“มาถึงแล้วก็นั่งสิเ้าจะยืนรอให้ข้าไปประคองมานั่งหรืออย่างไร คิดฝันเฟื่องเกินไปหน่อยหรือไม่”
หลี่เหวินหลางแม่ทัพหนุ่มรูปงามว่าที่ผู้นำตระกูลหลี่พูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนักซ้ำยังส่งสายตารังเกียจเดียดฉันท์ไปยังร่างของผู้ที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็ภรรยาตนเองอย่างไม่คิดปิดบัง
ใช่แล้วบุรุษผู้นี้คือสามีของไป๋ฟางเซียนนั่นเองสามีที่ไป๋ฟางเซียนรักจนกระทั่งตายไปก็ยังรัก
หลี่เหวินหลางคือบุตรชายคนเดียวของอดีตแม่ทัพใหญ่นามหลี่
เหวินชิง และฮูหยินใหญ่นาม เหลียนฮวา ผู้เป็บิดามารดาบุญธรรมของไป๋ฟางเซียน
ตระกูลหลี่เป็หนึ่งในตระกูลเก่าแก่ของเมืองหลวงตระกูลหลี่ทุกรุ่นรับราชการดำรงตำแหน่งแม่ทัพปกป้องบ้านเมืองเรื่อยมาไม่ฝักใฝ่อำนาจขึ้นตรงต่อฮ่องเต้เพียงผู้เดียวจึงได้รับความไว้วางใจต่อราชวงศ์อย่างมากคนทั่วไปมักเรียกตระกูลหลี่ว่าตระกูลแม่ทัพ ด้วยความที่บรรพบุรุษเป็ทหารสืบต่อกันเรื่อยมาและล้วนเป็คนไม่ชอบการแก่งแย่งอำนาจ หลี่
เหวินหลางเองก็เลือกรับราชการตามบรรพบุรุษจนในที่สุดก็ใช้ความสามารถของตนคว้าตำแหน่งแม่ทัพของแคว้นมาได้
หลี่เหวินหลางเป็บุรุษหนุ่มรูปงามเป็แม่ทัพหนุ่มอนาคตไกล ก่อนหน้าที่เขาจะรู้ว่าตนกับไป๋ฟางเซียนเป็คู่หมั้นกันชายหนุ่มก็ยังเอ็นดูและห่วงนางในฐานะน้องสาวอยู่บ้างเนื่องจากคิดกับนางเป็เพียงน้องสาวมาโดยตลอด ไม่มีจิตคิดเป็อื่น
ครั้นมารู้ว่าตนและนางเป็คู่หมั้นกันทั้งนางยังไม่ปฏิเสธการหมั้นหมาย รวมไปถึงรู้ว่านางไม่ได้คิดกับตนแค่พี่ชายด้วยความที่ไม่อยากทำร้ายนาง หลี่เหวินหลางจึงได้ตีตัวออกหากแสดงจุดยืนอย่างชัดเจนมาโดยตลอดว่าเขาไม่รักนางหวังให้นางรู้ตัวและหักห้ามใจจะได้ไม่เ็ป
ทว่าความหวังดีที่เขามีให้ไป๋ฟางเซียนกลับมองข้าม ดื้อดึงคิดเอาชนะ ทำร้ายสตรีหลายนางที่มีใจต่อเขาไป๋ฟางเซียนกลายเป็สตรีร้ายกาจการกระทำของนางทำให้เขารับไม่ได้และรังเกียจนางในที่สุดกระทั่งต้องแต่งกับนางเขายังไม่คิดร่วมหอ
การที่นางทำร้ายสตรีอื่นเขายังพอทำใจได้อยู่บ้างแต่การที่นางทำร้ายสหายสนิทที่นางมีอยู่เพียงหนึ่งเพราะความหึงหวงเป็เหตุเป็สิ่งที่เขารับไม่ได้และด้วยเหตุผลนี้เองทำให้เขารังเกียจนางมากกว่าสิ่งใด
หลี่เหวินหลางชมชอบสตรีเรียบร้อยอ่อนหวานเป็สตรีในห้องหอ ยึดถือหลัก 3 เชื่อฟัง 4 จรรยาในเมื่อเขาชอบสตรีในลักษณะนิสัยเช่นนั้นแต่ไป๋ฟางเซียนกลับมีนิสัยตรงข้ามทั้งยังมีแนวโน้มที่จะร้ายกาจมากขึ้น จะให้เขาไม่รังเกียจนางได้อย่างไรไหว
สตรีเช่นนี้มีแต่ต้องหนีให้ห่างมีไว้ใกล้ตัวก็รังแต่จะทำให้ร้อนรุ่ม คล้ายถือเผือกร้อนหาความสงบสุขไม่ได้
อีกอย่างที่เขาไม่คิดสนใจไป๋ฟางเซียนหรือสตรีอื่นใดนั่นก็เพราะว่าหลี่เหวินหลางมีสตรีที่สนใจอยู่แล้ว สตรีเรียบร้อยอ่อนหวาน กิริยามารยาทเพียบพร้อมเพียงสบตาก็ยากจะหักห้ามความรู้สึกแสร้งทำตัวเ็าเฉกเช่นกับที่ทำต่อสตรีอื่นมิได้
คราแรกเขาก็มิได้คิดอะไรกับสตรีนางนั้นเพียงชมชอบที่นางงดงามอ่อนหวานเพิ่งคิดอยากจะผูกสมัครรักใคร่ก็เมื่อสตรีใจร้ายด่าว่านางจนนึกสงสารจากสงสารก็กลายเป็ความสนใจแต่ยังไม่ถึงขั้นรักสำหรับตัวเขาแล้วเื่นี้ยังคงต้องดูต่อไปเรื่อย ๆ แต่ถามว่าเขาสนใจสตรีอื่นมากไปกว่านางหรือไม่ตอบเลยว่าไม่ ที่สำคัญที่เขาสนใจสตรีนางนี้มากกว่าผู้ใดมิใช่ว่ากระทำตามความรู้สึกของตนเพียงอย่างเดียวแต่เป็เพราะเขามีเหตุจำเป็ที่ต้องใกล้ชิดกับนางเป็เหตุจำเป็ที่บอกกล่าวใครไม่ได้และสตรีนางนั้นก็คือผู้ที่นั่งอยู่ข้างกายเขาในตอนนี้ สตรีที่มีนามว่า โจวเฟิ่งจิ่ว
โจวเฟิ่งจิ่วหญิงงามของตระกูลโจว นางเป็บุตรสาวคนโปรดของเสนาบดีกรมคลังโจวเหลียงเกาเกิดจากฮูหยินเอกหลิวเฟิ่งหยา จึงเป็บุตรีที่โจวเหลียงเการักและตามใจมาก
โจวเฟิ่งจิ่วเป็สาวงามที่ตำแหน่งสตรีงามอันดับสองของเมืองหลวงผู้เป็เ้าของใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ดวงตากลมโตสดใสมุมปากแย้มยิ้มอยู่เป็นิจกิริยามารยาทเรียบร้อยอ่อนหวานแลดูน่าทะนุถนอม ชอบสวมใส่อาภรณ์สีขาวหรือสีชมพูอ่อนนั่นช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ความอ่อนโยนของนางยิ่ง ใครเห็นเป็ต้องหลงรักและเอ็นดูซึ่งต่างกันกับไป๋ฟางเซียนลิบลับ
ไป๋ฟางเซียนนิยมสวมใส่อาภรณ์สีฉูดฉาดยิ่งสีเข้มเท่าไรยิ่งดี ไม่ว่าจะไป๋ฟางเซียนคนเก่าหรือคนใหม่ต่างมีรสนิยมคล้ายคลึงกันทั้งสิ้น หากจะมีอะไรต่างกันคงเป็เื่ของความรักกระมัง
ในขณะที่ไป๋ฟางเซียนคนเดิมหลงรักและบูชาบุรุษเ้าของหัวใจจนเรียกได้ว่าจมปลักเพียงคนเดียวไม่คิดเผื่อใจเวลาผิดหวังไป๋ฟางเซียนคนใหม่ที่มาจากยุคที่เจริญแล้วทุกด้านกลับต่างออกไปนางไม่คิดรักหรือบูชาผู้ใดหากนางจะรักใครสักคนบุรุษผู้นั้นย่อมต้องมีนางและรักนางคนเดียวเท่านั้นหากไม่มีใครตรงตามที่นางตั้งไว้ นางก็ไม่คิดมอบหัวใจให้ใคร หัวใจของนางมีดวงเดียว ฉะนั้นนางดูแลเองได้!
“เมื่อไหร่เ้าจะมานั่งข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าไม่คิดไปประคองจับจูงเ้า ยังมัวรีรออะไรอยู่อีกข้ามิได้ว่างคุยกับเ้าทั้งวันนะ!”
‘ปากจัดมากพ่อ’ไป๋ฟางเซียนคิดก่อนจะมองไปยังบุรุษที่ได้ชื่อว่าเป็สามีด้วยสายตาเรียบเฉยไม่ลืมปรายสายตามองสตรีที่นั่งอยู่ข้างกัน มุมปากของนางกระตุกเหยียดยิ้มก่อนจะไปนั่งตรงข้ามกับโจวเฟิ่งจิ่วที่นั่งอยู่ด้านซ้ายส่วนนางนั่งอยู่ด้านขวามือของหลี่เหวินหลาง ตรงกลางมีโต๊ะน้ำชาตั้งอยู่
“หึกิริยาน่ารังเกียจนัก” ไป๋ฟางเซียนไม่สนใจ นางยกมือขึ้นมากรีดนิ้วของตนเล่นสายตาจับจ้องที่เล็บขาวอมชมพูอย่างคนสุขภาพดีพลางชื่นชมในใจ
หลี่เหวินหลางเห็นว่านางไม่สนใจก็โมโหกำลังจะต่อว่านางอีกระลอก สตรีที่ตนให้ความสนใจก็จับที่ต้นแขนของเขาไว้พลางเรียกเสียงอ่อนหวานทั้งยังส่งสายตาห้ามปรามมาที่เขาด้วย
“พี่เหวินเ้าคะ”โจวเฟิ่งจิ่วปรามด้วยเสียงหวาน มองไปยังคนที่ตนรักด้วยสายตาหวานซึ้ง ก่อนจะค่อย ๆหันไปมองไป๋ฟางเซียนด้วยสายตาหวาดกลัวปะปนรู้สึกผิด
ไป๋ฟางเซียนที่ไม่ได้สนใจว่าใครจะพูดหรือมีสายตาเช่นใดั้แ่แรกก็มองไปที่อดีตเพื่อนรักของไป๋ฟางเซียนคนเดิมด้วยสายตารู้ทัน
‘เอาสิเล่นละครมาสิ ข้ามาจากยุคสมัยที่เจริญแล้ว ทั้งยังเรียนเอกการแสดงจะไม่รู้ได้เช่นไรว่าที่เ้ากำลังทำอยู่มันจริงหรือปลอม หากไม่เหนื่อยก็ทำมาเถอะข้าพร้อมดูมาก’ นางพูดในใจคนเดียว มุมปากก็ยังยกยิ้ม
“ฮึ่ม!” หลี่เหวินหลางถอนหายใจออกมาหนัก ๆเขาไม่แม้แต่จะปรายตามามองนางเลยด้วยซ้ำ ซึ่งนางก็ไม่คิดจะใส่ใจ
ทำไมนางต้องใส่ใจคนที่รังเกียจเกลียด และไม่รักนางด้วยเล่า นางไม่ใช่ไป๋ฟางเซียนคนโง่คนนั้นนะ