หลังจากนั่งคุยกันในห้องรับแขกได้ครู่หนึ่ง ลู่เชียนสวินก็จูงมือหลินทิงเสวี่ยพาเดินไปยังห้องนอนของเธอ
ห้องนอนของเชียนสวินเป็นห้องเล็กๆ ที่ถูกจัดเก็บอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้เจ้าของห้องจะไม่อยู่บ้านหลายวัน แต่ภายในกลับสะอาดเอี่ยมไร้ฝุ่นจับ
ภายในห้องประกอบด้วยเตียงนอน ตู้เสื้อผ้าใบใหญ่ และโต๊ะเขียนหนังสือ บนโต๊ะเต็มไปด้วยตำราเรียนและเครื่องเขียนวางเรียงราย ชิดผนังมีชั้นหนังสือเล็กๆ สามชั้น แต่ละชั้นอัดแน่นไปด้วยหนังสือที่ถูกจัดเรียงไว้อย่างดี
ผ้าม่านสีชมพูอ่อนปักลายดอกทานตะวันช่วยให้ห้องดูสดใสมีชีวิตชีวา บนผนังสีขาวสะอาดติดเกียรติบัตรของเชียนสวินไว้เต็มไปหมด แซมด้วยภาพวาดทิวทัศน์ภูเขาอีกสองสามภาพ
เชียนสวินกดไหล่ทิงเสวี่ยให้นั่งลงบนเตียง “คืนนี้เธอนอนกับฉันนะ แต่ถ้าไม่ชิน เดี๋ยวฉันไปนอนกับแม่ แล้วยกเตียงนี้ให้เธอนอนคนเดียว”
ทิงเสวี่ยรีบตอบ “เตียงกว้างขนาดนี้ หนูนอนเบียดกับพี่ได้สบายมากค่ะ”
ทันใดนั้นลู่เชียนสวินก็ก้มลงดึงกล่องไม้ใบหนึ่งออกมาจากใต้เตียง แล้วเปิดให้ทิงเสวี่ยดู
“โห! ตุ๊กตาเยอะจังเลย!” ทิงเสวี่ยอุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจเมื่อเห็นของเล่นขนปุยอัดแน่นอยู่เต็มกล่อง
ในนั้นมีทั้งตุ๊กตาเด็กผู้หญิง ตุ๊กตาหมี และตุ๊กตาสัตว์น่ารักๆ อีกสารพัด
ทิงเสวี่ยจำได้ว่าในชาติก่อน ตอนไปบ้านเฉินเหยาเหยา เธอก็เห็นอีกฝ่ายมีกล่องตุ๊กตาแบบนี้เหมือนกัน ตอนนั้นเธออิจฉามาก แต่พอมาเห็นของสะสมของลู่เชียนสวิน ของพวกนั้นของเฉินเหยาเหยาก็กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวไปเลย
ลู่เชียนสวินชี้ไปที่ของเล่นในกล่องพลางเอ่ยเสียงเรียบ “ตั้งแต่พ่อแม่หย่ากัน เพื่อนๆ ก็พากันกีดกันฉัน หัวเราะเยาะว่าฉันเป็นเด็กน่าสงสารที่ไม่มีพ่อ บางคนถึงขั้นล้อว่าฉันเป็นลูกไม่มีแม่ ที่ฉันผ่านช่วงเวลานั้นมาได้ ก็เพราะการอ่านเขียน แล้วก็ของเล่นพวกนี้แหละที่เป็นเพื่อน”
แม้ลู่เชียนสวินจะเล่าด้วยน้ำเสียงทีเล่นทีจริงราวกับไม่ใส่ใจ แต่ทิงเสวี่ยเข้าใจความขมขื่นนั้นดี เพราะเธอเองก็หัวอกเดียวกัน “พี่เชียนสวิน... อย่าไปนึกถึงอดีตที่มันผ่านไปแล้วเลยค่ะ มันไม่คุ้มค่าที่จะจำหรอก ชีวิตของพวกเราจะต้องดีขึ้นเรื่อยๆ แน่นอนค่ะ”
ลู่เชียนสวินพยักหน้าเบาๆ ดวงตาฉายแววมุ่งมั่นขณะมองดูเด็กหญิงตัวน้อยตรงหน้า “เธอพูดถูก ชีวิตของเราต้องดีขึ้นแน่ๆ... รู้ไหมเสียวเสวี่ย ตั้งแต่ฉันเริ่มตีพิมพ์บทความลงนิตยสาร ฉันได้รับจดหมายจากนักอ่านเยอะมาก แต่มีน้อยคนนักที่ฉันจะรู้สึกอยากเป็นเพื่อนด้วยจริงๆ รู้ไหมว่าทำไมฉันถึงถูกชะตากับเธอ”
ทิงเสวี่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เพราะหนูมาจากครอบครัวที่แตกแยกเหมือนกันเหรอคะ พวกเราต่างก็เป็นคนน่าสงสารเหมือนกัน”
“นั่นก็ส่วนหนึ่ง” ลู่เชียนสวินยิ้มบางๆ “แต่อีกเหตุผลคือ ฉันสะดุดตากับลายมือที่สวยงามของเธอตั้งแต่จดหมายฉบับแรก ในจดหมายบอกว่าเธออายุแค่เก้าขวบ ฉันแทบไม่อยากเชื่อสายตา เพราะลายมือสวยขนาดนั้น อย่างน้อยก็น่าจะเป็นเด็กโต หรือต่อให้โตแล้วก็ใช่ว่าจะเขียนได้สวยขนาดนี้”
“หลังจากเขียนจดหมายโต้ตอบกันอีกสองสามฉบับ ฉันก็สัมผัสได้ถึงความจริงใจจากตัวหนังสือของเธอ ยิ่งพอเห็นรูปถ่ายที่ส่งมา ฉันถึงมั่นใจว่าเธอไม่ได้โกหกและยังเป็นเด็กตัวกะเปี๊ยกจริงๆ จดหมายของเธอจริงใจมาก ไม่เหมือนคนอื่นที่เขียนมาแค่ชมว่าชอบผลงานแล้วก็จบไป”
“แต่เธอกลับแบ่งปันเรื่องราวชีวิต สิ่งที่เจอในแต่ละวัน หนังสือที่ชอบ บทกวีที่ประทับใจ เธอเป็นนักอ่านที่พิเศษที่สุดของฉัน ฉันเลยอยากเป็นเพื่อนกับเธอจริงๆ อีกอย่าง... ก็อย่างที่เธอว่า เราหัวอกเดียวกัน มาจากครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์เหมือนกัน”
“แต่ที่คาดไม่ถึงที่สุด คือการที่เธอได้มาเจอกับแม่ของฉัน แถมคำแนะนำของเธอยังช่วยรักษาโรคเก่าเรื้อรังของแม่ได้อีก เมื่อก่อนฉันไม่เคยเชื่อเรื่องพรหมลิขิตเลยนะ แต่ครั้งนี้ฉันเชื่อแล้วล่ะ พวกเรามีวาสนาต่อกันจริงๆ”
คำพูดจากใจของลู่เชียนสวินทำเอาทิงเสวี่ยซาบซึ้งจนอดโผเข้ากอดอีกฝ่ายไม่ได้ “หนูก็รู้สึกว่าเรามีวาสนาต่อกันค่ะ พี่เชียนสวิน... พี่คือต้นแบบในดวงใจของหนูเลยนะ ไม่นึกเลยว่าจะได้มาเจอตัวจริง แถมยังได้เป็นพี่น้องกันแบบนี้”
ทิงเสวี่ยอยากจะบอกเหลือเกินว่า... พี่เชียนสวิน ไม่ว่าจะชาติก่อนหรือชาตินี้ พี่ก็คือนักเขียนในดวงใจของหนูเสมอ
ลู่เชียนสวินยิ้มพลางตบหลังเล็กๆ ของทิงเสวี่ยเบาๆ “มิน่าล่ะพวกผู้ใหญ่ถึงเอ็นดูเธอนัก ปากหวานขนาดนี้ ใครได้ฟังก็หลงรักตายเลย”
ช่วงหลายวันที่อยู่หมู่บ้านต้าเหอ ลู่เชียนสวินเห็นกับตาตัวเองว่าพวกคนเฒ่าคนแก่ชอบทิงเสวี่ยแค่ไหน เด็กคนนี้ทั้งฉลาดพูด มีไหวพริบ และรู้จักเอาใจใส่คนรอบข้างจริงๆ
จากนั้น ลู่เชียนสวินก็พาหลินทิงเสวี่ยไปดูห้องนอนใหญ่ซึ่งเป็นห้องของลู่ตันชิง
ห้องนี้กว้างกว่าห้องของเชียนสวินมาก การตกแต่งเรียบง่ายแต่ดูดี มีเตียงคู่ ตู้เสื้อผ้า โต๊ะเครื่องแป้ง และชั้นหนังสือเล็กๆ ที่นอกจากหนังสือแล้ว ยังมีเครื่องเคลือบดินเผาและเครื่องประดับหยกวางโชว์อยู่อย่างมีรสนิยม
ผ้าม่านสีน้ำเงินเข้มดูสุขุม บนขอบหน้าต่างวางกระถางต้นไม้เขียวชอุ่มไว้สองกระถาง
ผนังห้องประดับด้วยภาพจำลองจิตรกรรมเลื่องชื่อสองภาพ คือภาพ “สตรีสกุลกัวเดินทางชมฤดูใบไม้ผลิ” และ “เทพธิดาแห่งแม่น้ำลั่ว” นอกจากนี้ยังมีภาพจำลองอักษรพู่กัน “บทกวีศาลาหลันถิง” ของปรมาจารย์หวังซีจือแขวนอยู่อีกด้วย
บนโต๊ะข้างเตียงมีกระถางกำยานเซรามิกใบจิ๋วลวดลายประณีต ภายในยังมีขี้เถ้าธูปหลงเหลืออยู่เล็กน้อย
“คุณแม่บุญธรรมชอบจุดกำยานก่อนนอนเหรอคะ” ทิงเสวี่ยถามพลางมองไปที่กระถางใบนั้น
ลู่เชียนสวินรีบอธิบาย “แม่เริ่มนอนไม่หลับตั้งแต่หย่ากับพ่อ เมื่อก่อนต้องพึ่งยานอนหลับตลอด แต่หมอบอกว่ากินนานๆ มันไม่ดี ได้ยินเขาว่าจุดเครื่องหอมระงับประสาทจะช่วยให้หลับง่ายขึ้น แม่เลยติดนิสัยต้องจุดกำยานก่อนนอนทุกคืน”
ทิงเสวี่ยสังเกตสีหน้าของลู่ตันชิงก็พอเดาออกว่าเธอพักผ่อนไม่เพียงพอ ยิ่งพอได้ยินเชียนสวินยืนยันแบบนี้ก็ยิ่งมั่นใจ
หลังออกจากห้องนอนใหญ่ ลู่เชียนสวินก็พาไปชมระเบียงบ้าน ที่นั่นเต็มไปด้วยกระถางต้นไม้นานาพันธุ์ ที่ผลัดกันออกดอกบานสะพรั่งตามฤดูกาล มองแล้วสดชื่นสบายตา
สักพักลู่ตันชิงก็กลับมาจากจ่ายตลาดและเริ่มวุ่นอยู่ในครัว
ในเมื่อทิงเสวี่ยมาบ้านเป็นครั้งแรก ในฐานะแม่บุญธรรม เธอจึงตั้งใจเตรียมอาหารมื้อพิเศษไว้รับขวัญลูกสาวคนใหม่
ทิงเสวี่ยเห็นลู่ตันชิงง่วนอยู่หน้าเตาก็ทำท่าจะเข้าไปช่วย แต่กลับถูกลู่ตันชิงดันหลังออกมา “ไม่ต้องเลยจ้ะ รีบไปดูทีวีกับพี่สาวเราเถอะ จำไว้นะ... มือเปรียบเสมือนใบหน้าที่สองของผู้หญิง เราต้องดูแลรักษาให้ดี เข้าใจไหม”
“เข้าใจแล้วค่ะ” ทิงเสวี่ยรับคำเสียงอ่อย
มือของเธอหยาบกร้านเพราะทำงานบ้านหนักมาตลอด ต่างจากมือของลู่เชียนสวินที่นุ่มนิ่มราวกับไม่เคยหยิบจับงานหนักเลยสักครั้ง
ลู่เชียนสวินเปิดทีวี ช่วงเวลานี้ทางสถานีกำลังฉายละครรักโรแมนติกสุดรันทดจากบทประพันธ์ของ ‘ฉงเหยา’ พอดี
ลู่เชียนสวินโปรดปรานงานของฉงเหยามาก ถึงขนาดมีชั้นวางนิยายของนักเขียนคนนี้โดยเฉพาะ
ในชาติที่แล้ว ทิงเสวี่ยเองก็เคยติดละครพวกนี้งอมแงม เสียน้ำตาไปไม่รู้กี่ลิตร แต่พอโตขึ้นกลับรู้สึกว่าละครแนวนี้ไม่ค่อยคุ้มค่าที่จะเสียเวลาดู แถมเนื้อหาหลายอย่างก็ดูตรรกะบิดเบี้ยวพิกล
พอเห็นลู่เชียนสวินนั่งดูละครตาเยิ้ม อินไปกับบทรักเลี่ยนๆ ในจอ ทิงเสวี่ยก็รู้สึกจนปัญญา เธอจึงหันไปหยิบหนังสือพิมพ์ ฉีหลู่เฉินเป้า บนโต๊ะน้ำชามาอ่านฆ่าเวลาแทน
ไม่นานนัก อาหารเย็นก็เสร็จเรียบร้อย
เมื่อเห็นอาหารหน้าตาดี สีสันสวยงาม ส่งกลิ่นหอมฉุยเต็มโต๊ะ ทิงเสวี่ยก็แทบจะน้ำลายสอ “คุณแม่บุญธรรม... นี่มันเยอะเกินไปแล้วนะคะ พวกเราสามคนกินไม่หมดแน่ๆ”
ลู่ตันชิงยิ้มหวาน “เอาน่า กินเยอะๆ หน่อย แม่ตั้งใจทำสุดฝีมือ ห้ามกินเหลือทิ้งขว้างนะ”
“รับทราบค่ะ หนูจะกินให้พุงกางเลย แม่บุญธรรมกับพี่เชียนสวินก็ต้องช่วยกันกินด้วยนะคะ เรามาช่วยกันจัดการของอร่อยพวกนี้ให้เกลี้ยงโต๊ะกันเถอะ”
ปกติเวลาลู่เชียนสวินกินข้าวกับแม่ บรรยากาศมักจะเงียบเชียบและดูอึดอัดเล็กน้อย แต่พอมีทิงเสวี่ยเข้ามาร่วมวง โต๊ะอาหารวันนี้กลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นผิดหูผิดตา
ลู่เชียนสวินสังเกตเห็นว่า แม่ไม่ได้หัวเราะอย่างมีความสุขแบบนี้มานานมากแล้ว
เธอรู้ดีว่าลึกๆ แล้วแม่ชอบความครึกครื้น แต่ตัวเธอเองไม่รู้วิธีเอาใจหรือสร้างบรรยากาศ เธอยังจำได้ดีว่าสมัยที่พ่อกับแม่ยังไม่หย่ากัน บ้านหลังนี้เคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความสุขแค่ไหน
แม้เธอและทิงเสวี่ยจะมาจากครอบครัวที่ไม่สมบูรณ์เหมือนกัน แต่ในขณะที่เธอจมอยู่กับความเศร้าสร้อย ทิงเสวี่ยกลับร่าเริง เข้มแข็ง และมีความคิดความอ่านเกินตัว ยิ่งคิดลู่เชียนสวินก็ยิ่งรู้สึกละอายใจ
ลู่ตันชิงใช้ตะเกียบกลางคีบกับข้าวใส่จานทิงเสวี่ย “เสียวเสวี่ย กินเยอะๆ ลูก หนูอยู่ในวัยกำลังโต ต้องกินให้อิ่ม ได้สารอาหารครบถ้วน จะได้สูงไวๆ”
“ขอบคุณค่ะแม่บุญธรรม เรื่องกินนี่หนูสู้ตายอยู่แล้ว แต่แม่อย่ามัวแต่คีบให้หนูสิคะ คีบให้พี่เชียนสวินด้วย เดี๋ยวพี่เขาจะน้อยใจเอานะ”
ลู่ตันชิง “...”
ลู่เชียนสวิน “...”
พอกินไปได้สักพัก ทิงเสวี่ยก็ถือโอกาสพูดเรื่องอาการนอนไม่หลับของลู่ตันชิง “แม่บุญธรรมคะ หนูได้ยินพี่เชียนสวินบอกว่าแม่นอนไม่ค่อยหลับ แม่พยายามเลี่ยงยานอนหลับเถอะนะคะ การจุดกำยานก็เป็นวิธีที่ดี แต่หนูมีวิธีเสริมค่ะ ลองแช่เท้าในน้ำอุ่น ก่อนนอนสักสิบห้านาที แล้วก็หาซื้อดอกเบญจมาศตากแห้งมาทำเป็นไส้หมอนหนุนนอน กลิ่นของมันช่วยได้มากค่ะ นอกจากนี้ก็ให้ดื่มชาดอกเบญจมาศหรือชาสะระแหน่อุ่นๆ แล้วก็เปิดเพลงบรรเลงเบาๆ คลอไปด้วย อย่างพวกเพลงกู่ฉิน ‘เกาซานหลิวสุ่ย’ หรือเพลงเปียโนช้าๆ ก็ได้ค่ะ”
“เสียวเสวี่ย... ที่พูดมาทั้งหมดนี่แม่จำแทบไม่ทัน ทำไมหนูรู้เรื่องพวกนี้เยอะจังจ๊ะ?” ลู่ตันชิงมองเด็กน้อยด้วยความทึ่ง
ทิงเสวี่ยแสร้งทำเป็นนิ่งคิดหาข้ออ้างครู่หนึ่งก่อนตอบ “จริงๆ แล้วหนูไม่ได้มีความรู้เยอะหรอกค่ะ ทั้งหมดนี้คุณย่าของหนูต่างหากที่รู้ ท่านสอนหนูมา ย่าเองก็เป็นโรคนอนไม่หลับเหมือนกัน วิธีพวกนี้ย่าเคยลองมาหมดแล้ว ขาดก็แต่วิธีเปิดเพลงกล่อม เพราะที่บ้านเราไม่มีเครื่องเล่นเทป แต่ฐานะอย่างแม่บุญธรรมตอนนี้ ซื้อเครื่องเล่นเทปเล็กๆ มาเปิดฟังได้สบายเลยค่ะ”
“คุณย่าของหนูเป็นคนที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ท่านเลี้ยงหนูมาได้ดีมากเลยนะ” ลู่ตันชิงเอ่ยชมจากใจ
หลังมื้อเย็น ทิงเสวี่ยกับลู่เชียนสวินช่วยกันเก็บโต๊ะ แต่ลู่ตันชิงไล่ให้วางจานชามไว้ บอกว่าจะล้างเอง
จากนั้นลู่ตันชิงก็เดินไปที่โทรศัพท์ กดหมายเลขโทรออกอย่างคล่องแคล่ว
ปลายสายรับอย่างรวดเร็ว “แม่คะ... พรุ่งนี้หนูจะให้เชียนสวินพาลูกสาวบุญธรรมของหนูไปทักทายคุณพ่อคุณแม่นะคะ หนูรับรองเลยว่าถ้าได้เจอตัวจริง คุณพ่อคุณแม่ต้องหลงรักยัยหนูคนนี้แน่นอน”
ลู่ตันชิงคุยกับแม่ของเธอต่ออีกครู่หนึ่งจึงวางหู
เธอหันมาบอกทิงเสวี่ยด้วยรอยยิ้ม “พรุ่งนี้พอกินข้าวเช้าเสร็จ หนูไปบ้านคุณตาคุณยายพร้อมพี่เขานะ พอรู้ว่าแม่รับลูกบุญธรรม พวกท่านก็ดีใจกันใหญ่เลย”