บางทีหญิงชราอาจคิดไม่ถึงว่าสามีของนางจะทำตัวไม่มีกระดูกสันหลังเช่นนี้ นางที่เพิ่งจะดิ้นรนลุกขึ้นมาได้ ก็โกรธจนแทบจะระเบิดออกมา
ทว่านางเองก็กลัวสุนัขตัวใหญ่นั้น จึงได้แต่ขบฟันแน่น อดทนแล้วอดทนอีก ก่อนจะบีบน้ำตาออกมาหยดสองหยด
“ใช่แล้ว พวกเราช่างโชคร้ายเหลือเกิน ลูกชายของข้าได้แต่งงานกับลูกสะใภ้ที่ไม่ได้เรื่องแบบนี้ ทำเรื่องเลวร้ายจนพวกเราต้องเดือดร้อนไปด้วย จินเหยาเอ๊ย เจ้าดูเหมือนจะเป็นเด็กสาวที่อ่อนโยนและเข้าอกเข้าใจผู้อื่น เจ้าคงจะเห็นใจในความยากลำบากของเราใช่ไหม? เรื่องที่นางทำลงไป พวกเราไม่รู้อะไรด้วยเลยนะ แล้วตอนนี้เจ้าจะให้พวกเราจ่ายเงินสิบตำลึง พวกเราจะ…จะเอามาจากไหนล่ะ?”
ซ่งจินเหยาเอ่ยถาม “ความหมายของท่านคือ…พวกท่านไม่มีเงินชดใช้คืนให้ข้า?”
หญิงชรากัดฟันพูดเสียงอ่อย “ใช่แล้ว...เจ้าก็รู้ว่าเราเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ๆ จะมีเงินมาจากไหนมากมายเล่า?”
ซ่งจินเหยาลูบคางครุ่นคิด “อย่างนั้นหรือ ไม่มีเงินสินะ…”
“จินเหยา เช่นนั้น…เรื่องเงินนี้ก็แล้วกันไปเถอะ?” เมื่อเห็นความลังเลของซ่งจินเหยา ชายชราโม่ก็ยิ้มกว้างและรีบกล่าวเสริม “อีกอย่าง...อาห้าของเจ้าก็ไม่ได้ทำอะไรผิด มิสู้เจ้าไปช่วยพูดกับอาเชิน ขอให้เขาเปลี่ยนใจ ไม่ไล่ลูกชายของข้าออกดีหรือไม่?”
ที่จริงแล้ว ก่อนพวกเขาจะมาที่นี่ก็ได้วางแผนกันไว้ล่วงหน้าแล้ว ว่าจะใช้ท่าทีแข็งกร้าวเพื่อกดดันซ่งจินเหยา ทำให้นางจนมุม เช่นนี้ไม่เพียงแต่ไม่ต้องจ่ายเงินสิบตำลึง ยังจะให้ซ่งจินเหยาชดใช้เงินให้พวกเขาอีกด้วย ถึงอย่างไร ลูกสะใภ้ของพวกเขาก็ได้รับบาดเจ็บ ทั้งยังทำให้พวกเขาตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ ถ้าไม่จ่ายค่าเสียหายบ้าง มันจะใช้ได้ที่ไหนกัน?
ตอนนี้ เจ้าสุนัขตัวใหญ่นั่นยังคงจ้องเขม็งอยู่อย่างดุดัน พวกเขาที่ตั้งใจจะวางท่าคุกคามใส่จึงไม่สามารถทำอะไรได้ —แล้วแบบนี้จะเรียกร้องค่าชดเชยได้อย่างไร?
เมื่อคิด ๆ ดู แค่ไม่ต้องจ่ายเงินสิบตำลึง เรื่องอื่นก็พอจะยอมรับได้ ส่วนเรื่องงานของลูกชายนั้น ถึงอย่างไรก็ต้องให้เขาไปทำต่อ งานก็ไม่หนัก แถมเงินยังดีเสียขนาดนี้
แม้แต่ในเมืองเองก็ยังยากที่จะหางานที่ค่าแรงมากถึงห้าสิบเหวินต่อเดือนได้
ซ่งจินเหยาก้มหน้าต่ำลงเล็กน้อย “เรื่องของอาเชิน ข้าไม่สามารถตัดสินใจแทนได้หรอก”
คำพูดที่ดูคลุมเครือนี้ ทำให้ทั้งสองคิดว่านางยอมที่จะไม่เรียกเงินสิบตำลึง พวกเขาจึงเผยความยินดีที่ซ่อนอยู่ออกมาทันที
หญิงชราไม่สนใจความเจ็บปวดของตนเองและรีบเอ่ยขึ้น “เจ้ากับอาเชินกำลังจะแต่งงานกัน เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ อาเชินจะไม่ยอมตามใจเจ้าได้ยังไง!”
ซ่งจินเหยาคลี่ยิ้มออกมา “จริงหรือ? แต่ทำไมข้าต้องเข้าไปยุ่งกับการตัดสินใจของเขาด้วยล่ะ?”
“เจ้า…” หญิงชราถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ซ่งจินเหยากล่าวต่อ “อีกอย่าง…ลูกสะใภ้ของพวกท่านทำอะไรลงไปบ้าง ท่านบอกว่าไม่รู้ไม่ใช่หรือ?”
ทั้งสองคนพยักหน้าตอบโดยไม่รู้ตัว “ใช่แล้ว พวก…พวกเราไม่รู้เรื่องเลย…”
“นางนำอาหารที่เตรียมไว้สำหรับลูก ๆ ทั้งสามคนของข้ากลับบ้านทุกวัน ท่านจะบอกว่านางเอากลับไปกินเองคนเดียวหรือ ท่านกล้าพูดหรือไม่ว่าไม่ได้แตะต้องเนื้อ ไข่ ข้าวสารและแป้งสาลีพวกนั้นเลย?”
หญิงชรารู้สึกอับจนหนทางและพยายามหาข้ออ้างต่อไป “พวกเรา...คิดว่าอาเชินเป็นคนมีน้ำใจและให้รางวัลที่นางทำงานหนัก…”
ซ่งจินเหยาไม่ลังเลเลยที่จะตีแสกหน้านาง “อาหารมากมายขนาดนั้น ถ้าซื้อที่ตลาดก็คงมีราคาอย่างน้อยครึ่งตำลึงต่อวัน อาสะใภ้ห้าได้ค่าจ้างเพียงเดือนละสามตำลึง ท่านจะบอกว่านางได้อาหารที่มีราคาเกือบหนึ่งตำลึงนอกเหนือจากเงินเดือนทุกวันอย่างนั้นหรือ? ซึ่งพวกท่านก็ไม่สงสัยอะไรเลย ยังกล้ากินกันหน้าตาเฉยอีก?”
ตอนนี้ทั้งสองคนเริ่มเข้าใจแล้วว่า ซ่งจินเหยาไม่เคยตั้งใจที่จะช่วยพวกเขาเลย นางแค่ล่อลวงพวกเขาให้มีความหวัง จากนั้นก็กระหน่ำซ้ำเติมทีหลัง
นี่มันเรื่องอะไรกัน!?
หญิงชราแผดเสียงด้วยความเกรี้ยวกราด "ซ่งจินเหยา นังผู้หญิงไร้ยางอาย เจ้าหมายความว่าอย่างไรกันแน่?"
ในขณะนั้นเอง โม่เจิ้งตงที่เพิ่งเดินมาถึงหน้าประตูก็ได้ยินเข้าพอดี เขารีบวิ่งเข้ามาในบ้านแล้วตะโกนใส่ผู้อาวุโสทั้งสอง "พวกท่านคิดจะทำอะไรน่ะ? ออกไปนะ!"
ไม่รู้ว่าเด็กชายไปเอาความกล้ามาจากไหน เขาคว้าไม้กวาดจากมุมกำแพง แล้ววิ่งเข้าใส่ผู้อาวุโสทั้งสองทันที “อย่าคิดว่าท่านน้าอยู่บ้านคนเดียวแล้วจะมารังแกได้นะ! ออกไปซะ! ออกไป! ถ้ายังไม่ออกไป พวกท่านได้เห็นดีกันแน่!”
แม้ว่าพวกเขาจะดูแคลนเด็ก ๆ ในครอบครัวของโม่หงเชิน แต่พวกเขาก็รู้ถึงอุปนิสัยของเด็กเหล่านี้ดี โดยเฉพาะโม่เจิ้งตง ลูกชายคนโต
เขาเป็นเด็กที่มีนิสัยแปลกประหลาด อารมณ์ร้าย และมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกับเด็กทั่วไป
เมื่อต้นปี เขาเคยกัดมือของเด็กคนหนึ่งอย่างแรง จนเนื้อเกือบจะหลุดออกมาทั้งชิ้น
เด็กที่ดื้อรั้นเช่นนี้ ไม่ใช่คนที่พวกเขาอยากจะยั่วยุด้วย
นอกจากนี้ ยังมีสุนัขสีดำตัวใหญ่ที่ดุร้ายตัวนั้นนอนหมอบอยู่ข้าง ๆ ซ่งจินเหยา พวกเขาไม่สามารถทำอะไรนางได้ หากอยู่ต่อไปก็ไม่เกิดประโยชน์ มีแต่จะเสียเปรียบเอาเปล่า ๆ
ทั้งสองสบตากันขณะช่วยพยุงอีกฝ่ายและจากไป
หญิงชรารู้สึกไม่เต็มใจ ขณะที่นางกำลังจะเดินพ้นประตู นางก็หันกลับมา ถ่มน้ำลายอย่างแรงพลางกล่าวว่า “ลูกสะใภ้อย่างเจ้า ใครเขาจะอยากได้กัน! ครอบครัวไหนได้เจ้าไป นับเป็นโชคร้ายของตระกูลจริง ๆ!”
“ยังไม่ไปอีก?”
เสียงคำรามของโม่เจิ้งตงทำให้ทั้งสองสะดุ้งตกใจ พวกเขารีบสาวเท้าก้าวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
หญิงชราบ่นพึมพำ “เด็กอารมณ์ร้ายอย่างเขาจะไปทำอะไรได้? มีแต่จะทำให้คนรำคาญ เผลอ ๆ โตไปก็อาจจะหาภรรยาไม่ได้ด้วยซ้ำ จุ ๆ…”
โม่เจิ้งตงไม่สนใจพวกเขา ปิดประตูอย่างแรงแล้วหันไปมองซ่งจินเหยา เขาอยากจะถามว่านางเป็นอย่างไรบ้าง แต่คำพูดก็ติดอยู่ในลำคอ
เขาไม่คุ้นเคยกับการใส่ใจคนอื่น
ซ่งจินเหยายิ้มตาหยีแล้วพยักหน้าให้เขา “เจิ้งตงเก่งจริง ๆ เมื่อครู่ข้าเองยังตกใจเลย...ถ้าไม่มีเจ้ามาช่วย ตอนนั้นข้าก็ไม่รู้ว่าจะจัดการพวกเขายังไงเหมือนกัน!”
โม่เจิ้งตงรู้สึกว่าเมื่อครู่นางดูเหมือนจะเป็นฝ่ายเหนือกว่า แต่ไม่ว่าอย่างไร พอได้ยินคำชมแบบนี้ เขาก็รู้สึกดีใจอยู่ไม่น้อย
นี่เป็นครั้งแรกที่มีใครสักคนชื่นชมเขาด้วยเรื่องอะไรสักอย่าง ปกติก่อนหน้านี้ คนอื่นมักจะด่าเขาว่า ‘มีพ่อแต่ไม่มีแม่คอยสั่งสอน’ ไร้มารยาท ไม่รู้จักเคารพผู้ใหญ่
ขณะเดียวกันนั้นซ่งจินเหยาก็จ้องมองไปที่สุนัขสีดำตัวใหญ่ เดิมทีนางอยากจะลูบหัวมันสักหน่อย แต่ก็อดรู้สึกกลัวเล็กน้อยไม่ได้ จึงทำได้แค่ยิ้มให้มัน “ต้าเฮย วันนี้เจ้าก็เก่งมากนะ! ถ้าไม่มีเจ้า ข้าคงโดนพวกเขารังแกไปแล้ว!”
ต้าเฮยกระดิกหางราวกับเข้าใจ
“คืนนี้พวกเราจะเลี้ยงฉลองกัน ข้าจะทำอาหารจานพิเศษให้เจ้ากิน”
ซ่งจินเหยาเข้าไปในครัวเพื่อทำขนมอบ โม่เจิ้งตงและโม่ซีซีก็คอยอยู่ใกล้ ๆ โดยเฉพาะโม่เจิ้งตงที่ช่วยดูแลฟืนไฟ ทำหน้าที่ผู้ช่วยอย่างคล่องแคล่ว และรู้จังหวะช่วยเหลือได้ดี
ไม่นาน นางก็ทำขนมถั่วเขียวและขนมกุ้ยฮวาเสร็จ กลิ่นหอมหวานลอยฟุ้งอยู่ในอากาศชวนให้น้ำลายสอ ทำเอาเด็กทั้งสองแทบน้ำลายไหล
หลังจากให้พวกเขาไปล้างมือแล้ว นางก็แบ่งขนมให้พวกเขาคนละชิ้น ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "ไปกันเถอะ พวกเราเอาขนมไปให้พี่กุ้ยเซียงกัน"
โม่เจิ้งตงที่มีความเป็นผู้ใหญ่ อีกทั้งก่อนหน้านี้ยังเคยไปตลาดพร้อมกับซ่งจินเหยา เขาจึงรู้ดีว่าน้ำตาลและส่วนผสมอื่น ๆ มีราคาแพงมากเพียงใด เขาลังเลใจว่าควรจะเอาไปให้คนอื่นด้วยจริง ๆ หรือ?
“น้ำใจต้องตอบแทนด้วยน้ำใจ” ซ่งจินเหยากล่าวเมื่อเห็นสีหน้าของเขา
“ท่านป้ากุ้ยเซียงของเจ้าช่วยพวกเราไว้มาก โดยเฉพาะตอนที่อาสะใภ้ห้าละเลยซีซี นางมักจะเป็นคนดูแลซีซีให้เสมอ”
แม้โม่เจิ้งตงจะรู้สึกว่า ตอบแทนบุญคุณ ก็ไม่จำเป็นต้องให้ถึงขนาดนี้ แต่เขาก็เก็บความคิดนั้นเอาไว้กับตัว ไม่ได้พูดอะไรออกมา
…
หลังจากกุ้ยเซียงพยายามปฏิเสธขนมอย่างสุภาพอยู่พักหนึ่ง เพราะรู้สึกว่าเป็นของดีเกินกว่าจะรับไว้ได้ ทว่าสุดท้ายก็สู้หน้าลูก ๆ ที่ยืนมองอย่างหิวโหยไม่ได้ จึงต้องยอมรับไว้
นางเอ่ยขึ้น “เมื่อวานนี้เจิ้งหนานบอกว่าเจ้าอยากปลูกผักสวนครัว แต่ที่ดินตรงนั้นไม่ได้ปลูกอะไรมานานแล้ว กว่าจะปลูกได้คงต้องใช้เวลาอีกพอคมควร หากเจ้าต้องการอะไรก็มาหาข้าได้เลยนะ”
ขณะที่ซ่งจินเหยากำลังจะตอบรับ ใครบางคนก็ตะโกนมาจากด้านนอก
“น้าของเจิ้งหนานอยู่บ้านไหม? เจิ้งหนานก่อเรื่องแล้ว!”
.
.
.