บทที่ 1
เสียงโทรศัพท์ที่กรีดร้องขึ้นมาตอนตีหนึ่งกว่าๆ ทำให้กิตติเทพค่อยๆ ลืมตาอย่างแปลกใจ ใครโทรมานะ? ตอนเวลาแบบนี้?
“Pronto!” กิตติเทพกรอกเสียงด้วยน้ำเสียงง่วงๆ
“พี่เกน นี่ผม…กล้านะครับ” เสียงละล้ำละลักที่ปลายสายทำให้กิตติเทพตื่นตัวได้เต็มที่ และสติยิ่งกลับคืนมาเมื่อได้ยินข้อความที่กลินท์-น้องชายคนเดียวของเขาเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“เข้าใจแล้ว กล้า พี่จะรีบหาตั๋วแล้วกลับไปเมืองไทยให้เร็วที่สุด” กิตติเทพสรุปก่อนวางสาย เขาเลื่อนตัวลงจะหลับ แต่ก็นอนไม่ลงเมื่อนึกถึงข้อความที่กลินท์พูดเมื่อครู่
“พี่แก้วเสียแล้วครับ”
“น้องฟ้าพูดไม่ได้ น่าจะช็อก พรุ่งนี้ผมจะพาไปพบหมอ”
“พี่แก้วน่าจะฆ่าตัวตายครับ”
…
พี่สาวคนเดียวของเขา คนที่คอยเวียนแวะมาเยี่ยมเขาตลอดนับั้แ่เขาตัดสินใจขอพ่อมาเรียนต่อที่อิตาลี แล้วอยู่ยาวจนถึงปักหลักทำงานที่นี่ กะรัตคนนั้น…ตายเสียแล้ว!!!
ฟ้าไพลินท์…หลานสาวคนเดียวของเขาพูดไม่ได้ อาจจะเกิดจากอาการช็อก…ฟ้าไพลินท์สุดที่รักของเขา
ในสมองของกิตติเทพมีแต่เื่นี้วนเวียนอยู่ในหัว ความวิตกกังวลและความเครียดทำให้คืนนั้นเขานอนไม่หลับ เช้าวันรุ่งขึ้นจึงมีอาการสะโหลสะเหลจนเอียน-รูมเมทชาวอิตาเลี่ยนเอ่ยปากทัก
“เค้นท์ คุณเป็อะไรรึเปล่า? เมื่อคืนนี้คุณนอนไม่พอเหรอ?”
“คือ…” กิตติเทพตัดสินใจเล่าเื่ราวที่ได้ฟังจากปากของกลินท์ให้เอียนฟัง เอียนเป็รูมเมทของเขาั้แ่สมัยอยู่มหาวิทยาลัย ค่อนข้างสนิทกันมาก และเคยเจอกะรัตหลายครั้งเพราะกะรัตมาเยี่ยมเขาที่อิตาลีบ่อยๆ เขาจึงไม่มีความลับใดๆ กับเอียน พอๆ กับที่เอียนไม่เคยมีความลับใดๆ กับเขา
“ให้ผมช่วยอะไรไหม?” เอียนขันอาสาคำแรกที่ได้ยินเื่ราวทั้งหมด “ผมช่วยจองตั๋วเครื่องบินให้คุณก่อนดีไหม?”
“ก็ดี” กิตติเทพ หรือที่ใครๆ เรียกว่าเค้นท์เมื่ออยู่ต่างบ้านต่างเมืองยกมือลูบหน้าอย่างเพลียๆ มีเอียนอยู่ช่วยได้เยอะเลย เพราะเอียนเป็คนเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อย่างนี้แหละ ถึงได้อยู่ร่วมบ้านเป็
รูมเมทกันได้นาน “แล้วเมื่อคืนคุณกลับมากี่โมง? ผมตื่นมาตีหนึ่งคุณก็ยังไม่กลับ คุณน่าจะโผเผมากกว่าผมซะอีก”
“เมื่อคืนนี้งานเลิกตีสองน่ะ กลับมาถึงนี่ กว่าจะทำธุระเสร็จก็เกือบตีสาม คุณก็เห็นนี่” เอียนตอบ “ผมเห็นคุณหลับ” เอียนเสริม
“ผมหลับตา แต่สมองผมยังตื่นอยู่” กิตติเทพว่า
เอียนมองรูมเมทตัวเองด้วยความเห็นใจ
“เื่งานไม่ต้องเป็ห่วงนะ ผมจะเคลียร์ทางนี้ให้” เอียนบอก “คุณไปจัดการเื่ทางบ้านให้เรียบร้อยเถอะ แล้วผมจะโทรไปหานะ”
“ขอบใจนะเอียน” กิตติเทพยิ้ม มีเอียนอยู่หนึ่งคน เขารู้สึกอบอุ่นและเหมือนมีที่พึ่งเมื่ออยู่ในต่างบ้านต่างเมืองอย่างนี้
“ไม่เป็ไร มันเป็เื่ที่ผมต้องทำอยู่แล้ว” เอียนยิ้มอย่างอบอุ่น “ผมไปจองตั๋วเครื่องบินให้คุณก่อนนะ ได้เื่ยังไงเดี๋ยวมาบอก”
“ขอบใจมาก” กิตติเทพพึมพำด้วยความประทับใจในความเอื้อเฟื้อของอีกฝ่าย ก่อนทำหน้าเครียดเมื่อนึกถึงเื่ที่เมืองไทย
พี่แก้ว…น้องฟ้า…ทำไม???
###########
นายตำรวจตะเบ๊ะเมื่อเห็นกลินท์เดินเข้ามาในห้องรับแขกอันโอ่อ่าของบ้านพินธุวัธน์ ชายหนุ่มมีท่าทางโผเผเหมือนนอนไม่พอ แน่ล่ะ…ั้แ่เมื่อวานเขาก็หัวหมุนมาตลอด จากที่เคยเป็น้องคนเล็ก มีพี่ๆ ไม่ว่าจะเป็กะรัตหรือกิตติเทพคอยยื่นมือมาช่วยจัดการหลายๆ เื่ให้ แต่บัดนี้กะรัตไม่อยู่แล้ว กิตติเทพก็อยู่ไกลถึงอิตาลี คนที่ต้องคอยวิ่งเต้นจัดการเื่ต่างๆ ั้แ่เมื่อคืน จึงเป็ตัวกลินท์คนเดียว
“ตอนนี้กำลังส่งศพคุณกะรัตไปชันสูตรพลิกศพ ว่าสาเหตุการตายคืออะไรครับ” นายตำรวจแจ้ง “แต่จากที่สำรวจคร่าวๆ คิดว่าคุณกะรัตจงใจฆ่าตัวตายจากการกินยาเกินขนาด”
กลินท์พยักหน้า
“ผมค้นภายในห้องแล้ว ไม่พบว่ามีจดหมายลาตาย เลยอยากจะสอบถามว่า่นี้คุณกะรัตมีความเครียดเื่อะไรบ้าง?”
กลินท์ทำหน้าเหม่อลอย
“ถ้าไม่เป็การรบกวนก็อยากให้ทางคุณกลินท์เล่าให้ฟังทั้งหมดที่ทราบ เพื่อทางตำรวจจะได้สืบค้นหาสาเหตุได้ครับ” นายตำรวจคนเดิมเร่งเร้า
“พอดี่นี้มีปัญหาที่บริษัทนิดหน่อยน่ะครับ” กลินท์ขยับตัวอย่างอึดอัด “แล้วก็ปัญหาครอบครัวเล็กน้อย”
“ปัญหาที่บริษัท? อ้อ! บริษัทของครอบครัวน่ะเหรอครับ?” นายตำรวจคนนี้พอทราบมาว่า ตระกูลพินธุวัธน์มีธุรกิจของครอบครัว โดยมีกะรัตพี่สาวคนโตคอยดูแลทุกอย่างอยู่ ส่วนกิตติเทพและกลินท์ น้องชายทั้งสองทอดธุระในการดูแลกิจการให้พี่สาวคนโตดูแลคนเดียว เนื่องจากกิตติเทพไปอยู่อิตาลีั้แ่ยังเด็ก และแทบจะตัดขาดจากทางเมืองไทย เมื่อทำงานก็เลือกประกอบอาชีพสถาปนิกตามที่ได้ร่ำเรียนมาอยู่ที่อิตาลี ส่วนกลินท์ก็ทำงานในบริษัทของกะรัต แต่ก็ไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในแง่ของการบริหาร
“บริษัทที่พี่แก้วตั้งให้พี่เอ็มดูแลน่ะครับ” กลินท์มีน้ำเสียงเปลี่ยนไปเมื่อพูดถึงชื่อ “พี่เอ็ม”
“พี่เอ็ม?”
“คุณสุรักษ์ สามีของพี่แก้วน่ะครับ” กลินท์อธิบายสั้นๆ
“อ้อ! บริษัทโฆษณานั่นน่ะเหรอครับ?” นายตำรวจรีบปะติดปะต่อเื่
“ครับ พี่แก้วดำเนินธุรกิจของครอบครัวคนเดียว พอแต่งงานกับพี่เอ็ม ก็ตั้งบริษัทโฆษณาต่างหากเป็บริษัทของพี่แก้วเอง แต่ให้พี่เอ็มดูแล” กลินท์ว่า “ผมก็ทำงานในบริษัทโฆษณานั้นครับ เป็ตากล้อง”
“แล้ว?”
“พอดีหลังๆ มานี้ผลประกอบการของบริษัทโฆษณานี้ไม่ค่อยดีเท่าไร พี่แก้วเป็ผู้หญิงเพอร์เฟค ไม่ยอมรับความพลาดพลั้ง พอบริษัทโฆษณามีปัญหา พี่แก้วก็เลยเครียดมาก บวกกับพี่แก้วเคยพูดเปรยๆ ว่า พี่เอ็มมีชู้ ่หลังๆ เลยทะเลาะกับพี่เอ็มบ่อยครับ จนพี่เอ็มทนไม่ไหว ย้ายบ้านกลับไปอยู่บ้านตัวเอง ปรกติพี่เอ็มจะอยู่บ้านนี้กับพี่แก้วกับน้องฟ้าครับ” กลินท์อธิบายรวดเดียว นี่เป็เื่ที่ถ้าไม่จำเป็ เขาก็ไม่ค่อยอยากพูดถึงเลยจริงๆ
“เออ…แล้วคุณสุรักษ์ทราบรึยังครับว่าคุณกะรัตเสีย” ตำรวจนายเดิมรุกเร้าต่อ
“ผมโทรไปบอกแล้วครับ แต่พี่เอ็มบอกว่าตอนนี้มาตากอากาศที่ชลบุรี จะรีบกลับมาวันนี้ครับ” กลินท์ถอนหายใจยาว “แต่จริงๆ ผมไม่ค่อยอยากให้พี่เอ็มเข้ามายุ่งเกี่ยวเท่าไร ถึงพี่แก้วจะเป็ภรรยาพี่เอ็ม แต่พี่เอ็มแทบไม่ดูดำดูดี”
นายตำรวจฟังข้ามๆ เมื่อได้ยินคำเปรยนี้ เพราะถือว่าเป็เื่ส่วนตัวในครอบครัวของผู้ตาย
“แล้วเื่ลูกสาวผู้ตาย…” นายตำรวจนึกขึ้นมาได้
“วันนี้ผมจะพาไปพบหมอครับ” กลินท์ว่า “ผมพาไปเองน่าจะดีกว่า รอพี่เอ็มกลับมาดูแลลูก น่าจะไม่ทันการ”
“เออ…คนที่ดูแลคดีนี้ จะมีผมกับตำรวจหญิงอีกท่านหนึ่งนะครับ” นายตำรวจแจ้ง “เป็คนที่คุณกลินท์คุ้นเคยดีเลยครับ ชื่อคุณชีพชนก รักเกียรติ”
กลินท์สะดุ้งเมื่อนายตำรวจพูดถึงเพื่อนสนิทของเขา
“เอ๊ะ?”
“คุณชีพชนกเป็ตำรวจหญิงที่เก่ง และช่างสังเกต แถมยังสนิทกับครอบครัวคุณ ทำให้ง่ายต่อการหาข้อมูล ถ้าคุณชีพชนกคอยดูแลคดีนี้ร่วมด้วย น่าจะส่งผลดีต่อรูปคดีครับ” นายตำรวจอธิบาย
“แล้ววันนี้ชีพชนกไม่มาด้วยเหรอครับ?” กลินท์ถาม
“ผมให้เขาไปจัดการเื่การชันสูตรพลิกศพของคุณกะรัตน่ะครับ” นายตำรวจบอก “วันนี้ขอบคุณมากครับที่ให้ความร่วมมือ ทางเราจะรีบมาแจ้งเมื่อมีความคืบหน้าเพิ่มเติมนะครับ แต่คดีนี้ ถ้าเป็การฆ่าตัวตายจริง คงจะเอาผิดกับคนทำไม่ได้นะครับ คุณแก้วอาจจะต้องเสียชีวิตฟรี เพราะเป็การฆ่าตัวตายเพราะความเครียดส่วนตัว”
กลินท์หน้าหมองลง “ส่วนหนึ่งก็เพราะความผิดของพี่เอ็มแหละครับ ที่บี้ให้พี่แก้วต้องมาจบชีวิตอย่างนี้” กลินท์สรุป
“ทางเรายังมีข้อมูลไม่เพียงพอ เอาเป็ว่าถ้าคุณสุรักษ์กลับมา ช่วยแจ้งผมด้วยนะครับ ผมจะมาสอบปากคำคุณสุรักษ์ที่นี่”
นายตำรวจบอก
“ครับ”
กลินท์เดินไปส่งนายตำรวจที่หน้าประตู ก่อนฝืนทำสีหน้าแช่มชื่น เมื่อเดินไปหาฟ้าไพลินท์ที่ห้อง เขายังต้องพาฟ้าไพลินท์ไปพบแพทย์เพื่อประเมินอาการดูว่า ทำไมสาวน้อยของเขาถึงพูดไม่ได้ ส่วนเื่บริษัทน่ะเหรอ เมื่อกะรัตไม่อยู่ สุรักษ์ก็พึ่งไม่ได้ แน่นอนว่าสภาพบริษัทคงเละพอสมควร ตอนนี้เขาไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร นอกจากกิตติเทพพี่ชายคนเดียวของเขา
“พี่เกน พี่รีบๆ กลับมาเร็วๆ นะครับ” กลินท์ภาวนาในใจ “ผมจะไม่ไหวแล้ว”
###########
ร่างสูง แต่เต็มไปด้วยมัดกล้ามในชุดสูทแบบอิตาลีที่ตัดเย็บตามออเดอร์จากผ้าเนื้อดีและลวดลายทันสมัยเข็นรถเข็นกระเป๋าหนังขนาดกระทัดรัดและถุงใบใหญ่น้อยอีก 2-3 ใบออกมาจากช่องผู้โดยสารขาออก ั์ตาภายใต้คอนแท็กเลนส์สีฟ้าเหลือบดำกวาดมองรอบๆ ก่อนเข็นไปตามทางตรงไปหากลินท์ที่โบกไม้โบกมือวุ่นวาย ในมือของกลินท์ถือป้ายชื่อที่ทำอย่างเรียบร้อยว่า “Kittithep Pinthuwat” และด้านล่างเขียนกำกับด้วยภาษาไทยว่า “กิตติเทพ พินธุวัธน์” ซึ่งสะดุดตาชายหนุ่มร่างสูงทันที
“พี่เกน” กลินท์กอดชายร่างสูงที่มีั์ตาสีแปลกไว้แน่น ในใจที่หน่วงหนักมาหลายวันรู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาทันทีเมื่อััร่างที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามของพี่ชายคนเดียว
“กล้า” แม้จะจากเมืองไทยไปนาน แต่ภาษาไทยของกิตติเทพก็ยังชัดเจน
“ผมดีใจที่พี่กลับมาสักที” กลินท์รู้สึกว่าน้ำตาเขารื้นขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล ไอ้กล้าเอ้ย น้ำตาลูกผู้ชายเขาเก็บไว้ใช้เฉพาะเวลามีเื่ร้ายแรงจริงๆ แต่นี่…แค่เห็นหน้าพี่ชายคนเดียวที่ไม่ได้เจอกันมานานเพียงไม่กี่นาที กลับน้ำตารื้นขึ้นมาซะนี่ ขี้แยจริง อย่างนี้ไม่ควรชื่อเล่นว่ากล้าเลย กลินท์บ่นกับตัวเองในใจ แต่ความปลอดโปร่งใจ และโล่งใจที่ได้เห็นหน้ากิตติเทพ ก็ทำให้เขาไม่โทษตัวเองนานกว่านั้น
“พี่ก็ดีใจที่ได้เจอเธอ” น้ำเสียงของกิตติเทพทุ้มต่ำนิดๆ ฟังดูมีเสน่ห์ชวนให้เคลิบเคลิ้ม
“ผมจะไม่ไหวอยู่แล้วครับ พี่เกน” กลินท์สารภาพ ความเป็น้องเล็กที่มีพี่ๆ คอยจัดการเื่ราวยุ่งเหยิงต่างๆ ที่เขาไม่เคยคิดปรารถนา ทำให้กลินท์หัวหมุนไม่น้อยเมื่อต้องจัดการเื่ต่างๆ เกี่ยวกับกะรัตและฟ้าไพลินท์ใน่หลายวันที่ผ่านมา
“พี่เข้าใจ” กิตติเทพตบบ่ากลินท์เบาๆ “พี่มาช่วยแล้ว ไม่ต้องเครียดแล้วนะ”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น กลินท์รู้สึกเหมือนยกูเาออกจากอก ภาระที่เขาแบกไว้และคิดประหวั่นล่วงหน้าถูกส่งต่อให้ถึงมืออีกคนหนึ่งแล้ว
กลินท์เงยหน้ามองพี่ชาย ั์ตาสีฟ้าเหลือบดำนั้นฉายแววอบอุ่นและมั่นคง ชายหนุ่มผู้อ่อนวัยกว่ายิ้มออกมา จัดว่าเป็รอยยิ้มแรกที่กลั่นออกมาจากใจเ้าตัวใน่หลายวันมานี้ได้เลย
“เรามาสรุปทีละปัญหา”
กิตติเทพว่าแบบคนเรียนมาทางสายวิทยาศาสตร์ที่จะคิดทุกอย่างเป็ระบบ ต่างจากน้องชายที่จัดการตามเื่ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าโดยไม่มีการวางแผน
“ประเด็นแรกที่ต้องจัดการก่อน คือเื่น้องฟ้า” กิตติเทพว่า “เพราะน้องฟ้าเป็คนที่ยังมีชีวิตอยู่ และน้องฟ้าน่าจะรู้ความลับอะไรเกี่ยวกับการเสียชีวิตของพี่แก้ว ไม่อย่างนั้นคงไม่ช็อกจนพูดไม่ออก ถ้าทำให้น้องฟ้าพูดได้ เราอาจจะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นตอนที่พี่แก้วเสีย”
กลินท์รู้สึกเหมือนเพิ่งบรรลุธรรมอะไรสักอย่าง ใช่แล้ว ทำไมเขาไม่เคยคิดข้อนี้เลยนะ เขามัวแต่ใที่เห็นพี่สาวคนเดียวนอนตัวแข็งทื่อ เหยียดยาวอยู่บนพื้น โดยมีน้องฟ้ายืนตัวแข็งอยู่ข้างๆ ความในั้นทำให้เขาจัดการทุกเื่ตามสิ่งที่ควรจะเป็ แต่ไม่ได้คิดเชื่อมโยงเหตุการณ์ใดๆ ที่เกิดขึ้นมาเลย
“ครับ” กลินท์รับคำ
“เื่น้องฟ้า หมอว่ายังไงบ้างล่ะ?” กิตติเทพถาม
“หมอบอกว่า มีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นที่ทำให้น้องฟ้าไม่กล้าพูด ความไม่กล้าพูดบวกกับความใสุดขีด น้องฟ้าเลยพูดไม่ได้ครับ”
“งั้นต้องทำให้น้องฟ้ารู้สึกวางใจ และหายจากอาการใซะก่อน” กิตติเทพว่า “แล้วตอนนี้หลานพี่อยู่ไหนซะล่ะ”
“นอนพักอยู่บนห้องครับ มีพี่เลี้ยงดูแล” กลินท์บอก ในใจเริ่มเห็นความหวังเรืองรองว่าปัญหาที่เขาเผชิญอยู่นี้กำลังจะเจอทางออก “เพราะช็อก ใ หรือกลัวอะไรไม่ทราบ น้องฟ้ามีอาการไข้ขึ้นสูง แล้วก็นอนหลับไม่สนิทมาหลายวัน นี่เพิ่งสร่างไข้ครับ”
“งั้นถ้าอาการดีขึ้นแล้ว เราพาน้องฟ้าไปเที่ยวผ่อนคลายเยอะๆ ดีไหม? เผื่อสบายใจแล้วอาจจะยอมพูด”
กิตติเทพหาทางแก้ไข กลินท์ทำหน้าเห็นด้วย
“พี่เกนความคิดเยี่ยมยอดเลยครับ ผมมัวแต่สับสนกับเื่ที่เกิดขึ้น ได้แต่คิด เครียด กลุ้มใจ จนหาทางแก้ไขไม่ได้” กลินท์สารภาพถึงความอ่อนด้อยของตัวเอง
“ไม่เป็ไรหรอกกล้า” กิตติเทพตบบ่าน้องชายเบาๆ กลินท์รู้สึกสบายใจเมื่อกิตติเทพพูดเช่นนั้น
“งั้นตกลงเื่น้องฟ้าเราจะแก้ไขอย่างนี้ พาน้องฟ้าไปเที่ยวผ่อนคลายเยอะๆ ให้สบายใจจนยอมพูดออกมาได้เอง” กิตติเทพสรุปปัญหาแรก ก่อนกล่าวต่อไปว่า “ต่อไปก็ประเด็นที่สอง เื่บริษัท”
กลินท์เงยหน้ามองพี่ชาย
“เราโยนภาระหน้าที่เื่บริษัทให้พี่แก้วดูแลหมด ตอนนี้พี่แก้วไม่อยู่แล้ว เื่ที่บริษัทก็ต้องแบ่งครึ่งๆ ให้พี่กับกล้าช่วยกันดูแล”
“เอ่อ…ผมไม่ถนัดเื่บริหารเลยครับ ทุกวันนี้ก็ทำแต่เป็ตากล้องให้บริษัทโฆษณาของพี่แก้ว เป็บริษัทส่วนตัวของพี่แก้วอีกต่างหาก ผมเลยไม่แน่ใจว่าจะทำได้ดีแค่ไหน แถมเื่นี้ต้องเกี่ยวกับพี่เอ็มด้วยอีกคน”
“พี่เอ็มมาเกี่ยวอะไรด้วย?” กิตติเทพขมวดคิ้ว ไม่คิดว่าพี่เขยจะมามีส่วนร่วมในการดูแลบริษัทของครอบครัว
“ก็เรายกเื่บริษัทของครอบครัวให้พี่แก้วดูแล นอกจากพี่แก้วจะตั้งบริษัทส่วนตัวต่างหากแล้ว ยังมีบริษัทที่พี่แก้วกับพี่เอ็มร่วมกันสร้างขึ้นมาด้วย แล้วพี่แก้วกับพี่เอ็มก็ช่วยๆ กันบริหารทั้ง 4-5 บริษัทนี่แหละครับ พวกเรารับแต่เงินปันผลอย่างเดียว เลยไม่ค่อยรู้เื่ภายในเท่าไร รู้แต่ว่าพี่เอ็มบริหารงานไม่เก่งเท่าพี่แก้ว บริษัทที่พี่เอ็มดูแลโดยตรงถึงได้เละไม่เป็ท่า” กลินท์พูดถึงพี่เขยด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
กิตติเทพไม่ต่อคำ เขากลับถามว่า
“แล้วนี่พี่เอ็มไปไหนล่ะ? พี่ยังไม่เห็นพี่เอ็มเลย อยู่ที่บริษัทเหรอ?”
“พี่เอ็มกับพี่แก้วเขาแยกบ้านกันอยู่ครับ ตอนนี้ วันเกิดเหตุพี่เอ็มไปตากอากาศที่ชลบุรี พอเกิดเื่ผมก็โทรหาพี่เอ็ม พี่เอ็มก็รับปากว่าจะรีบกลับมา แต่กว่าจะมาที่บ้านได้ก็อีกวันหนึ่งแหละครับ มาให้การกับตำรวจ”
“ฟังดูแปลกๆ นะ กรุงเทพฯ กับชลบุรีก็ไม่ได้ไกลกันขนาดนั้นนี่นา” กิตติเทพทำเสียงครุ่นคิด
“ผมก็สงสัยอยู่ครับ” กลินท์ว่า เขาค่อนข้างอคติกับสุรักษ์อยู่แล้ว เนื่องจากสุรักษ์เป็คนชอบทำอะไรตามใจตัวเอง แม้จะเป็คนตลกเฮฮา แต่ชอบทำให้พี่สาวคนเดียวของเขากลุ้มใจบ่อยๆ พออีกฝ่ายทำตัวแปลกๆ เขาจึงยิ่งคิดสงสัย และชี้นำให้พี่ชายที่เพิ่งกลับมาเมืองไทยรู้สึกสงสัยตามที่เขา้าด้วย
“นั่นสิครับ” กลินท์สนับสนุน “พี่แก้วไม่ได้มีปัญหากับใครเป็พิเศษด้วย เื่กลุ้มใจของพี่แก้ว่นี้ก็มีแต่เื่ที่พี่เอ็มมีชู้ เลยต้องแยกบ้านกันอยู่เพราะไม่อยากให้น้องฟ้าเห็นภาพพ่อกับแม่ทะเลาะกันทุกวัน กับผลประกอบการที่บริษัทพี่แก้วไม่ค่อยดีเท่านั้นแหละครับ แต่ก็…ไม่คิดว่าพี่แก้วจะเครียดจนถึงขนาดทำร้ายตัวเอง” ท้ายคำกลินท์ทำเสียงสั่น ภาพพี่สาวคนเดียวทำอัตตวิบาตกรรมยังคงติดตา
กิตติเทพทำหน้าครุ่นคิดหนักขึ้นไปอีก
“คุณเกน!” แม่บ้านวัยชราร่างอวบเดินตุบตับเข้ามาหากิตติเทพในห้องนั่งเล่น คั่นบทสนทนาของทั้งคู่ให้ชะงักลงเพียงเท่านี้
“แจ่ม!” กิตติเทพลุกขึ้นโอบร่างนางแจ่มไว้แน่น
“พ่อคุณของแม่แจ่ม กลับมาแล้วเหรอคะ? ไปอยู่เมืองนอกเมืองนาตั้งนาน แจ่มคิดถึงคุณเกนมากๆ เลยค่ะ แจ่มมัวแต่ขึ้นไปดูคุณหนูฟ้า เลยเพิ่งได้มีโอกาสมาทักทายคุณเกน” นางแจ่มมีน้ำหูน้ำตา
“ผมกลับมาแล้ว แจ่มสบายดีไหม?”
“ก็มีโรคคนแก่บ้างประปรายน่ะค่ะ คุณแก้วนะคุณแก้ว ไม่น่าเลย มีอะไรก็น่าจะปรึกษาพี่ๆ น้องๆ ก่อน ไม่น่าจะคิดสั้นเลย”
“พี่แก้วเขาไปสบายแล้วครับ” กิตติเทพว่า ทำหน้าเศร้านิดๆ “คนที่ยังอยู่อย่างเราๆ ต่างหากที่ยังต้องดิ้นรนกันต่อไป”
“วันนี้แจ่มลงมือทำอาหารให้คุณเกนนะคะ คุณเกนกินเยอะๆ นะคะ ดูสิ ตัวผอมไปเยอะเลย”
“ตัวผอมอะไรกันแจ่ม อย่างนี้เรียกว่าหุ่นสมส่วนแล้ว” กลินท์ขัดแม่บ้านสูงวัยที่อยู่บ้านนี้มานาน
“คุณกล้าล่ะก็…” แม่แจ่มค้อนควัก
“ครับๆ” กิตติเทพตอบด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “แจ่มอยากแสดงฝีมืออะไร ผมจะฟาดให้เรียบ ขออย่างเดียว อย่าเผ็ดมากแล้วกัน”
“ค่ะ แจ่มจำได้ว่าคุณเกนไม่กินอาหารรสเผ็ดั้แ่ไหนแต่ไรแล้ว” แม่แจ่มทำเสียงกระตือรือร้น “แจ่มไม่ขัดพี่ๆ น้องๆ คุยกันแล้วค่ะ ไปทำอาหารต่อดีกว่า มื้อนี้แจ่มแสดงฝีมือเต็มที่”
“เก็บฝีมือไว้แสดงวันหลังๆ ด้วยนะแจ่ม พี่เกนยังมาอยู่อีกหลายวัน เที่ยวนี้” กลินท์พูดกลั้วหัวเราะตามหลังแม่บ้านร่างอวบ
“ค่า”
กิตติเทพและกลินท์มองตามร่างของแม่แจ่มอย่างขบขันปนรักใคร่เอ็นดู แม่แจ่มเป็ผู้หญิงที่คุยด้วยแล้วสบายใจ ความเครียดที่ผุดพลุ่งขึ้นมาเมื่อครู่สลายไปเพราะใบหน้ายิ้มแย้มและถ้อยคำที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความจริงใจของแม่แจ่ม
กิตติเทพและกลินท์หันมามองตากัน
“พี่ว่า…เรามาพักเื่นี้ก่อนดีไหม?” กิตติเทพว่า ซึ่งก็ตรงกับความในใจของกลินท์พอดี
“ก็ดีครับ ไว้พรุ่งนี้เราค่อยมาคุยกันอีกทีว่าจะเอายังไงต่อไป”
“พี่อยากขึ้นไปดูน้องฟ้าสักหน่อย” กิตติเทพเปรย
“ครับ แต่ตอนนี้น้องฟ้าหลับอยู่ พี่เกนไปที่บริษัทโฆษณาของพี่แก้วกับผมไหมครับ? เผื่อจะได้เบาะแสอะไรมากขึ้น?”
“ได้”
กลินท์หยิบกุญแจรถจากหิ้งวาง หมุนพวงกุญแจวิ้วๆ นำหน้ากิตติเทพไปยังโรงจอดรถ