เหยื่อกามเทพ (จบ)

    บทที่ 7

    เธอปิดเปลือกตาลง พยายามสงบระงับอารมณ์ไว้ด้วยความยากยิ่ง“ที่ฉันตัวสั่นก็เพราะว่าฉันทุเรศคุณต่างหาก” เธอพูดเสียงสะท้าน ใจคอหวั่นไหวอย่างที่สุด ใคร่ที่จะได้อธิบายเหตุผลที่ทำให้ตัวเองต้องแสดงความรู้สึกออกมาเช่นนี้“อย่างน้อยมันก็ยังเป็นการให้เกียรติผมอยู่ในเหตุผลที่ต้องออกจากบ้านไปละ” น้ำเสียงของเขากลั้วหัวเราะ “ถ้าขืนอยู่รับรองว่าผมคงจะห้ามใจไม่ให้ฝากรักกับคุณตอนนั้นไม่ได้แน่ ต่อให้คุณเป็นเมียพี่ชายผมก็ตามทีเถอะ และตอนนี้...” เจดเลื่อนฝ่ามือลงจับข้อมือเล็กๆ ของเธอไว้ จับแขนทั้งสองข้างให้พาดไปข้างหน้า รั้งไหล่เข้ามาแนบอก “แต่ตอนนี้ ผมก็สามารถที่จะกอดคุณในลักษณะนี้ได้แล้ว สามารถที่จะซุกหน้าลงในเรือนผมที่อ่อนนุ่มยังกับเส้นไหมนี่ได้ด้วย” อลิซาเบธอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อเขาแสดงท่าประกอบคำพูดทุกคำที่กล่าวออกมา “และ...”“ปล่อยฉันนะ” เธอร้อง พยายามบิดตัวให้หลุดออกจากอ้อมแขนที่เกาะกุมไว้มีเสียงหัวเราะเงียบๆ กระหึ่มขึ้นพร้อมกับลมหายใจอุ่นๆ ที่เป่ารดลงบนนวลแก้มและซอกคอ เจดมองเห็นการต่อสู้ดิ้นรนของเธอเป็นเรื่องขบขันโดยแท้ รู้อยู่แก่ใจว่าด้วยพละกำลังที่เหนือกว่าเขาสามารถที่จะต้านทานอาการดิ้นรนของเธอไว้ได้ทุกทาง“อลิซาเบธ” มีเสียงร้องอย่างตกใจและไม่พอใจดังขึ้นจากตรงประตูห้องโถงใบหน้าของเธอแดงก่ำ เมื่อเจดค่อยๆ คลายวงแขนออก ดวงตาคู่สีน้ำตาลยังฉาบประกายหัวเราะ เมื่อเธอหันไปเผชิญหน้ากับมารดาของสามี เจดยังมิได้หันไปมองในทันที ยังคงยืนหันหลังให้อยู่ในท่าเดิม“รีเบคก้า...” อลิซาเบธเอ่ยขึ้น พยายามสงบระงับสติอารมณ์ไว้อย่างสุดความสามารถ ปัดความคิดที่ว่าตัวเองได้กระทำในสิ่งที่น่าละอายลงไปออกจากสมองแต่ดูเหมือน เธอจะมิได้รับการเปิดโอกาสให้อธิบายอะไรทั้งสิ้น แม้แต่การที่จะบอกให้รีเบคก้ารู้ว่า บัดนี้ลูกชายของเธอได้กลับมาถึงบ้านแล้ว เพราะรีเบคก้าเอ่ยตัดบทขึ้นด้วยน้ำเสียงไว้ตัวอย่างที่สุดว่า“นี่เธอคิดยังไง ถึงได้เข้ามาทำอะไรที่มันเสื่อมเสียเกียรติยศถึงในบ้านหลังนี้ หะ...อลิซาเบธ? แล้วนี่ถ้าเอมี่แกเกิดวิ่งเข้ามา แล้วก็มาเห็นแม่ของแกยืนกอดอยู่กับผู้ชายคนนี้ อะไรจะเกิดขึ้น? ...บอกมาเดี๋ยวนี้นะว่าผู้ชายคนนี้เป็น...”“หวัดดีฮะ แม่” เจดหมุนกายกลับมาเผชิญหน้ากับมารดา พร้อมกับเอ่ยทักขึ้นก่อนที่รีเบคก้าจะทันตั้งคำถามประโยคนั้นได้จบริมฝีปากของรีเบคก้าเม้มสนิทลงในทันที คิ้วเข้มๆ ที่วาดไว้อย่างสวยงามขมวดเข้าหากัน สีหน้าของเธอมิได้บอกความปีติยินดีเลยที่ได้เห็นลูกชายคนเดียวกลับมาถึงบ้านในครั้งนี้“ทั้งพ่อทั้งพี่ชายของแกน่ะลงไปนอนอยู่ในหลุมนานแล้วละ เจด ทำไมแกถึงได้ลำบากลำบนกลับมาตอนนี้ล่ะ? ” เธอถามสั้นๆแนวปากเหี้ยมๆ นั้นแยกออกเป็นรอยยิ้มที่ชาเย็น“ก็คงเป็นเพราะแรงดึงดูดด้วยความรักของแม่ละมั้ง” เขาตอบอย่างเยาะหยัน ท่าทางมิได้ยินดียินร้ายเลยแม้แต่น้อย ขณะที่เดินเข้าไปหา และโน้มร่างลงจุมพิตบนแก้มอย่างหมิ่นๆ“แล้วนี่แกตั้งใจจะอยู่นานสักเท่าไร? หรือว่าเพียงแค่ผ่านมาก็เลยแวะพักเท่านั้น? ” สีหน้าของผู้เป็นมารดายังสำแดงออกถึงความไว้ตัวอยู่“เวลานี้ยังไม่ได้คิดอะไรทั้งนั้น” เจดตอบพร้อมกับยักไหล่ ประสานสายตากับรีเบคก้าอย่างไม่หวั่นไหว“ฉันเชื่อที่แกพูด” รีเบคก้าตอบด้วยน้ำเสียงตัดรอน “ทั้งฉันทั้งพ่อของแกได้พยายามทำทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อที่ว่าชีวิตในอนาคตของแกจะได้สมบูรณ์แบบ สุขสบายเหมือนผู้คนอื่นๆ เขา แต่แกก็โยนมันทิ้งหมด แม้แต่โอกาสอันงามที่จะได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยก็เถอะ แกปฏิเสธไปเสียทุกอย่างด้วยเหตุผลเดียวก็คือ ยังไม่ได้คิด แถมยังมายืนยันอีกว่าแกรู้ดีหมดในทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ยอมฟังเสียงใครทั้งนั้น ฉันอยากจะถามแกจริงๆ สักคำเถอะเจด ว่าแกได้อะไรขึ้นมาบ้าง? แกตะลอนๆ ไปทั่วแปซิฟิกอย่างนั้น ถามหน่อยสิว่ามีอะไรพอจะเอามาอวดฉันได้บ้าง? ”อาการเดียวที่อลิซาเบธจะจับสังเกตได้ว่าเจดพยายามสงบระงับอารมณ์ที่กำลังผุดพลุ่งขึ้นไว้จนสุดความสามารถนั้น คือสันกรามที่นูนขึ้น นอกไปจากนั้นแล้ว ท่าทางของเขาก็ยังมั่นคงไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย ยอมรับคำด่าว่าของมารดาโดยมิได้ปริปากโต้เถียงอย่างใดทั้งสิ้น“ผมกลับมานี่ ไม่ใช่เป็นเพราะว่าผมต้องการจะมาถกเถียงกับแม่หรอกนะว่า สิ่งที่ผมได้ทำลงไปในอดีตนั่นมันเป็นเรื่องผิดหรือถูก ขอให้รับรู้ไว้ด้วยนะแม่” เขาตอบอย่างใจเย็น “และผมก็คิดว่าผมอยากจะกลับมาเมื่อประสบความสำเร็จในเรื่องงานการแล้วมากกว่า” เขายิ้มอย่างมั่นใจในตนเอง “ตอนที่ผมได้รับจดหมายของแม่ซึ่งมันก็สักปีหนึ่งแล้วเห็นจะได้ และก็รู้ว่าพ่อตายนั่นน่ะ ผมรู้ว่าตัวเองมันมีเลือดถือดีของคนในสกุลมากเกินไป จึงทำให้ทุกคนหันมาประณามผม เพราะฉะนั้น การที่ผมกลับมาครั้งนี้ ผมมาเพียงเพื่อจะมาทำสัญญาสงบศึกกับแม่เท่านั้นละครับ”อีกครั้ง ที่ทั้งสองแม่ลูกต่างประสานสายตากันอยู่เป็นครู่ใหญ่ อลิซาเบธจำต้องกลั้นลมหายใจไว้โดยไม่รู้ตัว ถึงแม้ว่าเธอจะเชื่อในน้ำเสียงและคำพูดอย่างจริงใจของเจด แต่ก็ไม่แน่ใจเลยว่า แม่ของเขาจะมีปฏิกิริยาอย่างใดบ้างในเรื่องนี้“ถ้ายังงั้น ก็อยู่ตรงห้องปลายบันไดก็แล้วกันตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่” รีเบคก้าเอ่ยขึ้นในที่สุด “เอมี่...เอ้อ ลูกสาวของเจอเรมี่เขาน่ะ เวลานี้เข้าไปอยู่ในห้องเก่าของแกมานานแล้ว”“ครับ ลิซ่าเขาบอกผมแล้วเรื่องให้ใช้ห้องอื่นตั้งแต่ตอนที่ผมมาถึงใหม่ๆ ผม...” เขาก้มลงมองเสื้อที่เพิ่งเปลี่ยนมาใหม่ๆ “คือผมจำเป็นต้องอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเพราะต้องเดินมาตั้งแต่ในเมือง”“แกน่ะเรอะเดินมาจากในเมือง? ” รีเบคก้าร้องออกมาด้วยฤทธิ์โทสะที่ไม่อาจจะยับยั้งไว้ได้ “แล้วมีใครเห็นแกบ้างหรือเปล่านี่? นี่...ถามจริงๆ เถอะ ทำไมแกถึงไม่นั่งรถแท็กซี่มา หา? แล้วผู้คนเขาจะคิดยังไงที่เห็นแกเดินมาอย่างนั้น? ”“ถ้าจะมีใครสักคนเห็นผม เขาก็เพียงแต่คิดว่าผมกำลังเดินกลับบ้านเท่านั้นละน่า” เจดให้เหตุผลด้วยน้ำเสียงกึ่งรำคาญ“ฉันอยากจะให้แกสังวรถึงสถานะของเราในละแวกนี้บ้างเท่านั้น” ผู้เป็นมารดาถอนหายใจอย่างเหลือฝืนในตอนนี้เองที่เอมี่ปรากฏขึ้นตรงหน้าประตูครัว เปลี่ยนเสื้อผ้าจากชุดที่ออกไปนอกบ้านเป็นกางเกงขาสั้นกับเสื้อยืดเรียบร้อยแล้ว สายตาของสาวน้อยจ้องจับอยู่ที่ใบหน้าของผู้ชายแปลกหน้าคนที่กำลังยืนอยู่ตรงกลางห้องทันที ซึ่งอลิซาเบธก็ตระหนักในข้อที่ว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกสาวของเธอได้เห็นผู้ชายอีกคนหนึ่งเข้ามาอยู่ในบ้าน นับแต่วันที่คุณปู่ของแกเสียชีวิตลงขณะที่เดินตรงเข้ามาหาอลิซาเบธนั้น เอมี่ก็ยังไม่ถอนสายตาที่จ้องมองหน้าเจดอยู่ แม้กิริยาท่าทางของเอมี่จะสงบ แต่ก็มิได้มีวี่แววเหนียมอายแต่อย่างใด มิได้ตื่นตระหนกกับการที่ได้เห็นเขาประสานสายตาด้วย“สวัสดี เอมี่” เจดเอ่ยทักขึ้นตามมรรยาท มิได้แฝงความรู้สึกยินดีที่ได้พบหลานสาวไว้ในน้ำเสียงแม้แต่น้อยเอมี่เงยศีรษะที่ปกคลุมด้วยเรือนผมสีดำขึ้นมองอลิซาเบธ“เขาเป็นใครคะ? ” เจ้าหล่อนถามออกไปตรงๆ ด้วยน้ำเสียงชัดเจน มิได้มีเจตนาที่จะแสดงความหยาบคายแต่อย่างใด“รักษามรรยาทหน่อย เอมี่” รีเบคก้าสั่งเสียงเครียดนอกเสียจากอาการเม้มริมฝีปากแน่นแล้ว เอมี่แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินในคำสั่งของย่าเสีย ซึ่งทำให้อลิซาเบธอดที่จะคิดไม่ได้ว่า ความดื้อดึงที่ประจักษ์อยู่ในนิสัยของเอมี่ขณะนี้ มิได้มาจากใครอื่นเลย นอกจากอาของแกเอง