สายลมเย็นเยือกของยามสนธยาพัดผ่านแนวต้นไม้สูงเสียดฟ้าโบราณ ใบไม้หนาทึบเสียดสีกันจนเกิดเสียงสวบสาบแผ่ซ่านไปทั่วผืนป่า เสียงนั้นดังแ่เบาและโหยหวนราวกับเสียงกระซิบเตือนภัยจากสิ่งมีชีวิตลึกลับที่มองไม่เห็นตัว
หลังจากรับฟังเื่ราวอันน่าสยดสยองจากปากของกลุ่มผู้ลี้ภัยและพ่อค้าแห่งหมู่บ้านอัลเทียแล้ว บรรยากาศโดยรอบก็แปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความอบอุ่นของแสงตะวันถูกกลืนหายไปแทนที่ด้วยความกดดันอันหนักอึ้ง ทุกคนในที่นั้นต่างััได้ถึงความไม่ชอบมาพากลและกลิ่นอายแห่งอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา
โดยเฉพาะเรน... ชายหนุ่มในเสื้อโค้ตยุทธวิธีสีขาวดำยังคงยืนนิ่งนิ่งดุจรูปสลัก สายตาเย็นเฉียบดั่งใบมีดของเขาทอดมองลึกเข้าไปในส่วนลึกของผืนป่าเวเรนท์อันมืดมิด สัญชาตญาณดิบของอดีตสายลับและนักสู้ระดับพระกาฬกำลังร้องเตือนจนิัเริ่มลุกซู่ มันคือความรู้สึกแปลกประหลาดอันน่าสะอิดสะเอียน...ความรู้สึกที่บอกว่ากบดานของบางสิ่งบางอย่างที่มีจิตมุ่งร้ายอย่างรุนแรง กำลังจ้องมองเขากลับมาจากความมืดมิดอันลึกล้ำของผืนป่าแห่งนั้น
“…” เรนเงียบไปพักใหญ่ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว ก่อนจะละสายตาแล้วหันกลับมาหากลุ่มพ่อค้าที่เนื้อตัวเต็มไปด้วยาแ
“พวกคุณ…ยังพอมีแรงเดินทางต่อกันไหม?” เรนเอ่ยถามเสียงเรียบ
หัวหน้าคาราวานวัยกลางคนส่ายหน้าทันทีด้วยสีหน้าสิ้นหวัง “ไม่ได้หรอกครับท่านเรน…รถม้าและสินค้าเสียหายไปเกือบหมด ทหารรับจ้างก็าเ็สาหัสจนแทบจะขยับตัวกันไม่ไหว ขืนเดินป่าต่อในเวลานี้คงได้กลายเป็อาหารสัตว์อสูรแน่ ๆ”
“งั้นก็เปลี่ยนแผน พวกคุณทุกคนจงหันหลังกลับไปหลบภัยที่เมืองการ์เรสซะ” เรนสั่งการอย่างเฉียบขาด “ตอนนี้ป่าเวเรนท์ไม่ปลอดภัยสำหรับพวกคุณอีกต่อไปแล้ว”
เอลิพยักหน้าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว “ฉันจะส่งสัญญาณเวทมนตร์ด่วนไปแจ้งกองรักษาการณ์ของคุณแบรนดอนให้ออกมารับพวกเขาตรงชายป่าค่ะ!”
เด็กสาวก้าวออกมาข้างหน้า ยกไม้เท้าเวทมนตร์คู่ใจขึ้นเหนือศีรษะ ริมฝีปากบางร่ายมนตราสั้น ๆ ทันใดนั้น วงเวทแสงสีฟ้าอ่อนอันงดงามก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนที่ละอองเวทจะควบแน่นกลายเป็นกส่งสารพลังงานเวทตัวเล็ก มันกระพือปีกแล้วพุ่งทะยานฝ่ามวลอากาศขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้ากลับไปยังตัวเมืองทันที
ผู้ลี้ภัยและทหารรับจ้างหลายคนเมื่อเห็นดังนั้นก็พากันถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอกที่กำลังจะได้ความช่วยเหลือ ทว่า… เรนกลับยังคงไม่คลายความระแวงลงเลยแม้แต่น้อย
[ออโร เซ้นต์ : แจ้งเตือน]
ประสาทััออโรเลี่ยนภายในร่างกายของเขายังคงส่งสัญญาณเตือนภัยเต้นตุบ ๆ อยู่ที่ขมับอย่างต่อเนื่อง มันไม่ใช่การเตือนถึงอันตรายระยะไกล แต่มันกำลังบอกว่า…ต้นตอของกระแสพลังงานมืดอันโชคร้ายทั้งหมด อยู่ห่างจากที่นี่ไปไม่ไกลแล้ว
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ขบวนผู้ลี้ภัยที่ได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเริ่มพยุงกันเคลื่อนตัวกลับสู่เส้นทางเดิมมุ่งหน้าไปยังเมืองการ์เรส ทว่าในทางกลับกัน เรนและเอลิกลับเลือกที่จะเดินสวนทาง มุ่งตรงดิ่งเข้าสู่ส่วนลึกของป่าป่าเวเรนท์อันหนาทึบที่แสงจันทร์แทบจะส่องลงมาไม่ถึง
“คุณเรนคะ…คุณแน่ใจจริง ๆ ใช่ไหมคะว่าจะเข้าไปข้างในนั้นตอนนี้?” เอลิเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย พลางกวาดสายตามองไปรอบตัวอย่างระมัดระวังขั้นสุด แสงแดดสุดท้ายของวันได้เลือนหายไปโดยสมบูรณ์แล้ว ป่าเวเรนท์ในยามค่ำคืนดูน่ากลัวและหลอนประสาทกว่ตอนกลางวันหลายเท่าตัว
“แน่ใจสิ ไม่มีอะไรจะน่าสนุกเท่ากับการเจอศัตรูเก่งๆที่น่าสนใจหรอกนะ” เรนตอบกลับทันควันโดยไม่แม้แต่จะหยุดฝีเท้า “เื่มันมาจ่ออยู่ตรงหน้าขนาดนี้แล้ว ถ้าปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ตัดไฟั้แ่ต้นลม ชาวบ้านในหมู่บ้านรอบ ๆ คงต้องตายเพิ่มขึ้นอีกแน่เลยว่ามั้ย”
เอลิลอบถอนหายใจยาว พลางกระชับไม้เท้าในมือแน่นขึ้น “…เฮ้อ รู้แล้วล่ะค่ะ! ถึงฉันจะแอบกลัวอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีทางปล่อยให้คุณลุยเดี่ยวแบบนี้คนเดียวหรอกค่ะ”
ทั้งสองก้าวเท้าลึกเข้าไปเรื่อย ๆ และยิ่งระยะทางห่างไกลจากชายป่ามากเท่าไหร่ สภาพแวดล้อมรอบตัวก็ยิ่งทวีความบิดเบี้ยวและผิดปกติมากขึ้นเท่านั้น ต้นไม้โบราณที่เคยสูงตระหง่านบัดนี้มีลำต้นหักงอผิดรูป เถาวัลย์สีดำสนิทที่ดูคล้ายกับเส้นเืขนาดใหญ่หนาหยาบพันเกี่ยวอยู่ตามเปลือกไม้ ราวกับพวกมันกำลังสูบฉีดไอพลังงานชั่วร้ายอยู่ตลอดเวลา
ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดคือ… ในป่าแห่งนี้ไม่เหลือสิ่งมีชีวิตธรรมดาอยู่เลยแม้แต่ตัวเดียว ไม่มีเสียงนกร้องตื่นตระหนก ไม่มีเสียงแมลงกลางคืนกรีดร้อง ทุกตารางนิ้วเงียบสงัดดั่งป่าช้า ราวกับว่าธรรมชาติทั้งหมดกำลังสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวต่ออำนาจบางอย่าง
“คุณเรน… กระแสมานามัน…”
“อ่า ฉันเห็นแล้ว” เรนเอ่ยแทรกเสียงเครียด
ไม่ต้องให้เด็กสาวเตือน เขาก็ััได้ด้วยตัวเอง พลังงานมืดสีม่วงหม่นในอากาศเวลานี้มันเข้มข้น รุนแรง และหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ จนแทบจะจับต้องได้ด้วยมือเปล่า มันเหนียวเหนอะหนะจนชวนให้อึดอัดหน้าอก
ทันใดนั้นเอง!
ฟุ่บ—!
เงาดำทมิฬสายหนึ่งพุ่งแหวกพุ่มไม้บิดเบี้ยวออกมาจากความมืดมิดด้วยความเร็วและเงียบเชียบราวกับสายฟ้าฟาด เป้าหมายของมันคือฉีกกระชากลำคอของเด็กสาวผมทอง!
“กรี๊ดดด!!” เอลิร้องลั่นด้วยความใ
ทว่า ความเร็วและระบบประสาทััของโจนาธาน เรน นั้นเหนือชั้นกว่าสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตทั่วไปไปไกลแล้ว มือขวาของเขาตบเข้าที่ข้างเอว ชักปืนพก เจเนซิส ออกมาแล้วลั่นไกทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาเล็ง!
ปัง—!!
เสียงะุนิวเคลียร์อัดพลังงานออโรเลี่ยนดังสนั่นหวั่นไหว ะุแสงสีขาวบริสุทธิ์พุ่งเจาะทะลวงเข้ากลางแสกหน้าของสิ่งมีชีวิตปริศนาตัวนั้นอย่างแม่นยำไร้ที่ติ ร่างของมันชะงักกึกกลางอากาศก่อนจะกระแทกตกลงสู่พื้นดินดัง ตุบ! และแน่นิ่งไปในวินาทีนั้น
ทั้งสองรีบก้าวเท้าเข้าไปเช็กซากศพตรงหน้า ทว่าทันทีที่แสงไฟจากเวทมนตร์ของเอลิส่องกระทบใบหน้าของมัน ใบหน้าเนียนใสของเด็กสาวก็พลันซีดเผือดลงทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความช็อก
“…ม…ไม่จริงน่า…ทำไมถึงเป็แบบนี้ไปได้…” เอลิอุทานเสียงสั่นเครือด้วยความะเืใจ
สิ่งที่นอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น…ไม่ใช่สัตว์อสูรป่า ทว่ามันคือ มนุษย์…หรือถ้าจะพูดให้ถูกคือ อดีตมนุษย์ ร่างนั้นคือชายชาวบ้านธรรมดาคนหนึ่ง ทว่าตามิัทั่วทั้งตัวกลับมีเศษผลึกมานามืดสีดำสนิทแหลมคมงอกทะลวงฉีกเนื้อหนังออกมาอย่างน่าสยดสยอง ดวงตาทั้งสองข้างเบิกค้างเป็สีแดงฉานไร้สติสัมปชัญญะ แขนขาบิดเบี้ยวขยายขนาดจนหนาผิดรูปไม่ต่างจากสัตว์ประหลาดกระหายเื
“ดูเหมือนตัวการจะเริ่มทดลองใช้กับมนุษย์แล้วสินะ…” เรนขมวดคิ้วแน่น แววตาทอประกายเคร่งเครียด
“ชาวบ้าน…ชาวบ้านจากหมู่บ้านอัลเทียที่หายตัวไปนี่ค่ะ…” เอลิพึมพำ น้ำตาคลอเบ้า “พวกเขา…พวกเขาไม่ได้ถูกฆ่าหรือถูกกิน แต่ถูกจับมาทดลองจับยัดผลึกมานามืดเข้าสู่ร่างกายเพื่อเปลี่ยนให้กลายเป็อสูรกาย…”
สถานการณ์ในตอนนี้เลวร้ายและอำมหิตเกินกว่าที่เรนคาดการณ์ไว้มาก แผนการของพวกลัทธิมืดไม่ได้หยุดอยู่แค่การควบคุมสัตว์ป่า แต่มันกำลังเริ่มเปลี่ยนมนุษย์ ให้กลายเป็กองทัพอสูรา!
ทว่า ยังไม่ทันที่ทั้งสองจะได้ทันตั้งสติหรือพูดวิเคราะห์อะไรต่อ
วิ้งงงงงงงงงงง—!!!
ประสาทัั [ออโร เซ้นต์] ของเรนพลันส่งสัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงเข้ม เสียงหวีดร้องในสมองของเขาดังระงับความรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน กล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกายกระตุกสั่นเตือนถึงหายนะที่กำลังพุ่งลงมาจากฟากฟ้า
“…เอลิ ถอยออกไปเร็ว!!”
เรนไม่เสียเวลาอธิบาย เขากระชากแขนของเอลิอย่างแรงแล้วรวบร่างของเธอพุ่งตัวหลบหลีกฉีกออกด้านข้างอย่างรวดเร็วปานวาร์ป
ตูมมมมมมมมมมมมมมม—!!!
ในเสี้ยววินาทีนั้นเอง ลำแสงพลังงานมืดสีม่วงดำขนาดมหึมาดั่งเสาอัคคีทมิฬพุ่งทะลวงทลายลงมาจากยอดไม้้า ปะทะเข้ากับพื้นดินจุดที่พวกเขายืนอยู่เมื่อครู่อย่างจัง แรงะเิมหาศาลบดขยี้ผืนศิลาจนแตกละเอียดกลายเป็หลุมลึกขนาดั์ คลื่นกระแทกซัดเอาต้นไม้บิดเบี้ยวรอบบริเวณหักโค่นล้มระเนระนาดเป็วงกว้างกว่าสิบเมตร ฝุ่นควันสีครามตลบอบอวล
“อะไรกันคะเนี่ย!?” เอลิพยักหน้าไอคอกแคก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกขณะที่เรนช่วยพยุงเธอให้ยืนขึ้น
ก่อนที่เสียงหัวเราะทุ้มต่ำและแหบพร่าอันน่าขนลุก จะดังแทรกความเงียบงันลงมาจากยอดไม้สูงเหนือกกลุ่มควัน
“หึหึหึหึ…สมเป็ผู้ที่ท่านผู้นั้นจับตามอง ตอบสนองได้รวดเร็วปานสายฟ้าฟาดเชียวนะ…”
เรนตวัดสายตาคมกริบขึ้นไปจับจ้องทันที บนกิ่งไม้ใหญ่ของต้นไม้บิดเบี้ยวที่อยู่สูงขึ้นไป เงาร่างหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิทกำลังยืนเอามือกอดอกอย่างสง่างาม ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา หน้ากากเหล็กสีดำสนิทที่สลักลวดลายอสูรโบราณ และดวงตาสีแดงฉานดั่งโลหิตคู่นั้น…มันคือคนคนเดียวกับที่เรนเผชิญหน้าสบตาบนหลังคาตึกของเมืองการ์เรสเมื่อคืนนี้ไม่มีผิด!
“…ในที่สุดก็ได้พบกันอย่างเป็ทางการ…” ชายปริศนากล่าวเสียงเรียบ ทว่าคำพูดต่อมาของมันกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวแข็งทื่อ “…ผู้ถือครองกระแสพลังงานศักดิ์สิทธิ์แห่งพระแม่ไมอาร์ เจเน็ส”
ดวงตาสีน้ำเงินเข้มของเรนหรี่ลงจนเฉียบคมในพริบตา จิตสังหารอันเยือกเย็นแผ่ซ่านออกจากร่าง ชายสวมหน้ากากคนนี้…รู้จักที่มาและโครงสร้างพลังที่เทพธิดามอบให้เขา!
“แก…เป็ใครวะ…แล้วรู้ชื่อพลังของฉันได้ยังไง?” เรนถามเสียงเรียบต่ำ แฝงด้วยความกดดัน
ชายหน้ากากลึกลับหัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ราวกับกำลังฟังเื่ตลก “ข้าเป็ใครน่ะรึ? นามของข้าคือ เอเรบัส เป็เพียงเศษเสี้ยวผู้รับใช้ผู้ซื่อสัตย์คนหนึ่ง…แห่ง 'ลัทธิโครนอส' ยังไงล่ะ”
เฮือก!
ทันทีที่ชื่อขององค์กรนั้นหลุดออกมาจากปากของชายชุดดำ เอลิ ถึงกับหน้าถอดสี ร่างกายของเธอสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวอย่างที่ไม่อาจควบคุมได้
“ล…ลัทธิโครนอส!?” เอลิอุทานเสียงหลง “องค์กรนอกรีตต้องห้ามที่ถูกประกาศว่าเป็ศัตรูร่วมของทุกอาณาจักรพวกกลุ่มคนบ้าคลั่งที่บูชาเทพแห่งความพินาศโบราณ และอยู่เื้ัการจุดชนวนารวมถึงภัยพิบัติครั้งใหญ่ที่คร่าชีวิตผู้คนนับล้านตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมาน่ะเหรอ!?”
ชายหน้ากากไม่ปฏิเสธ เขาค่อย ๆ กางแขนทั้งสองข้างออกช้า ๆ ราวกับกำลังอ้าแขนรับความมืดมิด “ช่างเป็เด็กสาวที่รอบรู้ประวัติศาสตร์ดีแท้…และใช่ พวกเรารับใช้ท่านโครนอส และที่สำคัญที่สุด…พวกเราเฝ้ารอคอยการมาเยือนของเ้ามานานแสนนานแล้ว…”
ดวงตาสีแดงฉานสบเข้ากับดวงตาของเรนโดยตรง ก่อนที่มันจะเค้นเสียงพูดประโยคที่ทำให้อดีตสายลับอย่างเรนต้องชะงักกึกไปชั่วขณะ
“…โจนาธาน เรน”
คราวนี้ แม้แต่เรนเองก็ยังต้องขมวดคิ้วแน่นด้วยความใอย่างแท้จริง เพราะนับั้แ่เขาเหยียบโลกใบนี้มา มีเพียงเอลิและเ้าหน้าที่ในศาลากลางไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ชื่อจริงของเขา และเขาไม่เคยปริปากบอกไอ้หมอหนี่เลยสักคำเดียว!
“แก…รู้ชื่อของฉันได้ยังไง?” เรนถาม จิตสังหารเริ่มควบแน่นจนอากาศรอบตัวร้อนระอุ
“แน่นอนว่าข้าต้องรู้จักเ้า” ชายหน้ากากเอ่ย แววตาสีแดงเปล่งประกายวาวโรจน์ด้วยความบ้าคลั่ง “เพราะชื่อของเ้า… ตัวตนของเ้าจากต่างมิติ และพลังทำลายล้างที่เ้าถือครอง…ทั้งหมดถูกจารึกและบันทึกเอาไว้ในคำทำนายโบราณแห่งความพินาศเมื่อร้อยปีก่อนเรียบร้อยแล้ว!”
ความเงียบอันตึงเครียดเข้าปกคลุมทั่วทั่งผืนป่าอีกครั้ง คำประกาศของชายหน้ากากทำให้เรนตระหนักได้ในทันทีว่า เื่ราวทั้งหมดที่เขาต้องเผชิญในตอนนี้…มันยิ่งใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าคดีวินาศกรรมเมืองชายขอบธรรมดาๆ ไปไกลลิบโลก มันอาจจะเกี่ยวพันกับเหตุผลที่แท้จริงที่เทพธิดาไมอาร์ต้องส่งตัวเขาข้ามมิติมายังโลกใบนี้
ชายหน้ากากสะบัดมือขวาเบาๆ ทันใดนั้น ผลึกมานามืดระดับเข้มข้นนับสิบก้อนก็ลอยละล่องขึ้นมารอบตัวของเขา ราวกับสารตั้งต้นแห่งความตาย
“จงอย่าเพิ่งรีบร้อนไปเลย โจนาธาน เรน…วันนี้ข้าแค่มาร่วมทักทายและยืนยันตัวตนของผู้ถูกเลือกเท่านั้น” ชายลึกลับเอ่ยน้ำเสียงเย้ยหยัน “อีกไม่นานเกินรอ…แผนการขั้นต่อไปของพวกเราจะเริ่มเปิดฉาก และเราจะได้พบกันอีกครั้ง ณ วิหารแห่งความมืด…ถึงเวลานั้น จงเตรียมตัวส่งมอบพลังของเ้ามาให้พวกเราซะดี ๆ!”
ตู้มมมมมม—!!
สิ้นประโยคคำขู่ กลุ่มหมอกควันะเิพลังงานมานามืดสีม่วงดำเข้มข้นก็ะเิออก จากร่างของชายสวมหน้ากากอย่างรุนแรง บดบังทัศนียภาพทั้งหมดไปชั่วขณะ และเมื่อสายลมป่าพัดพาเอากลุ่มหมอกควันนั้นสลายหายไป… ร่างของชายปริศนาแห่งลัทธิโครนอสก็อันตรธานหายไปจากกิ่งไม้อย่างไร้ร่องรอยเสียแล้ว
เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบสงัดอันน่าอึดอัด และรอยไหม้สีดำบนกิ่งไม้ใหญ่ เอลิยังคงยืนนิ่งอึ้ง ใบหน้าเนียนซีดเผือดไร้สีเื เธอหันมามองเรนด้วยสายตาสั่นไหว “…คุณเรน…เขา… เขารู้ชื่อจริงของคุณ…แถมยังบอกว่าคุณอยู่ในคำทำนาย…”
“อืม…ดูเหมือนจะเป็อย่างนั้นแหละนะ” เรนลดปืน Genesis ลงพลางทอดสายตามองไปยังทิศทางที่ศัตรูเพิ่งจะหายตัวไป ก่อนที่เขาจะค่อย ๆ กำหมัดขวาแน่นจนเกิดเสียงกระดูกลั่น แววตาสีน้ำเงินเข้มฉายประกายเฉียบคมและดุดันดั่งสัตว์ร้ายที่พร้อมขย้ำเหยื่อ
“แต่ก็นะ…และดูเหมือนว่าตัวฉัน…กำลังถูกดึงเข้าสู่เื่ราววุ่นวายระดับล้างโลกเข้าให้แล้วจริงๆนั่นแหละ” ชายหนุ่มพึมพำอย่างละเหี่ยใจ ทว่ามุมปากกลับยกยิ้มท้าทาย
และในขณะเดียวกันนั้นเอง…ลึกเข้าไปในส่วนที่มืดมิดและลึกลับที่สุดของป่าเวเรนท์
ภายในซากวิหารโบราณที่ห่างไกลออกไป เสียงเต้นตุบ ๆ ของคริสตัลมืดขนาดั์สูงกว่าสิบเมตรบนแท่นพิธีกรรม ก็ยังคงส่งเสียงขับขานทำนองแห่งความตายต่อไปอย่างเชื่องช้าทว่าหนักแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
ตุบ… ตุบ… ตุบ…
ราวกับว่าบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัวและสามารถบดขยี้ทั่งอาณาจักรได้ในพริบตา กำลังขยับเข้าใกล้ขีดสุดของการตื่นจากการจำศีลอันยาวนานนับพันปีเข้าไปทุกที…และเมื่อวันนั้นมาถึง ชะตากรรมของอาณาจักรซันเดย์ล่าร์ก็อาจจะไม่มีวันกลับมาเหมือนเดิมอีกต่อไป!