เมืองปักกิ่ง จีน
เปรี้ยง!
เสียงท้องฟ้าคำรามอันเกิดจากการไหลเวียนของกระแสอากาศทำให้หยดน้ำและก้อนน้ำแข็งในเมฆเสียดสีกันจนเกิดประจุไฟฟ้า เมื่อประจุไฟฟ้ามีการสะสมจำนวนมากความเครียดของสนามไฟฟ้าจึงเพิ่มสูงขึ้น จนเกิดการคลายประจุระหว่างก้อนเมฆและพื้นโลกซึ่งเรียกมันว่า ‘ฟ้าผ่า’
“รายงานข่าววันนี้ เกิดเหตุน่าสลดขึ้นที่เมืองหลวงของเราค่ะ เนื่องจากเมฆคิวมูโลนิมบัสได้เคลื่อนตัวจนเกิดการไหลเวียนของอากาศภายในอย่างรวดเร็วและรุนแรงทำให้เกิดฟ้าผ่า ซึ่งเป็ฟ้าผ่าแบบ Negative Lightning หรือที่เราเรียกว่าฟ้าผ่าแบบลบ เป็การผ่าจากฐานของเมฆลงสู่พื้นจึงทำให้มีผู้เสียชีวิตทันทีในที่เกิดเหตุ ภายหลังได้ทำการตรวจสอบว่าผู้เสียชีวิตคือนางสาวเสิ่นชิงหลัว ขอแสดงความเสียใจกับญาติผู้เสียชีวิตด้วยนะครับ”
“ใช่แล้วค่ะ และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียเช่นนี้อีก วันนี้เราได้ทำการต่อสายตรงถึงผศ.ดร สวีซือไห่ เพื่อไขข้อสงสัยว่าปัจจัยใดบ้างที่ทำให้เกิดฟ้าผ่า การเล่นโทรศัพท์ในขณะที่ฝนตกมีความเกี่ยวข้องหรือไม่ในกรณีนี้”
[สวัสดีครับ อันที่จริงแล้วการเกิดฟ้าผ่านั้นมีหลายแบบ หลักๆ เลยจะขอเรียกเป็สี่แบบก็แล้วกัน ซึ่งแบบที่เป็อันตรายต่อคน สัตว์และสิ่งของต่างๆ นั้นจะมีสองแบบคือฟ้าผ่าแบบลบซึ่งผ่าจากฐานเมฆลงฟื้น และฟ้าผ่าแบบบวกซึ่งผ่าแบบจากยอดเมฆลงสู่พื้น]
[สังเกตง่ายๆ เลยก็คือถ้ามีเมฆฝนฟ้าคะนองอยู่เหนือศีรษะแล้วเส้นผมหรือขนของเราลุกตั้งนั่นแสดงว่ากำลังเสี่ยงต่อการเกิดฟ้าผ่าครับ]
ผู้ประกาศข่าวที่อยู่ในสตูดิโอพยักหน้าเข้าใจก่อนจะถามคำถามต่อ
“แล้วกรณีไหนที่เสี่ยงฟ้าผ่าครับ จริงหรือเปล่าที่เขาบอกว่าถ้าเล่นโทรศัพท์ขณะฟ้าร้องฝนตกเป็สาเหตุ”
[อันที่จริงแล้วเื่นี้เป็ไม่ได้เกี่ยวข้องเสียทีเดียวเพราะโทรศัพท์ไม่ได้มีความสามารถในการเหนี่ยวนำไม่ใช่สื่อล่อฟ้าขนาดนั้นแต่ระวังอันตรายไว้หน่อยก็ดีครับ เพราะการเล่นโทรศัพท์ในขณะที่ฝนตกอาจทำให้น้ำเข้าโทรศัพท์และจะพังเอาได้ แย่น้อยหน่อยก็แค่ความชื้นเข้า แย่มากหน่อยก็เกิดการเหนี่ยวนำไฟฟ้าแล้วทำให้เกิดการลัดวงจรเสี่ยงแบตเตอรี่ะเิ
ส่วนที่ถามว่ากรณีไหนที่เสี่ยงฟ้าผ่าก็คงต้องตอบว่ากรณีที่อยู่ในที่โล่งแจ้งเช่นสระน้ำ ชายหาด สนามกอล์ฟ หรืออยู่ในจุดสูงๆ เช่นต้นไม้ อาคารสูง เพราะสถานที่พวกนี้มีโอกาสที่ประจุไฟฟ้าจะวิ่งมาเจอกันเร็วที่สุด เอ้อแล้วอีกอย่างหนึ่งที่ทุกคนควรจะใส่ใจก็คือร่มนะครับ ร่มที่มี้าปลายแหลมเป็โลหะนั่นต้องระวังเลย ถ้าเป็ไปได้ให้เลือกร่มเป็โครงแมททีเรียลอื่นจะดีกว่า เป็พลาสติกก็ได้]
“ครับผมขอบคุณผศ.ดร สวีซือไห่ มากครับที่มาช่วยไขความกระจ่างในเื่นี้”
หลังจากทีมงานในสตูดิโอวางสายโทรศัพท์แล้ว พิธีกรหนุ่มสาวก็ตัดข่าวไปที่เื่ที่ต่อไป
แม้เื่ราวในวันนี้จะทำให้ประชาชนหลายล้านคนที่ดูข่าวมีความตระหนักรู้เื่ฟ้าผ่ามากขึ้น ทว่ากลับไม่ได้มีใครสนใจสักเท่าไรว่าผู้ที่ถูกฟ้าผ่าในวันนี้คือใคร อย่างมากก็ได้แต่ถอนหายใจว่าเธอคนนั้นโชคร้ายจริงๆ
และหลังจากนั้นไม่นานข่าวนี้ก็ค่อยๆ ถูกลืมเลือนจนจางหายไปตามกาลเวลา ท้ายที่สุดตัวตนของเสิ่นชิงหลัวผู้โชคร้ายในโลกใบนี้ก็ได้หายไปตลอดกาล...
ปีค.ศ.1972 หวางเฉวียน เขตสุ้นอี้ ปักกิ่ง ดาวสีฟ้ามิติที่ 26
เสียงฝีเท้าของผู้คนที่เดินกันพลุกพล่านผสมปนเปกับเสียงสนทนาชวนให้รู้สึกถึงความคึกคักจอแจปลุกเด็กสาวที่หมดสติไปให้ตื่นขึ้น ทันทีที่เปลือกตาของเธอขยับหญิงชราที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ก็รีบเช็ดน้ำตาแล้วพูดขึ้นอย่างร้อนใจ
“ต้ายาเป็อย่างไรบ้าง”
“อ๊า” ยังไม่ทันที่เสิ่นชิงหลัวจะตอบกลับเสียงชราที่ดูเหมือนจะเรียกเธอ ความเ็ปก็พลันแทรกเข้ามาคล้ายกับเวลาที่น้ำเข้าจมูกเข้าปากจนเจ็บจี๊ดไปถึงสมอง ทำให้ดวงตาที่เพิ่งเปิดขึ้นไม่นานต้องปิดเปลือกตาลงอีกครั้ง
จากนั้นความทรงจำของใครบางคนก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวของเธอ ภาพเคลื่อนไหวแต่ละภาพแต่ละเหตุการณ์ถูกฉายต่อกันราวกับสารคดีชีวิต และเพราะเหตุนี้เองเสิ่นชิงหลัวจึงได้รับรู้ว่าเธอเข้ามาอยู่ในร่างของคนอื่นที่มีชื่อว่า ‘เสิ่นต้ายา’
เสิ่นชิงหลัวฝืนลืมตาขึ้นอีกครั้งก่อนจะกะพริบตาด้วยความสับสน เนื่องจากความทรงจำของทั้งเธอและของเ้าของร่างยังคงกระจัดกระจายไม่ได้หลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกัน หญิงสาวจับจ้องไปที่มือเรียวเล็กของตัวเองด้วยความแปลกใจจากความทรงจำที่ได้รับมาของร่างนี้อีกฝ่ายควรผ่านประสบการณ์มาอย่างโชกโชน ความทรงจำอันมหาศาลของร่างๆ นี้มีมากเสียกว่าความทรงจำของเสิ่นชิงหลัวเสียอีก ร่างกายนี้ควรจะมีอายุได้ 58 ปีแล้ว แต่เหตุไฉน...
เห็นได้ชัดว่ามือคู่ที่เธอกำลังมองอยู่นี้แม้จะผอมติดกระดูกแต่มองผาดเดียวก็ดูรู้แล้วว่ามันคือมือของเด็กวัยรุ่น
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ทำไมความทรงจำของร่างกายนี้จึงมีทั้งความทรงจำในวัยชราและวัยรุ่นปะปนชวนให้ปวดหัวเสียนี่กระไร
ในขณะที่เธอกำลังสับสน เสียงชราก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เด็กดีไม่สบายตรงไหน บอกย่าสิ”
ดูเหมือนว่านี่จะเป็คนคุ้นเคยของเ้าของร่าง ความทรงจำของเ้าของร่างได้แสดงภาพในหัวให้เธอเห็นว่าคนตรงหน้าได้ตายไปั้แ่อายุ 50 ปลายๆ ซึ่งในตอนนั้นเ้าของร่างมีอายุเพียง 16 ปี
เมื่อเหตุการณ์ปัจจุบันและความทรงจำไม่สัมพันธ์กัน เสิ่นชิงหลัวจึงทำได้เพียงนิ่งเงียบรอการประมวลผลความคิด เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เท่าที่จำได้คือเธอถูกฟ้าผ่าแล้วสติก็ดับวูบไปและสุดท้ายก็เข้ามาอยู่ในร่างนี้
ส่วนความทรงจำของเ้าของร่างระบุว่าตอนนี้ตัวเองนั้นได้เดินทางมาจากชนบทกับผู้เป็ย่าเพื่อมาหาบิดามารดาของเ้าของร่างเนื่องจากใกล้วันตรุษจีน เมื่อมาถึงยังจุดหมายปลายทางเ้าของร่างเดิมและคุณย่าก็พากันเดินจากสถานีขนส่งไปยังโรงงานรีดเหล็ก ในยามนี้ฤดูหนาวของภาคเหนือมีหิมะตกขาวโพลน อุณหภูมิหนาวเหน็บจนถึงขั้วหัวใจ หนึ่งเด็กสาวหนึ่งคนชรายืนรอเป็เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาของคนที่นัดหมายเอาไว้
เป็ข้อกำหนดที่แจ้งผู้คนอย่างชัดเจนแล้วว่าคนที่จะเข้าไปโรงงานรีดเหล็กต้องเป็คนงานหรือผู้ที่มาติดต่อทางการเท่านั้น นี่คือสถานที่ของรัฐไม่ใช่สนามหญ้าที่คนทั่วไปจะเข้าออกเล่นๆ กรณีการมาตามญาติหรือมาเยี่ยมญาติเฉกเช่นกรณีของแม่เฒ่าเสิ่นนั้น พนักงานผู้รักษาความปลอดภัยเองก็เคยพบเจออยู่หลายครั้ง
จู่ๆ เสิ่นชิงหลัวก็นึกขึ้นได้ว่าผู้เป็บิดายังคงไม่มาในเร็วๆ นี้แน่ สาเหตุก็เพราะเขาต้องไปส่งลูกสาวอีกคนไปเรียนเสริมทักษะพิเศษบางอย่าง
เธอมองไปยังหญิงชราที่สวมเสื้อบุนวมเก่าๆ พร้อมกับหมวกและถุงมือ ซึ่งทั้งหมดนี้เต็มไปด้วยรอยปะชุนซ่อมแล้วซ่อมอีก หากเป็ยุคของเธอเสื้อผ้าชุดนี้คงได้แต่ร้องขอชีวิตว่าปล่อยให้มันได้ปลดเกษียณเสียทีเถอะ สวมชุดใหม่ได้แล้ว
อืม ผู้เป็ย่าสวมชุดแบบนี้ แล้วตัวเธอในตอนนี้ล่ะ...
ว่าแล้วเสิ่นชิงหลัวก็ก้มหน้ามองตัวเอง ชุดของเธอนั้นเป็สีน้ำเงินเข้มกับกางเกงขายาวซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไปในชนบทสักเท่าไร เว้นก็แต่ผ้าพันคอที่เ้าของร่างได้รับ่ต่อจากน้องสาว
จากความทรงจำของเ้าของร่างเสิ่นชิงหลัวพบว่า เด็กสาวเติบโตที่ชนบทโดยมีผู้เป็ย่าเป็คนเลี้ยงดูั้แ่เล็ก ถ้าถามว่าเป็เื่แปลกไหมก็คงไม่ใช่เื่แปลกสำหรับเธอเพราะในชีวิตชาติก่อนคนรอบตัวก็มีหลายคนที่ถูกเลี้ยงดูโดยปู่ย่าตายาย เื่นี้เธอไม่ได้ตัดสินว่ามันผิดหรือถูกเพราะทุกคนมีความจำเป็ที่ต่างกันต้องดูเป็กรณีไป
พ่อแม่บางคนต้องดิ้นรนทำงานเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัวจึงปล่อยเด็กไว้ให้ผู้เป็ปู่ย่าเป็ผู้เลี้ยงดู มีเพียงเงินที่ส่งมาเป็เดือนๆ ไป เพราะหากไม่ไปทำงานก็ไม่มีเงินมาเลี้ยงปากท้อง นี่คือความจำเป็ที่เข้าใจได้
ทว่าก็ยังมีอีกกรณีนั่นก็คือคนเป็พ่อแม่บางคน ไม่ว่าจะเป็พ่อแม่วัยใสหรือวัยไหนๆ ที่ยังไม่พร้อมจะมีลูก แต่เพราะความผิดพลาดก็ดีตั้งใจก็ดี เมื่อเด็กเกิดมาแล้วกลับไม่มีความสามารถในการเลี้ยงดู ถ้าเรียกตามประสาชาวบ้านก็คือมีปัญญาทำแต่ไม่มีปัญญารับผิดชอบ คนประเภทนี้น่ารังเกียจเป็ที่สุด
ผลลัพธ์สุดท้ายผู้ที่ต้องมารับเคราะห์กรรมก็คือเด็กที่เพิ่งลืมตาดูโลกโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เด็กบางคนถูกทิ้งกลายเป็เด็กกำพร้า เด็กบางคนถูกเลี้ยงตามมีตามเกิด ขนาดคนเป็พ่อแม่ยังไม่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้เลย แล้วจะมีความสามารถที่ไหนมาเลี้ยงดูเด็กที่อายุห่างจากตัวเองเพียงสิบกว่าปี
โชคดีหน่อยบางคนยังมีครอบครัวปู่ย่าตายาย เด็กน้อยจึงได้ถูกเลี้ยงดูโดยพวกเขา การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งให้เติบโตขึ้นมาไม่ใช่เื่ง่าย หากปู่ย่าบางคนรักและเอ็นดูหลานพร้อมกับมีกำลังทรัพย์เื่นี้ก็คงไม่ใช่ปัญหา แต่ใช่ว่าผู้สูงอายุทุกคนจะเต็มใจดูแลเด็กเล็ก คนเป็พ่อแม่ไม่สามารถโยนหน้าที่นี้ให้เป็ความรับผิดชอบของปู่ย่าตายายได้ หลายคนมีความคิดที่ว่าสนุกไปก่อน มีลูกแล้วค่อยให้คนอื่นเลี้ยง
เสิ่นชิงหลัวรังเกียจคนประเภทนี้ที่สุด!