ตอนที่ 3
เย็นวันรุ่งขึ้นฉันกลับมาที่สวนสาธารณะแห่งนี้อีกครั้งด้วยความพร้อมที่มากกว่าเดิมเพราะวันนี้ฉันพกเอาอุปกรณ์เสริมมาด้วยคือ สมาร์ตโฟนกับไม้เซลฟี่อันยาว ทำไมน่ะเหรอ...ก็เมื่อคืนฉันไปลองๆนอนคิดดูแล้วในระหว่างทางที่ฉันวิ่งผ่านต่อให้ฉันจะสอดส่ายสายตาสแกนถี่ยิบขนาดไหนก็ตามแต่มันก็ต้องมีมุมที่หลุดเล็ดลอดสายตาคมๆของฉันไปได้อยู่ดีอาจจะเป็ระหว่างที่ฉันกำลังกะพริบตาหรือกำลังส่งยิ้มหวานให้ใครบางคนอยู่ก็ได้ฉันก็เลยกะจะวิ่งไปถ่ายวิดีโอไปเสร็จแล้วคืนนี้ฉันก็จะเอาไปนอนเปิดดูฉันจะได้ไม่พลาดทุกช็อตทุกสถานการณ์
อ๊ะ...อย่าเพิ่งคิดว่าฉันเป็โรคจิตนะแต่จะว่าไปฉันก็ว่าฉันแอบจิตอยู่หน่อยๆ เหมือนกันนะนี่! แต่ช่างเถอะฉันไม่แคร์หรอกเพราะเื่นี้ฉันสวยและเป็นางเอกโฮะ โฮะ...
ฉันเริ่มจากการยืดเส้นยืดสายเหมือนเดิมซึ่งวันนี้เส้นฉันไม่ได้ยึดเหมือนเมื่อวานแล้วแต่มันตึงเปรี๊ยะลามเลยไปถึงกล้ามเนื้อเลยด้วยซ้ำเวลาขยับทีนี่แทบจะสูดปากมันฝืดแถมยังปวดระบมไปหมดแต่ก็ยังไม่ถึงกับลั่นเอี๊ยดอ๊าดหรอกนะมันคงเป็ผลมาจากการที่ฉันห่างหายจากการออกกำลังกายไปนานนั่นแหละร่างกายฉันมันเลยส่งเสียงประท้วงกันอย่างนี้แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับฉันเจ็บนิดเจ็บหน่อยแค่นี้ฉันไม่ยอมให้มันมาเป็อุปสรรคขวางฉันกับเนื้อคู่ของฉันหรอก
แต่วันนี้ฉันก็ไม่ได้วิ่งด้วยท่วงท่าที่สง่างามเหมือนเมื่อวานหรอกนะเพราะเพียงแค่ฉันลงน้ำหนักไปที่ก้าวแรกฉันก็เซถลาแล้วถ้าขืนฉันยังฝืนวิ่งด้วยท่าทางที่พร้อมจะล้มทุกเมื่อแบบนั้นมันคงไม่น่ามองเท่าไหร่และที่สำคัญการทำให้ตัวเองไม่น่ามองไม่ใช่คอนเซ็ปต์ของฉัน!
ฉันเลยเปลี่ยนจากการวิ่งเป็การเดินถ่ายวิดีโอไปเรื่อยๆแทนแวะพูดคุยทักทายกับคนนั้นคนนี้ชวนให้พวกเขามามีส่วนร่วมในวิดีโอที่ฉันกำลังถ่ายด้วยเพื่อที่ฉันจะได้ไม่ดูเป็ไม้แขวนกล้องเดินได้จนเกินไปนักถึงแม้ฉันจะมั่นใจว่าไม่มีไม้ที่ไหนจะสวยเท่าฉันก็เถอะแต่ฉันก็ไม่อยากให้ใครมองว่าฉัน ‘แปลก’
ฉันเดินไปพลางถ่ายวิดีโอไปพลางชักชวนคนอื่นพูดคุยไปพลางเสียจนเพลินกว่าจะดึงตัวเองให้กลับมายังเื่ที่ตั้งใจไว้ได้ฉันก็เมื่อยแล้วพอเริ่มเมื่อยฉันก็เริ่มรู้สึกว่าเ้าไม้เซลฟี่กับโทรศัพท์เครื่องนี้มันเป็ภาระชะมัด!เพราะแขนของฉันตอนนี้มันเมื่อยไปหมดแถมดูเหมือนจะมีกล้ามลูกน้อยๆขึ้นมาแล้วด้วยซ้ำเพราะฉันต้องถือมันไว้ตลอดเวลาขนาดว่าฉันเลือกที่น้ำหนักเบาที่สุดในร้านแล้วเชียวนะฉันยังรู้สึกเมื่อยได้ถึงขนาดนี้ถ้ามันเป็กล้องวิดีโอแบบที่เขาใช้ถ่ายหนังถ่ายละครกันมีหวังฉันคงเลิกล้มความตั้งใจแล้วไปนั่งตากแอร์เย็นฉ่ำอยู่ในร้านของนายน้ำเชี่ยวแล้วแน่ๆว่าแล้วฉันก็เริ่มคิดถึงน้ำหวานๆ แอร์เย็นๆ ขึ้นมานิดๆ ซะแล้วสิแต่เพื่อเนื้อคู่ของฉัน ฉันต้องทน!
พอฉันสั่งตัวเองให้อดทนได้แล้วฉันก็ตั้งหน้าตั้งตาถ่ายวิดีโอไปเรื่อยๆจน...
พลั่ก!
ฉันบังเอิญถอยหลังไปชนเข้ากับใครคนหนึ่งที่คงจะบังเอิญวิ่งเข้ามาจ๊ะเอ๋กับฉันพอดี
“ขอโทษค่ะ/ ขอโทษครับ”
ฉันรีบเอ่ยขอโทษทันทีโดยที่ยังไม่ทันได้หันไปมองคนชนด้วยซ้ำพร้อมๆกับที่ฝ่ายนั้นก็เอ่ยขอโทษฉันมาเหมือนกันแต่พระเ้าช่วยกล้วยทอด! ฟังจากน้ำเสียงทุ้มนุ่มชวนฟังนั้นแล้วฉันแทบจะะโร้องไชโยดังๆอยู่ในใจเพราะเสียงเขา ‘หล่อ’ ชะมัด!ตายแล้ว...อย่าบอกนะว่านี่จะเป็อุบัติเหตุรัก!
“ ไม่เป็อะไรใช่ไหมครับ”
เสียงหล่อชวนฝันถามย้ำมาอีกฉันเลยค่อยๆพลิกตัวหันกลับไปมองด้วยหัวใจที่ลุ้นระทึกอ่ะ...แต่อย่าลืมฉันต้องหันไปด้วยท่วงท่าของมาดนางเอกยามที่ได้เจอกับพระเอกครั้งแรกแบบในละครด้วยแหม...ถ้าไม่กลัวว่าเขาจะหาว่าฉันไม่เต็มเต็งฉันคงจะทำท่าสโลว์โมชั่นแบบในละครไปด้วยแล้วเขาจะได้ตกตะลึงกับความสวยในทุกๆมุมของฉันแบบที่ฉันกำลังจะตกตะลึงกับความหล่อของเขานั่นแหละ ฉันหวังว่าน่ะนะ...
แล้วฉันก็ต้องตกตะลึงจริงๆ!
เมื่อพระเอกละครที่ฉันอุปโลกน์ขึ้นไม่ได้มีอะไรอย่างที่ฉันจินตนาการไว้เลยสักนิดไม่ว่าจะเป็อายุที่อยู่ใน่ห้าสิบปลายๆ(ฉันหวังไว้แค่ไม่เกินสามสิบห้า) พุงที่ยื่นห้อยออกมานิดๆ (ไม่ใช่ซิกแพคกล้ามแน่นๆ ที่หวัง)แล้วก็หน้าผากที่กินพื้นที่กว้างมากกว่าใบหน้าเสียอีก ( เอ่อ หัวเถิกนั่นแหละ)หรือจะพูดให้ถูกคือผู้ชายตรงหน้าคนนี้เป็ประเภทเสียงหล่อแต่หน้าห่วย เอ๊ย! หน้าตาคนละเื่กับเสียง!
เปล่านะ...ฉันไม่ได้คิดจะดูถูกรูปลักษณ์ของใครถ้าเพียงแต่เขาจะไม่มองฉันด้วยสายตาที่ชวนให้ฉันขนลุกขนพองได้ขนาดนี้เอิ่ม...นี่ถ้าฉันวิ่งหนีเขาไปเลยเขาจะหาว่าบุพการีของฉันไม่สั่งสอนหรือเปล่านะ...ไม่เอาดีกว่าฉันไม่อยากให้ใครมากล่าวหาพ่อกับแม่ของฉันฉันก็เลยฉีกยิ้มเร็วๆ ส่งให้เขาหนึ่งทีแล้วรีบเอ่ยขอโทษไปอีกครั้งตามมารยาท ย้ำ!ว่าตามมารยาท!
“ขอโทษนะคะคุณอาพอดีหนูถ่ายวิดีโอเพลินไปหน่อยไม่ทันระวัง”
“แหม คุณองคุณอาที่ไหนล่ะน้องเรียกพี่ก็พอ”
‘คุณพี่’ พูดพลางโบกไม้โบกมือหัวเราะเอิ๊กลงลูกคออย่างชอบอกชอบใจโดยที่ไม่ได้สังเกตสักนิดว่าตอนนี้มุมปากของฉันมันกำลังกระตุกอยู่ฉันเห็นท่าไม่ดีแน่เลยตัดสินใจรีบเอ่ยขอตัวชิ่งหนี
“ถ้าอย่างนั้นหนูขอตัวก่อนนะคะ”
“เดี๋ยวสิจะรีบไปไหนยังไม่รู้จักชื่อแซ่กันเลย พี่ชื่อโรจน์ ‘สาโรจน์’ แล้วน้องล่ะจ้ะ”
ฉันแอบกลอกตาใจอยากจะวิ่งหนีไปเสียให้พ้นๆแต่ติดว่าคงจะวิ่งได้ไม่เร็วพอและคงจะหนีไม่พ้นแน่ถ้าคุณพี่คนนี้เขาเกิดอยากจะวิ่งตามฉันขึ้นมาเื่มันคงจะยิ่งแย่ไปกันใหญ่ฉันเลยกลั้นใจฉีกยิ้มเร็วๆไปอีกหนึ่งที บอกชื่อตัวเองแล้วรีบตัดบทจบการสนทนา
“รินค่ะ ‘รมิตา’ ยินดีที่ได้รู้จักนะคะแต่หนูคงต้องขอตัวก่อนพอดีแฟนหนูเขารอนานแล้วน่ะค่ะ”
“แฟน? ”
อีตาคุณพี่สาโรจน์ทำท่างงแล้วหันไปมองรอบๆตัวเหมือนไม่เชื่อคำที่ฉันบอก ฉันเลยต้องรีบย้ำไปอีกที
“ใช่ค่ะแฟน พอดีหนูนัดกับแฟนไว้ที่ร้านฝั่งโน้นน่ะค่ะหนูขอตัวก่อนนะคะ”
พูดจบฉันก็ไม่รอช้ารีบส่งยิ้มหวานลวกๆให้อีกหนึ่งทีก่อนจะก้าวยาวๆเดินข้ามถนนตรงไปที่ร้านของนายน้ำเชี่ยวพลางคิดบ่นเสียดายอยู่ในใจว่าวันนี้ภารกิจของฉันมันคงจะต้องจบลงแต่เพียงเท่านี้นึกแล้วก็ให้โมโหอีตาคุณพี่สาโรจน์นักแต่อย่างว่าแหละก็ฉันมันดันเกิดมาสวยนี่นา!
แล้วฉันก็คิดถูกจริงๆ ที่ตัดสินใจเดินมาหาอีตาน้ำเชี่ยวเพราะทันทีที่ฉันเปิดประตูก้าวขาเข้ามาในร้านหางตาฉันก็เหลือบไปเห็นหน้าผากเหม่งๆของอีตาคุณพี่สาโรจน์พ้นมุมต้นไม้ออกมาดูเหมือนกำลังจะตรงเข้ามาที่ร้านนี้เหมือนกันก็คงจะตามฉันมาอย่างไม่ต้องสงสัยฉันเลยรีบกวาดตามองหาตัวช่วยของฉันทันทีแต่ดูเหมือนอีตาน้ำเชี่ยวจะไม่อยู่!
ได้ยังไง! เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้มัวไปทำหน้าหม้ออยู่ที่ไหนกันนะบ้าจริง!
แล้วนั่นอีตาคุณพี่สาโรจน์กำลังจะพาพุงพลุ้ยๆยื่นเข้ามาในร้านอยู่แล้วนะอีตาน้ำเชี่ยววว!
ฉันสบถต่อว่าไอ้เพื่อนตัวแสบอยู่ในใจแล้วรีบมองหาตัวช่วยถัดไปซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหนหรอกก็บรรดาลูกน้องหนุ่มของนายน้ำเชี่ยวที่คุ้นเคยกับฉันดีนั่นแหละขณะที่ฉันกำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะเลือกใครดีระหว่างโอ้เอ้หรือว่าเอ็มนายน้ำเชี่ยวก็โผล่เข้ามาพอดีทำเอาฉันโล่งอกเพราะสามตัวเลือกที่ว่านั่นถึงแม้จะจัดอยู่ในกลุ่มผู้ชายหน้าตาดีแต่ก็ห่างไกลจากมาตรฐานที่ฉันตั้งไว้ไกลลิบต่อให้แค่ยืมมาควงเป็แฟนหลอกๆฉันก็ทำใจไม่ได้อยู่ดีมีหวังคงต้องสูดยาดมกันหลายปี๊ดแต่เอ๊ะ...ฉันจะมัวมาเสียเวลาอยู่ไม่ได้นี่นา!
ขาเรียวๆของฉันรีบฝืนความปวดหนึบพาฉันถลาเข้าไปหานายน้ำเชี่ยวได้ทันเวลาพอดีกับที่อีตาคุณพี่สาโรจน์เองก็พาร่างอวบๆก้าวเข้ามาหยุดยืนตรงที่ฉันยืนอยู่เมื่อครู่อย่างฉิวเฉียดแล้วฉันจะรอช้าอยู่ไยเมื่อฉันเองก็เห็นแล้วว่าตาตี่ๆของอีตาคุณพี่สาโรจน์นั้นกำลังจ้องมองมาที่ฉันกับนายน้ำเชี่ยวอย่างอยากรู้อยากเห็น
“ที่รักรอนานไหม เค้าขอโทษนะที่มาช้าตะเองไม่โกรธเค้าน้า”
ฉันรีบคว้าแขนนายน้ำเชี่ยวมากอดไว้แล้วเอนหน้าซบลงไปอย่างออดอ้อนขณะเดียวกันฉันก็ลากบังคับให้นายน้ำเชี่ยวหมุนหันหลังให้อีตาคุณพี่สาโรจน์ซะแล้วกระซิบบอกลอดไรฟัน
“วิกฤติระดับสองที่ด้านหลัง”
เพียงเท่านั้นอีตาน้ำเชี่ยวก็เข้าใจสถานการณ์ที่ฉันกำลังเผชิญอยู่
“แหมตัวเองก็ เค้าจะไปโกรธตัวเองได้ยังไงก็ตัวเองอ้อนเก่งซะขนาดนี้” อีตาน้ำเชี่ยวไม่พูดเปล่าแต่ดันถือวิสาสะเอามือสากๆมาหยิกแก้มนุ่มๆ ของฉันด้วยแต่เอาเถอะคราวนี้ฉันอภัยให้
“แหมตัวเองก็ปากหวานนี่ถ้าอยู่กันสองคนล่ะก็เค้าให้รางวัลตัวเองไปแล้วนะเนี่ย” ฉันพูดพร้อมกับทำท่าน่ารักแกล้งทุบอกนายน้ำเชี่ยวอย่างเขินอาย(ถึงแม้ฉันจะลืมออมมือจนมันเกิดเสียงดังอั๊กก็เถอะ)
และดูเหมือนฉันจะทุบแรงไปจริงๆเพราะอีตาน้ำเชี่ยวครางอู้แล้วส่งสายตาอาฆาตแค้นมาให้ฉัน เอ่อ...ดูเหมือนนายน้ำเชี่ยวจะโกรธที่โดนฉันทุบนะนั่นแต่เดี๋ยวนะนายน้ำเชี่ยวอย่าเพิ่งปรี๊ดแตกอีตาคุณพี่สาโรจน์กำลังมองอยู่นะนั่นฉันเห็นท่าไม่ดีแน่เลยรีบชิงออกตัวก่อน
“ตายแล้วตัวเองเค้าขอโทษนะพอดีเค้าหนักมือไปหน่อยตัวเองไม่เจ็บใช่ไหม”
ฉันพูดพลางลูบไปที่ไหล่ของนายน้ำเชี่ยวเบาๆไม่ใช่เพื่อเป็การปลุกปลอบแต่เพื่อเป็การขอลุแก่โทษและเพื่อเป็การเตือนให้นายน้ำเชี่ยวอย่าทำให้เสียแผนซึ่งนายน้ำเชี่ยวก็ส่งยิ้มตอบกลับมาให้ถึงแม้สายตาจะบอกว่าจะหาทางเอาคืนฉันให้ได้ก็ตามทีแล้วดูเหมือนเวลาที่นายน้ำเชี่ยวจะเอาคืนฉันนั้นมันก็มาถึงเร็วซะจนฉันไม่ทันได้ตั้งตัวเมื่ออยู่ดีๆอีตาน้ำเชี่ยวก็รวบตัวฉันเข้าไปกอดไว้แน่น
“โอ๋ๆ ตัวเองไม่ต้องคิดมากนะเค้าไม่เจ็บหรอกไม่โกรธตัวเองด้วยดูสิทำหน้าเศร้าเชียวมาๆ เค้าจะจูบปลอบใจให้นะ”
อะ...อะไรนะ เฮ้ย!!!