บทที่ 8 โลกที่ผีเดินบนถนน
ลมเช้าสอดผ่านช่องกระจกรถซึ่งเปิดไว้ไม่ถึงสองนิ้วพัดเส้นผมที่หลุดจากมวยต่ำให้แตะข้างแก้มอยู่สองครั้งก่อนเสิ่นโม่จิ่นจะยกมือเกี่ยวมันกลับไปทัดหลังหู
ย่ามสีดำวางพาดอยู่บนตัก สายสะพายยังคล้องไหล่ข้างหนึ่งไว้เธอไม่คิดถอดออก แม้รถจะออกจากเขตบ้านเสิ่นมาไกลพอจนมองไม่เห็นประตูรั้วแล้วก็ตาม
ตึกสองฝั่งถนนเลื่อนผ่านกระจกไปทีละหลังร้านค้าหลายแห่งเพิ่งยกประตูเหล็กขึ้นครึ่งหนึ่งส่วนร้านอาหารเช้าเริ่มตั้งหม้อนึ่งตรงทางเท้าควันสีขาวลอยปะปนกับกลิ่นน้ำมันจากรถคันข้างหน้า
ถ้ามองเพียงเท่านี้เมืองตรงหน้าก็ไม่ได้ต่างจากโลกที่เธอจากมาสักเท่าไร
แต่หญิงชราในชุดสีน้ำเงินซึ่งนั่งอยู่บนหลังคาป้ายรถเมล์ไม่มีขาท่อนล่าง
ศีรษะของมันก้มค้างอยู่ในองศาที่คางเกือบแนบอกเส้นผมสีเทาห้อยลงมาปิดหน้า ขณะรถเคลื่อนผ่านคอของมันกลับหมุนตามโดยที่ลำตัวไม่ขยับ
เสิ่นโม่จิ่นสบตากับสิ่งนั้นผ่านช่องว่างระหว่างปอยผม
หญิงชราหยุดหมุนคอทันที
ริมฝีปากเหี่ยวย่นขยับคล้ายกำลังพึมพำอะไรบางอย่างก่อนร่างท่อนบนจะถอยจมหายเข้าไปในป้ายรถเมล์เหลือเพียงนิ้วมือซีดห้านิ้วเกาะอยู่บนขอบหลังคา
ไม่มีคนตรงป้ายส่งเสียงร้อง
ชายในชุดทำงานก้มดูโทรศัพท์เด็กนักเรียนสองคนแบ่งหูฟังกันคนละข้างส่วนหญิงขายพวงมาลัยยกของทั้งหมดข้ามหัวสิ่งที่เกาะอยู่โดยไม่เงยขึ้นมามอง
อาจมีบางคนไม่เห็นแต่อีกหลายคนเห็นแล้วเลือกทำเหมือนไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้น
เสิ่นโม่จิ่นเอนศีรษะพิงพนักเบาะปลายนิ้วเคาะผิวย่ามหนึ่งครั้ง
คำถามเดิมยังติดอยู่ตรงส่วนลึกของความคิดั้แ่ลืมตาขึ้นมาที่โลกนี้
แม่มณีตายแล้วหรือยัง
ถ้าตาย ิญญาของเธอข้ามมาได้อย่างไร
แล้วเหตุใดต้องเป็นิยายเื่นี้เป็ร่างของเสิ่นโม่จิ่น ทั้งที่คนทั้งสองไม่เคยเกี่ยวข้องกันแม้แต่น้อย
เธอถอนหายใจเล็กน้อย 'คิดตอนนี้ก็ไม่ได้คำตอบต่อให้จับผีทั้งเมืองมาถาม พวกมันก็คงรู้พอ ๆ กับกู'
ดวงตาสีทองละจากป้ายรถเมล์เธอหยุดขุดหาคำตอบจากความทรงจำซึ่งไม่มีสิ่งนั้นอยู่แล้วเปลี่ยนไปมองถนนข้างหน้าต่อ
เื่ที่ยังหาไม่ได้ก็เก็บไว้ก่อน
คนตายมีเวลาเยอะ ส่วนคนซึ่งกลับมามีชีวิตอีกครั้งต้องหาทางอยู่ให้รอดเสียก่อน
ตรงหัวมุมถนนชายส่งอาหารจอดรถจักรยานยนต์ข้างศาลขนาดเล็ก เขาหยิบขนมชิ้นหนึ่งจากกล่องส่งของวางลงในจานพลาสติกแล้วประกบมือไหว้เร็ว ๆ ก่อนขี่ออกไป
ไม่ถึงสามวินาทีเด็กผู้ชายตัวผอมซึ่งไม่มีลูกตาก็คลานออกมาจากใต้ศาลมันใช้จมูกดมขนมจนกระดาษห่อปลิว แล้วก้มลงดูดเอาไออุ่นออกไปทั้งก้อน
คนเดินเท้าสองคนผ่านไปโดยไม่หยุดคนหนึ่งยกมือไหว้ศาล ส่วนอีกคนกระชับสายกระเป๋าแล้วเร่งฝีเท้า
ไม่มีท่าทีแบบเดียวกันสักคน
เสิ่นโม่จิ่นลดกระจกลงเพิ่มอีกเล็กน้อย
กลิ่นคาวบาง ๆ ลอยเข้ามาปะปนกับควันรถไม่ได้มาจากร้านขายเนื้อที่เพิ่งผ่าน แต่ติดตามมาจากหลังรถทางฝั่งซ้าย
เธอเหลือบมองกระจกข้าง
ิญญาผู้ชายตัวใหญ่กำลังวิ่งตามรถโดยที่ข้อเข่าไม่งอแขนทั้งสองแนบลำตัว ผิวสีคล้ำบนใบหน้าหลุดลอกเป็แผ่นทุกครั้งที่ฝ่าเท้ากระทบพื้นทว่าระยะห่างระหว่างมันกับท้ายรถเท่าเดิมอยู่ตลอด
ไกลออกไปยังมีอีกสองตนตามมาตนหนึ่งเกาะหลังรถโดยสาร ส่วนอีกตนเลื้อยผ่านเกาะกลางถนนโดยใช้ข้อศอกลากลำตัว
พวกมันมองมาทางเธอเหมือนกัน
เสิ่นโม่จิ่นวางมือบนปากย่ามแต่ไม่ได้หยิบอะไรออกมา กลิ่นบุญซึ่งหลุดจากเธอคงเรียกพวกมันให้ตามมา
เพียงแต่ไอิญญาที่ติดอยู่กับตัวเธอทำให้แต่ละตนรักษาระยะห่างไม่ยอมเข้าประชิดรถ
'ตามได้ก็เชิญถ้าเอื้อมมือเข้ามาเมื่อไรค่อยว่ากัน'
มือซึ่งวางบนย่ามจึงเลื่อนไปจับโทรศัพท์แทน
รถเพิ่มความเร็วหลังพ้นสี่แยก ิญญาตัวใหญ่ตามมาได้อีก่หนึ่งก่อนขาทั้งสองจะเริ่มยืดยาวผิดรูปเพื่อชดเชยระยะมันฝืนอยู่ไม่กี่ก้าวก็หยุดกะทันหัน ได้แต่มองตามรถด้วยดวงตาว่างเปล่า
หญิงสาวมองจนพวกมันหายลับจากกระจกจากนั้นจึงยกหน้าจอขึ้นตรวจเส้นทาง
จุดหมายยังอยู่อีกไกลเส้นสีแดงบนแผนที่ยืดยาวผ่านถนนหลักหลาย่ ตัวเลขเวลาเดินทางเพิ่มขึ้นทีละนาทีแม้รถจะยังเคลื่อนอยู่
คนขับแตะเบรกเมื่อท้ายแถวรถด้านหน้าเริ่มชะลอเขาเหลือบดูแผนที่จากจอกลาง ก่อนใช้นิ้วขยายเส้นทาง
“ข้างหน้าปิดทางแล้วครับ”
เสิ่นโม่จิ่นมองผ่านช่องระหว่างเบาะหน้ารถหลายคันกำลังเบนออกจากช่องทางซ้ายตามกรวยสีส้มซึ่งตั้งต่อกันไปถึงหน้าสถานีรถไฟ
“อุบัติเหตุหรือ”
“เขติญญาครับ เพิ่งยุติเมื่อเช้าแต่ยังตรวจพื้นที่ไม่เสร็จ”
คนขับตอบเพียงเท่านั้นเขาเปิดไฟเลี้ยวแล้วพารถเข้าแถวช่องกลาง ไม่ได้อธิบายว่าภายในเกิดอะไรขึ้นหรือมีใครตายกี่คน
เสิ่นโม่จิ่นจึงมองเอง
หน้าอาคารสถานีถูกกั้นด้วยแผงเหล็กมีแถบเตือนสีเหลืองพาดระหว่างเสาเ้าหน้าที่ในชุดป้องกันสีเทาเดินเข้าออกจากทางลงชั้นใต้ดินบางคนถืออุปกรณ์ตรวจจับซึ่งมีเข็มสีแดงสั่นอยู่ปลายด้าม
ป้ายแจ้งเตือนข้างบันไดแสดงตัวอักษรขนาดใหญ่
เขติญญาปิดใช้งานชั่วคราว กรณีพบภาพซ้อนได้ยินเสียงเรียก หรือเกิดอาการสูญเสียการรับรู้ โปรดติดต่อหมายเลขฉุกเฉิน
เ้าหน้าที่สองคนช่วยพยุงชายหนุ่มออกมาจากทางลงสถานีเขาเดินลากขาข้างหนึ่ง รองเท้าหายไปหนึ่งข้างและยังกำช้อนโลหะหักครึ่งไว้แน่นจนขอบช้อนบาดฝ่ามือ
หญิงวัยกลางคนตามออกมาทีหลังแขนทั้งสองกอดเสาสีขาวซึ่งไม่มีอยู่จริง เธอร้องขอไม่ให้ใครดับไฟ ทั้งที่แสงเช้ายังส่องอยู่เต็มลานหน้าสถานี
ผู้รอดชีวิตอีกคนถูกเข็นผ่านประตูออกมาบนเตียงเคลื่อนที่ผ้าห่มปิดถึงคาง ดวงตายังลืมอยู่ แต่ไม่กะพริบตามมือเ้าหน้าที่ซึ่งโบกมือผ่านหน้า
ไม่มีคนไหนเดินออกมาในสภาพที่เรียกว่าปกติได้
กลุ่มคนด้านนอกยกโทรศัพท์ถ่ายจากหลังแนวกั้นบางคนยืดคอมองบางคนถอยทันทีเมื่อเ้าหน้าที่นำกล่องโลหะซึ่งสั่นเป็จังหวะออกมาจากสถานี
เสิ่นโม่จิ่นมองผ่านภาพเ่าั้โดยไม่ลดกระจกเพิ่ม
สีหน้าของคนที่รอดไม่ต่างจากคนที่เพิ่งหลุดออกจากปากผีในโลกเดิมเพียงแต่ที่นี่มีป้ายแจ้งเตือน มีเ้าหน้าที่และฝูงชนยืนรอดูราวกับเป็เหตุบนถนนซึ่งเกิดขึ้นได้ทุกสัปดาห์
จอข่าวกลางเมืองเหนือสถานีเปลี่ยนภาพจากโฆษณาเครื่องดื่มเป็รายงานด่วนแผนที่แสดงพื้นที่สีแดงสามจุดจุดหนึ่งกะพริบอยู่ตรงเส้นทางใกล้มหาวิทยาลัยของเสิ่นโม่จิ่น
ประกาศปิดเส้นทางชั่วคราวกรุณาหลีกเลี่ยงพื้นที่จนกว่าหน่วยตรวจสอบจะยืนยันความปลอดภัย
ผู้คนบนทางเท้าหยุดอ่านข่าวไม่ต่างจากตอนยืนดูรายงานอุบัติเหตุครั้งใหญ่ชายคนหนึ่งถอนแว่นขึ้นเช็ดแล้วสวมกลับ เด็กสาวข้างเขายกมือแตะอากาศเรียกหน้าต่างสีฟ้าออกมาตรงหน้า
อีกหลายคนทำตามเหมือนกำลังดูสตรีมผ่านหน้าจอเ่าั้
เสิ่นโม่จิ่นยกโทรศัพท์วางบนตักแล้วใช้นิ้วเรียกหน้าต่างระบบประชาชนของตัวเองขึ้นมาบ้าง
กรอบสีฟ้าปรากฏเหนือย่ามเมนูด้านข้างมีสัญลักษณ์สตรีมกำลังกะพริบพร้อมตัวเลขจำนวนมากเธอแตะเข้าไปเพียงครั้งเดียว
สตรีมดันเจี้ยนที่กำลังเปิดให้รับชม
รายการภาพขนาดเล็กเรียงลงมาไม่สิ้นสุดแต่ละช่องมีชื่อเขต ระดับดาว จำนวนผู้เล่นที่เสียชีวิต และภาษากำกับอยู่ตรงมุม
มีทั้งสตรีมจากเมืองในประเทศนี้ประเทศซึ่งใช้อักษรที่เธออ่านไม่ออกรวมถึงพื้นที่ซึ่งท้องฟ้าในภาพยังมืดสนิทเพราะเวลาต่างกัน
หนึ่งช่องแสดงคนห้าคนยืนหันหลังชนกันกลางห้องซึ่งเต็มไปด้วยประตูอีกช่องมีหญิงสาวกำลังใช้ขวานทุบเงาของตัวเองส่วนช่องล่างสุดขึ้นเพียงภาพสีดำกับตัวเลขผู้เล่นที่ลดจากหกเหลือห้า
นิ้วของเสิ่นโม่จิ่นหยุดอยู่เหนือรายการนั้นครู่หนึ่ง
'เปิดดูตอนนี้ก็เสียเวลาถึงคอนโดก่อนค่อยเลือกเื่ที่มีประโยชน์'
เธอปิดหน้าสตรีมโดยไม่กดเข้าไปช่องภาพทั้งหมดหายพร้อมกัน เหลือแผนที่เส้นทางบนโทรศัพท์ตามเดิม
รถขยับพ้นหน้าสถานีคนดูเหตุการณ์ถูกทิ้งไว้ด้านหลัง แต่แถวรถเบื้องหน้ายังยาวจนมองไม่เห็นปลาย
ตรงทางม้าลายถัดมาชายหนุ่มในเสื้อเชิ้ตสีขาวกำลังเดินออกจากกลุ่มคนทั้งที่สัญญาณข้ามถนนเป็สีแดง
สายตาของเขาจับอยู่ตรงเสาโฆษณาฝั่งตรงข้าม
หลังเสานั้นมีหญิงสาวผมยาวยืนหันหลังให้ใบหน้าของเธอปรากฏอยู่กลางท้ายทอย ริมฝีปากขยับเรียกโดยไม่มีเสียง
ชายหนุ่มก้าวลงจากขอบทางเท้า
เพื่อนซึ่งยืนข้างกันคว้าสายกระเป๋าเป้ไว้ทันเขากระชากอีกฝ่ายกลับจนส้นรองเท้าครูดพื้นก่อนหยิบยันต์แผ่นเล็กจากซองพลาสติกมาตบลงบนไหล่
กระดาษเหลืองไหม้ดำจากมุมเข้าหากลางแผ่น
ชายหนุ่มสะดุ้งทั้งตัวแล้วหันมองถนนรถบรรทุกแล่นผ่านหน้าปลายรองเท้าไปไม่ถึงครึ่งเมตร
เพื่อนของเขาตบหน้าเบา ๆสองครั้งพร้อมดึงให้ถอยจากขอบทางส่วนผีหลังเสาอ้าปากกว้างขึ้นจนกรามล่างตกถึงหน้าอก มันพยายามเรียกอีกครั้งทว่าเ้าของยันต์ลากคนหลุดออกจากระยะไปเสียก่อน
มือของเสิ่นโม่จิ่นซึ่งเลื่อนไปใกล้ปากย่ามหยุด
เธอมองจนคนทั้งคู่ถอยเข้าไปในร้านสะดวกซื้อแล้วจึงละมือออก
ช่วยตัวเองได้ก็ไม่ต้องให้เธอลงไปยุ่ง
รถเคลื่อนต่ออีกไม่กี่่ตึกก่อนติดไฟแดงข้างร้านหนึ่งบานประตูตกแต่งด้วยไม้สีเข้มป้ายเหนือร้านเขียนทั้งอักษรจีนและสัญลักษณ์รูปกระดาษพับ
ของใช้ิญญา รับซื้อ แลกเปลี่ยนกระดาษิญญา
หน้าร้านแขวนกระบี่ไม้ท้อ หยกพกและพวงกระดิ่งหลายขนาด ไฟสีขาวส่องสินค้าจนมองเห็นป้ายราคาได้จากรถ
เสิ่นโม่จิ่นไม่สนใจของชิ้นใหญ่สายตาหยุดอยู่ตรงยันต์สีเหลืองซึ่งใส่กรอบพลาสติกแขวนแยกไว้ใกล้ประตู
ยันต์ป้องกันิญญาระดับต่ำ 100 กระดาษิญญา
เธอขยับตัวเข้าใกล้กระจก
เส้นหมึกสีแดงบนแผ่นกระดาษเอียงซ้ายั้แ่ส่วนหัว่กลางลากเส้นทับกันจนทางเดินพลังติดขัดส่วนจุดซึ่งควรใช้ปิดท้ายกลับขาดหายไปครึ่งหนึ่ง
คนเขียนยันต์คงมีพลังอยู่บ้างไม่เช่นนั้นกระดาษคงไม่เหลือไออาคมให้เห็น แต่ฝีมือเท่านี้หากเจอผีดื้อกว่าตัวหลังเสาโฆษณา ยันต์อาจไหม้หมดก่อนเ้าของวิ่งพ้นสามก้าว
“ยันต์จีนตัวโย้เย้ ไออาคมก็น้อยนิดยังขายแพงชิบ”
คนขับเหลือบมองผ่านกระจกหลังเขาได้ยินเพียง่ท้ายจึงขยับปากเหมือนจะถาม แต่สุดท้ายกลับหันไปมองสัญญาณไฟต่อ
เสิ่นโม่จิ่นไม่อธิบาย
คนในเมืองนี้คงเจอผู้โดยสารพูดกับผี พูดกับระบบหรือบ่นใส่หน้าต่างซึ่งคนอื่นมองไม่เห็นบ่อยจนไม่อยากรู้แล้วว่าใครกำลังคุยกับอะไร
เธอเรียกหน้าแลกเปลี่ยนขึ้นมาเทียบตัวเลขในใจอีกครั้ง
หนึ่งร้อยกระดาษิญญาแลกกลับเป็เงินมนุษย์ได้มากพอให้เธอใช้จ่ายค่าอาหารธรรมดาไปอีกหลายวัน
ต่อให้เธอยังไม่รู้ราคาของทุกอย่างในโลกใหม่แค่ความทรงจำเกี่ยวกับชีวิตประจำวันของเสิ่นโม่จิ่นก็เพียงพอให้เห็นว่าร้านตรงหน้าตั้งราคาของขลังสูงกว่าของทั่วไปคนละชั้น
และยอดกระดาษิญญาของเธอยังเป็ศูนย์
ส่วนแต้มบุญมีมากก็จริง แต่เอาไปแลกซื้อยันต์ที่เขียนขาดครึ่งเส้นคงไม่ต่างจากเอาทองไปทับกระดาษไม่ให้ปลิว
'ของทำเองยังอยู่ครบไม่จำเป็ต้องเสียของหายากไปซื้อขยะ แต่ถ้าจะอยู่โลกนี้ เงินอีกแบบก็ต้องหาไว้'
ความคิดนั้นทำให้นิ้วเปลี่ยนจากปิดระบบเฉย ๆเป็กดบันทึกอัตราแลกเปลี่ยนลงในรายการที่ใช้บ่อยจากนั้นจึงเก็บหน้าต่างทั้งหมดเมื่อสัญญาณไฟเปลี่ยนเป็สีเขียว
รถออกตัวได้ไม่ถึงร้อยเมตรก็ชะลอลงอีกครั้ง
คราวนี้แถวรถหยุดนิ่งสนิท
ด้านหน้ามีรถเ้าหน้าที่จอดขวางถนนสองคันแผงกั้นสีแดงตั้งปิดทุกช่องทาง ป้ายอิเล็กทรอนิกส์แจ้งให้รถเลี้ยวกลับ เนื่องจากพื้นที่ถัดไปอยู่ระหว่างตรวจสอบความผันผวนของเขติญญา
คนขับถอนหายใจแล้วกดดูเส้นทางใหม่ระบบนำทางคำนวณอยู่อึดใจ ก่อนลากเส้นอ้อมออกไปไกลจากจุดหมาย
“ถ้าไปตามถนนใหญ่ต้องอ้อมอีกเกือบชั่วโมงครับ่ใกล้มหาวิทยาลัยปิดสองทางพร้อมกัน”
“มีทางอื่นไหม”
เขาใช้นิ้วเลื่อนแผนที่ไปด้านซ้าย“มีตรอกเก่าอยู่ตรงนี้ รถเข้าไม่ได้ แต่เดินทะลุไปออกถนนหลังมหาวิทยาลัยได้จากปลายตรอกไปคอนโดของคุณไม่ไกลครับ”
เสิ่นโม่จิ่นมองเส้นสีเทาเล็ก ๆซึ่งตัดระหว่างอาคารเก่า
ความทรงจำของร่างตอบสนองเมื่อเห็นตำแหน่งนั้นภาพทางเข้าตรอกผุดขึ้นมาอย่างเป็ระเบียบไม่ได้กระแทกเข้ามาพร้อมอารมณ์แบบก่อนร่างกับิญญาหลอมรวม
เสิ่นโม่จิ่นเดิมเคยใช้เส้นนี้ย่นระยะตอนรถติดปากตรอกอยู่หลังร้านขายยา เดินตรงไปจนถึงทางแยกแล้วเลี้ยวขวาจากนั้นจะออกใกล้กำแพงมหาวิทยาลัย
มีทางอยู่และไม่ต้องยืนรอรถขยับทีละคันอีกเกือบชั่วโมง
'งั้นก็เดิน รถติดแบบนี้นั่งต่อไปมีแต่เมื่อยตูด'
“จอดใกล้ปากตรอกได้ไหม”
“ได้ครับ แต่ต้องลงก่อนแนวกั้นผมวนเข้าไปส่งข้างในไม่ได้”
“แค่นั้นพอ”
คนขับเปิดไฟเลี้ยวพารถออกจากแถวแล้วเบนเข้าถนนสายรอง เขาจอดตรงพื้นที่รับส่งข้างร้านขายยาตามตำแหน่งในแผนที่
ค่าโดยสารถูกตัดจากบัญชีของเสิ่นโม่จิ่นทันทีที่เธอกดยืนยันโทรศัพท์แจ้งยอดขึ้นมาเพียงครู่เดียวก่อนดับลง
หญิงสาวเปิดประตูก้าวลงจากรถแล้วดึงย่ามให้แนบลำตัว
ถนนด้านนี้แคบกว่าทางหลักร้านค้าส่วนใหญ่ยังไม่เปิดเต็มที่เ้าของร้านขายยากำลังใช้ไม้ยาวเกี่ยวบานประตูเหล็กขึ้นส่วนพนักงานร้านอาหารข้างกันยกถังน้ำล้างพื้นจนสายสีขุ่นไหลมาตามขอบถนน
คนขับลดกระจกลง“เดินตรงไปสุดซอยแล้วเลี้ยวขวานะครับ ทางออกอยู่หลังมหาวิทยาลัย”
เสิ่นโม่จิ่นพยักหน้าปิดประตูรถแล้วก้าวขึ้นทางเท้า
รถคันนั้นเคลื่อนออกไปช้า ๆก่อนติดอยู่ท้ายแถวอีกครั้ง เธอไม่ได้หันกลับไปมองนานเดินผ่านร้านขายยาไปยังช่องว่างระหว่างอาคารสองหลังตามภาพในความทรงจำ
ปากตรอกกว้างพอให้คนเดินสวนกันได้สามคนกำแพงอิฐสีเทาทั้งสองฝั่งมีคราบเก่าติดอยู่ตามรอยต่อเหนือศีรษะแขวนโคมกระดาษซึ่งสีแดงซีดจนเกือบเป็น้ำตาล
พื้นด้านในเปียกั้แ่แนวรางระบายน้ำทั้งที่ถนนซึ่งเธอยืนอยู่ไม่มีรอยฝน
เสิ่นโม่จิ่นหยุดมองเพียงครู่เดียว
กลิ่นอับจากกำแพงลอยออกมาปะปนกับกลิ่นธูปเก่าแต่ยังไม่มีไออาฆาตแรงพอให้ต้องหยิบของจากย่าม
ความทรงจำยืนยันว่าทางนี้ไปถึงคอนโดได้ส่วนแผนที่บนโทรศัพท์ยังแสดงลูกศรชี้ตรงเข้าไปตามตรอก
เธอจึงเก็บโทรศัพท์ไว้ในกระเป๋ากางเกงใช้มือข้างหนึ่งจับสายย่าม แล้วก้าวข้ามรางระบายน้ำ
รองเท้าแตะเหยียบลงบนพื้นอิฐเปียก