จอมยุทธ์ชุดเขียวเดินโบกพัดอย่างไม่เร่งรีบ มองเหตุการณ์ตรงหน้าราวกับกำลังรับชมฉากการแสดงอย่างเพลิดเพลินก็ไม่ปาน
ระหว่างที่เหล่าลูกสมุนเสียท่า เนื่องจากมือกระบี่ทั้งสองผสานกำลังกัน ทำให้พวกเขาเก่งกาจไม่น้อย ฟันอีกฝ่ายาเ็และหมายออกกระบวนท่าต่อไปนั้น ผู้ที่เป็หัวหน้าก็พุ่งตัวออกมาจากที่นั่ง เข้าขัดขวางโดยการย่ำบาทาสองข้างลอยอยู่กลางอากาศ หยุดกระบี่ของพวกเขาทั้งคู่ไว้ได้เสียก่อน
“ขอบคุณพี่ใหญ่!” ลูกสมุนคนนั้นรีบถอยร่นอย่างเจ็บใจ
จอมยุทธ์คนอื่น ๆ ที่กำลังชมการต่อสู้กล่าวขึ้นอย่างอ้ำอึ้ง
“วิชาบาทากระเรียนเยื้องกราย เขาคือกุยเหอ!”
บาทากระเรียนเยื้องกราย เป็วิชาเฉพาะตัวของกุยเหอ ขุนพลแห่งพรรคบิดเบือนบัญญัติ เขาจัดอยู่ในหมู่ผู้มีวรยุทธ์เหนือสามัญ พึ่งก้าวเข้าสู่เขตแดนวิวัฒน์ยอดยุทธ์ไม่นานก็เลื่อนขั้น จากขั้น 4 ผู้กุมชะตา กลายเป็ขั้น 5 ผู้นำวิถี กระบวนท่าเมื่อครู่ นับว่าแสดงความเหนือชั้นกว่าฝ่ายตรงข้ามอย่างเห็นได้ชัด
“เช่นนั้น คนกลุ่มนี้ก็มาจากพรรคบิดเบือนบัญญัติน่ะซิ!”
พรรคบิดเบือนบัญญัติ หรือพรรคฟั่นลี่เหมิน เป็ฝ่ายพรรคใต้ดินที่ทรงอิทธิพลสูงสุดของยุทธภพในปัจจุบัน ก่อตั้งขึ้นโดยประมุขพรรคโยวเสวียนหาน ปรมาจารย์แห่งศาสตร์ลับ เ้ายุทธจักรฝ่ายอธรรม ผู้ถูกขนานนามว่าจอมมาร หนึ่งในสี่ปรมาจารย์ที่สามารถก้าวสู่เขตแดนแก่นแท้แห่งยุทธ์ ขั้น 8 ปรมาจารย์ยุทธ์ ด้วยความแข็งแกร่งไร้เทียมทาน ไร้คู่ต่อกร จึงมีอำนาจควบคุมทั้งยุทธจักร
วิถีของพรรคบิดเบือนบัญญัติเป็ที่ประจักษ์ว่าอยู่นอกครรลอง สำหรับพวกเขา ขนบธรรมเนียมกฎเกณฑ์ และเกียรติศักดิ์ที่ฝ่ายคุณธรรมเชิดชูเป็เพียงสิ่งลวงตาไร้สาระ ด้วยเหตุนี้ สมาชิกพรรคจึงมักถูกหยามเหยียดจากฝ่ายธรรมะว่าเป็พวกมารนอกรีต ขณะที่พรรคบิดเบือนบัญญัติก็มักประณามฝ่ายคุณธรรมว่าเป็พวกวิญญูชนใต้หน้ากากจอมปลอมเช่นเดียวกัน ความต่างสุดขั้วนี้ ทำให้พวกเขาและศิษย์สำนักฝ่ายคุณธรรมเป็ดั่งน้ำกับไฟ มิพ้นต้องปะทะคารมหรือฟาดฟันกันทุกคราที่พบเจอ
ภายใต้การนำของโยวเสวียนหาน หกขุนพลแห่งพรรคบิดเบือนบัญญัติ ซื่อสัตย์ภักดี คอยเป็ขุมกำลังสำคัญในการจัดการเื่ต่าง ๆ แทนโยวเสวียนหาน แผ่ขยายอิทธิพลพรรคออกไปไม่สิ้นสุด ซึ่งอันดับที่ 6 ก็คือกุยเหอ บาทากระเรียนเยื้องกรายที่ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าในยามนี้
กุยเหอกับศิษย์สำนักฝ่ายคุณธรรมสบตากัน ทว่า อีกฝ่ายก็หาได้ด้อยฝีมือเสียทีเดียว เขาเค้นกำลังภายใน วาดกระบี่ออกไปอีกครา ผลักบาทากระเรียนเยื้องกรายออกสำเร็จ ต่างฝ่ายต่างล่าถอยไป
“ซวยจริง ๆ ข้าจะไปกล้าร้องเรียกค่าเสียหายจากพวกเขาได้อย่างไรกันล่ะ…”
หลังจากบ่นเสร็จ เถ้าแก่ร้านก็ทรุดนั่งลงกับพื้นร้าน ได้แต่มองข้าวของที่พังเละเทะอย่างจำใจ ในเมื่อไร้กำลังก็คงทำกระไรไม่ได้
จอมยุทธ์ชุดเขียวมองดูการต่อสู้จนพอใจแล้วจึงหยุดฝีเท้า ลดสายตาลงมองเถ้าแก่ร้านที่กำลังอมทุกข์
“ทุกข์หนอทุกข์…” เขาส่ายหน้า ดวงตาฉายแววเวทนา
เถ้าแก่ร้านเงยมองเขา ปฏิกิริยาฉงน เต็มไปด้วยความสงสัย
“เ้าเป็ใครอีก?”
เขาตบพัด ค่อย ๆ กล่าวนามด้วยใบหน้าที่ยังคงรวดร้าว
“คุณชายผู้เสพทุกข์ ฉางขู่กงจื่อ”
เถ้าแก่ร้านพยายามนึก เหมือนจะคุ้น ๆ ชื่อนี้อยู่บ้าง
“ข้าออกพเนจรเพื่อััความทุกข์ทั่วหล้า”
เขาพรรณาก่อนพับพัด จากนั้นหยิบถุงเงินออกมา “ทั้งยังหวังว่า…นี่จะช่วยบรรเทาทุกข์ให้ท่านได้บ้าง”
เถ้าแก่ร้านตาเป็ประกาย แบมือรับถุงเงินไว้ พลางประสานมือโค้งขอบคุณยกใหญ่
“ข้าจดจำแล้ว คุณชายผู้เสพทุกข์แท้จริงคือผู้ใจบุญ ขอบคุณ ขอบคุณยิ่ง!”
ฉางขู่กงจื่อยิ้มกว้าง ก่อนจะหันมองซ้ายขวา ตามหาจิตรกรผู้นั้นอีกครั้ง และพบว่าเขายังคงนั่งยอง ๆ อยู่ริมทางดังเดิมไม่ได้ไปไหน
ฉางขู่กงจื่อใช้วิชาตัวเบา ดันฝ่าเท้ากับรั้วไม้เตี้ย ส่งตัวจากระเบียงร้านไปยืนอยู่ด้านหลังอีกฝ่าย
เมื่อไปถึงยิ่งนับว่าเป็เื่ประหลาดที่สุดที่พบเจอ เพราะสิ่งที่คน ๆ นี้กำลังเท้าคางมองอยู่เนิ่นนาน กลับเป็วัชพืชข้างทางต้นหนึ่ง
‘คุณชายผู้เสพทุกข์’ คำนี้ เขาตั้งขึ้นด้วยตนเอง ไม่รู้ว่าเมื่อใด เท่าที่จำความได้เขาก็มีััพิเศษถึงความทุกข์ อ่อนไหวต่อความทุกข์และสามารถรับรู้ถึงมันได้ในทันที อีกทั้งยิ่งรู้ดีว่าจิตรกรตรงหน้า ภายนอกแม้เหมือนไม่แยแสโลก ดั่งผู้ปราศจากซึ่งความทุกข์ แต่แท้จริงกลับล้นทุกข์อย่างลึกซึ้งถึงก้นบึ้ง ราวกับใต้หล้านี้ไม่มีผู้ใดจะทนทุกข์ไปกว่าเขาอีก
ต้องเป็เขานี่แหละ
เมื่อตัดสินใจแล้ว ฉางขู่กงจื่อไม่รอช้า เอ่ยกับอีกฝ่ายอย่างชวนพูดคุย
“เ้ากำลังทำอะไรน่ะ”
ไร้เสียงตอบรับ
ฉางขู่โค้งตัว โบกพัดขึ้นลงตรงหน้าอีกฝ่าย “ถามเ้าอยู่นะ”
เขาตอบแบบไร้ไมตรี
“กำลังซึมซับจิติญญา” ตอบแล้วหลับตาใส่อีกด้วย
ฉางขู่ไม่ยอมแพ้ ยิ้มโบกพัดคลายร้อนให้อีกฝ่ายต่อ พลางนึก ‘ซึมซับจิติญญา?’
จู่ ๆ ชายผู้นั้นก็ลืมตา ลุกขึ้นยืนคว้าเก้าอี้ตัวที่ใกล้มือที่สุดจากร้านข้าง ๆ มานั่ง จากนั้นเปิดกล่องไม้ที่สะพายเอาไว้ ด้านในตรงกลางเก็บกระดาษซวนจื่อชุดหนึ่ง นอกจากกระดาษแล้ว เหมือนยังมีช่องใส่อุปกรณ์ต่าง ๆ อีกหลายชิ้น แต่ไม่ทันได้พินิจดูให้ครบถ้วนว่ามีสิ่งใดบ้างแน่ เ้าของกล่องก็พับปิดกล่องไม้แล้ว
“นี่เ้าจะวาดรูป? ตอนนี้เนี่ยนะ” ฉางขู่ขมวดคิ้ว แหงนมองสถานการณ์รอบ ๆ อีกที
“เงียบหน่อย… ข้ากำลังอยู่ในขั้นตอนสำคัญ”
“ขั้นตอนใด?”
เขาว่าต่อ “เข้าสู่โลกแห่งจิต”
ฉางขู่เดินโบกพัดครุ่นคิดรอบกายของเขา ว่าแล้วก็ลองหลับตาตาม แต่ก็ไม่เห็นสิ่งใดนอกจากความมืดมิด เอียงคอนึก
“โลกแห่งจิต มีของแบบนั้นด้วยรึ…” ฉางขู่หยุดเดินฉับพลัน เบิกตา
หรือว่าเขาหมายถึง ‘แดนสัจภาวะไร้ขอบเขต’ จักรวาลในห้วงจิตที่มีเพียงผู้มีขั้นวรยุทธ์ในระดับที่ได้รับการยกย่องเป็ปรมาจารย์ขึ้นไปจึงจะสามารถเข้าถึงได้ ต้องอาศัยการบำเพ็ญวิชา และฝึกปัญญาว่างเปล่า ทั้งต้องผ่านความทุกข์นานาประการนับไม่ถ้วน
เป็ไปไม่ได้ คงแค่บังเอิญชื่อใกล้เคียง ว่ากันว่าจิตรกรมีความเพ้อฝัน โลกแห่งจิตย่อมหมายถึงความนึกคิดในจินตนาการของเขากระมัง
ฉางขู่พยักหน้ากับตนเองอย่างมั่นใจ
อีกฝ่ายลืมตาขึ้น นิ้วชี้และนิ้วกลางยกขึ้นคีบปิ่นปักผมพู่กันจากศีรษะ หมุนควงเข้ามาในฝ่ามือ
เขาเริ่มบรรจงวาดรูปของวัชพืชต้นนั้นบนกระดาษ
ฉางขู่กระพริบตาปริบ ๆ มองอีกฝ่ายวาดวัชพืชเสร็จด้วยความรวดเร็ว ก่อนนำกระดาษนั้นเก็บกลับเข้ากล่องไม้
“ทุ่มเทจิติญญา ใช้เวลามากมาย เพียงเพื่อวาดเ้าต้นนี้น่ะรึ… ทำให้ข้าได้เปิดหูเปิดตาจริง ๆ ”
จิตรกรหนุ่มลุกขึ้นเตรียมจะก้าวเดินต่อ ทิ้งให้ฉางขู่พูดอยู่ฝ่ายเดียว
ระหว่างนั้น การประลองกลางถนนก่อนหน้าที่ยังไม่สิ้นสุดดี ไม่วายส่งผลกระทบไปทั่วอย่างต่อเนื่อง คนของพรรคใต้ดินคอยรับการโจมตีของกระบี่จากศิษย์สำนักคุณธรรม เคลื่อนถอยหลังเรื่อย ๆ จนเหลืออีกไม่ถึงหนึ่งก้าวก็จะปะทะชนเข้ากับพวกเขา
“คนของสำนักคุณธรรม สุดท้ายก็มีดีแค่นี้เอง”
ชายผู้มีหนวดเคราแสยะยิ้ม ชิงก้มตัวหลบการโจมตี ทำให้กระบี่ที่จงใจแทงใส่เขาพลาดเป้า และทำให้ผลร้ายดันตกไปอยู่กับผู้ที่อยู่ด้านหลังแทน
“เ้าหนุ่ม รีบถอยไป!”
ผู้ถือกระบี่ะโ เนื่องจากตนไม่อาจยั้งมือทันเสียแล้ว