่อมเท่ากับก้าวเข้าวงคลื่นที่กว้างและอันตรายกว่าเดิมแล้วจริง ๆ
ยามอาทิตย์อัสดง
สือเหยียน หลินเซวียน หานหลง และเยี่ยซูซินพากันมาที่เรือนใหม่ของเขา
ทั้งสี่คนล้วนถือสีหน้าแตกต่างกันไป
ตื่นเต้น
ตกตะลึง
ยินดี
และยังมีความเหลือเชื่อหลงเหลืออยู่ชัด
เมื่อเห็นนิลกาฬกลืนดาราพิงอยู่ข้างผนัง
หานหลงถึงกับเดินเข้าไปดูใกล้ ๆ
แต่เพียงก้าวเข้าใกล้ถึงสองช่วงแขน
กลิ่นอายหนักลึกจากมันก็ทำให้เขาต้องหยุดฝีเท้าเองโดยไม่รู้ตัว
“ของสิ่งนี้...”
เขาพึมพำ “ข้าเพียงมองยังรู้สึกได้ถึงแรงกดข่มอันมากมาย”
สือเหยียนหัวเราะเบา ๆ
ก่อนหันมามองอี้ซินด้วยแววตากึ่งยินดี กึ่งไม่อยากเชื่อ
“เจ้าพัฒนาเร็วเกินไปแล้วจริง ๆ”
เขาว่า “เมื่อวานยังอยู่แดนทดสอบ วันนี้กลับขึ้นถึงลำดับเจ็ดสิบสาม”
หลินเซวียนเองก็พยักหน้าแรง
“และที่สำคัญ...”
เขาหยุดก่อนลดเสียงลง “ได้ใกล้ชิดหญิงงามสามคนในเวลาเพียงไม่นาน”
พูดจบก็รีบกระแอมแก้
“ข้าหมายถึง...ช่างน่าอิจฉาจริง”
เยี่ยซูซินเหลือบมองเขาเย็น ๆ หนึ่งครั้ง
หลินเซวียนจึงรีบหุบปากทันที
อี้ซินมุมปากขยับน้อยยิ่ง
ก่อนจะกล่าวเรียบ
“ต่อให้หญิงงามมากเพียงใด หากผู้ชายไม่มีพลังพอจะยืนข้างพวกนางได้ ย่อมมีแต่ถูกคนทั้งโลกเหยียบเอา”
ประโยคนี้ทำให้ทั้งสี่เงียบไปพร้อมกัน
เพราะมันจริงนัก
และหลังเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกลางลานเทพยุทธ์ในวันนี้
พวกเขาย่อมรู้แล้วว่า
จากนี้ไป ไม่ว่าอี้ซินจะยืนอยู่ข้างผู้ใด
เขาก็มิใช่บุรุษที่ใครจะมาดูแคลนได้ง่ายดังเดิมอีกแล้ว
สือเหยียนจึงถอนหายใจยาว
ก่อนกล่าวช้า ๆ
“ข่าวเรื่องการคัดเลือกร้อยสำนักเริ่มแล้ว”
“ข้าเพิ่งได้ยินจากศิษย์ชั้นในด้านล่าง”
“ภายในหนึ่งเดือน สำนักจะเปิดเวทีคัดคนอย่างเป็นทางการ”
“ผู้ที่อยู่บนป้ายเทพยุทธ์หนึ่งร้อยอันดับแรกจะได้สิทธิ์เข้ารอบแรก
จากนั้นจึงคัดเหลือไม่กี่คน”
อี้ซินนิ่งฟัง
แววตาค่อย ๆ ลึกลง
หนึ่งเดือน
มิใช่น้อย
แต่มิใช่มากเช่นกัน
หลินเซวียนกล่าวต่อทันที
“อีกเรื่องหนึ่ง...หลังเจ้าขึ้นป้ายวันนี้
คนที่ลำดับใกล้เจ้าเริ่มระแวงกันทั้งแถบแล้ว”
“โดยเฉพาะพวกที่เคยมีความสัมพันธ์กับเผยซางเหยียน”
หานหลงหัวเราะหึ
“ก็สมควร”
“ลำดับเจ็ดสิบสามเพิ่งเปลี่ยนมือในชั่วพริบตา
ผู้ใดจะนั่งไม่ติด”
เยี่ยซูซินซึ่งเงียบมาพักหนึ่งจึงเอ่ยขึ้นบ้าง
“ผู้ที่ต้องระวังจริงไม่ใช่คนใกล้ลำดับเจ็ดสิบสาม”
นางว่า
“แต่เป็นพวกที่อยู่เหนือขึ้นไปและมีส่วนในรอบคัดเลือกร้อยสำนัก”
“พวกนั้นไม่ชอบให้มีคนเด่นขึ้นมาเร็วเกินไป”
อี้ซินพยักหน้าเบา ๆ
ก่อนหันมองออกไปนอกหน้าต่าง
นอกเรือน
ท้องฟ้ายามเย็นกำลังถูกสีแดงทองย้อมช้า ๆ
ยอดเขาไกลลิบเรียงซ้อนเป็นชั้น
ลมเย็นพัดผ่านผิวน้ำด้านหลังเรือนเป็นระลอกบาง
ภายนอกดูสงบ
แต่เขากลับรู้ดีว่า ใต้ความสงบนี้
คลื่นลมในสำนักเมฆาครามเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น
โดยเฉพาะเมื่อภาพของหนิงเยว่อิง
เสวี่ยอวิ๋นเหยา
ลั่วชิงเหยา
คำว่าร้อยสำนัก
คำว่าร้อยแคว้น
และป้ายเทพยุทธ์
ล้วนเริ่มเกี่ยวข้องกันชัดขึ้นทุกทีในใจเขา
คืนวันนั้น
หลังสหายทั้งสี่แยกย้ายไปแล้ว
อี้ซินยืนอยู่เพียงลำพังในลานฝึกหลังเรือน
นิลกาฬกลืนดาราอยู่ในมือขวา
เขายกมันขึ้นช้า ๆ
รับรู้ได้ว่ากายซึ่งทะยานสู่หลอมกายโลหิตขั้นต้นแล้ว
สามารถคุมสมดุลดาบนี้ได้ดีกว่าเดิมมหาศาลจริง
เขาลองกวาดมันออกหนึ่งครั้ง
ฟื่ม...!!
เสียงลมหนักต่ำดังผ่านอากาศ
พื้นหินเบื้องหน้าถูกแรงกดของคมดาบกรีดเป็นเส้นยาวทั้งที่ปลายดาบยังมิได้แตะพื้น
จากนั้นอี้ซินจึงก้าวออกไปหนึ่งก้าว
เงาหนึ่งค้างอยู่ที่เดิม
ตัวจริงกลับไปถึงอีกฝั่งลานแล้ว
เขาหยุดนิ่ง
ปิดตา
ปล่อยลมหายใจออกยาวช้า ๆ
สิบห้วงดาราอยู่ใต้หัวใจ
ลมปราณมหาเทพดาราไหลอยู่ทั่วร่าง
ท่าเท้าสิบดารากลืนฟ้าแฝงอยู่ในทุกการลงน้ำหนัก
ทั้งสามประสานกันแล้ว
แต่ยังมิได้ถึงขีดสุด
เขารู้ได้ในทันทีว่า
ช่วงเวลาที่เหลือก่อนเวทีร้อยสำนัก
คือเวลาที่เขาต้องขัดเกลาทุกสิ่งให้แน่นลึกกว่าเดิมอีก
และยิ่งคิด
ไฟในสายตาคมก็ยิ่งนิ่งลึกขึ้น
เพราะเวทีที่แท้จริง
หาใช่ลานเล็กของสำนักเมฆาครามอีกไม่
หากเป็นเวทีที่มีหลายสำนักทั้งหลายแคว้นจับตา
ที่นั่นต่างหาก...
ที่จะเป็นลานต่อสู้ที่แท้จริง..!!