หมอกบางยังลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือสระหิน ระหว่างแนวสน และตามชายระเบียงเรือนศิษย์ใหม่
แสงแรกของตะวันยังเพียงขีดเส้นสีทองอ่อนอยู่ตรงขอบฟ้า
ฟ้าทั้งผืนยังเป็สีเทาครามเย็นลึก
ทั่วสำนักเมฆาครามจึงยังคล้ายอยู่กึ่งกลางระหว่างนิทรากับการตื่น
ทว่าในห้วงเวลานั้นเอง
กั๊ง..!!
เสียงระฆังสำริดบนยอดหอชั้นในพลันดังกังวานขึ้น
กังวานครั้งแรกหนักแน่นดุจภูผา
ครั้งที่สองยาวลึกดุจกระแสน้ำ
ครั้งที่สามกลับสะท้อนก้องไปทั่วสำนักเมฆาครามราวจะปลุกทุกลมหายใจให้ตื่นพร้อมกัน
ผู้คนในเรือนศิษย์ใหม่สะดุ้งพร้อมกันหลายห้อง
บางคนเพิ่งรัดสายคาดเอว
บางคนยังถือขันน้ำล้างหน้าอยู่ในมือ
บางคนผลักประตูออกมาโดยยังง่วงงุนเต็มที
แต่ไม่ว่าผู้ใด เมื่อได้ยินระฆังสามครานี้
สีหน้าก็เปลี่ยนไปในทันที
เพราะนี่มิใช่ระฆังรวมฝึกยามเช้า
มิใช่ระฆังแจ้งโทษ
และมิใช่ระฆังเรียกประชุมทั่วไป
หากเป็ระฆังของ หอคัดสมบัติ
ภายในห้องพักเล็กของตน
อี้ซินลืมตาขึ้นช้า ๆ
ลมหายใจของเขายังยาวและมั่นคงจากการโคจรปราณตลอดคืน
ไอปราณในจุดตันเถียนแน่นกระชับกว่าเดิมเพียงน้อย
แต่เพียงน้อยนั้นก็ชัดพอให้รู้ว่าการฝึกเมื่อคืนมิได้เสียเปล่า
เขานั่งนิ่งอยู่บนเตียงไม้เรียบอีกครู่หนึ่ง
ฟังเสียงระฆังที่ยังคงก้องอยู่ในอก
ฟังเสียงฝีเท้าดังวุ่นวายบนระเบียงด้านนอก
จากนั้นจึงลุกขึ้นช้า ๆ
สายตาของเขากวาดผ่านโต๊ะเตี้ยข้างหน้าต่าง
บนโต๊ะนั้นมีเพียงถ้วยน้ำชาเย็นค้างคืน ขวดยาจากมู่หรงเยว่ และตำราเก่าเล่มบางที่ยังเปิดค้างอยู่
ไม่มีสิ่งอื่นใด
เขาชะงักสายตาอยู่ที่ตำรานั้นเพียงชั่วครู่
ก่อนจะเก็บมันเข้าชายเสื้อด้านในอย่างระมัดระวัง
สิ่งลึกลับในร่างยังคงเป็ปริศนา
ตำราเก่าก็ยังให้คำตอบเพียงเศษเสี้ยว
แต่เื่เหล่านี้ยังไม่เร่งด่วนเท่าระฆังเมื่อครู่
อี้ซินสวมอาภรณ์ศิษย์ใหม่ครามอ่อนให้เรียบร้อย
ลูบสันข้อมือซ้ายเบา ๆ อย่างไม่รู้ตัว
แล้วจึงผลักประตูออกไป
ระเบียงเรือนศิษย์ใหม่แน่นขนัดไปด้วยผู้คน
เสียงพูดคุยดังเซ็งแซ่
บางคนรีบวิ่งลงบันได
บางคนหันมองห้องของคนอื่น
บางคนพึมพำด้วยความริษยาอยู่ในคอ
ทันทีที่อี้ซินก้าวออกมา หลายสายตาก็หันมาจับเขาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
ในเรือนสายศึกยามนี้
ชื่อของเขาหาได้เป็ชื่อใหม่เงียบ ๆ อีกแล้ว
หลินเซวียนเป็คนแรกที่รีบแทรกคนเข้ามา
ใบหน้าของเขายังดูตื่นเต้นเกินปกติ
“สหายอี้!” เขากล่าวเสียงเบาแต่เร็ว “ระฆังหอคัดสมบัติดังแล้ว! เช้านี้ฉินก่วงผู้เฒ่าจะมารับคนมีรายชื่อด้วยตนเอง!”
“เ้ารู้ได้อย่างไร” อี้ซินถาม
“ข้าลงไปฟังใต้ลานแล้ว” หลินเซวียนตอบทันที “ศิษย์ชั้นนอกจากเรือนอื่นมารวมกันมากมาย เื่นี้แพร่ไปทั่วั้แ่ฟ้ายังไม่สว่าง”
ขณะนั้นเอง สือเหยียนก็เดินเข้ามาหยุดอีกด้านหนึ่ง
เขายังคงมีสีหน้าสุขุมดังเดิม
แต่ดวงตากลับฉายความจริงจังอยู่ไม่น้อย
“วันนี้คนทั้งสำนักจับตาหอคัดสมบัติ” เขากล่าว “ผู้ได้เข้าย่อมถูกมองทุกฝีก้าว โดยเฉพาะเ้า”
“เพราะชื่อข้าอยู่ในรายชื่อ?” อี้ซินถามเรียบ ๆ
สือเหยียนหัวเราะเบา ๆ
“เพราะเ้าเป็อี้ซิน” เขาตอบ “ต่อให้ไม่มีชื่อ คนก็ยังจับตาเ้าอยู่ดี”
อี้ซินมิได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
เพียงก้าวนำลงบันไดเรือนพร้อมคนอื่น ๆ
ลานหน้าหอฝึกสายศึกแน่นขนัดไปด้วยผู้คนอย่างที่หลินเซวียนว่าไว้จริง
ศิษย์ใหม่จากหลายเรือน
ศิษย์ชั้นนอกจากเขตข้างเคียง
แม้แต่ศิษย์ฝ่ายโอสถและฝ่ายวินัยบางคนก็ยังมารวมตัวกันอยู่ห่าง ๆ
บนแท่นหินกลางลาน
เถาเหวินยืนกอดอกนิ่ง
ใบหน้าคมเข้มมีรอยแผลเก่าพาดยาวยังดุดันดังเดิม
แต่วันนี้ ข้างกายเขามิได้มีเพียงเ้าตัว
ยังมีผู้เฒ่าในชุดเทายาวอีกผู้หนึ่งยืนอยู่ด้วย
ผู้เฒ่าผู้นั้นรูปร่างผอมสูง
หนวดเคราขาวยาวถึงอก
คิ้วยาวตกเล็กน้อย
ดวงตาครึ่งปิดครึ่งเปิดราวคนง่วงนอน
ทว่าครั้นผู้ใดสบสายตาเขาเพียงแวบเดียว
กลับรู้สึกเย็นวาบลึกไปถึงกระดูก
อี้ซินรู้ในทันทีว่า คนผู้นี้มิใช่ผู้เฒ่าธรรมดาแน่
ครั้นผู้คนรวมกันพอแล้ว
เถาเหวินจึงก้าวออกมาหนึ่งก้าว
“เงียบ!”
คำเดียว
ทั้งลานก็เงียบลงทันที
เขาหันไปทางผู้เฒ่าชุดเทาแล้วประสานมือเล็กน้อย
ผู้เฒ่าผู้นั้นจึงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบต่ำแต่ชัดทุกคำ
“ข้านามฉินก่วง”
“วันนี้ข้าจะกล่าวกฎของหอคัดสมบัติ”
เพียงเอ่ยชื่อ
ศิษย์ชั้นนอกหลายคนที่ยืนอยู่ด้านหลังถึงกับเปลี่ยนสีหน้าเล็กน้อย
ฉินก่วงกวาดตามองทั้งลานช้า ๆ
มิรีบร้อน
แต่สายตาแต่ละครั้งกลับกดผู้ถูกมองจนไม่กล้าหายใจดัง
“ระฆังที่ดังเมื่อครู่” เขากล่าว “มิได้ตีขึ้นเพื่อให้พวกเ้ามารวมกันเล่น ๆ”
“หอคัดสมบัติชั้นแรกจะเปิดในวันนี้”
“ผู้มีสิทธิ์เข้าไปเลือกวาสนาเบื้องต้นมีเพียงสิบสองคน”
สิ้นคำ
ศิษย์หลายคนก็ยืดคอขึ้นทันที
ฉินก่วงยกมือข้างหนึ่งไปทางโต๊ะหินซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกล
บนโต๊ะนั้นแขวนแผ่นไม้ยาวหนึ่งแผ่น มีชื่อสิบสองชื่อสลักไว้
“ผู้มีชื่อ” เขาว่า “จงก้าวออกมา”
เสียงฝีเท้าดังขึ้นทีละคน
อี้ซินก้าวออกจากแถวอย่างไม่รีบร้อน
พร้อมกับจ้าวคุน โจวเหอ และคนอื่นอีกเก้าคน
ครั้นเขายืนเรียงแถวอยู่กลางลาน
หลายสายตาจากด้านหลังจึงจับมาที่เขาหนักกว่าเดิม
โจวเหอซึ่งยืนห่างออกไปไม่กี่ก้าวเหลือบมองเขาอย่างอาฆาต
รอยแผลแห้งที่มุมปากยังเห็นชัด
ฟันที่หายไปสองซี่ยิ่งทำให้ใบหน้ามันดูบิดเบี้ยวกว่าเก่า
าแเ่าั้เป็ของจริง
และเป็รอยอับอายที่มันยังกลืนไม่ลงแม้แต่น้อย
จ้าวคุนเองก็ยืนสงบนิ่ง
แต่ความสงบนั้นเย็นเกินไป
เย็นจนคนที่รู้จักมันดี ย่อมรู้ว่าภายในกำลังกดโทสะไว้จนแน่น
ฉินก่วงมองคนทั้งสิบสอง
จากนั้นจึงกล่าวกฎทีละข้อชัดเจนดังคนใช้มีดสลักลงหิน
“หอคัดสมบัติชั้นแรก เปิดรับเพียงหนึ่งก้านธูป”
“ภายในนั้น แต่ละคนมีสิทธิ์เลือกสมบัติได้เพียงหนึ่งชิ้น”
“เมื่อค่ายกลของสมบัติใดเปิดรับแล้ว สิ่งนั้นย่อมเป็วาสนาของผู้นั้น”
ผู้เฒ่าหยุดน้อย ๆ
ก่อนกล่าวต่อ
“อย่าได้คิดว่าของทุกชิ้นในหอเป็ของดีสำหรับพวกเ้า”
“บางสิ่งยอมให้หยิบ แต่ไม่ยอมให้ใช้”
“บางสิ่งแผ่ประกายงามตา แต่แท้จริงมิรับผู้ใด”
“บางสิ่งดูไร้ค่า แต่ผู้ใดมีวาสนาจึงจะััมันได้”
ประโยคนี้ทำให้หลายคนใจสะท้านเล็กน้อย
เพราะหอคัดสมบัติเช่นนี้ชวนให้โลภง่ายอยู่แล้ว
ฉินก่วงจึงเอ่ยข้อห้ามต่อไป
“ภายในหอ ห้ามทำลายแท่น ห้ามโจมตีค่ายกล และห้ามแย่งสมบัติจากผู้ที่ได้รับค่ายกลเปิดรับแล้ว”
“หากผู้ใดฝ่าฝืน ข้าจะทำลายชีพจรผู้นั้นต่อหน้าทุกคน”
น้ำเสียงเขาเรียบ
แต่ไม่มีผู้ใดสงสัยว่าเขาทำจริงหรือไม่
“เมื่อธูปหนึ่งก้านมอด” เขากล่าวต่อ “ประตูหอจะเปิดอีกครา ผู้ที่ยังไม่ออกมา ย่อมถูกค่ายกลผลักออกมาเอง”
“ผู้ใดถูกค่ายกลสะท้อนาเ็ เพราะความละโมบของตน ก็ให้จำไว้เป็บทเรียน”
จากนั้น ผู้เฒ่าจึงเอ่ยเหตุผลของการเปิดหอครั้งนี้ให้ชัด
“อีกไม่นาน สำนักจะเปิดแดนทดสอบเมฆาคราม”
“ผู้ที่ได้เข้าหอวันนี้ คือผู้ที่มีผลงานเด่นใน่ที่ผ่านมา”
“สิ่งที่เลือกได้ ย่อมเป็ทั้งวาสนาและบทพิสูจน์”
“ว่าพวกเ้ามีสายตาพอหรือไม่
มีวาสนาพอหรือไม่
และมีชีวิตพอจะใช้สิ่งนั้นหรือไม่”
สิ้นถ้อยคำ
ลานทั้งลานเงียบลึกลงอีกชั้น
เถาเหวินจึงกล่าวสั้น ๆ
“ผู้ไม่มีชื่อ จงถอยไป”
“ผู้มีชื่อ ตามฉินก่วงผู้เฒ่าไป”
สือเหยียนมองอี้ซินจากด้านหลังฝูงชน
ครั้นอี้ซินก้าวผ่าน เขาจึงกล่าวเบา ๆ เพียงประโยคเดียว
“อย่าเชื่อแสงที่ล่อตาเกินไป”
อี้ซินมิได้หันกลับ
เพียงพยักหน้าเล็กน้อยแล้วก้าวต่อไป
ทางเดินสู่หอคัดสมบัติทอดผ่านสวนไผ่และทางหินเงียบสงบ
ลมยามเช้าพัดใบไผ่เสียดสีกันเบา ๆ
ฉินก่วงเดินนำหน้า
คนทั้งสิบสองเดินตามเป็แถวห่าง ๆ
ครั้นเดินไปได้ระยะหนึ่ง
จ้าวคุนก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่ปิดบังนัก
“หวังว่าวันนี้บางคนจะไม่ตาถั่วจนเลือกของที่ควรโยนทิ้ง”
มันมิได้หันมามองใครตรง ๆ
แต่ผู้ใดก็รู้ว่ากำลังพูดถึงผู้ใด
โจวเหอแค่นเสียงตาม
“หากตนเองมีวาสนาเพียงขยะ ก็ย่อมคู่ควรกับขยะ”
อี้ซินยังคงเดินนิ่ง
สีหน้าไม่ไหวติง
ทว่าครั้นโจวเหอหัวเราะแรงไปหน่อย แผลมุมปากที่ยังไม่สมานสนิทก็ปริขึ้นอีกน้อย
โลหิตบาง ๆ ซึมออกมาทันที
จ้าวคุนเห็นดังนั้นก็ขมวดคิ้ว
คนรอบข้างอีกหลายคนยิ่งกลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่
อี้ซินจึงเอ่ยขึ้นเรียบ ๆ โดยยังไม่หันกลับ
“ปากเ้ายังไม่หายดี”
“อย่าเปิดมากนัก ระวังฟันที่เหลือจะหลุดตามไปอีก”
เสียงหัวเราะที่คนหลายคนพยายามกลั้นไว้แทบะเิออกมา
โจวเหอหน้าเปลี่ยนสีในทันที
มือยกขึ้นแตะแผลมุมปากอย่างลืมตัว
ฉินก่วงมิได้หันกลับมา
แต่กล่าวเพียงคำเดียวจากเบื้องหน้า
“หากอยากสู้ จงรอในแดนทดสอบ”
“ระหว่างทางนี้ ผู้ใดส่งเสียงไร้สาระอีก ข้าจะให้ยืนกลางแดดหนึ่งวัน”
คำเดียว
ทุกเสียงก็เงียบสนิท
หลังคาสูงสามชั้น
กระเบื้องดำดุจปีกอีกา
ชายคางอนขึ้นราวเขี้ยวั
ด้านหน้ามีเสาหินแปดต้นเรียงเป็วง
อักขระสีหม่นสลักเต็มไปหมด
บางเส้นบางจนแทบมองไม่เห็น แต่กลับให้ความรู้สึกลึกดุจผนึกโบราณที่ดำรงมาหลายชั่วอายุคน
ประตูใหญ่เป็หินทั้งบาน
หนา หนัก ไร้ช่องว่าง
คนทั่วไปเพียงมองก็รู้ว่า หากไม่มีค่ายกลเปิดให้ ต่อให้ใช้คนสิบคนช่วยกันดันก็ไม่ขยับแน่
ผู้เฒ่าอีกสองคนยืนเฝ้าอยู่หน้าประตู
คนหนึ่งผอมแห้งดุจกิ่งไม้ตาย
อีกคนเตี้ยกลมราวลูกบอลหิน
เมื่อเห็นฉินก่วงพาคนมาถึง ทั้งสองก็เพียงเหลือบตามองแล้วมิได้พูดอันใด
ฉินก่วงยกมือแตะเสาหินต้นหนึ่ง
อักขระบนพื้นพลันสว่างขึ้นเป็วง
จากนั้นประตูใหญ่จึงค่อย ๆ แยกออกช้า ๆ พร้อมเสียงครืดต่ำยาว
ลมเย็นลึกพุ่งออกมาจากภายในทันที
แฝงกลิ่นหินเก่า ฝุ่นคัมภีร์ และโลหะโบราณ
ฉินก่วงหันกลับมามองศิษย์ทั้งสิบสอง
“เข้าไป”
เขาชี้นิ้วไปยังแท่นธูปด้านในซึ่งวางธูปเส้นยาวหนึ่งเส้นไว้แล้ว
“ธูปหนึ่งก้าน” เขากล่าว “เมื่อมอด ประตูจะเปิดอีกครั้ง”
“อย่าเสียเวลากับของที่ไม่รับเ้า”
“อย่าโลภของที่มิใช่วาสนาของตน”
อี้ซินก้าวผ่านประตูเป็หนึ่งในคนแรก
แรงเย็นปะทะผิวหน้า
แต่แทนที่จะอึดอัด เขากลับรู้สึกว่าประสาทััทั้งห้าคมขึ้นเล็กน้อย
โถงทรงกลมสูงโปร่ง
พื้นหินสีเข้มสลักค่ายกลซ้อนกันหลายชั้น
ผลึกสีเงินหลายดวงลอยอยู่เหนือศีรษะ ส่องแสงเย็นนุ่มลงมาทั่วโถง
แท่นหินวางสมบัติเรียงรายเป็วง
ทุกแท่นมีม่านแสงบางคลุมอยู่ราวผิวน้ำใส
ภายในมีทั้งกระบี่ คัมภีร์ หอก กล่องหยก ขวดโอสถ เข็มเงิน เกราะอ่อน และวัตถุประหลาดที่มองไม่ออกว่าเป็อันใด
บางชิ้นแผ่ประกายคมกริบ
บางชิ้นส่งกลิ่นอายเก่าแก่
บางชิ้นกลับเงียบสงบจนแทบกลืนหายไปกับเงา
ศิษย์หลายคนเริ่มแยกย้ายในทันที
จ้าวคุนตรงไปยังแถวอาวุธฝั่งตะวันออก
โจวเหอตามติดไปไม่ห่าง
อีกคนหนึ่งพุ่งเข้าหาคัมภีร์สีน้ำเงินซึ่งคล้ายมีลมหมุนแ่อยู่รอบปก
อี้ซินกลับไม่รีบ
เขายืนอยู่ใกล้ประตูเพียงครู่เดียว
ปล่อยลมหายใจออกช้า ๆ
แล้วจึงเริ่มเดินไปตามวงนอกของโถง
เขาไม่ได้มองแค่ “ของดี”
แต่กำลังมองว่าแท่นใดเงียบเกินไป
ค่ายกลใดตอบสนองกับผู้เข้าใกล้อย่างผิดธรรมชาติ
และสีหน้าของคนใดกำลังจ้องสมบัติชิ้นใดด้วยความโลภเป็พิเศษ
ไม่นาน เขาก็เห็นศิษย์ชั้นนอกคนหนึ่งเอื้อมมือไปยังกระบี่เงินกลางโถง
ครั้นปลายนิ้วแตะม่านแสง
แรงสะท้อนก็พุ่งกลับราวคมคลื่น
ซัดให้คนผู้นั้นถอยกรูดหลายก้าว เืลมปั่นป่วนจนหน้าแดงจัด
คนรอบด้านจึงยิ่งระวังขึ้นทันที
แต่ก็ยังมีผู้คนไม่หยุดละโมบ
อี้ซินมองอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะละสายตาอย่างไม่ใส่ใจ
ของที่สว่างเกินไป
มักล่อตาคนโง่ก่อนเสมอ
หลังเดินผ่านแท่นหินหลายสิบแท่น
อี้ซินจึงมาหยุดที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือของโถง
มุมนี้เงียบผิดปกติ
แท่นหินสามแท่นตั้งเรียงกัน
บนแท่นแรกวางหอกหักครึ่ง
แท่นที่สองวางโล่ดำผุกร่อน
ส่วนแท่นสุดท้ายวางแหวนสีดำหม่นวงหนึ่ง
แหวนวงนั้นเล็ก
เรียบ
ไม่มีลวดลาย
ไม่มีแสง
ไม่มีแรงกด
ดูเหมือนเพียงวัตถุเก่าไร้ค่าที่ถูกลืมทิ้งไว้ในหอนี้มาช้านาน
เสียงหัวเราะดังขึ้นเื้ัตามคาด
“ที่แท้มุมนี้ก็ยังมีคนมอง”
จ้าวคุน
โจวเหอ
และศิษย์ชั้นนอกอีกสองคนเดินตามมาถึงแล้ว
พวกมันมิได้มาโดยบังเอิญ
หากตั้งใจจับตาอี้ซินอยู่ตลอด
โจวเหอแค่นเสียงหัวเราะ ทั้งที่แผลมุมปากยิ่งทำให้มันดูน่าขันกว่าน่ากลัว
“ของเช่นนี้” มันว่า “แม้สุนัขยังอาจไม่ยอมคาบ”
อี้ซินไม่ได้หันกลับ
เพราะทันทีที่ก้าวเข้ามาในระยะสี่ก้าว
สิ่งลึกลับในอกเขาก็เต้นขึ้นเบา ๆ
ตึก...
หยกดาราในชีพจรก็คล้ายอุ่นวาบขึ้นเสี้ยวหนึ่งเช่นกัน
สายตาของอี้ซินลึกลง
แหวนวงนี้...มีบางอย่างซ่อนอยู่แน่
เขาก้าวเข้าไปอีกก้าว
จ้าวคุนยกมุมปากเย็น
“หากเ้าคิดจะเอาแหวนขยะวงนั้นจริง ข้าจะไม่แย่ง” มันกล่าว “เพราะต่อให้เ้าถือมันทั้งชีวิต ก็คงไม่ทำให้เ้าสูงขึ้นแม้ครึ่งชั้น”
โจวเหอหัวเราะตาม
อีกสองคนยิ่งมองด้วยสายตาเยาะเย้ยเต็มที่
อี้ซินยื่นมือแตะม่านแสง
วูบ...
ม่านนั้นกระเพื่อมเบา ๆ
ราวผิวน้ำต้องลม
จากนั้นก็แยกออกเองอย่างเชื่องช้า
ไม่มีแรงสะท้อน
ไม่มีการต้าน
ผู้คนใกล้เคียงหลายคนถึงกับหันมามอง
อี้ซินหยิบแหวนขึ้น
วินาทีที่มันแตะฝ่ามือ
ความเย็นลึกสายหนึ่งพลันแล่นขึ้นถึงหัวใจ
แล้วห้วงว่างกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตสายหนึ่งก็วาบเข้าสู่จิตเขา
มันไม่ใช่ภาพ
ไม่ใช่เสียง
แต่เป็ “ความรู้สึก” ของพื้นที่หนึ่ง
กว้างจนมองไม่เห็นปลาย
ลึกจนไม่รู้ว่ามีสิ่งใดซ่อนอยู่
ความรู้สึกนั้นหายไปเร็วพอ ๆ กับที่มา
แหวนยังคงเป็แหวนดำหม่นไร้ประกาย
เหมือนไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย
อี้ซินจึงสวมมันลงที่นิ้วกลางมือซ้ายช้า ๆ
ไม่มีแสง
ไม่มีแรงกด
ไม่มีการสั่นะเืภายนอก
เสียงหัวเราะจึงดังขึ้นพร้อมกันหลายคน
โจวเหอหัวเราะจนปากกระตุก
เืแผลเก่าซึมออกมาอีกน้อยโดยไม่รู้ตัว
“แหวนขยะ!” มันหัวเราะ “เ้ามีสิทธิ์เลือกวาสนาหนึ่งชิ้น แต่กลับเลือกของเช่นนี้!”
จ้าวคุนก็หัวเราะในลำคอ
“ข้าคิดว่าเ้ายังพอมีสายตาอยู่บ้าง” มันว่า “ที่แท้ก็ไม่ต่างจากพวกบ้านนอกที่ไม่เคยเห็นโลก”
อี้ซินค่อย ๆ กำมือซ้าย
แหวนยังคงเงียบงัน
ทว่าห้วงว่างภายในคล้ายยังไม่สลายหมด
เขาหันกลับมามองทั้งสี่คนในที่สุด
“หมดหรือยัง”
จ้าวคุนชะงัก
โจวเหอก็เช่นกัน
“คำเห่าของพวกเ้า” อี้ซินกล่าวเสียงเรียบ “หากหมดแล้วก็หลีกไป”
ประโยคเดียว
สีหน้าของโจวเหอพลันบิดเบี้ยว
จ้าวคุนก้าวขึ้นมาครึ่งก้าว
ดวงตาเย็นลงหลายส่วน
“อี้ซิน” มันว่า “อย่าคิดว่าเ้าโชคดีได้อีกตลอดไป”
อี้ซินสบตากลับตรง ๆ
“อย่างน้อยวันนี้ ค่ายกลยังเปิดรับข้า” เขาตอบ “ส่วนพวกเ้า...ต่อให้ข้าหยิบของสวะ ก็ยังไม่มีปัญญาให้มันเปิดรับเช่นกัน”
คำพูดนั้นกดลงกลางหน้าจ้าวคุนตรง ๆ
เพราะสิ่งที่ทำให้มันขุ่นเคืองที่สุด มิใช่การที่อี้ซินเลือกแหวน
แต่คือการที่ “แหวนเลือกอี้ซิน” โดยไม่ขัดขืนเลย
โจวเหอกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วดังกรอบ
ทว่าหลังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายพวกมันก็ไม่กล้าล้ำเส้นในหอคัดสมบัติ
อี้ซินจึงหมุนตัวจากมาอย่างไร้อารมณ์
ปล่อยให้พวกมันยืนกัดฟันอยู่กับที่
อี้ซินก็ไม่ได้กลับเรือนทันที
เขาเลี้ยวไปยังทางเดินเงียบด้านหลังหอ
ใต้เงาไผ่ที่ไม่มีผู้คนสัญจรมากนัก
จากนั้นจึงยกมือซ้ายขึ้นมองแหวนอีกครั้ง
มันยังคงด้านสนิท
ยังคงนิ่ง
ยังคงดูไร้ค่าเช่นเดิม
เขาส่งลมปราณเข้าไปอย่างระมัดระวัง
ไม่มีการตอบสนอง
เขาเพิ่มแรงอีกส่วน
ยังคงเงียบ
เขาจึงหยุด
คลายลมหายใจ
ปล่อยจิตให้สงบลง
และในขณะที่เขา “ไม่ฝืน” นั้นเอง
ห้วงว่างภายในก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
วูบ...
ครานี้ชัดกว่าเดิมเล็กน้อย
กว้างกว่าเดิมเล็กน้อย
อี้ซินไม่แสดงสีหน้า
แต่ในใจกลับแน่ชัดแล้วว่า แหวนวงนี้มิใช่ของไร้ค่าแน่
เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาที่มันจะเปิดตัวตนเต็มที่
เขาจึงลดมือลง
ปล่อยให้แหวนอยู่เงียบ ๆ ที่นิ้วดังเดิม
ของที่ยังไม่ตื่น
ย่อมควรซ่อนให้ลึก
แสงโคมหยกนวลทอดผ่านระเบียงไม้
กลิ่นโอสถสดกับกลิ่นใบสมุนไพรอ่อนลอยอยู่ในอากาศ
เสียงลมยามค่ำผ่านช่องหน้าต่างดังแ่เบาจนฟังคล้ายเสียงพิณไกล ๆ
มู่หรงเยว่นั่งอยู่ข้างโต๊ะไม้เตี้ยในห้องด้านตะวันออก
อาภรณ์สีเขียวอ่อนขับให้ผิวของนางยิ่งขาวละมุน
ยามแสงโคมอาบผ่านใบหน้าของนาง
ความงามนั้นก็ยิ่งดูสงบและลุ่มลึกกว่ายามกลางวันหลายส่วน
ั์ตาคู่งามกระจ่างใสราวน้ำค้างบนกลีบบัว
คิ้วเรียวโค้งดังวาดด้วยพู่กัน
ริมฝีปากบางระเรื่อประหนึ่งแตะสีจากดอกท้อแรกผลิ
นางเป็สตรีที่มิได้งามแบบฟาดแทงในคราแรก
แต่ยิ่งมองกลับยิ่งชวนให้ใจนิ่งและหวั่นไหวพร้อมกันอย่างประหลาด
ครั้นอี้ซินวางมือซ้ายลงบนโต๊ะ
มู่หรงเยว่จึงเหลือบตามองแหวนวงนั้นเงียบ ๆ
“นี่หรือของที่เ้าเลือก”
“อืม”
“ถอดให้ข้าดู”
อี้ซินถอดแหวนออกวางลงบนผ้าไหมขาวตรงหน้านาง
มู่หรงเยว่ใช้นิ้วเรียวแตะมันเบา ๆ
จากนั้นจึงส่งลมปราณสายบางเข้าไปตรวจอย่างระมัดระวัง
ห้วงเวลาหนึ่งผ่านไป
นางขมวดคิ้วเล็กน้อย
“ไม่มีพลังตอบรับจากภายนอก” นางกล่าวเบา ๆ “แต่ข้าจับได้เพียงความว่างบางอย่าง...คล้ายภายในมิใช่โลหะตัน”
นางลองตรวจอีกครา
ผลกลับไม่ต่าง
จึงเงยหน้ามองเขา
“ในหอมีผู้ใดสนใจมันหรือไม่”
อี้ซินตอบตามจริง
“ไม่มี”
“พวกมันมีแต่หัวเราะเยาะ”
มู่หรงเยว่เงียบไปชั่วอึดใจ
ก่อนกล่าวเบา ๆ
“เช่นนั้นก็ดี”
“ดีเพราะไม่มีใครแย่ง?” อี้ซินถาม
มู่หรงเยว่ยกมุมปากน้อย ๆ
“ของที่ไม่มีใครเห็นค่า” นางว่า “บางครั้งกลับเป็ของที่อยู่กับผู้ได้นานที่สุด”
นางคืนแหวนให้เขา
จากนั้นหยิบม้วนไม้ไผ่เก่าม้วนหนึ่งจากชั้นด้านหลังมาวางบนโต๊ะ
“อีกสามวัน” นางกล่าว “แดนทดสอบเมฆาครามจะเปิด”
อี้ซินนิ่งฟัง
มู่หรงเยว่คลี่ม้วนไม้ออก
เผยให้เห็นแผนผังเก่าเลือนรางซึ่งเต็มไปด้วยรอยขาดและอักขระโบราณ
“ผู้คนภายนอกรู้เพียงว่าเป็แดนทดสอบของสำนัก” นางกล่าวต่อ “แต่ฝ่ายโอสถเก็บบันทึกเก่าไว้ชิ้นหนึ่ง ระบุว่าลึกลงไปใต้แดนนั้น...มีพื้นที่โบราณที่เชื่อมกับสนามทดสอบเก่าแก่กว่าตัวสำนักเสียอีก”
ปลายนิ้วนางแตะลงบนอักขระรูปสัตว์ประหลาดหลายตนที่ปลายแผนผัง
“บางบันทึกเรียกที่นั่นว่า ‘สนามทดสอบสัตว์เทวะ’”
เพียงชื่อนั้น
สิ่งลึกลับในอกของอี้ซินก็เต้นขึ้นแ่เบาอีกครา
ตึก...
มู่หรงเยว่จับอาการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในลมหายใจเขาได้
แต่หาได้ถามออกมาตรง ๆ ไม่
“ผู้ที่เคยลงไปถึงชั้นล่างสุดแล้วรอดกลับมา มีน้อยยิ่ง” นางกล่าวต่อ “และหนึ่งหมื่นปีมานี้ ไม่มีผู้ใดผ่านด่านลึกสุดได้”
“ภายในนั้นมีสิ่งใด” อี้ซินถาม
มู่หรงเยว่ส่ายหน้าเบา ๆ
“ผู้รอดกลับมาพูดไม่ตรงกัน” นางตอบ “บางคนว่าเป็ค่ายกล บางคนว่าเป็เจตจำนงของสัตว์เทวะ บางคนว่าเป็แดนมิติอีกชั้นหนึ่ง”
“แต่สิ่งที่ทุกคนพูดคล้ายกันมีเพียงอย่างเดียว...”
นางเว้นจังหวะสั้น ๆ
“ผู้ที่ผ่านได้ ย่อมมิได้กลับออกมามือเปล่า”
อี้ซินสบตานางเงียบ ๆ
มู่หรงเยว่จึงถามเบา ๆ
“เ้าคิดจะเข้าไปหรือ”
อี้ซินมิได้ตอบทันที
แต่แหวนที่นิ้วมือเย็นวาบขึ้นแ่ ๆ
หยกดาราในชีพจรก็อุ่นขึ้นเล็กน้อย
สิ่งคล้ายไข่ในร่างยิ่งเต้นชัดกว่าเดิม
เขาจึงตอบเพียงคำเดียว
“ไป”
น้ำเสียงเรียบ
แต่แน่วแน่ยิ่ง
มู่หรงเยว่พยักหน้าอย่างช้า ๆ
ก่อนกล่าวคำสุดท้ายของคืนนี้
“เช่นนั้นรักษารากฐานให้มั่น”
“ของบางอย่าง...หากคู่ควรกับเ้า มันย่อมไม่หนีไปไหน”
อี้ซินเก็บแหวนกลับสวมที่นิ้ว
แล้วลุกขึ้นช้า ๆ
คืนนี้เขายังไม่ได้คำตอบ
แต่กลับได้ “ทิศทาง” ชัดขึ้นกว่าเดิมมาก
สวี่เยี่ยนหลัวยืนอยู่ข้างหน้าต่าง
แสงโคมด้านหลังทอดเงาเขายาวบนพื้นหิน
จ้าวคุนคุกเข่าอยู่เื้ัเงียบ ๆ
โจวเหอยืนก้มหน้าไม่กล้าส่งเสียง
“มันหยิบแหวนวงนั้นไปจริง?” สวี่เยี่ยนหลัวถามโดยไม่หันกลับ
“จริงขอรับ” จ้าวคุนตอบ “ของไร้ค่าที่มุมตะวันตกเฉียงเหนือ”
“ไร้ค่าหรือ”
น้ำเสียงนั้นนุ่ม
แต่นุ่มจนเย็น
จ้าวคุนกดหน้าลงต่ำกว่าเดิม
สวี่เยี่ยนหลัวจึงกล่าวต่อ
“อีกสามวัน แดนทดสอบจะเปิด”
“ครานี้อย่ามัวแต่แย่งหินปราณหรือกดศิษย์ใหม่เล่น”
“ข้า้ารู้ให้แน่...ว่าแหวนวงนั้นเป็สวะจริง หรือเป็สิ่งที่ตื่นเพราะมัน”
จ้าวคุนกำหมัดแน่น
โทสะต่ออี้ซินยังคุกรุ่นไม่ดับ
“ข้าจะไม่พลาดอีก”
สวี่เยี่ยนหลัวมองความมืดนอกหน้าต่างเงียบ ๆ
ก่อนจะยกมุมปากเพียงนิด
“หวังว่าจะเป็เช่นนั้น”
ลมราตรีพัดผ่านยอดสน
เสียงใบไม้เสียดสีกันดังครืดเบา ๆ
และในความมืดนั้น
ประตูสู่แดนทดสอบเมฆาครามกำลังใกล้เปิดขึ้นทุกขณะ