นิยายปาฎิหาริย์แห่งรัก มนต์วิมายะ เขียนโดย.. คันศร
ตอนที่ ๓
ที่อยากรู้
....... หินพาฝนไปซื้อของตามที่ยายปั้นสั่ง เขาพยายามทำราวกับว่าเมื่อครู่ไม่ได้เกิดอะไรขึ้น ทั้งที่กว่าที่เขาจะทำให้ฝนสงบอารมณ์ลงได้ ..ก็ใช้เวลาไปไม่น้อย
.......เมื่อเขานำข้าวของต่างๆ ที่ยายปั้นสั่งซื้อไปส่งให้ยาย จึงถูกยายปั้นบ่นกะปอดกะแปดเสียเป็กระบุงโกย จนฝนต้องหาทางออกด้วยการช่วยเป็ลูกมือยายปั้นตระเตรียมของต่างๆให้พร้อม ยายปั้นจึงได้หยุดบ่นหลานชาย
.......และเมื่อจัดแจงทำทุกอย่างเข้าที่ ยายปั้นก็ตอบแทนฝน ด้วยการทำผัดหมี่พิมายสูตรเด็ดของตนให้ฝนรับประทาน
....... “อร่อยมากจริงๆจ้ะ” ฝนเอ่ยชมอย่างจริงใจ หลังจากตักผัดหมี่คำแรกเข้าปาก
.......ยายปั้นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วหันไปมองหน้าหิน ด้วยสายตาที่ยังเคืองๆอยู่จากเื่ที่ใช้เวลาไปซื้อของนานไป พร้อมกับค่อนขอด “ถ้าอยากกินก็ทำเองนะ”
.......หินได้แต่ยิ้มซีดๆ รับ
.......เป็ฝนอีกครั้งที่ช่วยแก้สถานการณ์ “ให้ฝนลองทำได้ไหมจ๊ะ” ฝนเสนอตัวลองทำผัดหมี่พิมาย
....... “ได้สิ”
.......“ยายสอนฝนหน่อยนะ” ฝนออดอ้อน
....... ยายปั้นยิ้มรับแล้วก็เดินไปติดเตาแก๊ส
.......ซึ่งก็ทำเอาฝนสะดุ้งอีกครั้ง ก็เธอไม่คุ้นเคยกกับการติดไว้ที่เตาแกสเลยนี่นา
.......ยายปั้นยกกะทะตั้งบนเตา “เริ่มด้วยการตั้งกะทะให้ร้อนพอประมาณ ใส่น้ำมันหมู กระเทียมเจียวคั่วให้หอม จึงใส่เครื่องปรุงต่างๆ ลงไป”
.......ฝนทำตามทีละขั้นตอนอย่างง่ายดาย
....... “อย่าลืมใส่น้ำเต้าเจี้ยวสูตรเฉพาะของยาย” ยายปั้นย้ำพร้อมกับตักใส่ให้ตามปริมาณที่คุ้นมือ “จากนั้นก็เติมน้ำต้มกระดูก”
....... ฝนตักน้ำต้มกระดูกใส่ลงในกะทะตามที่ยายปั้นบอก
.......“ทีนี้ก็รอให้น้ำปรุงเดือด” ยายปั้นบอก
.......ฝนหยิบเส้นหมี่ตากแห้งของชาวพิมายมาถือไว้หนึ่งกำ “เส้นแข็งๆ แบบนี้ใส่กะทะได้เลยใช่ไหมจ๊ะยาย” ฝนถาม
.......ยายปั้นพยักหน้า “ใช่ น้ำปรุงรสที่เดือด จะซึมเข้าไปในเส้นแข็งๆ นั่น จนทำให้เส้นมันนุ่ม และอร่อยจนถึงเนื้อใน” ยายปั้นบอกฝนอย่างละเอียด
.......ฝนพยักหน้ารับรู้ตามคำที่ยายปั้นบอก
.......พอเห็นน้ำปรุงรสเดือดพร่าน ฝนก็ใส่เส้นหมี่ตากแห้งลงไป พร้อมกับใช้ตะหลิวกดเส้นให้จมในน้ำปรุงที่กำลังเดือด
....... “ดีดี กดแตะๆอย่างเบามือนะ อย่าคนมาก เส้นจะเละ” ยายปั้นกำชับ
.......ฝนทำตามอย่างว่าง่าย ไม่นานผัดหมี่พิมายฝีมือฝนโดยการกำกับของยายปั้นก็อยู่บนจานและวางตรงหน้าหิน
.......ซึ่งหินก็กินอย่างเอร็ดอร่อย
.......จึงไม่แปลกที่ฝนจะอยู่ช่วยยายปั้นผัดหมี่ต่อ เพราะเริ่มมีลูกค้าเข้าร้าน
.
.......ระหว่างที่ฝนช่วยยายปั้นทำผัดหมี่พิมายขายที่ใต้ถุนบ้าน หินก็ไปบ้านศุวิล และชวนวิลไปหาอนลที่ค่ายมวย ซึ่งวิลก็ยินดีที่จะไปกับหินอยู่แล้ว
.
....... ที่ค่ายมวย
....... อนลกำลังซ้อมมวยกับคู่ซ้อมอย่างหนัก ผิวพรรณที่ขาวนวลเนียนของนลกลายเป็ชมพูเกือบทั่วตัว บางแห่งเกือบแดงเพราะโดนคู่ชกกระหน่ำทั้งหมัดที่เตะ แม้อนลจะหลบหลีกได้อย่างปราดเปรียว แต่การที่ซ้อมชกมวยเป็เวลายาวนานย่อมต้องถูกหมัดถูกเข่าถูกเตะบ้างเป็ธรรมดา
.......ศุวิลถือโอกาสมองสำรวจเรือนร่างของนลอย่างเต็มตา .. แผงอกหนั่นแน่น .. หัวไหล่กำยำ.. หน้าท้องแบนราบ หากมิได้เรียบเนียน แต่เป็ลอนกล้ามซิกแพคชัดเจน ..ชัดจนเห็นกล้ามลูกที่เจ็ดและแปด .. ก่อนที่กล้ามที่เหลือจะหายเข้าไปในกางเกงมวย ..โดยมีร่องกล้ามรูปวีเชฟขนาบอยู่ข้างๆ
.......ทุกครั้งที่อนลยกขาเตะก้านคอคู่ซ้อม ศุวิลเองแทบเก็บอาการไม่อยู่ .. ก็ขากางเกงนักมวยกว้างขนาดนั้น แล้ว ..ยกขาสูงขนาดนั้น .. มันก็เห็นไปถึงไหนต่อไหน ..
.......ศุวิลแทบหัวใจวายทุกครั้งที่อนลซ้อมยกขาเตะคู่ซ้อม
.
....... ปี๊ดดดด ..!!
.......ครูฝึกให้สัญญาณหยุดการซ้อม
.......ศุวิลเองก็ได้ตั้งสติตัวเองจากเสียงนกหวีดนั่น
.......อนลผ่อนคลายตัวเองสักครู่ ก็เดินมาหาเพื่อนรักทั้งสอง โดยไม่ได้ใส่เสื้อ มีเพียงผ้าขนหนูผืนเล็กๆสำหรับเช็ดเหงื่อตามเนื้อตามตัว อนลนั่งลงแทรกกลางระหว่างหินกับวิล
.......หินกระเถิบห่างหน่อยนึง เพราะไม่อยากนั่งใกล้ชิดเพื่อนรักขณะที่ตัวเขามีเหงื่อชโลมอยู่ทั่วตัวแบบนี้
.......แต่วิลทำตรงกันข้าม นอกจากไม่ขยับออกห่างแล้ว วิลยังเขยิบเข้าชิดตัวนลอีก จนแทบจะตัวติดกันเลยก็ว่าได้
....... อนลไม่ได้สนใจว่าวิลนั่งขยับเข้าหรือออก เพราะมัวแต่ฟังหินเล่าเื่ที่ฝนเรียกปราสาทหินพิมายว่า ..ศรีวิเรนทราศรม
.......วิลทั้งรับฟังเื่ที่หินเล่า ทั้งมองเรือนร่างที่สมส่วนของอนล สลับกันไปมา
.......“อย่างนี้ต้องพิสูจน์” อนลหาทางออก
.......“ยังไงล่ะนล” วิลถามนลกลับ ราวกับเป็ลูกคู่
.......“ก็พาฝนเข้าไปในปราสาทเลย และถามให้รู้เื่” อนลตอบฉะฉาน
.......“จะดีเหรอ?” วิลเริ่มลังเล
....... “ดี!!” หินสรุป
.
....... ไม่นานนัก หิน อนล วิล และฝนก็มายืนอยู่หน้าทางเข้าอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ห่างจากจุดที่ทั้งสี่ยืนไม่มากนัก ก็คือ.. ปราสาทหินพิมาย หรือที่ฝนเอ่ยเรียกขานในนาม..ศรีวิเรนทราศรม
.......ฝนยืนมองโบราณสถานที่อยู่ตรงหน้า ในใจเขาสั่นไหวอย่างบอกไม่ถูก
.......หินมองหน้าฝน เขาคิดว่า.. เขาเข้าใจว่า..ฝนรู้สึกอย่างไร? หินเอื้อมมือไปััแผ่นหลังฝนพร้อมกับสบตาให้กำลังใจ
....... “เข้าไปได้..เหรอ?” ฝนถามหินอย่างแ่เบา
.......หินรู้สึกถึงความกลัว ผสมกับความหวั่นเกรง .. หรือที่คนโบราณเค้าชอบบอกว่ารู้สึก..ยำเยง
....... “ได้สิ พวกเราจะพาฝนเข้าไป ไปด้วยกันนะ” หินทั้งบอก ทั้งส่งสายตาให้กำลังใจ ทั้งใช้มือััปลอบประโลม
.......สีหน้าฝนดีขึ้นบ้าง
.......อนลไปคุยกับเ้าหน้าที่ฯ สักครู่ ก็เดินกลับมาบอกทุกคน “เรียบร้อย ไปกันเถอะ” ไม่รอคำตอบจากใครด้วยอนลเดินนำเข้าประตูอุทยานฯ ไป
.......วิลเดินตามอนลไปติดๆ
.......เพราะรู้สึกถึง.. ความประหม่า .. ความยำเยง ที่ฝนมีต่อสิ่งที่เขาเห็นตรงหน้า หินจึงเลือกเดินโอบไหล่ฝนเข้าไปในอุทยาน
....... หินพาฝนมาเดินชมปราสาทหินพิมาย เริ่มจากสะพานนาค ซึ่งหินก็อธิบายในแบบที่เขารู้ “ฝนสังเกตไหม นาคที่นี่เป็นาคเจ็ดเศียร ซึ่งเป็เอกลักษณ์ของพิมาย”
.......ฝนพยักหน้ารับรู้
....... แล้วทั้งสี่ก็เดินไปถึง..โคปุระ .. หรือซุ้มประตูทางเข้าขนาดใหญ่ ที่อยู่ถัดจากสะพานนาคไปหน่อย 
....... ฝนแปลกใจมาก “ทำไมถึงแตกหักไปได้ขนาดนี้”
.......“มันก็เป็อย่างนี้ั้แ่นลเกิดแล้วนะ” อนลตอบ
....... ฝนงงมาก และเริ่มเปรียบเทียบกับภาพที่ตนเคยเห็น “แต่.. ที่เคยเห็น ยังใหม่อยู่นะและงามมาก ไม่มีกระทั่งรอยขูดขีด”
.......“ฝนเห็นในฝันเหรอ?” อนลตอบกลับอย่างอารมณ์ดี
.......ฝนส่ายหน้า
.......จังหวะเดียวกับที่หินประคองพาเดินจนพ้นโคปุระ
....... ตรงหน้าฝนคือ.. ชาลาทางเดิน .. ทอดตัวยาวไปสู่ระเบียงคต .. ระเบียงคตที่รายล้อมรอบปราสาทประธานกับปรางค์พรหมทัต และปรางค์หินแดง
.......ฝนมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตนเอง “ไม่ใช่! .. ไม่ใช่! .. ไม่ใช่อย่างนี้!..”
....... พูดจบฝนก็เข้าอ่อน ราวกับเป็ลม ดีที่หินโอบประคองไว้ จึงได้รับตัวฝนไว้ในอ้อมแขน หินเอาแขนอีกข้างโอบกอดตัวฝนไว้
.......อนลกับวิลก็ช่วยหินประคองฝนหลบไปใต้ต้นไม้ใหญ่ข้างทาง
....... “ไม่มีอะไรครับเพื่อนผมเป็ลม อย่างมุงครับ อย่ามุง” อนลรีบแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
.......เห็นอนลทำอย่างนั้น ศุวิลก็เลยช่วยอนลอีกแรง ผู้คนที่ตอนแรกเหมือนจะแตกตื่นมามุงดู ก็ค่อยๆ สลายหายไปในที่สุด
.......แต่ฝนไม่ได้เป็ลม .. แค่ไร้เรี่ยวแรงจะทรงตัวอยู่ได้ .. ก็ภาพตรงหน้า ..ต่างจากภาพที่เขาเคยเห็นอย่างสิ้นเชิง
....... “ที่เราเคยเห็น.. ไม่ใช่แบบนี้” ฝนพูดไปในใจก็หวั่นไหวเหลือเกิน .. หรือเธอกลับไปช่วยอะไรไม่ได้ ..ทุกอย่างจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้ .. ในใจฝนเริ่มคิดไปถึงไหนต่อไหน
.......ตัวฝนสั่นจนหินต้องโอบกอดฝนแน่นขึ้น “ไม่เป็ไรนะ ไม่เป็ไร”
....... “เรากลัว ..เรากลัว .. หรือเราไปช่วยเค้าไม่ได้” ฝนยังคงพูดไปตามที่ใจเธอวิตก
.......“ช่วยใครไม่ได้เหรอ? .. ฝน” วิลถามขึ้นหลังจากที่ยืนฟังและพยายามปะติปะต่อเื่อยู่พักนึง
....... “พ่อ และอีกมาก.. หรือเราทำไม่ได้ .. หรือ? .. ” ฝนเริ่มพูดอะไรไปเรื่อย
....... แต่วิลก็พอจะปะติดปะต่อเื่ได้ว่า.. ฝนจะต้องกลับไปช่วยพ่อ กับอีกหลายคน .. แต่จะไปช่วยที่ไหน ไปช่วยยังไงวิลก็ไม่มีข้อมูล
....... “ฝน ..ฝน” หินเรียกชื่อ เรียกสติให้ฝน ทั้งลูบเนื้อลูบตัว จนฝนเริ่มสงบสติอารมณ์ลงได้
....... ทั้ง ๔ คน จึงเคลื่อนกลุ่มการสนทนามาที่ใต้ต้นจามจุรีขนาดใหญ่ในปราสาทหินพิมาย
....... “เอางี้ฝน ..เธอบอกพวกเราหน่อยสิว่า.. เธอมาจากไหน” ศุวิลเปิดประเด็นถาม
.......“ไม่รู้จะตอบยังไง” ฝนสับสนอย่างที่คำพูดเธอบอกทุกคน
.......“ฝนเคยเห็นปราสาทหินนี่ใชไหม?” หินช่วยถาม
.......ฝนพยักหน้าแทนการตอบ
.......“มันแตกต่างจากที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ใช่ไหม?” หินถามต่อ
.......“แตกต่างมาก” ฝนตอบ “ตรงนั้น” ฝนชี้ไปที่โคปุระใหญ่ที่ทั้งสี่เดินผ่านเข้ามา “มีหลังคาสะท้อนแสงสุริยาแล้ว .. สวยงามมาก ..ตรงนั้น” ฝนชี้ไปที่กำแพงหินส่วนที่เชื่อมต่อกับโคปุระ “ตรงนั้นเป็กำแพงหินสูง แข็งแรง มิได้ชำรุดแตกหักอย่างนี้”
.......เพื่อนรักทั้งสามคนสบตากันไปมา .. ที่ทั้งสามเคยคิด และเคยพูดคุยกันว่า .. ฝน ..คือคนที่มาจากอดีต .. น่าจะเป็ความจริงเสียแล้ว
....... “ฝน” วิลเรียกชื่อฝน “ตอนนี้.. วันนี้.. พระพุทธเ้าดับขันธ์ปรินิพพานมา ๒๕๖๕ ปีแล้ว” วิลพูดช้าๆ
....... ฝนรับฟัง
....... “ที่ที่ฝนจากมาพระพุทธเ้าดับขันธ์ปรินิพพานมากี่ปีแล้ว” วิลถามช้า..ชัด..
.......ฝนใช้ความคิดสักครู่ .. แล้วก็ส่ายหน้า
....... ทั้งหิน อนลวิล ต่างก็ลอบถอนหายใจ ปริศนาที่อยากรู้ก็ยังไม่อาจรู้ได้
.......“เมื่อแรกที่มาถึงที่นี่ .. พ่อเคยบอกว่า เป็ห้วงเวลาแห่ง ๙๓๐ ศก ..”
....... ทุกคนตาโต แม้จะไม่รู้ว่า ๙๓๐ คือช่วยไหน ศก คืออะไร แต่อย่างน้อยก็มีข้อมูลให้ไปต่อ
.......ศุวิลเซิร์ชในกูเกิลทันที จนได้คำตอบ “ศกคือมหาศักราช” เขาบอกทุกคนเมื่ออ่านเจอข้อมูลบางอย่าง “ฮะ!!” วิลใอุทาน
.......หินกับอนลมองหน้าวิล แม้จะเข้าใจที่วิลพูดแต่ที่วิลในั่น .. ทั้งสองอยากรู้ไม่น้อยไปกว่ากัน
....... “๙๓๐ ศก คือมหาศักราช ๙๓๐ ตรงกับ พ.ศ. ๑๕๕๑” วิลอ่านข้อมูล “ตามที่เค้าแปลจากจารึกวัดจงกอ”
....... “ฝน” หินเรียกอย่างทนุถนอม “ฝนมาไกลมากนะ”
.......“ไกลห่างจากพวกเราตั้งพันกว่าปีน่ะ” อนลขยายความ
.......ฝนพยักหน้ารับรู้ “และต้องกลับไปช่วย”
....... “กลับไปยังไงล่ะ” หินถาม
.......ฝนได้แต่ส่ายหน้า
....... “ก่อนจะกลับไปพวกเราต้องรู้ก่อนว่า.. ฝนมาที่นี่ยังไง”
....... ฝนมองหน้าหิน.. อนล .. ศุวิล ทั้งสามต่างก็ยิ้มให้กำลังใจฝน ฝนตั้งสติเล่าเื่เท่าที่จำได้ “เรากับพ่ออยู่ในขบวนเสด็จของเ้าฟ้ามหาชีวิต ..พวกเราทั้งหมดหนีราชภัยจากพระนครรัตน์มาที่นี่ .. และกำลังจะมาสักการะ ..กมรเตงชคตวิมายะ ..” เล่าถึงตรงนี้ สีหน้าของฝนก็เปลี่ยนไป ราวกับสิ่งที่ปรากฏตรงหน้ามิใช่หิน อนล และศุวิล
.......หินกำลังจะพูด แต่อนลส่งสัญญาณห้าม
....... “แล้ว ..สิงห์สังหารก็ปรากฏตัวขึ้น” ฝนเล่าต่อ “พวกมันไล่ฆ่าพวกเรา” ฝนหวาดกลัวจนมือไม้สั่น “พ่อข้าจึงร่ายเวทย์ ส่งข้ามาที่นี่ เพื่อหาอาวุธกลับไปปราบพวกนิลกาฬพวกสิงห์สังหาร แต่ข้า .. ข้า .. ข้าหาไม่พบ”
.......หินกอดปลอบฝน “ไม่เป็ไร .. ไม่เป็ไร ..ไม่ต้องกลัวนะ .. ไม่ต้องกลัว .. เราจะช่วยกันหารนะ” ปากก็ปลอบประโลม มือก็ลูบปลอบไปทั้งตัว
.......“ต้องช่วยข้านะ” ฝนมองสบตาหิน
....... หินพยักหน้ารับ
.......ราวกับแสงฟ้าผ่าว่าบขึ้นในมโมของ.. อนล
.......ภาพฝนชายหนุ่มในอ้อมกอดของหิน กลายเป็หญิงสาว .. อรชร .. อ้อนแอ้น .. หากมีดวงหน้างามล้ำ .. กำลังสบตาอนล.. ขอร้องให้อนลช่วยเธอ ..
....... “ช่วยข้านะช่วยข้า”
....... อนลตกตะลึงกับภาพที่อยู่ตรงหน้าจนมิอาจพูดอะไรออกมาได้
.
๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙ จบตอนที่๓ ๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙๙