“หรือคุณจะให้ผมปล่อยให้คุณกลับไป นี่มันดึกมากแล้วนะคุณ ผมไม่รู้ว่าคุณไปที่นั่นมากี่คืนแล้ว ที่ผ่านมาคุณอาจจะโชคดีแต่คุณอย่าลืมนะ ที่นี่มีทั้งผู้หญิงแล้วก็ผู้ชาย โอเค ทุกคนที่นี่เชื่อฟังผม แต่คุณไว้ใจผู้ชายที่นี่ได้มากแค่ไหนกัน คุณยังไม่ไว้ใจผมเลย คุณถึงไม่อยากนอนที่นี่ ผมว่า คุณนอนที่นี่เถอะที่นี่จะปลอดภัยกว่าที่คุณจะเดินดุ่ย ๆ กลับไปคนเดียว แล้วก็อย่าหวังนะว่าผมจะไปส่ง ไม่ล่ะแค่นี้ผมก็เหนื่อยจะแย่แล้ว”
“แต่ดิฉัน” น้ำใสตั้งท่าจะเถียงเอริครีบตัดหน้าชิงพูดขึ้นก่อนว่า
“อีกอย่าง เรามีเรื่องต้องตกลงกัน”
“นี่หมายความว่าคุณไม่มีทางเลือกให้ดิฉันเลยใช่ไหมคะ”
“ใช่ คุณเข้าใจถูกต้องแล้ว”
น้ำใสเม้มริมปากตัวเองที่เขาบอกมามันก็จริง หล่อนชะล่าใจมากเกินไป ในจำนวนผู้ชายบนเกาะ เอริคคือผู้ชายคนเดียวที่น่าจะปลอดภัยสำหรับหล่อนมากที่สุดตอนนี้หล่อนจึงจำเป็นต้อง‘ยอม’เขา
เอริคเห็นตาดำกลมโตคู่นั้นสะบัดไปข้างๆ พร้อมขนตาที่กะพริบปริบ ๆ แล้วอารมณ์ดีขึ้นจึงเสนอข้อตกลงกับเจ้าหล่อนไปว่า
“ผมขอสั่งห้าม ไม่ให้คุณคิดหรือทำอะไรแบบที่ผ่านมาอีก ถ้าคุณไม่ตกลง หรือผมเจอคุณทำแบบนี้อีกครั้ง คุณจะอยู่ที่นี่แบบนักโทษ อย่าลืมว่าที่นี่คือที่ของผมถ้าไม่จำเป็นผมก็ไม่อยากทำคุณแบบนั้นหรอก แต่ถ้าคุณอยู่เฉย ๆ ในที่ของคุณไม่ต้องสงสัยหรือเข้าไปจุ้นจ้านกับอะไรของที่นี่ อีกไม่กี่วันคุณก็จะได้กลับบ้าน เลือกเอาแล้วกัน ว่าคุณจะเอาแบบไหน”
น้ำใสก้มหน้าลงคิดตาม นี่มันเป็นคำขู่ของเขาหรือเปล่านะ แค่ขู่ หรือว่าเอาจริง น้ำใสหวั่นใจ ทำตามที่เขาบอกก่อนแล้วกัน เรื่องอื่นค่อยคิดกันทีหลัง
เอริคผละออกจากหญิงสาวออกมายืนกอดอก แล้วพูดขึ้นว่า
“เดี๋ยวผมจะพาคุณไปนอนห้องข้าง ๆ อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เรียบร้อยมีชุดนอนของผมอยู่ในตู้เสื้อผ้า ประมาณตีห้าผมจะไปปลุก”
เอริคพยักหน้าเป็นเชิงเรียกให้หญิงสาวเดินตามเขาเมื่อน้ำใสเงยหน้าขึ้นสบตา
น้ำใสเดินตามเอริคไปยังห้องที่อยู่ติดกันเมื่อเข้ามาด้านใน หญิงสาวมองสำรวจไปรอบห้อง ทุกอย่างคล้ายกัน มีเตียง ตู้ โต๊ะ แต่ห้องนี้ไม่มีคอมพิวเตอร์โทรศัพท์และแฟกซ์ ห้องนั้นคงเป็นห้องของเอริค
ที่เหมือนกันอีกอย่างคือทั้งสองห้องติดแอร์เหมือนกันน้ำใสเห็นเอริคเดินไปกดปุ่มเปิดแอร์ตรงมุมห้อง จากนั้นลมเย็นแผ่วก็โชยพัดออกมาเหนือหัวหล่อน
น้ำใสมัวแต่เหลียวมองรอบห้องจนได้ยินเสียงแกร็กตรงประตู หญิงสาวสะดุ้งตกใจหันไปเห็นประตูถูกปิดน้ำใสรีบวิ่งถลันไปที่ประตู จับลูกบิดหมุนไปมา ถูกล็อก น้ำใสทุบแรง ๆเสียงดังปังปัง หล่อนได้ยินเสียงเอริคดังขึ้นอีกฝั่งของประตูว่า
“นอนหลับพักผ่อนให้สบายนะคุณ แล้วก็ไม่ต้องคิดหนี”
“เดี๋ยวก่อน คุณ คุณ” น้ำใสตะโกนเรียก แต่เอริคไม่ตอบ หญิงได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตึงตึงห่างออกไปสักพักก็ได้ยินเสียงประตูอีกห้องถูกเปิดแล้วปิด
“เฮ้อ” น้ำใสผ่อนลมหายใจระบายความกลัดกลุ้ม นึกทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมาไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตหล่อนจะโลดโผนราวกับนิยายผจญภัยแบบนี้ ขออย่าให้มีอะไรร้ายแรงกว่านี้ที่เกิดขึ้นอีกเลย
จู่ๆ น้ำใสก็ปวดเมื่อยไปทั้งเนื้อทั้งตัว ตอนนี้หล่อนไม่ควรคิดอะไร น้ำใสสั่งตัวเอง แล้วเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า มีชุดนอนแขวนอยู่สองชุด เป็นแบบเสื้อคอกลมแขนสั้น และกางเกงขายาวเอวรูดน้ำใสดึงออกมาหนึ่งตัว ข้าง ๆ ตู้เสื้อผ้ามีราวตากผ้าสูงประมาณเอวหล่อน ผ้าขนหนูพาดอยู่ น้ำใสคว้าเสื้อกับผ้าขนหนูเข้าห้องน้ำสักพักหญิงสาวกลับออกมารู้สึกสดชื่นทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่คิดอะไร น้ำใสสั่งตัวเองในใจอีกครั้ง ก่อนจะทิ้งตัวลงบนเตียง ซุกตัวใต้ผ้านวมหนานุ่ม
หญิงสาวหลับสนิทในเวลาต่อมา
++++++++++++++++
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก” น้ำใสสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้น หญิงสาวลืมตา ในความมืด
“นี่ตีห้าแล้วเหรอเนี่ย” น้ำใสพึมพำคนเดียวเบาๆ เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกแล้ว น้ำใสจึงขานรับออกไป
“ตื่นแล้วค่ะ ขอเวลาสักครู่นะคะ” น้ำใสลุกขึ้นนั่ง บิดตัวไปมาซ้ายทีขวาที สลัดเจ้าตัวเกียจคร้านออกไป เสียงเอริคดังขึ้นด้านนอกว่า
“ผมให้เวลาคุณยี่สิบนาที ผมจะลงไปรอข้าง”
น้ำใสได้ยินเสียงฝีเท้าเอริคเดินห่างออกไป
“ยี่สิบนาทีเหรอ เหลือเฟือ” น้ำใสวางแผนในใจหญิงสาวจึงกระเด้งตัวลงจากเตียง วิ่งจู๊ดเข้าห้องน้ำ จัดการเนื้อตัวแบบรวดเร็ว ในเวลาไม่เกินสิบนาทีหญิงสาวก็พร้อม
แต่น้ำใสไม่ได้คิดจะลงไปหาเอริคข้างล่างหญิงสาวหวังจะใช้เวลาที่เหลือเข้าไปใช้โทรศัพท์ในห้องเอริค ถ้าโชคดีเขาไม่ล็อก
น้ำใสจึงเปิดน้ำฝักบัวทิ้งไว้ให้เอริคเข้าใจหล่อนกำลังอาบน้ำอยู่ จากนั้นหญิงสาวก็ค่อย ๆ ย่องไปห้องข้าง ๆ ทดลองบิดลูกบิดประตูดู อะ! ไม่ได้ล็อก ดีจริง น้ำใสจึงเปิดประตูแบบเบาที่สุด สอดตัวเข้าไปด้านในแล้วงับประตูปิดตามเดิม
น้ำใสเดินสำรวจห้องนอนชายหนุ่ม ทุกอย่างเหมือนห้องที่หล่อนนอน เตียงเล็กขนาดนอนคนเดียวมีผ้าปูเตียงสีขาวปูตึงเรียบ หมอนสีขาววางอยู่หัวเตียงสองใบ ผ้านวมสีเขียวพับวางตรงปลายเตียงเรียบร้อย
กำแพงห้องข้างเตียงเป็นหน้าต่างแบบบานไม้เปิดออก ติดม่านสีเขียวอ่อนสลับดอกไม้ขาวดูสดชื่นชายผ้าม่านสะบัดปลิวพลิ้วตามแรงลมเมื่อน้ำใสเปิดหน้าต่าง ที่จริงห้องนี้ก็ติดแอร์เหมือนห้องที่น้ำใสนอน แต่ห้องนี้กลับมีหน้าต่างไม่เหมือนอีกห้อง ห้องที่น้ำใสนอนจะเป็นหน้าต่างแบบบานเกล็ด ไม่สามารถเปิดโล่งรับอากาศได้เหมือนห้องนี้
ห้องนี้น่าอยู่น่าสบายมากว่าอีกห้องซะอีก
“อ๊ะ!” น้ำใสรู้สึกว่าตัวชักจะเพลินกับการสำรวจห้องนอนเอริคมากเกินไป เดี๋ยวจะไม่ได้ทำเรื่องสำคัญ หญิงสาวจึงรีบเดินแต่ไม่ลืมที่จะลงฝีเท้าเบา ๆไปที่โต๊ะทำงานตรงมุมห้อง แต่เมื่อถึงโต๊ะทำงาน น้ำใสเห็นกรอบรูปสองบานตั้งอยู่ อดไม่ได้ที่จะเหลียวมอง อันแรกเป็นรูปหญิงสาวต่างชาติ หน้าตาสะสวยผมและตาสีน้ำตาล จมูกโด่งรั้นตรงปลาย รอยยิ้มเธอสดใส อีกอันน่าจะเป็นสาวไทย อาจจะเป็นคนทางเหนือหรือไม่ก็ต้องเกี่ยวพันกับการร่ายรำเพราะเครื่องแต่งกายและทรงผมของเธอเหมือนพวกนางรำที่น้ำใสเคยเห็น
คงเป็นคนสำคัญ ไม่งั้นไม่วางไว้ตรงโต๊ะทำงานแบบนี้หรอก
“ชิ เจ้าชู้ไม่เบา” ไม่รู้ทำไมน้ำใสรู้สึกหมั่นไส้เอริคเหลือกำลัง
น้ำใสเหลือบตาไปตรงโคมไฟ เหนือขึ้นไปเป็นชั้นหนังสือ ทำแบบง่ายใช้ไม้แผ่นตีติดกำแพงสองชั้น มีหนังสือวางอยู่หลายเล่ม หนึ่งในนั้นที่น้ำใสเห็นคือหนังสือธรรมะของท่านพุทธธาตุภิกขุ
น้ำใสสังเกตว่าหนังสือมีทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศหญิงสาวถือวิสาสะหยิบออกมาดูเล่มหนึ่ง
พลังแห่งชีวิต
ของ
แจ็ก แคนฟิลด์ และ มาร์ก วิกเตอร์ แฮนเซน
อับราฮัม ลินคอล์น ไม่เคยยอมแพ้
ความรู้สึกที่ว่า เป็นหน้าที่ ที่ต้องเดินหน้าไป
มีอยู่ในเราทุกคน หน้าที่ที่ต้องพยายามคือ
หน้าที่ของทุกคน และผมรู้สึกถึงเสียงเรียกร้อง
ของหน้าที่นั้น’
อับราฮัม ลินคอล์น
“ฮืม เข้าท่า” น้ำใสชื่นชมแสดงว่านายเอริคมีความรู้พอควรถึงได้อ่านหนังสือพวกนี้ได้
น้ำใสค่อนข้างชอบใจกับสภาพภายในห้องของน้อยชิ้นถูกจัดวางเป็นระเบียบง่ายต่อการใช้งาน แสดงถึงนิสัยส่วนตัวได้เป็นอย่างดี
เอริค นายนี่เป็นผู้ชายที่ค่อนข้างเข้าท่าคนหนึ่งทีเดียว
“ตายแล้ว เผลออีกจนได้” น้ำใสต่อว่าตัวเองเมื่อหล่อนเผลอมองอะไรเรื่อยเปื่อยไม่ยอมทำเรื่องสำคัญซะที
น้ำใสคว้าหูโทรศัพท์ขึ้นแล้วกดไปยังเบอร์มือถือของมารดาเสียงในสายเป็นสัญญาณว่าไม่ว่าง น้ำใสลองใหม่อีก ไม่ว่างอีก หญิงสาวจึงเปลี่ยนเป็นโทรเข้าเบอร์บ้านแต่ในขณะที่สัญญาณว่างรอคนมารับสายน้ำใสต้องสะดุ้งโหย่งเมื่อได้ยินเสียงเอริคตะโกนมาจากข้างล่างว่า
“เสร็จหรือยังคุณ นานมากแล้วนะ”
“เสียดายจริง” น้ำใสหัวเสีย ต่อว่าตัวเองอีกครั้ง ก่อนจะค่อยๆ เดินออกจากห้องย่องเข้าห้องที่นอนเมื่อคืน เข้าไปปิดน้ำในห้องน้ำ ทิ้งระยะสักสองสามนาที แล้วจึงเดินออกจากห้องลงไปหาเอริคข้างล่าง
เอริคหน้าตึงเดินเข้ามาหาน้ำใส แต่ชายหนุ่มไม่พูดอะไรหรือต่อว่าหญิงสาวสักคำ กลับคว้ามือหญิงแล้วดึงให้เดินตาม
ฟ้ายังคงมืด เอริคพาน้ำใสเดินตามทางเดินซึ่งมีโคมไฟส่องสว่างข้างทางเป็นระยะ
น้ำใสมองมือหนาที่กุมมือหล่อนไว้ ใจหล่อนเต้นตูมตาม สับสนและคิดไปสารพัด สงสัยว่าเอริคเป็นคนดีหรือคนไม่ดี และที่น่าสงสัยมากกว่านั้นก็คือ น้ำใสสงสัยใจตัวเองที่มักคอยเข้าข้างเขาอยู่เสมอ
เอริคพาน้ำใสไปส่งยังที่พักของหล่อน
“ขอบ อ้าว” เอริคเดินหันหลังกลับทันทีเมื่อถึงที่หมาย น้ำใสซึ่งกำลังจะขอบคุณเขาเลยไม่ทัน
เมื่อยืนอยู่หน้าที่พักตัวเอง ทุกสิ่งรอบตัวยังคงถูกปกคลุมไปด้วยความมืด น้ำใสเปิดประตูเข้าไปในห้อง เดินไปที่เตียงแบบคุ้นเคยทั้ง ๆ ที่ไม่มีแสงสว่างหญิงสาวทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยความอ่อนเพลีย หญิงสาวหลับไปในเวลาไม่นาน
+++++++++++++++++++++++
“แอ๊ด” เสียงประตูเปิดปลุกน้ำใสให้ตื่น หล่อนรู้สึกว่าหล่อนหลับไปได้แป๊บเดียวเอง ตั้งแต่ประมาณตีห้าครึ่งจนถึงตอนนี้
“พี่สาว” เด็กอ้อเดินยิ้มแก้มป่องเข้ามาข้างเตียง น้ำใสลุกขึ้นนั่งมองหนูน้อย
“ว่าไงเรา มาหาพี่เหรอ”
“แฮะ แฮะ” หนูน้อยยังคงยิ้มไม่ตอบ
“มาหาพี่มีอะไรหรือเปล่า หรือจะมาชวนพี่ไปเที่ยวอีก”
“พี่สาวไปไหนมาค่ะ”
“เอ่อ พี่ เอ่อ พี่ติดฝนอยู่นะจ๊ะ ติดอยู่ใต้ต้นไม้ตรงโน้น” น้ำใสชี้มือไปมั่ว ๆ แล้วโกหกต่อว่า
“ตื่นอีกทีก็เกือบเช้าแล้ว แล้วก็กลับมานอนที่นี่ต่อ”
“หนูรอพี่สาวตั้งนาน หนูเหงาก็เลยกลับไปนอนกับพี่แก้ว”
“เหรอจ๊ะ แล้ววันนี้มาหาพี่ จะมาชวนพี่ไปเที่ยวที่ไหนอีกล่ะ”
“ปล่าว” หนูน้อยลากเสียงยาว
“พี่เอริคให้หนูมาอยู่เป็นเพื่อนพี่สาว”
“มาคุมซิไม่ว่า” น้ำใสหันหน้าออกพูดเบาๆ
“หะ” เด็กน้อยได้ยินไม่ชัด
“เปล่าจ๊ะ ไม่มีอะไร”
สองสาวต่างวัยหยุดบทสนทนาเมื่อพวกเสื้อขาวเปิดประตูเดินถืออาหารเข้ามาส่ง น้ำใสยิ้มให้เด็กน้อย แล้วเดินเข้าห้องน้ำ ล้างหน้าล้างตา ก่อนจะเดินออกมาจัดการกับอาหารตรงหน้า
เด็กอ้อนั่งเท้าคาง มองหญิงสาวตาแป๋ว
“ทำไม มีอะไรหรือเปล่าเรา”
“พี่สาวสวยจัง”
“แหม อยู่ด้วยกันมาตั้งนานเพิ่งมาชม” น้ำใสขำยิ้มน้อยๆ
ขณะที่น้ำใสกำลังเพลิดเพลินกับอาหารจนเกือบหมด มีเสียงเด็กหลายคนพูดคุยหัวเราะส่งเสียงดังอยู่หน้าที่พักน้ำใส คงเป็นเพื่อน ๆ ของเด็กอ้อ เด็กอ้อได้ยินเสียงเพื่อน หนูน้อยหูผึ่ง หันขวับตามเสียง จากนั้นมองหน้าหญิงสาวเป็นเชิงขออนุญาต เมื่อน้ำใสพยักหน้าอนุญาต หนูน้อยวิ่งออกไปปล่อยให้น้ำใสทานอาหารตามลำพัง
เสียงเด็กๆ ที่เล่นกันสนุกสนานเฮฮาข้างนอก ทำให้น้ำใสสดชื่นไม่น้อย แต่แล้ว
“ตุ๊บ โอ๊ย” เสียงเหมือนอะไรตกที่พื้นดินตามด้วยเสียงเด็กร้องไห้ลั่น น้ำใสตกใจทิ้งช้อนอาหารวิ่งออกไปดูข้างนอกทันที
พอดีกับเด็กอ้อวิ่งหน้าตื่นมาหา
“พี่สาว พี่สาว” หนูน้อยละล่ำละลักจะบอกพร้อมกับก้มตัวลง สองมือกุมท้อง หอบหายใจถี่เร็วเสียงดังฟืดฟาด
“ทำไม มีอะไร มีใครเป็นอะไร” น้ำใสชะเง้อมองเหตุการณ์ที่หญิงสาวคาดเดาว่าเป็นเรื่องร้ายที่คงจะเกิดกับพวกเด็ก แต่หญิงสาวเห็นแต่เพียงเด็กกลุ่มใหญ่มุงดูอะไรกันอยู่ และได้ยินแต่เสียงร้องที่ดังเซ็งแซ่
“มีคน มีคน ทางโน้น ทาง” เด็กอ้อพูดติดอ่าง ชี้มือไปที่กลุ่มเด็ก
น้ำใสพอจะเข้าใจ รีบวิ่งออกจากที่พักไปทางกลุ่มเด็กทันที