อยู่มา อัครมหาเสนาบดียกทัพจะตีมณฑลหวูซูเตี๋ยว อัครมหาเสนาบดีตีเมืองใหญ่มณฑลหวูซูเดี๋ยวไว้ได้สิ้นยังแต่ตำบลน้อย อัครมหาเสนาบดีก็ยกทัพล่วงไปตำบลกว๋างโขว
เหยว๋หานหนีแจ้งว่าอัครมหาเสนาบดียกทัพมา ก็ไปเตรียมฟางหญ้าไม้ฟืนเป็อันมากแล้วเอาใส่รถไว้ยี่สิบคัน
ฝ่ายอัครมหาเสนาบดียกทัพมาถึงบ้านของเหยว๋หานหนีนั้น เหยว๋หานหนีก็ยิงเกาทัณฑ์ติดไฟเชื้อเพลิงในรถ แล้วดันให้รถยี่สิบคันพุ่งไปชนทัพอัครมหาเสนาบดี แล้วเหยว๋หานหนีก็ถือกระบี่ฝ่าฟันทหารทั้งปวงไปฟันอัครมหาเสนาบดีสิ้นใจตาย
บรรดามหารทั้งปวงเห็นดังนั้น ก็เข้ามารบเหยว๋หานหนี แต่ทหารห้าพันนั้นมารบเหยว๋หานหนี เหยว๋หานหนีมิได้เพลี่ยงพล้ำแก่ผู้ใดแลใช้กระบี่ฆ่าฟันทหารตายเป็อันมาก แต่รบเช้าจนเย็น เหยว๋หานหนีก็มิได้เสียทีแก่ผู้ใดแลมิได้เหนื่อย ทหารทั้งปวงถูกฆ่าก็มาก เจ็บป่วยก็มี แลบรรดาทหารทั้งปวงนั้นอิดโรยเป็กำลัง ก็เข้าด้วยเหยว๋หานหนีพร้อมทักตัวคน
เหยว๋หานหนีมีกองทัพเป็ของตัวแล้วก็มีความยินดีเป็อันมาก ก็ยกทัพสามพันเศษยกเข้าเมืองหลวง
ครั้นถึงเมืองหลวง เหยว๋หานหนีก็ให้ตั้งค่ายแล้วกวาดต้อนเสบียงอาหารสำหรับจะเลี้ยงไพร่พลแล้วให้ไพร่พลซ้อมรบอยู่
ครั้นผ่านไปสามวัน เหยว๋หานหนีก็ยกทัพเข้าไปในราชธานี สมุหนายกก็ยกทัพไพร่พลสี่พันไปรบพุ่งด้วยเหยว๋หานหนี เหยว๋หานหนีก็ให้ยกทัพหนีเลยค่ายตนไปให้ทิ้งค่ายไว้ ฝ่ายสมุหนายกได้ทีดังนั้นก็รักไล่เข้าไป ครั้นสมุหนายกยกทัพมาอยู่กลางค่าย เหยว๋หานหนีก็ให้ยิงเกาทัณฑ์ติดเพลิงเผาค่ายเสียเป็อันมาก ทัพสมุหนายกอยู่หว่างเพลิง บรรดาทหารก็ถูกเพลิงครอกตายเป็อันมาก เหยว๋หานหนีจึงแบ่งกำลัง นำไพร่พลพันเศษอ้อมค่ายไปดักด้านหน้าค่ายไว้ สมุหนายกเสียทีก็ให้ยกทัพหนีออกจากค่ายก็เจอทัพเหยว๋หานหนีดักหน้าอยู่ สมุหนายกเห็นดังนั้นก็ใ ข้างหลังก็เพลิงเผา ข้างหน้าก็มีทัพปิดทางไว้ ถอยหนีก็มิได้ จะรบฝ่าไปก็มิได้ ฝ่ายสมุหนายกมิรู้ที่จะทำประการใด ก็ฝ่าทัพเหยว๋หานหนี เหยว๋หานหนีก็เอาเกาทัณฑ์ยิงโดนที่สำคัญสมุหนายกสิ้นใจตาย ทหารทั้งปวงก็แตกตื่นไป ที่เข้าด้วยเหยว๋หานหนีก็มีมาก
ฝ่ายขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงแจ้งว่าอสมุหนายกแตกทัพตัวตายในที่รบดังนั้นก็ใมิรู้ที่จะทำประการใด ต่างฝ่ายต่างปรึกษากันอยู่
ฝ่ายสมุหกลาโหมจึงปรึกษากับเซี่ยงกาที่ปรึกษาว่า พวกเราสิ รบกันจะเป็จักรพรรดิกันอยู่ บัดนี้ ฝ่ายสมุหนายก็ไปแพ้เขาตัวตายเสียแล้ว แล้วก็ได้ทหารไว้เป็อันมาก เป็การใหญ่แล้ว ท่านจงอนุเคราะห์เถิด เซี่ยงกาจึงว่า ท่านอย่าปรารมภ์เลยหาเป็ไรไม่ แต่แม่ทัพผู้นี้ข้ามิได้เห็นมาก่อน เป็ผู้ใดก็ไม่แจ้ง ข้าพเ้าจะขอไปสืบทราบให้แน่ แล้วเซี่ยงกาก็ลาไป
เซี่ยงกาก็ไปหาเหยว๋หานหนีจึงะโร้องถามว่า ท่านนี้ชื่อใด มาแต่ไหน เหยว๋หานหนีจึงตอบว่า ซานเซนเป๋าฉือกวนจู๋กวนชิน แซ่ซานเซนเป๋าฉือ ชื่อกวนจู๋กวนชิน ชื่อรอง เหยว๋หานหนี เป็ชาวบ้านธรรมดาอายุแต่เพียงสิบปี หาเคยรับราชการไม่ อัครมหาเสนาบดียกทัพมาจะตีบ้านข้า ข้าทำทัพแตกไปฆ่าอัครมหาเสนาบดีแล้ว เซี่ยงกาได้ยินชื่อ ซานเซนเป๋าฉือกวนจู๋กวนชิน แลเหยว๋หานหนีแจ้งความดังนั้นก็ใ ด้วยได้ยินชื่อเสียงเหยว๋หานหนีมาก่อน คิดแต่ในใจว่า ผู้นี้หรือซานเซนเป๋าฉือกวนจู๋กวนชิน เขาลือกันว่ามีสติปัญญาเป็อันมาก เคยได้ยินมาแต่แซ่แลชื่อตัวก็มิได้เห็น เพิ่งจะมาเห็นรู้จักแต่ตอนนี้ เซี่ยงกาจึงกลับไปแจ้งแก่สมุหกลาโหมว่า ผู้นี้ชื่อซานเซนเป๋าฉือกวนจู๋กวนชินชื่อรองเหยว๋หานหนี เขาเลื่องลือกันว่ามีสติปัญญาเป็อันมากรอบรู้พิชัยา เหยว๋หานหนีว่าแก่ข้าพเ้าว่าตีทัพอัครมหาเสนาบดีแตก อัครมหาเสนาบดีตายเสียแล้ว เหยว๋หานหนีจึงได้ทัพมาเป็ของตัว ขอท่านอย่าได้ประมาทแก่เหยว๋หานหนี สมุหกลาโหมได้ฟังดังนั้นก็ใ จึงว่าแก่เซี่ยงกา อัครมหาเสนาบดีไปตีมณฑลหวูซูเตี๋ยว แต่เหยว๋หานหนีผู้เดียวฆ่าอัครมหาเสนาบดีแลได้ทัพมาฉนี้ ฝีมือกล้าแข็งนักเราจะทำประการใดดี เซี่ยงกาจึงว่าแก่สมุหกลาโหมว่า ท่านอย่าวิตก เหยว๋หานหนีเป็คนรอบรู้พิชัยา มิควรทำการประมาท บัดนี้ ในราชสำนักแย่งชิงอำนาจกันชุลมุนวุ่นวายอยู่ เหยว๋หานหนีต้องบุกเข้ามาเป็มั่นคง ถึงเราจะทำกลลวงไว้ว่า ราชสำนักกลมเกลียวปรองดอง เหยว๋หานหนีก็จะไม่เชื่อ ก็จะให้ยกทัพบุกเข้ามา ขอให้แสร้งทำเป็รบรากันเป็อลหม่านจนเพลิงลุกไหม้ในราชธานี เห็นเหยว๋หานหนีจะเข้ามาก็จะจับตัวได้โดยง่าย สมุหกลาโหมก็เห็นชอบด้วย
รุ่งเช้า เหยว๋หานหนีก็ได้ยินเสียงชุลมุนแลมีเพลิงติดในราชธานี เหยว๋หานหนีก็ขึ้นไปบนหอสูง ก็เห็นในราชธานีรบกันวุ่นวายแลมีเพลิงติดกำแพงอยู่ เหยว๋หานหนีก็แจ้งว่าเป็อุบาย ด้วยมีเพลิงติดฟางหญ้าอยู่แต่ที่ข้างกำแพง แลที่อื่นนั้นก็หามีเชื้อเพลิงไม่ ที่อื่นก็มิมีผู้ใดจุดไฟเผาสิ่งใด บ้านเรือนทั้งนั้นก็หาได้ไหม้ไฟไม่ เหยว๋หานหนีเห็นดังนั้นจึงคิดแต่ในใจว่า ชะรอยในราชธานีจะมีผู้มีสติปัญญาอยู่เป็มั่นคง หากเราจะเข้าไปก็จะต้องกล เราจะแสร้งทำเป็ดูท่วงทีชิงโอกาสไปก่อน จึงค่อยคิดการ
ในราชธานี แสร้งรบแต่เช้าจนเย็น แล้วเซี่ยงกาก็บอกให้สมุหกลาโหมให้ไพร่พลแสร้งทำเป็อิดโรยสิ้นกำลัง สมุหกลาโหมก็ทำตาม
เหยว๋หานหนีเห็นดังนั้นก็เรียกทหารทั้งปวงมาสั่งเป็ความลับ แล้วเหยว๋หานหนีก็ยกไพร่พลพันเศษเข้าไปในราชธานี สมุหกลาโหมเห็นดังนั้นก็ขับทัพให้จับเหยว๋หานหนี แล้วทหารเหยว๋หานหนีนอกราชธานีก็เอาบันไดปีนไปบนเชิงเทินโยนคบเพลิงไปบนเชิงเทินแล้วฆ่าฟันทหารบนเชิงเทินสิ้นแล้วก็โยนคบเพลิงลงไป เซี่ยงกาเห็นดังนั้นก็ใจึงร้องว่า เขารู้ทันกลเราถูกตลบหลังเสียแล้ว สมุหกลาโหมเห็นเสียทีดังนั้นก็ยกทัพหนีไป เหยว๋หานหนีก็ขับทหารไล่ตามตีทัพสมุหกลาโหมแตกกระจัดกระจาย แต่เหยว๋หานหนีฆ่าทหารสมุหกลาโหมไม่ได้สิ้นเชิงแลยกทัพตามไปไม่ทัน ก็ขับเข้าทหารเข้าไปฆ่าฟันขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งนั้น ฝ่ายขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยก็ให้ขับทหารทั้งปวงมารบต้านเหยว๋หานหนีไว้ เหยว๋หานหนีเห็นไพร่พลอีกฝ่ายมากนัก จึงถามทหารว่า ในพระราชวังมีทหารมากน้อยอยู่หรือหาไม่ ทหารจึงตอบว่ามีแต่เชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ผีสือหนุ้อยู่ กับองครักษ์แลทหารในพระองค์อย่างละสองร้อยห้าสิบ เหยว๋หานหนีก็ยกทัพบุกเข้าไปในพระราชวังล้อมไว้ทุกทิศแล้วบุกฆ่าฟันองครักษ์แลทหารรักษาพระองค์สิ้นทุกตัวคน ครั้นแล้วเหยว๋หานหนีก็เอาฟันกระบี่ฟันเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ผีสือหนุ้ตายเสียสิ้นทั้งโคตร แล้วให้เอาศพเชื้อพระวงศ์ราชวงศ์ผีสือหนุ้แลศพองครักษ์ทหารรักษาพระองค์มากองรวมกันไว้ในพระราชวัง
ฝ่ายขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงแจ้งว่าเหยว๋หานหนีบุกเข้าพระราชสำนักก็ให้ยกทัพเข้าไปในพระราชวัง ครั้นยกเข้าไปในวังนั้นมีแต่ศพ เหยว๋หานหนีซึ่งซุ่มอยู่ภายนอกก็ให้ทหารยิงเกาทัณฑ์ติดเพลิงใส่ศพ เพลิงนั้นก็เผาขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งนั้นตายเสียสิ้น แลเผาทหารตายเสียเป็อันมาก แลทหารซึ่งรอดตายนั้นก็เข้าด้วยเหยว๋หานหนีสิ้น